2008/Feb/26

La Fin de Journal

Author: Misaki
Category: Romantic drama
Pairing: Micky/Xiah, Yunho/Jaejoong
Rating: PG-13
Style: Yaoi

ผมขอโทษ
คำที่ผมอยากบอกคุณตั้งแต่วันแรกที่เราพบกัน

เสียงเปียโนแผ่วเบาเบื้องหลังประตูไม้สีขาว ติดขัดบ้างเป็นบางครั้ง บางครั้งก็หยุดเว้นและเงียบไป เป็นแบบนี้อยู่พักนึงก่อนที่เสียงเปียโนจะดังขึ้นอีกครั้ง นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนทอดมองภาพภายในห้องสีขาวผ่านกระจกบานเล็กบนประตู  ริมฝีปากอิ่มปรากฏรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้าคมคายนั้น เสียงของตัวโน้ตต่างจังหวะ ต่างระดับเสียงถูกบรรเลงจนเป็นเพลงที่ไพเราะ แม้จังหวะของเพลงนั้นจะแสนเศร้า หากแต่รอยยิ้มสดใสบนใบหน้าหวานสวยนั้นกำลังเปลี่ยนทำนองที่เศร้าหมองให้ไพเราะกว่าบทเพลงใดๆ

ใบหน้าด้านข้างยามระบายรอยยิ้มของร่างเล็กนั้นดูสว่างใสและพร่าเลือนราวกับอยู่ในห้วงความฝัน ปลายผมสีน้ำตาลอ่อนคลอเคลียแก้มเนียนระเรื่อสีอ่อนใส ไม่สวยงามเหมือนนางฟ้าหรือภาพวาด หากแต่สดใส อ่อนโยน และอบอุ่นดั่งอาทิตย์รุ่งอรุณ ชายร่างสูงแนบใบหน้าไปชิดกระจกอีกนิดเพียงเพราะอยากเห็นภาพตรงหน้าให้ชัดเจนขึ้น ยืนอยู่ที่ตรงนี้ทุกวัน เฝ้าคอยมองคนคนนี้จากอีกด้านของกระจก เพียงแค่นี้ก็สร้างรอยยิ้มบางๆ ได้ ก่อนที่จะทันได้คิดอะไรคนตัวเล็กที่กำลังเฝ้ามองก็หันกลับมาสบตาพร้อมกับส่งยิ้มให้ คนตัวสูงทำอะไรไม่ถูกได้แต่ยิ้มตอบกลับอย่างเจื่อนๆ พร้อมกับย้ายตัวเองไปนั่งที่เก้าอี้ข้างประตูห้องเหมือนเดิม

เสียงประตูที่เปิดออกทำให้ร่างสูงหันกลับไปมอง ประตูสีขาวถูกแง้มออกเล็กน้อย มือเรียวเล็กที่วางอยู่บนลูกบิดนั้นขาวซีด ก่อนที่ใบหน้าหวานสวยที่ฉายแววกังวลจะพ้นขอบประตูออกมา

“รอนานแล้วเหรอ?” เสียงหวานใสถาม คนถูกถามส่ายหน้าน้อยๆ ริมฝีปากอิ่มคลี่ยิ้มให้เจ้าของใบหน้าน่ารักนั้นเหมือนทุกครั้ง อีกฝ่ายพยักหน้าน้อยๆ แทนคำตอบว่าเข้าใจ ก่อนจะปิดประตูลงเหมือนเดิม รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นอีกครั้งบนใบหน้าของร่างสูง เพียงแค่การกระทำเล็กๆ น้อยๆ ของคนตัวเล็กกลับดูน่ารักไปเสียหมดในสายตาของเค้า...เพี้ยนไปแล้วแน่ๆ เรา...คิดแล้วหัวเราะกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะทอดสายตามองออกไปข้างนอกกระจกใสบานใหญ่ รถรามากมายวิ่งสวนกันไปมาเป็นเรื่องปกติของเวลาเลิกงานในเมืองหลวงที่ถูกฉาบเปื้อนไปด้วยความทันสมัยอย่างโซล

“การที่จะทำให้เสียงเปียโนดึงดูดคนฟังและสื่อความหมายได้อย่างที่ใจเราต้องการ เราต้องรู้สึกว่าเปียโนกับเราเป็นสิ่งเดียวกัน เพราะนอกจากเสียงดนตรีจะเข้าไปในโสตประสาทผู้ฟังแล้ว คนเล่นยังจะเข้าไปอยู่ในใจของผู้ฟังด้วย” เสียงหวานที่ดังผ่านประตูออกมาดูเคร่งเครียด ร่างสูงละสายตาจากภาพตรงหน้าหันกลับไปมองที่ประตูอีกครั้ง ก่อนที่ประตูสีขาวจะถูกเปิดออก คนตัวเล็กเดินออกมาพร้อมกับเด็กหนุ่มผิวสีน้ำผึ้งเจ้าของใบหน้าคมคายในแบบลูกผู้ดี อีกฝ่ายเพียงแค่พยักหน้าน้อยๆ เท่านั้น

“ถ้าชางมินเอาแต่เล่นตามโน้ตโดยไม่มีอารมณ์ร่วม คนดูเค้าก็ไม่มีอารมณ์ร่วมเข้าใจมั้ย?” คิ้วเรียวนั้นขมวดมุ่นแม้จะดูไม่เข้ากับใบหน้าหวานนัก แต่ก็พอจะทำให้เด็กหนุ่มตัวสูงที่ยืนอยู่กลัวได้ ร่างสูงที่นั่งรออยู่มองใบหน้าหมองๆ ของเด็กหนุ่มแล้วอดสงสารไม่ได้ ร่างสูงลุกขึ้นก่อนเดินไปใกล้ๆ คนตัวเล็ก

“ทำไมดุจังแฟนผม? อย่าดุนักสิ จุนซู ดูสิชางมินเค้ากลัวจะแย่แล้ว” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นก่อนจะเอื้อมมือไปดึงแฟ้มโน้ตเปียโนปึกหนามาจากอ้อมแขนของคนตัวเล็ก แขนเรียวโอบไหล่บางไว้ก่อนลูบผมอีกฝ่ายเบาๆ เป็นเชิงบอกให้ใจเย็น จุนซูค้อนตามองคนรักที่ยิ้มทะเล้นให้ ก่อนจะหันไปทำหน้าดุใส่นักเรียนที่ตอนนี้ยืนยิ้มอยู่

“ยังไงก็พยายามหน่อยนะ ใกล้จะแข่งแล้ว” เตือนอีกฝ่ายอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนขึ้น จริงๆ แล้วที่เค้าดุก็เพราะว่าเป็นห่วงชางมินหรอกนะ เด็กที่ต้องทำทุกอย่างให้ได้ตามที่พ่อแม่คาดหวังอย่างชางมินคงเหนื่อยไม่น้อย และดูเหมือนอีกฝ่ายก็จะเข้าใจในความเป็นห่วงของเค้า ถึงได้ยิ้มรับเวลาที่เค้าบ่น แต่คนข้างๆ นี่สิ เอาแต่เล่นไม่รู้จักเวลาเอาซะเลย

“งั้นผมไปนะครับ คุณครู...แล้วพบกันพรุ่งนี้ครับ” ชางมินบอกก่อนโค้งอย่างมีมารยาท โดยไม่ลืมที่จะโค้งให้กับร่างสูงด้วย ก่อนจะหันหลังเดินจากไป เมื่อเห็นว่านักเรียนเดินลับตาไปแล้ว จุนซูก็หันไปหยิกคนกะล่อนที่ยังเล่นไม่เลิกแรงๆ ทีนึง

“โอ๊ย จุนซู ผมเจ็บน้า” ร่างสูงเอี้ยวตัวหนีก่อนบ่นเสียงเบา มือเรียวลูบเบาๆ บนมือข้างที่โดนหยิก จุนซูมองคนรักที่ทำท่าทางเหมือนเจ็บนักเจ็บหนาก่อนหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะแผ่วเบานั้นเรียกชายร่างสูงให้หันกลับไปมองได้ อีกครั้งที่ริมฝีปากอิ่มปรากฏรอยยิ้มบางขึ้นมา

“ยิ้มอะไร?” คนตัวเล็กถามเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมองเค้านิ่งพร้อมรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้านั้น ไม่ใช่ไม่ชอบใจแต่เค้ารู้สึกเขินทุกครั้งที่ถูกคนตรงหน้าจ้องแบบนี้ ร่างสูงไม่ตอบอะไรเพียงแต่ส่ายหน้าน้อยๆ เท่านั้น อีกครั้งที่ไม่สามารถเอ่ยถ้อยคำที่อยากบอกออกไปได้...รัก...

เสียงดนตรีบรรเลงจังหวะเบาสบายที่ถูกเลือกมาเปิดให้เข้ากับบรรยากาศอบอุ่นของร้านขายขนมเค้กเล็กๆ ท่ามกลางความวุ่นวายของเมืองใหญ่ ผนังสีอ่อนถูกตกแต่งด้วยภาพวาดดอกไม้หลากชนิด เก้าอี้และโต๊ะที่มีจำนวนไม่มากนักสร้างความเป็นส่วนตัวและเป็นกันเอง กลิ่นขนมปังหอมอบอวลไปทั่วทั้งร้าน เค้กหน้าตาน่าทานเรียงรายอยู่ในตู้กระจกใสเพื่ออวดโฉมให้ผู้คนได้ซื้อไปลิ้มลอง

“นั่นก็น่ากิน นี่ก็น่ากิน จะเอาอันไหนดีน้า...” จุนซูพึมพำเสียงเบา ใบหน้าหวานใสแทบจะแนบลงไปกับกระจกใสตรงหน้า เค้กผลไม้สีสวยถูกตกแต่งอย่างประณีตด้วยผลไม้นานาชนิด ถัดไปก็เป็นเค้กช็อกโกแลตสีเข้มที่ตกแต่งด้วยครีมสีขาวและเชอร์รี่สีแดงสด คิ้วเรียวขมวดมุ่นเหมือนกำลังครุ่นคิดอย่างหนัก

“เค้กน่ะ เราซื้อให้พี่แจจุงนะครับ ไม่ใช่ให้จุนซูกินเอง” ร่างสูงเอ่ยแซวร่างเล็กที่ตอนนี้กำลังทำหน้าเครียดเหมือนกำลังต้องตัดสินใจเรื่องอะไรสักเรื่องที่สำคัญมากๆ จุนซูเงยหน้าขึ้นก่อนที่มือเล็กๆ จะตีไปที่แขนของคนตรงหน้าอย่างแรง

“เราก็ต้องตั้งใจเลือกใช่มั้ยล่ะ พี่แจจุงจะได้ดีใจ” เถียงไปข้างๆ คูๆ ทั้งๆ ที่เมื่อกี้ยังมีภาพตัวเองกับเค้กก้อนโตที่แสนน่ากินอยู่ในหัว และดูเหมือนอีกฝ่ายจะรู้ทันถึงได้หัวเราะออกมาแบบนั้น คนตัวเล็กทำหน้าไม่พอใจเล็กน้อยก่อนจะแลบลิ้นใส่ร่างสูง แล้วหันกลับไปเลือกเค้กต่อ ร่างสูงเดินไปข้างๆ ก่อนมองเข้าไปในตู้เค้ก แสงไฟสีอ่อนส่งให้เค้กที่เรียงอยู่ดูน่ากินไปเสียทุกชิ้น...เลือกยากจริงๆ ด้วย

"เห็นยังล่ะว่ามันน่ากินไปหมด" จุนซูหันมาถามพร้อมกับทำปากยื่นใส่อีกฝ่าย จนร่างสูงเผลอหลุดหัวเราะออกมาในความดื้อของคนรัก ก่อนจะรีบหุบยิ้มเมื่อเห็นว่าคนตัวเล็กทำหน้าไม่พอใจ

“ครับๆ ต้องตั้งใจเลือก...แต่ว่าพี่แจจุงไม่ชอบสตรอเบอร์รี่นี่นา เพราะฉะนั้นเค้กผลไม้กับเค้กสตรอเบอร์รี่ก็ตัดไปได้เลย” กวาดสายตาไปตามเค้กในตู้ก่อนหันไปมองคนตัวเล็กที่ทำหน้าเสียดายที่จะไม่ได้กินเค้กผลไม้ของโปรด ริมฝีปากบางขยับเล็กน้อยราวกับกำลังบ่นกับตัวเอง

“ถ้าแบบนั้นจะเอาเค้กอะไรล่ะ?” ร่างสูงลอบยิ้มเมื่อเห็นว่าจุนซูกำลังทำหน้าตาเหมือนเด็กที่ไม่ได้ของเล่นที่อยากได้ นัยน์ตาเรียวเล็กนั้นฉายแววเสียดายอย่างเห็นได้ชัด ร่างเล็กย่อตัวลงนั่งมองเค้กในตู้ชั้นล่าง ร่างสูงเขยิบไปใกล้คนตัวเล็กก่อนย่อตัวลงข้างๆ อีกฝ่าย

“พี่ยุนโฮไม่ชอบกินอะไรบ้างมั้ย?” ถามขึ้นเมื่อนึกถึงคนรักของพี่แจจุง จุนซูหันกลับไปมองคนรักอย่างสงสัย ก่อนที่เสียงหวานจะเอ่ยถาม

“ทำไมต้องถามว่าพี่ยุนโฮไม่กินอะไรด้วยล่ะ?” ร่างสูงหันไปมองใบหน้าหวานนั้นก่อนยิ้มออกมา

“อ้าว ก็พี่แจจุงรักพี่ยุนโฮจะตายไป ถ้าพี่ยุนโฮไม่กิน พี่แจจุงก็ไม่กินหรอก จริงมั้ย?” ถามอีกฝ่ายในคำถามที่ก็รู้คำตอบกันอยู่แล้ว จุนซูพยักหน้าน้อยๆ เป็นเชิงรับรู้ก่อนจะหันหน้ากลับไปมองในตู้เค้กอีกครั้ง นัยน์ตาสีเข้มของร่างเล็กลอบมองใบหน้าด้านข้างของคนรักเป็นระยะพร้อมคำถามในใจ หากแต่ไม่กล้าถามออกไป

“แล้วจุนซูไม่ชอบกินอะไรล่ะ” ในขณะที่กำลังคิดอยู่ว่าควรจะถามอะไรออกไปดีมั้ย ร่างสูงก็ชิงถามขึ้นมาก่อน ทำเอาคนที่กำลังคิดอะไรเพลินๆ อยู่นิ่งไปสักพักก่อนจะตอบออกมา

“อืม...ก็ไม่มีนี่ ก็กินได้หมดล่ะ” ตอบออกไปหลังจากพยายามนั่งคิดว่ามีอะไรบ้างที่ตัวเค้าไม่ชอบกิน จะว่าไปก็ไม่มีเลยสักอย่าง เพราะพี่แจจุงสอนให้เค้ากินอะไรง่ายๆ มาตั้งแต่เด็กแล้ว...ไม่ใช่เพราะว่าเค้าตะกละหรอกนะ แต่เพราะว่าพี่แจจุงสอนมาดีต่างหาก...คนตัวเล็กคิดแล้วพยักหน้ากับตัวเอง

“อย่างนี้ผมก็อ้วนพอดีสิ จุนซูเล่นกินได้ทุกอย่างแบบนี้” แกล้งแซวคนรักด้วยสีหน้าครุ่นคิดขัดกับรอยยิ้มกวนๆ บนใบหน้านั้น ยกแขนขึ้นกันมือเล็กๆ ที่อาจจะฟาดมาแต่ต้องแปลกใจเมื่อไม่เป็นอย่างที่คิด เหลือบมองคนตัวเล็กที่ตอนนี้เอาแต่ก้มหน้าก้มตามองพื้น แก้มใสนั้นแดงระเรื่อ แย้งไม่ได้เลยว่าคำถามที่เคยมีอยู่ในใจนั้นเลือนหายด้วยประโยคกวนประสาทของคนข้างๆ ร่างสูงมองอาการเขินที่ดูน่ารักของคนตัวเล็กยิ้มๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปลูบเบาๆ บนเรือนผมนุ่มนั้นแทนทุกคำพูดที่ควรจะพูดออกไป ร่างเล็กหันมาสบตากับอีกฝ่าย ไม่มีคำพูดใดๆ จากทั้งสองฝ่ายหากแต่ในหัวใจกำลังคิดถึงคำเดียวกัน คำสั้นๆ คำนั้น...รัก...

แสงแดดอ่อนละมุนที่ทอแสงอบอุ่นลงสู่พื้นเบื้องล่างดูบางเบาราวกับใยอากาศสีอ่อนเมื่ออากาศรอบตัวนั้นเย็นจัด สายลมหนาวพัดพากลับมาอีกครั้ง จุนซูยกไหล่ขึ้นก่อนซุกหน้าลงใต้เสื้อกันหนาวตัวหนาสีอ่อน สองแขนเล็กยกขึ้นกอดอกเพื่อบรรเทาความหนาว

“หนาวเหรอ?” ร่างสูงเอ่ยถามคนตัวเล็กข้างๆ อย่างเป็นห่วง จุนซูพยักหน้าน้อยๆ มือเรียวดึงผ้าพันคอสีเข้มที่ตนเองใช้อยู่ หันหน้ามาหาคนรักก่อนจัดแจงเอาผ้าพันคอพันรอบคอของอีกฝ่าย ออกแรงเพียงเล็กน้อยรั้งร่างบอบบางให้ก้าวมาใกล้ มือเรียวผูกผ้าพันคอสีเข้มผืนนุ่มอย่างตั้งอกตั้งใจ ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากันอย่างเป็นนิสัย จุนซูช้อนตาขึ้นมองคนรักนิ่ง ใบหน้าคมคายนั้นดูโดดเด่นด้วยเรือนผมสีทองซอยสั้นและแว่นตาทรงทันสมัย ภายนอกคนตรงหน้าอาจดูเป็นคนเย็นชาหากแต่จุนซูมั่นใจว่าคนตรงหน้าเค้านั้นทั้งอบอุ่นและอ่อนโยนยิ่งกว่าใคร

“เรียบร้อยแล้วครับ...อุ่นขึ้นมั้ย?” ถามอีกฝ่ายพร้อมรอยยิ้ม ไม่รู้ว่าเริ่มตั้งแต่เมื่อไรที่ทุกครั้งที่เห็นใบหน้าหวานนี้แล้วจะยิ้มออกมา ไม่รู้ว่าเริ่มตั้งแต่เมื่อไรที่รู้สึกว่าเสียงหวานนี้น่าฟังยิ่งกว่าสรรพเสียงใดๆ บนโลก ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไรกัน ที่ตาคู่นี้สะท้อนแต่ภาพของคนคนนี้...คิม จุนซู

“ขอบคุณครับ...” จุนซูพึมพำเสียงเบา นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนที่จ้องมองมาที่เค้านั้นให้ความรู้สึกอบอุ่นยิ่งกว่าเสื้อกันหนาวหรือผ้าพันคอผืนไหนๆ แก้มใสนั้นแดงระเรื่อขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะเสสายตาหันไปมองทางอื่นแทน ยิ่งอยู่ด้วยกันนานขึ้นเท่าไรยิ่งรู้สึกว่าตัวเองกำลังแพ้สายตาคนกะล่อนตรงหน้ามากขึ้นทุกที

“เอ๋...ทงบังชินกิออกอัลบั้มใหม่แล้วเหรอเนี่ย?” คนตัวเล็กพูดขึ้นเมื่อสายตากวาดไปเห็นภาพโปสเตอร์ที่แปะอยู่บนกระจกของร้านขายซีดีที่ฝั่งตรงข้าม ร่างสูงหันหน้าไปมองตามสายตาของคนรัก ภาพของชายหนุ่มห้าคนที่เป็นดั่งเทพเจ้าของวงบอยแบนด์ในเกาหลีดูโดดเด่นด้วยสีโทนเข้มอยู่บนกระจกใส

“งั้นจุนซูรออยู่นี่นะ เดี๋ยวผมไปซื้อมาให้” พูดจบก็ส่งกล่องเค้กใส่มือเล็กของอีกฝ่าย ก่อนจะวิ่งข้ามถนนไปที่ร้านขายซีดีที่อยู่ฝั่งตรงข้าม หายเข้าไปในร้านไม่นานนักร่างสูงก็เดินออกมาพร้อมถุงซีดีในมือ โบกไม้โบกมือให้คนตัวเล็กที่อยู่อีกฝั่ง ก่อนจะวิ่งข้ามมาหาคนรักเมื่อเห็นสัญญาณไฟเขียวโดยไม่ทันสังเกตเห็นรถคันนึงที่แล่นฝ่าไฟแดงมาด้วยความเร็ว

“ยูฮวาน!!!”

“พี่ยูชอน ทางนี้ๆๆๆ” เสียงของเด็กชายตัวเล็กพร้อมกับแรงดึงที่ข้อมือลากพาร่างกายที่บอบช้ำไปตามซอกซอยต่างๆ ก่อนจะเลี้ยวเข้าตรอกเล็กๆ ที่ลับตาคน ร่างสูงพิงตัวกับกำแพงชื้นก่อนทรุดลงนั่งอย่างหมดแรง หายใจหอบถี่ด้วยความเหนื่อย เอ่ยขอบคุณเสียงแผ่วเบาเสียจนยิ่งกว่าเสียงกระซิบ

“กลับบ้านก่อนเถอะ พี่ยูชอน ดูสภาพพี่สิ เดินไหวมั้ย?” เด็กชายตัวเล็กอายุสิบสองถามด้วยความเป็นห่วง นัยน์ตาวาวใสที่ไม่ได้ดูไร้เดียงสาหรือบริสุทธิ์เหมือนเด็กในวัยเดียวกันนั้นทอดมองภาพชายร่างสูงที่นั่งหมดสภาพอยู่ตรงหน้า บาดแผลมากมายตามแขนขารวมไปถึงรอยช้ำบนใบหน้านั้น ถึงแม้จะเห็นจนชินตาแต่ครั้งนี้ดูท่าทางจะมากไปหน่อย มือเล็กเอื้อมมารั้งร่างสูงให้ลุกขึ้น ก่อนพากันเดินออกไปจากตรอกนั้นเพื่อกลับที่พัก

ทั้งสองคนพากันกลับมาที่ห้องอย่างทุลักทุเล ยูชอนทิ้งตัวลงนอนบนโซฟาตัวเก่าก่อนที่เด็กชายตัวเล็กจะวิ่งหายไปในครัว รู้สึกมึนหัวตรงที่ถูกตี กลอกตามองเพดานเก่าๆ ที่มีรอยรั่วของน้ำฝน ห้องเช่าขนาดเล็กอยู่หลังตึกสูงใหญ่ย่านการค้า ที่นี่ก็ทั้งโทรมทั้งซอมซ่อเสียจนไม่อยากเชื่อว่ายังมีที่แบบนี้ในประเทศที่พลุกพล่านไปด้วยผู้คนท่ามกลางความเจริญของวัตถุอย่างอเมริกา ริมฝีปากอิ่มเหยียดยิ้มออกมา อเมริกา...ที่นี่เหรอดินแดนที่ความฝันจะเป็นจริง...

“เฮ้ย! ไอ้ลูกหมาโดนฟัดซะเละเชียว?” คำทักทายที่ฟังแล้วไม่น่าพิสมัยมากนักดังขึ้นจากในครัว ยูชอนเหลือบตามองคนพูดอย่างเคืองๆ ชายหนุ่มเจ้าของใบหน้าหวานสวยยิ่งกว่าผู้หญิงและวาจาเชือดเฉือนเดินมาใกล้ๆ โซฟาพร้อมกล่องยา มือก็ทำแผลให้ ปากก็ทั้งบ่นทั้งเหน็บแถมสมน้ำหน้าให้อีกดอกนึง

“หุบปากไปเลยฮีชอล” พึมพำเสียงเบาก่อนหลับตาฟังคำสบถหลากภาษาเท่าที่คนข้างๆ จะคิดได้อย่างเนือยๆ หรี่ตาขึ้นมองคนที่นั่งทำแผลให้ ใบหน้าหวานนั้นดูเข้ากับผมสีดำสนิทที่ถูกรวบไว้อย่างง่ายๆ

“มองหาอะไร?” ถามเสียงห้วนเมื่อเห็นว่าริมฝีปากอิ่มนั้นเอาแต่ยิ้ม หรือจะโดนตีจนสมองเอ๋อเนี่ย

“นายล่ะ ร้องไห้ทำไม?” ยูชอนเอ่ยถามเสียงกวนก่อนยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาบนแก้มใสนั้นเบาๆ ไม่มีคำพูดใดๆ หลุดออกมาอีก ฮีชอลซุกหน้าลงกับอกของอีกฝ่าย ไหล่บางนั้นสั่นสะท้าน ไม่มีแม้เสียงสะอื้นใดๆ มีเพียงหยดน้ำตาที่ทดแทนความเจ็บปวดทั้งหมด มือเรียวที่ถูกพันไว้ด้วยผ้าพันแผลลูบบนเรือนผมนุ่ม ก่อนจะเหลือบมองเด็กชายตัวเล็กที่ยืนร้องไห้เงียบๆ อยู่ข้างประตู

“มานี่มาซองมิน” เรียกอีกฝ่ายพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน เด็กชายตัวเล็กก้าวช้าๆ อย่างละล้าละลัง ยูชอนเอื้อมมือไปดึงร่างเล็กมาไว้ในอ้อมแขน ซองมินนั่งลงใกล้ๆ ฮีชอลก่อนซุกหน้าลงร้องไห้กับแขนของยูชอน เสียงสะอื้นเล็กๆ ดังขึ้นเรื่อยๆ อย่างน่าเศร้า

“เลิกเถอะยูชอน...เลิกทำงานแบบนี้เถอะนะ...พวกเราทำงานอย่างอื่นก็ได้นะ ยูชอน” คำขอร้องท่ามกลางเสียงสะอื้นไห้ของฮีชอลฟังแล้วน่าสงสาร ยูชอนแค่นยิ้มก่อนลูบผมอีกฝ่ายเบาๆ ที่แบบนี้ ที่ที่คนเอเชียเป็นยิ่งกว่าเศษขยะ จะหางานอะไรได้ ถ้าไม่ใช่งานแบบนี้...ถึงจะเสี่ยงแต่ก็ได้เงินพอที่จะกินกันได้เป็นเดือน

“ไม่ต้องห่วงหรอกน่า ฉันไม่ตายง่ายๆ หรอก ฉันจะดูแลพวกนายเอง” ปลอบใจครอบครัวเพียงสองคนของเค้า คงต้องขอบคุณพ่อที่พาเค้ามาอเมริกาแล้วทิ้งเค้าไว้ที่สถานีรถไฟโดยไม่มีเงินสักแดงเดียว ทำให้เค้าได้เรียนรู้ชีวิตแบบอดอยากปากกัดตีนถีบและสังคมที่แหลกเหลวเน่าเฟะของเมืองแห่งความฝันอันยิ่งใหญ่ และคงต้องขอบคุณพ่อที่การกระทำของพ่อทำให้เค้าได้พบกับสองคนนี้...

‘Hey! Are you OK?’

‘คุณเป็นใคร...’

‘พี่ฮีชอล เค้าเป็นคนเกาหลีล่ะ!’

‘มันอาจจะรกนิดหน่อยแต่ว่าก็อยู่ไปก่อนแล้วกันจนกว่าจะหายหรือมีที่ไป นายชื่ออะไรนะ’

‘ยูชอน...ปาร์ค ยูชอน’

‘ฉันฮีชอล นี่น้องชายฉันซองมิน ยินดีต้อนรับ...ยูชอน’

มืออบอุ่นที่ยื่นเข้ามาช่วยเหลือ เสียงหัวเราะ รอยยิ้ม บ้านเช่าซอมซ่อ อาหารราคาถูก แทบไม่มีค่าใดๆ แต่กลับตอบแทนไม่มีวันหมด แม้จะไม่มากมายนักแต่กลับเติมเต็มทุกอย่างที่ขาดหาย ทั้งความรักและความอบอุ่นของคำว่า ‘ครอบครัว’

“พี่ยูชอนฮะ นี่ใครเหรอฮะ?” เสียงเจื้อยแจ้วของซองมินถามขึ้น วันนี้ไม่มีงานให้ไปเก็บค่าคุ้มครองที่ไหน เพราะแผลคราวก่อนยังไม่หายดี ยูชอนเลยว่างนั่งอยู่เฉยๆ มีเวลาคิดเรื่องต่างๆ เจ้าตัวแสบเริ่มซนด้วยการปีนขึ้นโซฟาที่ร่างสูงนั่งอยู่ก่อนโถมตัวใส่แผ่นหลังของยูชอนจนอีกฝ่ายแทบลงไปนอนอยู่ที่พื้น สองแขนเล็กเกาะรอบบ่ายูชอนไว้แน่น นิ้วสั้นๆ ชี้ลงไปบนรูปถ่ายในมือของร่างสูง รูปใบเก่ามีรอยยับแต่ก็รู้ว่าถูกรักษาไว้อย่างดี ภาพของเด็กชายสองคนที่มีใบหน้าเหมือนกันจนเหมือนเป็นคนเดียวกันนั่งอยู่เคียงข้างกันท่ามกลางหิมะสีขาวสะอาด รอยยิ้มที่ดูมีความสุขเสียจนน่าอิจฉา...

“อืม...น้องชายน่ะ” ตอบออกมาหลังจากนิ่งไปสักพัก ราวกับลืมเลือนไปแล้วความสุขของครอบครัวที่มีเพียงสามคน แม่ ตัวเอง และน้องชายฝาแฝด ภาพความทรงจำที่ดูลางเลือนราวกับภาพวาดสีน้ำท่ามกลางสายฝนที่เทกระหน่ำ ทั้งพร่าเลือนและขาดวิ่นเสียจนแทบจำไม่ได้

“น้องชาย? นายมีน้องชายด้วยเหรอ?” ฮีชอลที่นั่งเงียบอยู่ถามขึ้น ถ้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปควันกรุ่นถูกวางลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ ก่อนที่จะเขยิบไปใกล้ๆ เพื่อดูรูปถ่ายด้วยอีกคน ยูชอนหัวเราะน้อยๆ ในความอยากรู้อยากเห็นของเพื่อน ก่อนส่งรูปถ่ายให้อีกฝ่ายดูชัดๆ ซองมินรีบลงจากหลังของร่างสูงแล้วนั่งแทรกลงตรงกลางระหว่างยูชอนและฮีชอลเพื่อขอดูรูปใกล้ๆ

“ฝาแฝดเหรอ?” ถามในขณะที่ยังคงจับจ้องที่ภาพถ่ายนั้นอย่างไม่วางตา ก่อนเหลือบตาขึ้นมองร่างสูงที่นั่งอยู่ข้างๆ ยูชอนพยักหน้าน้อยๆ แทนคำตอบ ประกายในแววตาของความอยากรู้อยากเห็นจางไป ถึงแม้อยากจะถามมากกว่านี้ แต่สีหน้าที่ชั่ววูบหนึ่งดูเศร้าหมองของยูชอนทำให้เค้าไม่อยากถามอะไรให้มากความนัก ฮีชอลหันกลับไปมองภาพถ่ายในมืออีกครั้ง รู้เพียงว่าพ่อกับแม่ของยูชอนหย่ากัน แล้วพ่อก็พายูชอนมาที่อเมริกา แต่ไม่เคยรู้ว่ายูชอนจะมีน้องชายอยู่อีกซีกโลกหนึ่ง ยูชอนจะเหงามั้ยนะ...ลอบมองร่างสูงที่ตอนนี้กำลังนั่งกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอย่างเอร็ดอร่อย โดยมีซองมินที่หันไปสนใจบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแทนรูปถ่ายขอกินด้วยเป็นระยะ

“จริงสิ พวกเราไปถ่ายรูปกันมั้ย?” อยู่ๆ ยูชอนก็หันมาและถามขึ้น ทำเอาฮีชอลที่กำลังแอบมองอยู่ก้มหน้ากลับลงมามองรูปแทบไม่ทัน แกล้งทำสีหน้าสงสัยเล็กน้อยทั้งๆ ที่ได้ยินอีกฝ่ายชัดแจ๋ว แต่ตกใจมากไปหน่อยเลยคิดคำตอบไม่ทันเท่านั้นเอง

“เราไปถ่ายรูปกันเถอะ เราสามคน นาย ฉัน แล้วก็ซองมิน ไปมะ?” ฮีชอลนิ่งไปซักพัก ในขณะที่ซองมินพยักหน้าเรียบร้อยแล้ว ทั้งๆ ที่พอจะเข้าใจที่อีกฝ่ายพูดแล้วแต่ทำไมถึงยังมีคำถามในใจว่า...ทำไม...

“ก็เราเป็นครอบครัวเดียวกันไม่ใช่เหรอ? ไปถ่ายรูปครอบครัวกัน” ยูชอนพูดขึ้นโดยที่ไม่มองอีกฝ่าย เพราะมัวแต่ป้อนบะหมี่ซองมินอยู่...ครอบครัวงั้นเหรอ...ฮีชอลนิ่งคิดก่อนมองภาพตรงหน้า บางทีคำว่าทำไมอาจจะไม่ใช่คำถามที่ต้องการคำตอบ หากแต่สิ่งที่เค้าต้องการคือคำยืนยันที่หนักแน่นของยูชอนก็ได้

“ใช่ๆ พี่ฮีชอล รูปครอบครัวๆ เราไปถ่ายรูปครอบครัว” ซองมินบอกเสียงใส อาการดีใจที่ปิดไม่มิดนั้นสร้างรอยยิ้มบนใบหน้าหวานสวยได้ ฮีชอลพยักหน้าเล็กน้อย หันไปสบตากับยูชอน ก่อนจะหัวเราะออกมาทั้งสองคน เสียงหัวเราะที่มีความสุขท่ามกลางเสียงใสที่เจื้อยแจ้วของเด็กชายตัวเล็ก

...ครอบครัว...คำสั้นๆ ที่แสนยิ่งใหญ่...

แสงแดดสดใสสาดส่องสู่เมืองที่แสนวุ่นวาย เสียงหัวเราะและเสียงพูดคุยของคนสามคนท่ามกลางคนนับร้อยนับพันอาจแผ่วเบายิ่งกว่าเสียงกระซิบ หากแต่ชัดเจนในความรู้สึกและบันทึกลงในความทรงจำที่แสนมีความสุข...ความทรงจำที่ยากจะลบเลือน...

“สนุกสุดๆ เลย พี่ยูชอน! วันหลังเรามาถ่ายรูปครอบครัวกันอีกนะ ซองมินจะได้ใส่ชุดใหม่ๆ” ซองมินบอกอย่างร่าเริง เด็กชายตัวเล็กสวมเสื้อกันหนาวสีแดงสดใสเข้ากับหมวกไหมพรมสีเดียวกันที่ร่างสูงเพิ่งซื้อให้ รอยยิ้มบนใบหน้ากลมๆ นั้นดูสดใสเสียยิ่งกว่าอากาศในวันนี้

“ได้สิ วันหลังพี่จะพาถ่ายรูปอีก แล้วต่อไปนี้พี่ก็ซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆ ให้ซองมินบ่อยๆ ด้วยดีมั้ย?” ยูชอนถาม ทำเอาเจ้าตัวซนดีใจลิงโลดวิ่งไปวิ่งมาจนน่าเวียนหัว ฮีชอลหันไปทำหน้าดุใส่ร่างสูงที่เดินยิ้มอยู่จนอีกฝ่ายต้องรีบหุบยิ้มลงก่อนทำหน้าเครียด แต่นั่นยิ่งทำให้คนสวยโมโหเข้าไปใหญ่…รู้หรอกนะว่าไม่ได้กลัว

“นายตามใจซองมินมากไปแล้วนะ” ฮีชอลบ่น การซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆ ไม่ได้ผิดนักหรอก แต่ยูชอนเล่นซื้อให้แต่ซองมินกับเค้า ส่วนตัวเองก็ยังใส่เสื้อหนังสีดำตัวเดิม ทั้งๆ ที่เค้าไม่ได้ทำอะไรช่วยยูชอนเลยสักนิด คิดแล้วนัยน์ตากลมโตนั้นหมองลงอย่างเห็นได้ชัด และดูเหมือนยูชอนจะดูออกว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไร

“อย่าคิดมากได้มั้ย? นายน่ะมันชอบคิดมาก คิดมากแก่เร็วนา...อย่าคิดว่านายไม่ได้ทำอะไรให้ฉัน นายทำให้ฉันตั้งเยอะแยะ คอยทำแผลให้ ทำกับข้าวให้กิน ถ้าไม่มีนายฉันคงเป็นบาดทะยักตาย ไม่ก็อดตายไปแล้วมั้ง” บอกด้วยน้ำเสียงสบายๆ คล้ายกับไม่ใส่ใจมากนัก ทั้งๆ ที่นั่นเป็นสิ่งที่กำลังคิดอยู่จริงๆ ...ใช่ ซองมินกับฮีชอลให้อะไรมากมาย มากเสียจนเค้าคงไม่มีวันตอบแทนได้ทั้งหมด

“อย่าพูดเรื่องตายๆ ได้มั้ย นายไม่ตายหรอก นายมันเป็นยูชอนไอ้ลูกหมาหนังเหนียวไม่ใช่เหรอ?” คำถามที่ดูกวนประสาทนั้นกลับฟังดูเศร้าและสั่นเครือ ฉายาประหลาดที่อีกฝ่ายตั้งให้กลับไม่ได้เรียกเสียงหัวเราะเหมือนทุกครั้ง ยูชอนเอื้อมมือไปขยี้ผมบนหัวอีกฝ่ายแรงๆ ราวกับได้ยินเสียงสะอื้นที่แผ่วเบาจากเจ้าของเรือนผมนุ่มนี้

“สัญญานะว่าจะไม่ตายก่อน...สัญญานะว่าจะไม่ทิ้งพวกฉันไว้” คำสัญญาที่ราวกับคำอ้อนวอนหรือร้องขอที่แสนเศร้า หากแต่มันออกมาจากใจจริงๆ ...ถ้าไม่มียูชอนเค้ากับซองมินก็คงไม่รู้ว่าจะอยู่ต่อไปยังไง...ไม่อยากเชื่อว่าคนที่ไม่ใช่คนในครอบครัว เป็นแค่คนที่ช่วยมาเพราะเห็นว่าน่าสงสาร ก็แค่คนแปลกหน้าคนนึง...ไม่อยากเชื่อว่าวันนึงคนแปลกหน้าคนนั้นจะมีความสำคัญมากขนาดนี้...

“อืม...ฉันสัญญา” น้ำเสียงนั้นเรียบเฉยก่อนที่มือเรียวจะรั้งไหล่อีกฝ่ายมาแนบชิด ฮีชอลซบศีรษะลงกับไหล่หนาของร่างสูง... คนที่เป็นมากกว่าเพื่อน มากกว่าคนรัก เป็นเหมือนคนในครอบครัว เป็นเหมือนกำลังใจ เป็นทุกๆ อย่างที่ขาดหาย...ภายในใจทั้งสองได้แต่ภาวนาขอให้ความสุขอยู่กับพวกเราตลอดไป...

“อืม...ฉันทำงานอยู่น่ะ คืนนี้ถ้าเกินสองทุ่มไม่กลับก็นอนกันได้เลยนะ พอดีอาจจะได้ไปเมืองข้างๆ ไม่ต้องเป็นห่วง” บอกให้อีกฝ่ายสบายใจ ก่อนจะเลี้ยวเข้าร้านกาแฟข้างทางเพื่อหาอะไรดื่ม เสียงปลายสายดูไม่สบายใจเท่าไรนักที่เค้าต้องไปทำงานต่างเมือง จริงอยู่ว่าอันตรายแต่เงินที่ได้มันก็คุ้ม

“เอาน่า ฉันมันเป็นไอ้ลูกหมาหนังเหนียวไม่ใช่รึไง?” ถามอีกฝ่ายน้ำเสียงกวน ก่อนจะหัวเราะออกมาเมื่อได้ยินคำสบถจากคนปลายสายที่ตอนนี้คงแทบจะกระโดดทะลุโทรศัพท์มาบีบคอเค้าให้หายหมั่นไส้ คุยต่ออีกไม่นานนักก็วางสายไป นัยน์ตาสีอ่อนกวาดสายตาอ่านเมนูกาแฟนับสิบชนิดบนป้ายเหนือหัว

“เอ่อ...เอาคาปูชิโน่ร้อนครับ” บอกพนักงานหลังจากยืนคิดอยู่นาน ยืนรอไม่นานนักก็ได้กาแฟร้อนที่สั่ง จ่ายเงินเรียบร้อยก็เดินออกไปนอกร้าน ก้มมองนาฬิกาข้อมือที่ตอนนี้บอกเวลาบ่ายสองโมง เหลือเวลาอีกชั่วโมงกว่าๆ จะไปที่ไหนดีนะ

“ปาร์ค ยูชอน!!!” เสียงเรียกที่ดังขึ้นจากข้างหลังทำให้หันกลับไปมอง ภาพตรงหน้าคือเด็กหนุ่มร่างสูงเจ้าของใบหน้าที่เหมือนกับตัวเองราวกับส่องกระจกยืนหอบอยู่ แต่นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนยังคงมองมาที่เค้า ริมฝีปากอิ่มคลี่ยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่ไม่ต่างจากเมื่อหลายปีก่อนเลยแม้แต่น้อย...

“ยูฮวาน” เอ่ยชื่อน้องชายออกมาอย่างแผ่วเบา ภาพยูฮวานที่หัวเราะยามอยู่ด้วยกัน คุยเล่น เป็นพี่น้องที่สนิทกันยิ่งกว่าใครๆ ก่อนที่ทุกอย่างจะเริ่มเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ จนไม่สามารถกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีก

‘พี่ไปเล่นฟุตบอลกันนะ’

...ไม่ล่ะ พี่ไม่ว่าง...

‘พวกเราเนี่ย หน้าเหมือนกันเลยเนอะ ดูสิ’

…น่าเบื่อจะตายชัก ไปไหนก็มีแต่คนมอง...

‘พี่ อย่าทิ้งผมนะ พี่ให้ผมไปด้วย ฮึก...ฮึก...พี่ครับ’

…น่ารำคาญน่า ยูฮวาน! ไปให้พ้นเลยไป!...

ความเย็นชาที่ต้องสร้างขึ้นอย่างยากลำบากและเจ็บปวดที่ต้องฝืนทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ ทั้งๆ ที่อยากกอดน้องไว้ อยากคุยเล่นกัน อยากไปเที่ยวด้วยกันเหมือนเมื่อก่อน แต่การจะให้น้องต้องมาอยู่กับพ่อที่ไม่เคยรักครอบครัว เล่นการพนัน ดื่มเหล้า...การเสียสละคงเป็นสิ่งเดียวที่พี่ชายอย่างเค้าจะทำได้

‘เราคงไม่มีวันได้เจอกันอีกแล้ว ยูฮวานก็ลืมซะว่าเคยมีพี่ พี่ก็จะลืมว่าพี่เคยมีน้อง พวกเราจะได้ไม่ต้องเจ็บปวด เข้าใจมั้ย?’

‘ไม่...ต้องได้เจอสิ ผมจะตามหาพี่นะ ผมสัญญา’

ความทรงจำที่เปรอะเปื้อนด้วยหยดน้ำตา  ชัดเจนและตราตรึงด้วยคำสัญญาที่ดูเปราะบางของเด็กอายุสิบสามปี หากแต่คำสัญญานั้นกลับถูกรักษาและทำจนมันกลายเป็นความจริงขึ้นมา...

ภาพห้องเช่าเล็กๆ ที่คุ้นเคยตอนนี้กำลังดูกดดันกว่าทุกครั้ง เมื่อฮีชอลกับซองมินเอาแต่มองหน้าของเด็กหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีดำสนิท สลับกับยูชอนที่นั่งอยู่ข้างๆ

“เอาล่ะ จะมองพวกฉันอีกนานมั้ย? นี่น้องชายฝาแฝดของฉัน ยูฮวาน” ถามจนสองคนที่กำลังมองพวกเค้าอยู่สะดุ้งกลับไปนั่งที่ใครที่มัน แนะนำน้องชายให้ทั้งสองคนรู้จัก ยูชอนเหลือบมองยูฮวานที่นั่งยิ้มหน้าบานอย่างหมั่นไส้เล็กๆ ทั้งๆ ที่อุตส่าห์ทิ้งเจ้าเด็กนี่ไว้ที่ร้านกาแฟแล้วหนีไปทำงานโดยไม่บอกลาสักคำ คิดว่าจะยอมตัดใจ แต่ที่ไหนได้พอกลับมาตอนเช้าเจ้าน้องชายจอมตื้อก็นั่งอยู่หน้าบ้านเค้าซะแล้ว พอถามว่าไปรู้มาจากไหนก็ตอบกวนๆ ว่าเดาเอา...น่าฆ่าทิ้งซะจริง

“แล้วคุณยูฮวานน่ะอยู่ที่เกาหลีเหรอ?” ฮีชอลถามเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่บนโซฟาอย่างสงสัย ยูฮวานพยักหน้าน้อยๆ ฮีชอลพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ พลางลอบสังเกตใบหน้าที่เหมือนกับยูชอนราวกับแกะ ถ้าแค่เปลี่ยนจากผมสีดำซอยสไลด์เป็น ผมสีทองซอยสั้นล่ะก็เด็กคนนี้ก็จะกลายเป็นยูชอนได้สบายๆ

“พวกคุณเนี่ยหน้าเหมือนกันเลยนะครับ ผมเห็นตอนแรกน่ะผมคิดว่ายูชอนด้วยซ้ำไป” บอกไปตามความจริง ยูฮวานยิ้มกว้างอย่างมีความสุขผิดกับยูชอนที่ทำหน้าเหมือนเบื่อโลกสุดๆ จำได้แค่ว่าตอนที่เปิดประตูออกมาเห็นยูฮวานกับยูชอนอยู่ด้วยกันคิดว่าตัวเองตาฝาดหรือไม่ก็ตาลายเสียจนเห็นยูชอนสองคน

“ใช่ๆ ซองมินก็คิดว่าเป็นพี่ยูชอนจริงๆ นะ” ซองมินบอกเสียงใส

“แล้วคุณยูฮวานมาทำอะไรที่นิวยอร์คเหรอครับ?” ฮีชอลถามขึ้นพอจบคำถามนั้น จู่ๆ ยูชอนก็ลุกขึ้นจากโซฟาแล้วเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวในห้องนอนก่อนเข้าห้องน้ำปิดประตูดังโครมใหญ่ ฮีชอลหันกลับมายูฮวานที่นั่งอยู่อย่างเห็นใจ ยูชอนนะยูชอนทำเก๊กไปได้ เห็นก็รู้แล้วว่าดีใจแค่ไหนที่ได้เจอน้อง

“คือ …ผมมาหาพี่น่ะครับ อยากเจอพี่ แต่ว่าพี่เค้าคงไม่ค่อยอยากเจอผมเท่าไรมั้งครับ” ตอบพร้อมกับยิ้มแหยๆ น้ำเสียงเศร้าๆ นั้นฟังดูน่าสงสาร

“ไม่หรอกครับ ยูชอนเค้าเป็นคนแบบนี้เอง เค้าคงดีใจมากที่ได้เจอคุณผมเชื่อแบบนั้น” ฮีชอลปลอบก่อนยิ้มให้อีกฝ่ายอย่างอ่อนโยน

“ฮีชอล! วันนี้อยากกินข้าวผัด ทำเดี๋ยวนี้เลยด้วยนะ” เสียงที่ตะโกนออกมาจากห้องน้ำทำเอาทั้งสามคนที่นั่งอยู่หลุดขำออกมาพร้อมกัน กับอาการของคนชอบเก๊ก เสียงหัวเราะที่ดังอยู่ข้างนอกนั้นฟังดูสนุกสนาน แต่แทนที่จะหัวเสีย ร่างสูงกลับหัวเราะออกมาเบาๆ

ตึกแถวหลังเก่าสีหม่น กำแพงขาวถูกพ่นด้วยสีสเปรย์เป็นถ้อยคำหยาบคาย ราวกับโลกที่ไร้กฎเกณฑ์และระบบระเบียบ กลิ่นบุหรี่คละคลุ้งไปหมดด้วยกลุ่มเด็กวัยรุ่นผมทองที่นั่งสุมหัวกันอยู่บริเวณทางเดิน ยูชอนเดินผ่านอย่างไม่สนใจอะไรมากนักเมื่อภาพตรงหน้านั้นเป็นภาพที่แสนจะคุ้นชิน ก่อนจะเดินขึ้นบันไดที่ดูโย้เย้ไป ในมือถือถุงเสื้อผ้าหลายใบ รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากช้ำๆ ปลายคิ้วเรียวมีรอยแตกอยู่แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่ได้ใส่ใจมากนัก งานเมื่อวานนี้เล่นทำเอาเค้าน่วมแต่เงินที่ได้มามันก็มากพอที่ซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้ฮีชอลกับซองมินคนละสองสามชุด อย่างดีก็ถูกฮีชอลบ่นสักสองชั่วโมงเท่านั้นล่ะ แถมวันนี้ยังมีกับข้าวอร่อยๆ สำหรับยูฮวานอีกอย่างสองอย่าง ไอ้เจ้าน้องชายตัวแสบที่มาสิงสถิตอยู่บ้านเค้าเป็นอาทิตย์กินเยอะยังกับยัด แถมไล่เท่าไรก็ไม่ยอมกลับโรงแรม บอกว่าไม่มีเงินค่าที่พักแล้ว คิดแล้วก็นึกโมโหในความกวนประสาทของน้องชายตะหงิดๆ แต่จะว่าไปนิสัยพวกนี้มันก็ไม่ได้ต่างจากเค้าเท่าไรนักหรอก คิดแล้วก็หัวเราะออกมาอย่างมีความสุข

ก๊อกๆ เคาะประตูสองครั้งก่อนยืนรอให้มีคนมาเปิดให้ หากแต่ไม่มีเสียงโต้ตอบใดๆ นี่คงพากันออกไปเที่ยวอีกแล้วสินะ ยูชอนถอนใจออกมาเบาๆ ก่อนค้นหากุญแจในกระเป๋าสะพายใบเก่า มือเรียวไขประตูเข้าไป ทันทีที่ประตูแง้มออก กลิ่นคาวเลือดลอยคลุ้งแตะจมูก ยูชอนผลักประตูเข้าไปในห้องอย่างรวดเร็ว ภาพตรงหน้าราวกับกำลังพรากวิญญาณไปจากร่าง ถุงเสื้อผ้าและรูปถ่ายร่วงหล่นลงพื้น รู้สึกราวกับถูกทุบหัวแรงๆ จนเบลอไปหมด สองขาก้าวไปในห้องอย่างไร้เรี่ยวแรง

‘สัญญานะว่าจะไม่ตายก่อน สัญญานะว่าจะไม่ทิ้งพวกฉันไว้’

‘พี่ยูชอนฮะ อย่าทิ้งพวกผมไปนะฮะ’

‘ฉันไม่กลัวหรอก ยังไงนายก็มาต้องมาช่วยพวกฉันอยู่แล้วใช่มั้ยล่ะ’

‘พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันนะ ยูชอน นายมีพวกฉันเสมอ จำไว้ล่ะ’

“...” ทั้งๆ ที่อยากจะตะโกนเรียกชื่อของใครสักคนแต่กลับไม่มีแต่เสียงกระซิบที่หลุดออกมา ราวกับลำคอแห้งผาก ร่างบอบบางนอนจมกองเลือดสีแดงฉาน รอยแผลถูกยิงหลายแผลบนแผ่นหลังที่เคยให้เค้าซบอิงและรินรดน้ำตา มือบอบบางที่เคยตีเค้าอยู่บ่อยๆ เวลาเค้าทำอะไรบ้าๆ เกาะกุมมือเล็กของเด็กชายตัวเล็กที่นอนนิ่งไม่ไหวติงบนพื้นไม่ห่างกัน รอยกระสุนเพียงนัดเดียวที่อกนั้นไม่ยากที่จะพรากวิญญาณไปจากเด็กชายอายุสิบสองปี รอยเลือดที่กระเด็นตามผนังราวกับจะบอกเล่าความเจ็บปวดและทรมานของทั้งสองคน นัยน์ตาพร่าเลือนด้วยหยดน้ำใสที่เอ่อล้นออกมาอย่างไม่รู้ตัว ไม่รู้แม้แต่ควรจะทำอะไร ได้แต่พาร่างกายที่ไร้เรี่ยวแรงไปใกล้ๆ ร่างไร้วิญญาณของบุคคลอันเป็นที่รักทั้งสอง มองไปรอบๆ ห้องที่เละเทะยับเยิน สองขาที่ไร้เรี่ยวแรงถอยหลังไปอย่างควบคุมไม่ได้ ก่อนที่ปลายเท้าจะสัมผัสกับความเย็นของกองเลือดสีแดงฉาน หันไปมองที่พื้นก่อนร่างสูงจะทรุดลงไปบนกองเลือดเย็นยะเยือก

“ยูฮวาน...” ริมฝีปากอิ่มสั่นระริก ชื่อน้องชายเพียงคนเดียวหลุดลอดออกมาอย่างแผ่วเบา ร่างของเด็กหนุ่มที่มีใบหน้าเหมือนกันราวกับกำลังส่องกระจกนั้นแน่นิ่งอยู่บนพื้น ใบหน้านั้นซีดขาวเพราะเสียเลือดมาก ตามเนื้อตัวมีบาดแผลโดนทำร้ายผิวกายที่ขาวซีดมีรอยฟกช้ำ บนเสื้อไหมพรมสีขาวมีรอยขาดและเลือดที่ไหลซึมจากบาดแผลเล็กๆ ที่เกิดจากกระสุนสีเงินหลายนัดที่หล่นอยู่ไม่ไกลนัก ข้างๆ ร่างที่ไร้ลมหายใจมีไม้เบสบอลหล่นอยู่

‘อย่ามาทำตัวไร้ประโยชน์เกะกะบ้านฉันได้มั้ย?’

‘ไร้ประโยชน์อะไร? ผมก็จะคอยดูแลฮีชอลกับซองมินให้เวลาที่พี่ไม่อยู่ไง’

‘อย่างนายเนี่ยนะ เล่นกีฬาก็ไม่เป็นสักอย่างจะมาดูแลฮีชอล เห็นแบบนั้นยูโดสายเขียวนะรู้ไว้ด้วย’

‘เอาน่า ถึงแบบนั้นผมก็จะปกป้องพวกเค้าด้วยชีวิตเลย...เพราะพวกเค้าเป็นคนที่พี่รักใช่มั้ย?’

‘ก็รักมากกว่านายแล้วกัน’

‘แหม...ที่สามผมก็ยอมครับพี่ รักผมบ้างก็ได้นะพี่ชาย!’

นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนเอ่อล้นไปด้วยน้ำอุ่นใส แววตาไหวระริกมองไปรอบๆ อย่างเลื่อนลอย ยกมือเรียวที่สั่นสะท้านราวกับควบคุมไม่ได้อยากจะเอื้อมไปสัมผัสใบหน้าซีดขาวของน้องชายหากแต่ไม่สามารถทำได้ ไหล่หนาสั่นสะท้านด้วยแรงสะอื้นหากแต่ปราศจากน้ำตาที่รินไหล ราวกับโลกทั้งโลกแตกสลายในความมืดมิดที่มองไม่เห็นแม้แต่แสงสว่างของไม้ขีดไฟที่ใกล้มอดดับ...

ยูชอนมองป้ายหินสีเทาตรงหน้า ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเสียจนไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงดี ป้ายหินสีเทาสามป้ายเรียงกันบนผืนหญ้าสีเขียวของสุสานที่ใหญ่ที่สุดในนิวยอร์ก หยดน้ำอุ่นใสร่วงหล่นลงพื้นดินหยดแล้วหยดเล่า สูญเสียทุกสิ่ง สูญเสียแม้แต่กลุ่มคนสุดท้ายที่เรียกว่าครอบครัว ไม่เหลืออะไรอีกแล้ว...มือเรียววางดอกไม้สีขาวสองดอกลงหน้าแผ่นหินที่เย็นเยียบ...

[Kim Heechul & Kim Sungmin Dearest Family]

“ฮีชอล ซองมินกลับเกาหลีกันนะ เรากลับเกาหลีด้วยกัน ไปอยู่ที่นั่นอย่างที่ฝันไง มีฉันมีนายมีซองมินอยู่ในบ้านของยูฮวาน เที่ยวเชจูด้วยกัน กินกิมจิอร่อยๆ ฮึก...ฮึก...” มือเรียวกำขวดแก้วใสในกระเป๋าเสื้อสูทไว้แน่น ขวดแก้วใสเล็กๆ บรรจุเถ้ากระดูกสีขาวบริสุทธิ์ ความทรงจำที่เคยสร้างรอยยิ้มมากมายกลับกำลังทำร้ายคนที่เหลืออยู่ให้เจ็บจนแทบตาย

‘ฉันอยากกลับเกาหลีจัง...เห็นครั้งสุดท้ายก็ตอนที่ซองมินเกิดมั้ง’

‘พี่ยูชอนฮะ เกาะเชจูน่ะสวยเหมือนในรูปรึเปล่า? แล้วกิมจิอร่อยกว่าที่พี่ฮีชอลทำมั้ยฮะ?’

‘สักวันเรากลับเกาหลีกันนะ เราสามคนกลับบ้านกัน’

“กลับบ้านกันนะ...เราสามคน...กลับบ้านกัน...ฮึก...” ยูชอนยกมือขึ้นปิดปากเพื่อกลั้นเสียงสะอื้น หากแต่ทุกอย่างกลับยิ่งเลวร้าย ภาพทุกอย่างยังคงติดตาไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่หายไปเสียที ในใจที่แตกสลายร่ำร้องอ้อนวอนขอเพียงทุกอย่างเป็นเพียงฝันเท่านั้น แต่ทุกครั้งที่ลืมตาตื่นก็พบว่าสิ่งที่เหลืออยู่คือความจริงเท่านั้น

มือเรียววางดอกไม้สีขาวอีกดอกที่เหลือลงบนป้ายหินสีเทา ไหล่หนาสั่นสะท้าน ปลายนิ้วเรียวไล้ไปตามแผ่นหิน ความเย็นของหินอ่อนแผ่ซ่านทั้งปลายนิ้วที่สั่นระริก

[Park Yuhwan Beloved Brother]

ตัวหนังสือที่สลักไว้นั้นโดดเด่นด้วยสีขาวสะอาด ราวกับได้ยินเสียงหัวเราะที่แผ่วเบาของน้องชายอยู่ข้างหู

ผมมาหาพี่! ได้ยินมั้ย? ผมมาที่นี่เพื่อตามหาพี่!’

‘น้า...พี่น้า ให้ผมนอนค้างที่นี่เถอะนะ…ก็ผมอยากอยู่กับพี่นี่นา’

‘เรากลับเกาหลีด้วยกันนะพี่...กลับไปเป็นครอบครัวเหมือนเดิม’

“ยูฮวาน...กลับบ้านนะ พี่จะพานายกลับไป ไม่ต้องกังวลนะ พี่จะบอกพวกเค้าเอง พี่จะคอยดูแลทุกคนที่นายรัก...พี่จะปกป้องพวกเค้า ไม่ต้องห่วงนะ...ยูฮวาน...พี่...”

‘รักผมบ้างก็ได้นะพี่ชาย!’

“พี่รักนาย ยูฮวาน...” ไม่ว่าจะบอกเสียงดังมากแค่ไหน ไม่ว่าจะบอกอีกสักกี่ครั้ง ก็ไม่มีวันได้ยินอีกแล้ว ไม่มีวันได้เห็นรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ เสียงสะอื้น หรือแม้แต่เสียงลมหายใจที่แผ่วเบาของคนที่จากไป...ไม่มีอีกแล้ว...ร้องไห้ออกมาอย่างสุดจะกลั้น สายลมแผ่วเบากลับหนาวเหน็บเมื่อยืนอยู่เพียงลำพัง...

เสียงเปิดประตูที่ดังขึ้นจากข้างหลังปลุกร่างสูงให้ตื่นจากอดีตที่เลวร้าย อดีตที่เปลี่ยนความทรงจำทั้งหมดให้เป็นดังยาพิษรสหวานล้ำเมื่อยามคิดถึง มือเรียวเช็ดน้ำตาบนใบหน้าออกอย่างลวกๆ มือเรียวรีบปิดสมุดบันทึกเล่มบางก่อนซ่อนมันไว้ในลิ้นชักเหมือนเดิมก่อนจะหันกลับไปยิ้มบางๆ ให้คนรัก หากแต่คนตัวเล็กไม่ยอมยิ้มตอบ

“ไม่ต้องมายิ้มเลยนะ มาทำแผลเลยมา” จุนซูบ่นก่อนลากแขนคนรักมานั่งบนเตียง มือเล็กแกะกล่องปฐมพยาบาล ค้นหายาและสำลีอย่างไม่ค่อยถนัดมากนัก ยูชอนเอื้อมมือจะไปช่วยแต่ก็โดนมือเล็กๆ นั้นฟาดลงบนหลังมือจนต้องดึงมือกลับ

“อยู่เฉยๆ เลย เดี๋ยวผมทำแผลให้” คนตัวเล็กบอกก่อนจะเปิดขวดน้ำยาล้างแผลแล้วเทใส่สำลี ก่อนค่อยๆ แตะลงบนแผลที่อยู่บนหลังมือเรียวของอีกฝ่าย คิ้วเรียวสวยนั้นขมวดมุ่น ริมฝีปากบางเม้มแน่นเหมือนทุกครั้งที่ไม่พอใจ

“ขอโทษนะ จุนซู นอกจากจะทำซีดีทงบังชินกิล็อทแรกแตกแล้วยังต้องมาให้จุนซูทำแผลให้อีก” ยูชอนเอ่ยเสียงเบา เหลือบตามองแผ่นซีดีที่กล่องแตกร้าว โชคยังดีที่แผ่นซีดีไม่เป็นอะไร แต่ไม่ต้องพูดถึงโปสเตอร์ที่แถมมาเลย ยับเยินไม่มีชิ้นดี...ไหล่หนาสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อคนตัวเล็กกดน้ำหนักมือลงบนแผลแรงๆ

“คิดว่าผมโกรธเรื่องซีดีเหรอ?” เสียงเล็กแหวใส่ ยูชอนพยักหน้าน้อยๆ อย่างซื่อๆ ก่อนจะเอี้ยวตัวหลบแทบไม่ทันเมื่อมือเล็กๆ นั้นตีลงมาไม่ยั้ง ยูชอนคว้าแขนอีกฝ่ายไว้ยื้อกันอยู่นานก่อนจะล้มลงไปนอนบนเตียงทั้งคู่ จุนซูได้ทีทุบลงบนไหล่ของอีกฝ่ายแรงๆ

“ผมเจ็บนะเนี่ย จุนซู” ยูชอนโวยวายก่อนพยายามจะคว้าแขนอีกฝ่ายไว้อีกรอบ ก่อนทุกอย่างจะเงียบไป มีเพียงเสียงสะอื้นของคนตัวเล็กเท่านั้นที่ดังอยู่ หยดน้ำตามากมายร่วงหล่นลงบนแก้มของร่างสูงที่นอนอยู่ข้างใต้

“ฮึก...ผมคิดว่าคุณจะตายจริงๆ แล้วรู้มั้ย? ฮึก...ฮือ...” คนตัวเล็กร้องไห้ออกมา วินาทีที่รถพุ่งเข้าชนคนคนนี้หัวใจของเค้าเหมือนหยุดเต้น เพราะความสูญเสียที่เคยเผชิญมันโหดร้ายจนเกินกว่าจะทำใจรับได้ ถ้าหากต้องสูญเสียคนตรงหน้าไปอีก เค้าคงอยู่ต่อไปไม่ได้

“ไม่เอาแล้ว...ผมไม่อยากเสียใครไปอีกแล้ว...” เสียงหวานสะอื้นไห้ เพียงถ้อยคำที่แสนเศร้านั้นจบลง จุนซูซบหน้าลงกับไหล่หนา ยูชอนก็กอดอีกฝ่ายไว้แน่นในอ้อมแขน มือเรียวลูบเบาๆ บนเรือนผมนุ่มอย่างปลอบโยน

“ไม่ต้องกลัวนะ...ผมไม่ทิ้งคุณไปหรอกนะ...จุนซู...ไม่ต้องกลัวนะ…ไม่ต้องกลัว” ปลอบอีกฝ่ายด้วยถ้อยคำเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมา เพราะเคยสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไปถึงได้เข้าใจความเจ็บปวดนั้นและจะไม่ยอมให้คนคนนี้ต้องเจ็บปวดอีกแล้ว

“ยูฮวาน... ผมรักคุณนะ”

จะไม่ยอมให้คนคนนี้ต้องเจ็บปวดอีกแล้ว...ถึงแม้ตัวเองจะต้องเจ็บแค่ไหนก็ตาม...

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ วันวาเลนไทน์...สำหรับใครหลายคนคงเป็นวันแห่งความรักที่จะได้มอบความรักและความรู้สึกให้กับคนที่ตัวเองรัก แต่สำหรับผม...มันเป็นจุดเริ่มต้นของความรักที่แสนเจ็บปวด...

“ห้อง 420...420...” ริมฝีปากอิ่มพึมพำเลขเดิมซ้ำไปซ้ำมา ก้มลงอ่านที่อยู่ในสมุดเล่มบางในมือ อ่านทวนซ้ำไปมาให้มั่นใจว่าเค้ามาถูกที่แล้ว ก่อนที่สายตาจะเหลือบไปเห็นข้อความที่เขียนไว้ด้วยลายมือเป็นระเบียบ

‘05/12/05 วันนี้ไปรับจุนซูที่โรงเรียนเหมือนทุกวัน แต่รถเมล์ที่นั่งไปดันเสียกลางทาง ไปช้าตั้งครึ่งชั่วโมง โดนงอนอยู่ตั้งนาน เฮ้อ~~ แฟนผมขี้งอนจังเลยน้า’

‘06/12/05 วันนี้ไปทำงานพิเศษได้โบนัสมาเลยไปซื้อดอกไม้มาให้จุนซู จุนซูดีใจมากเลย พอเห็นจุนซูยิ้มก็อดยิ้มไม่ได้ทุกที เรานี่ท่าจะบ้าไปแล้ว ฮะฮะ จุนซู ผมรักคุณน้า~’

“ไอ้เด็กบ้า” พึมพำเสียงเบาก่อนส่ายหน้าไปมา ริมฝีปากอิ่มจุดยิ้ม ทั้งๆ ที่ความรู้สึกนั้นแสนเศร้า เกาหลีไม่ใช่บ้านของเค้าอีกต่อไป ยูชอนเสียเวลาสองอาทิตย์เดินวนไปวนมาในที่เดิมๆ ทุกวันเพื่อทำความคุ้นเคยกับเส้นทางต่างๆ และหาที่อยู่ของคนคนนึง...คิม จุนซู สมุดบันทึกเล่มบางมีชื่อของคนคนนี้อยู่ในบันทึกทุกวัน สั้นบ้างยาวบ้าง แต่ก็พอจะทำให้รู้รายละเอียดของคนคนนี้และยังรู้ไปถึงความสำคัญของคนคนนี้ที่มีต่อน้องชายของเค้า... คิม จุนซู...คนรักของยูฮวาน

ก๊อกๆ มือเรียวเคาะเบาๆ บนบานประตูตรงหน้า ตัวเลขที่ทำจากไม้สีอ่อนดูเด่นชัดบนประตูไม้สีเข้ม ได้ยินเสียงเปียโนแผ่วๆ จากข้างในห้อง หากแต่ไม่มีใครมาเปิดประตู ยูชอนตัดสินใจเคาะประตูอีกครั้ง เสียงเปียโนเงียบไป ได้ยินเสียงฝีเท้าที่กำลังเดินมาใกล้ ราวกับริมฝีปากแห้งผาก เค้ายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าถ้าประตูเปิดออกมาแล้วเค้าควรจะพูดกับคนที่ชื่อคิม จุนซูว่ายังไงดี...แล้วที่สำคัญเค้าจะรู้ได้ไงว่าคนไหนคือคิม จุนซู เสียงลูกบิดดังก๊อกแก๊กก่อนที่ประตูสีน้ำตาลเข้มจะถูกเปิดออก

“สวัสดีครับ” เอ่ยทักคนตัวเล็กที่ยืนนิ่งอยู่ตรงหน้า คนตรงหน้าดูตัวเล็กกว่าเค้าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่สิ่งที่รู้สึกคือความบอบบางและความอ่อนไหวในแววตาคู่นั้น เสื้อกันหนาวสีขาวตัวหลวมที่อีกฝ่ายสวมอยู่ดูคล้ายกับเสื้อของยูฮวาน ภาพน้องชายที่นอนอยู่ในกองเลือดปรากฏชัดขึ้นในความทรงจำ ชัดเจนเสียจนรู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก ยูชอนขยับคอเสื้อเล็กน้อย ก่อนจะพยายามส่งยิ้มให้กับคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า ใบหน้านั้นเรียบเฉยจนเหมือนไร้ความรู้สึก ดูท่าทางจะไม่ใช่คิม จุนซูซะแล้วสิ...แต่ยังไม่ทันที่จะคิดอะไรต่อ

เพี้ยะ!!!! มือเล็กๆ นั้นฟาดเข้ามาที่แก้มอย่างแรงจนหน้าหัน ยูชอนหันกลับมามองคนตัวเล็กอย่างงงที่สุด

“เจ็บมั้ย?” อีกฝ่ายถามเสียงดัง

“ครับ เจ็บครับ” ตอบออกไปทั้งๆ ที่ยังไม่เข้าใจอะไรเลยสักอย่าง บ้ารึเปล่า ตบแรงขนาดนั้นจะไม่เจ็บได้ยังไง

“งั้นนี่ก็ไม่ใช่ฝันใช่มั้ย?” คนตัวเล็กถามพร้อมกับน้ำตาที่เริ่มร่วงหล่นลงบนแก้มใสนั้น ร่างเล็กทรุดตัวลงนั่งซุกหน้ากับหัวเข่าก่อนปล่อยโฮออกมาเสียงดังอย่างไม่อายใคร ยูชอนรีบนั่งลงจะไปประคองอีกฝ่ายให้ลุกขึ้น

“ฮึก...ฮึก...กลับมาแล้วเหรอ ยูฮวาน...กลับมาแล้วใช่มั้ย? กลับมาหาผมแล้วใช่มั้ย?” เสียงหวานนั้นพร่ำถามซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขาดห้วงด้วยแรงสะอื้น แสนเศร้าด้วยความเหนื่อยล้าที่ถ่ายทอดออกมาผ่านทุกถ้อยคำ คนตัวเล็กสะอื้นจนตัวโยน มือเรียวค่อยๆ เอื้อมไปสัมผัสเบาๆ บนไหล่บางนั้น ใบหน้าหวานที่เปรอะไปด้วยน้ำตาเงยหน้าขึ้นมองเค้า ปลายจมูกและแก้มใสนั้นแดงจัด น้ำตามากมายยังคงรินไหล

“ฮึก...ฮึก...ฮือ...ยูฮวาน” คนตัวเล็กเรียกชื่อน้องชายของเค้าก่อนโผเข้ากอดเค้าไว้แน่น สองแขนนั้นกอดแน่นเสียจนหายใจไม่ออก เสียงสะอื้นนั้นฟังดูเจ็บปวด รู้สึกถึงหยดน้ำตาที่เปียกชื้น เสียงหวานนั้นเรียกชื่อของยูฮวานซ้ำแล้วซ้ำอีก ราวกับอยากจะยืนยันว่าคนรักของตัวเองอยู่ตรงหน้าแล้วจริงๆ

“ทำไมไม่ติดต่อมาเลยล่ะ หายไปไหนมาตั้งหลายอาทิตย์ ฮึก...” เสียงเล็กนั้นตัดพ้อ มือเล็กทุบเบาๆ บนแผ่นหลังของเค้าเหมือนเป็นการลงโทษ แต่นั่นไม่ได้ทำให้รู้สึกเจ็บเลยสักนิด

“ผม...”

“ผมคิดว่าคุณตายไปแล้ว! ผมคิดว่าคุณจะทิ้งผมไปเหมือนคุณพ่อคุณแม่ซะแล้ว คุณรู้มั้ย ฮึก...อย่าทิ้งผมไปนะ” ทุกถ้อยคำตัดพ้อต่อว่าจากหัวใจดวงเล็กๆ ที่เคยสูญเสีย ความหวาดกลัวที่มากล้นจนแทบก้าวต่อไปไม่ไหว ซุกใบหน้าลงกับแผ่นอกแกร่งแน่น

“ผม...” รู้สึกเจ็บร้าวไปทั่วทั้งคอราวกับไม่สามารถเอ่ยถ้อยคำใดๆ ออกมาได้ น้ำเสียงหวานที่สั่นเครือกำลังขอร้องให้อย่าจากไป...

‘พี่ยูชอนฮะ อย่าทิ้งพวกผมไปนะฮะ’

“ยูฮวาน...อย่าทิ้งผมไปนะ”

“ผมกลับมาแล้ว...จุนซู...”

ทุกอย่างมันเริ่มต้นตั้งแต่วันนั้น...

‘14/02/06 กลับมาถึงเกาหลีได้สองอาทิตย์ ตามหาบ้านของจุนซูตามไดอารี่ที่นายเขียน ในที่สุดก็เจอ ตั้งใจว่าจะบอกความจริงทั้งหมด แต่สุดท้ายแล้วพี่กลับอยู่ที่นี่มามากกว่าสิบชั่วโมงในฐานะของยูฮวาน...ยูฮวานที่ไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับจุนซูเลยสักนิด...พี่ทำอะไรลงไปกันแน่ ยูฮวาน...’
.
.
.
‘17/10/06 หลายครั้งที่คิดว่าอยากกลับไปเป็นยูชอน แต่สุดท้ายแล้ววันนี้ก็ยังเป็นอีกหนึ่งวันที่พี่เป็นนาย...ยูฮวาน’

ภาพความฝันลางเลือน ขาดหาย สะเปะสะปะ คละเคล้าทั้งอดีตและความทรงจำ เสียงหัวเราะ รอยยิ้ม เสียงสะอื้น หยดน้ำตา หยดเลือด การพบกัน การลาจากสับสนปนเปเสียจนแยกไม่ออก ทั้งๆ ที่อยากลืมตาตื่นหากแต่ไม่สามารถทำได้ ราวกับถูกผลักไสให้อยู่ในห้วงความฝันที่ล้ำลึกจนยากจะก้าวออกมา

‘อยู่ที่นี่ไปก่อนก็ได้นะจนกว่าจะหายหรือมีที่ไป’

‘อย่าทิ้งผมไปนะ ยูฮวาน’

‘พี่ยูชอนฮะ ไอ้นี่เรียกว่าอะไรเหรอฮะ?’

‘กลับมาแล้วเหรอ ยูฮวาน...กลับมาแล้วใช่มั้ย’

‘ไงไอ้ลูกหมาโดนฟัดซะเละเชียว’

‘ยูฮวาน พรุ่งนี้ไปเที่ยวอควาเรียมกันนะ ผมอยากดูปลาโลมานะ~นะ’

‘ผมมาหาพี่! ได้ยินมั้ย? ผมมาที่นี่เพื่อตามหาพี่!’

‘ยูฮวาน ผมรักคุณนะ’

ไม่ใช่...ผมไม่ใช่...!!

ร่างสูงสะดุ้งตื่นขึ้น นัยน์ตาเบิกโพลงท่ามกลางความมืด หายใจหอบถี่ ยูชอนหลับตาลงช้าๆ ค่อยๆ ผ่อนลมหายใจเบาๆ ยกมือขึ้นลูบใบหน้าที่ชื้นไปด้วยเหงื่อของตัวเองเบา รู้สึกเพียงว่าปลายมือนั้นเย็นจัด รู้สึกเหนื่อยเหมือนกับวิ่งมาหลายกิโล ลืมตาขึ้นก่อนมองไปที่นาฬิกาที่แขวนอยู่บนผนัง แสงจันทร์รำไรพอจะทำให้เห็นว่าตอนนี้เป็นเวลาที่เข้าใกล้เช้าวันใหม่แล้ว ยูชอนถอนใจออกมาช้าๆ อย่างเหนื่อยล้า...

ภาพความทรงจำที่สับสนซึมซับและแปรเปลี่ยนเป็นความฝันทุกครั้งยามหลับตา ภาพของความสุขและความทุกข์สลับไปมาจนลำดับความอะไรไม่ได้ ราวกับเป็นเพียงการเล่นสนุกของใครบางคนที่ต้องการให้หวนนึกถึงหากแต่ไม่ให้ดื่มด่ำกับความสุขนั้น สุดท้ายแล้วสิ่งที่เหลือคือความจริงที่โหดร้ายเท่านั้น เอนตัวลงนอน หมอนใบนุ่มนั้นกลับไม่ได้ช่วยให้เปลือกตาปิดลงอีกครั้ง ยูชอนนอนมองเพดานสีขาวนิ่ง ฟูกที่นอนข้างๆ ยวบหยุ่นเมื่อคนข้างกายพลิกตัว แขนเรียวเล็กพาดทับลงมาบนอก ยูชอนหันไปมองใบหน้าหวานของคนตัวเล็กที่ยังคงจมอยู่ในห้วงนิทราอันแสนสุข รอยยิ้มบางๆ บนใบหน้านั้นราวกับจะบอกเล่าเรื่องราวความฝันของอีกฝ่าย ยูชอนพลิกตัวนอนตะแคงก่อนเขยิบกายไปใกล้ร่างเล็ก ก่อนโอบร่างเล็กไว้ในอ้อมแขน จุนซูซุกตัวเข้าหาอ้อมกอดของคนรัก

ยูชอนก้มลงมองใบหน้าหวานนั้น แพขนตายาวทอรับกับแก้มใส แสงจันทร์อาบไล้อย่างอ่อนโยน แสงสีขาวกระทบผิวเนียน นิ้วเรียวไล้อย่างแผ่วเบาเรือนแก้มขาวเกลี่ยเส้นผมสีอ่อนที่คลอเคลียออกอย่างแผ่วเบา

“จุนซู...” เอ่ยเรียกอีกฝ่ายด้วยเสียงเบายิ่งกว่ากระซิบ เพราะใจจริงแล้วไม่ได้ต้องการจะปลุกคนตัวเล็กให้ตื่นขึ้นจากความฝันที่สร้างรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้านี้ ร่างเล็กเบียดตัวเองเข้าในอ้อมกอดอุ่นเมื่อรู้สึกถึงความเย็นของสายลมที่พัดผ่านหน้าต่างที่เปิดทิ้งไว้เข้ามา ใบหน้าหวานซุกแน่นกับอกแกร่งจนยูชอนไม่สามารถมองเห็นใบหน้านั้นได้อีก สองแขนเล็กกอดแน่นที่เอวของร่างสูง แน่นราวกับหวาดกลัวว่าหากตื่นขึ้นมาแล้วจะไม่พบกับคนคนนี้อีก

“คุณฝันเห็นอะไรเหรอครับ? ฝันเห็นเรามั้ยครับ?” กระซิบถามเสียงเบาจากคนที่ยังคงหลับใหล ยูชอนกอดอีกฝ่ายตอบวางคางลงบนเรือนผมนุ่มก่อนก้มลงสูดกลิ่นหอมของแชมพูกลิ่นผลไม้ กลิ่นหอมอ่อนๆ หากแต่ทำให้มึนงงและใจเต้น มือเรียวสอดผ่านเรือนผมลื่นมือก่อนไล้เบาๆ

“คุณรู้มั้ย...ผมมีความลับอยู่เรื่องนึง อยากฟังมั้ยล่ะ?” ถามเสียงเบา เบาเสียจนเสียงลมหายใจแผ่วของคนในอ้อมแขนก็สามารถลบเลือนคำพูดเหล่านี้ให้หายไปในอากาศได้ ยูชอนสูดหายใจลึกที่สุดเงียบที่สุดราวกับกำลังจะจมดิ่งลงไปในน้ำลึกที่ไม่รู้จุดสิ้นสุด ความเจ็บปวดในใจมีมากขึ้นเสียจนอึดอัด ขอบตาร้อนผ่าว เจ็บหนึบไปทั้งลำคอกลืนน้ำลายลงไปอย่างยากเย็น หลับตาลงช้าๆ ขับหยดน้ำตาให้รินไหล...

“ผมไม่ใช่ยูฮวาน...เชื่อผมมั้ย? ผมเป็นพี่ชายของเค้า...ผมชื่อยูชอน...ผมควรจะทำยังดีนะ จุนซู...ผม...ผมขอโทษ...ขอโทษ...ผมขอโทษ จุนซู...” เสียงทุ้มแผ่วเบาลงเรื่อยๆ เสียจนเหลือเพียงเสียงแห้งแหบและเลือนลาง สองแขนโอบกอดคนตัวเล็กไว้แน่น ปล่อยหยดน้ำตาร่วงหล่นอย่างอ่อนล้า ขอโทษ...ครั้งแล้วครั้งเล่า...ไม่ว่าจะขอโทษอีกสักกี่ครั้งก็ไม่มีวันลบเลือนความผิดนี้ได้ มองไม่เห็นหนทางข้างหน้า ไม่เห็นหนทางให้กลับไป มีเพียงความมืดมิดที่ไล่ตามและรายล้อม

เริ่มต้นจากการโกหกโดยไม่ได้ตั้งใจ ทุกๆ วันผ่านไปอย่างไม่รู้ตัว จาก 1 อาทิตย์เป็น 1 เดือน...จาก 1 เดือนเป็น 1 ปี...จนวันนี้วันที่ทุกอย่างยังคงเปลี่ยนไป จากหยดน้ำตาที่ดูน่าสงสาร กลายเป็นรอยยิ้มที่อยากปกป้อง ไม่ใช่เพราะหน้าที่หรือความรับผิดชอบ หากแต่เป็นความรู้สึกที่เอ่อล้น...ความรู้สึกที่ไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้น แต่เพียงแค่หลับตาลง ภาพรอยยิ้มของคนตัวเล็กก็ชัดเจน เวลาที่หวาดกลัวท่ามกลางความมืด ภาพรอยยิ้มของคนตัวเล็กก็เป็นยิ่งกว่าแสงสว่าง...สุดท้ายแล้วก็กลายเป็นวังวนของความเจ็บปวดที่ตัวเองได้สร้างขึ้น หากนี้เป็นการลงโทษของพระเจ้าให้ต้องเจ็บปวดเพื่อชดใช้ความผิดบาปทั้งหมด เค้าก็ขอยอมรับความเจ็บปวดนี้...ขอเพียงแค่ยังมีจุนซูอยู่เคียงข้าง...เพียงแค่นั้นก็พอแล้ว...

“ผมรักคุณ จุนซู”

ผิดที่เป็นปาร์ค ยูชอน ที่รัก คิม จุนซูจนหมดใจ

‘22/12/06 ปาร์ค ยูฮวาน  ยูชอน รัก...คิม จุนซู’

“ตื่นได้แล้ว คนขี้เซา!!” เสียงใสๆ ของคนตัวเล็กปลุกให้ตื่น ยูชอนลุกขึ้นนั่งอย่างง่วงๆ ส่งยิ้มบางๆ ให้กับจุนซูที่ยืนอยู่ปลายเตียง ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนบนเตียงอีกครั้ง และสงครามยามเช้าของคนขี้เซาก็เริ่มขึ้นเหมือนทุกวัน ในที่สุดก็จบลงที่ยูชอนมานั่งง่วงอยู่ที่โต๊ะกินข้าวเหมือนทุกเช้า

“วันนี้ผมทำอาหารง่ายๆ นะ เพราะว่าเดี๋ยวต้องออกไปสอนชางมินแต่เช้า” จุนซูเอ่ยถึงลูกศิษย์คนเก่งของเค้าพร้อมรอยยิ้ม ก่อนที่จะวางจานอาหารเช้าตรงหน้าร่างสูง ไข่ดาวสีสวยกับแฮมสองแผ่นและขนมปังปิ้งอีกสองแผ่นถูกจัดอย่างง่ายๆ บนจานกระเบื้องสีขาว ยูชอนเอื้อมมือไปหยิบซอสมะเขือเทศมาบีบใส่ไข่ดาว ท่ามกลางสายตาของจุนซู

“ยูฮวาน...เดี๋ยวนี้คุณกินซอสมะเขือเทศแล้วเหรอ?” คนตัวเล็กถามขึ้นอย่างสงสัย ยูชอนก้มลงมองจานของตัวเองก่อนพยักหน้าเล็กๆ เค้าก็กินมาแต่ไหนแต่ไรแล้วนี่

“ดีแล้วล่ะ เมื่อก่อนน่ะบังคับให้ตายยังไงคุณก็ไม่ยอมกิน บอกว่ามันเหม็น” ร่างเล็กบอกเสียงสดใส ก่อนเอื้อมมือมาหยิบซอสมะเขือเทศไปใส่บ้าง เสียงหวานนั้นฮัมเพลงอย่างมีความสุขผิดกับคนที่กำลังนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม รู้สึกเหมือนใบหน้าชาสนิท บ่อยครั้งที่เค้าเผลอทำอะไรที่เป็นยูชอนออกมาต่อหน้าคนตัวเล็ก แต่จุนซูไม่ได้รู้สึกสงสัยอะไร...มันก็แน่อยู่แล้วล่ะ สำหรับจุนซูแล้ว เค้าก็คือยูฮวาน...จะเป็นยูชอนไปได้ยังไง ในเมื่อจุนซูไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเค้ามีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้

...อาหารมื้อเช้าที่มีเพียงเสียงหัวเราะท่ามกลางเสียงสะอื้นไห้ในหัวใจที่เงียบงัน…

“ผมไปแล้วนะ ยูฮวาน แล้วเจอกันตอนเย็น” เสียงใสๆ บอกขณะที่เก็บข้าวของใส่กระเป๋าใบเล็ก ยูชอนพยักหน้าน้อยๆ ขณะที่กำลังจัดการกับจานที่อยู่ในอ่าง จุนซูเดินไปใกล้ก่อนจะสัมผัสริมฝีปากเบาๆ ที่แก้มของอีกฝ่าย นั่นทำเอาคนที่กำลังง่วงอยู่ตื่นขึ้นมาได้เหมือนกัน แต่ยังไม่ทันที่จะคว้าเอวคนตัวเล็กไว้แล้วหอมตอบ จุนซูก็วิ่งหายไปซะแล้ว ยูชอนหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนล้างหน้าล้างตาแต่ยังไม่ทันเรียบร้อยก็ต้องหันกลับไปมองคนตัวเล็กที่วิ่งกลับมาอีกครั้ง

“มีอะไรครับ?” เอ่ยถามอย่างสงสัย

“ผมรักคุณนะ ยูฮวาน” พูดจบจุนซูก็วิ่งหนีไปอีก ทิ้งให้ยูชอนยืนงงอยู่คนเดียวก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะที่ฟังดูแล้วราวกับเสียงสะอื้น แค่นยิ้มให้กับเงาของตัวเองที่สะท้อนอยู่ในน้ำ

“ยูฮวาน...นายคือ ยูฮวาน” พูดกับตัวเองในน้ำเงานั้นดูสั่นไหวและบิดเบี้ยว มือเรียวบิดก๊อกน้ำใสไหลลงมาไม่ขาด รองมือใต้สายน้ำนั้น ก่อนดึงมือออกช้าๆ น้ำใสที่รองไว้ค่อยๆ รินไหลผ่านไป ไม่สามารถแม้แต่จะคว้าไว้ได้ ไม่ต่างอะไรจากความรักครั้งนี้

“โว้ย!!!” สบถออกมาเสียงดัง ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งที่พื้น ไอเย็นจากพื้นกระเบื้องนั้นชำแรกลึกผ่านเนื้อผ้าชั้นดีของกางเกงที่สวมอยู่ มือเรียวทึ้งผมสีทองแรงๆ ราวกับต้องการจะปลุกตัวเองให้ตื่นจากความฝัน

‘ผมรักคุณนะ ยูฮวาน’

คำบอกรักทุกคำ เสียงหัวเราะที่ดูสดใส รอยยิ้มที่อบอุ่น หรือแม้แต่หยดน้ำตา ทุกๆ อย่างของคิม จุนซูมีไว้ให้ยูฮวานน้องชายที่จากไปไม่ใช่เค้า...ก็รู้อยู่ตั้งแต่แรกแล้วไม่ใช่เหรอ?...ตื่นมาพบความจริงเสียที...ปาร์ค ยูชอน

‘05/01/07 เหนื่อยเหลือเกิน...ได้โปรดรับรู้เสียทีว่า...ปาร์ค ยูชอน คนนี้รักคุณ’

‘14/02/07  1 ปีผ่านไปแล้ว...1 ปีที่ผมเป็นยูฮวาน...1 ปีที่ผมเป็นคนรักของจุนซู...1 ปีที่จุนซูไม่เคยรักผมเลย จากวันแรกของคำโกหก ผมบอกรักคุณ เมื่อคุณบอกรักผม ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องง่าย เพราะตอนนั้นผมไม่ได้รักคุณ คิม จุนซูในตอนนั้นเป็นเพียงแค่คนรักของน้องชายที่ผมต้องปกป้อง

แต่ตอนนี้...คุณบอกรักผม ผมตอบอะไรไม่ได้ ไม่ใช่เพราะผมไม่รักคุณ แต่มันเป็นเพราะผมรักคุณจริงๆ ...ความรู้สึกที่มันมากมาย คำว่ารักที่เคยพูดได้ง่ายๆ กลับพูดออกมาไม่ได้ เมื่อผมมีความรัก...อาจจะเพราะความใกล้ชิด หรือเพราะว่าผมต้องสวมบทเป็นยูฮวาน หรือเพราะอะไรก็ตามที ผมรู้เพียงว่าผมรักคุณ จุนซู...

ถ้าเพียงแต่โอกาสสักครั้งจะมาถึงให้ผมได้บอกคุณว่าผมรักคุณในฐานะปาร์ค ยูชอน แล้วมันจะไม่ทำให้คุณต้องเจ็บหรือเสียน้ำตา ผมก็จะทำ แต่หากนี้เป็นประสงค์ของพระเจ้าที่ต้องการให้ผมเป็นยูฮวานไปชั่วชีวิตเพื่อปกป้องรอยยิ้มของคุณ แม้ผมจะต้องเจ็บปวด...ผมก็จะทำ...ผม...’

เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นทำให้ปลายปากกาหยุดนิ่งไป ยูชอนลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินไปรับโทรศัพท์ที่ดังอยู่ในห้องรับแขก แต่ยังไม่ทันที่จะพูดอะไรเสียงปลายสายก็ดังขึ้นมาก่อน

‘ยูฮวาน ช่วยไปบ้านพี่แจจุงเดี๋ยวนี้เลยได้มั้ย ผมลืมของไว้ที่บ้านพี่แจจุง แล้วมันก็สำคัญมาก ผมต้องใช้มันก่อนบ่ายสามด้วย ยูฮวานช่วยไปเอามาให้หน่อยได้มั้ย?’ เสียงหวานบอกอย่างร้อนรน ฟังดูแล้วท่าทางจะเป็นของสำคัญจริงๆ ยูชอนเหลือบมองนาฬิกาที่บอกเวลาบ่ายโมงครึ่ง จากที่นี่ไปบ้านพี่แจจุงยังไงก็เกือบชั่วโมง คงต้องเหมาแท็กซี่แล้ว

“ครับๆ เดี๋ยวผมจะเอาไปให้ที่โรงเรียนนะครับ ไม่ต้องห่วง” ตอบรับพร้อมกับปลอบปลายสายให้สบายใจ แล้วกดตัดสายไป ก่อนวิ่งไปเอากระเป๋าตังค์ที่วางไว้บนโต๊ะรับแขก แล้ววิ่งออกจากห้องไป สิ้นเสียงประตูปิดไปไม่นานนัก ประตูสีเข้มก็ถูกเปิดออกอีกครั้ง ปลายเท้าเล็กก้าวเข้ามาในห้องก่อนค่อยๆ ปิดประตูลงอย่างเบาที่สุดราวกับว่าคนรักยังอยู่ในห้อง ทันทีที่ประตูปิดสนิทคนตัวเล็กก็ถอนใจออกมา รอยยิ้มสดใสปรากฏขึ้นบนใบหน้าหวานนั้น ในมือเล็กๆ มีถุงหลายใบทั้งผักผลไม้ ดอกไม้ เทียนหอม จุนซูมองของในถุงเหล่านั้นอย่างมีความสุข  ก่อนเอาไปวางไว้บนโต๊ะกินข้าว

“จะเริ่มจากตรงไหนก่อนดีนะ...” คนตัวเล็กพึมพำก่อนมองไปรอบๆ ห้องอย่างชั่งใจ ห้องพักของเค้ากับยูฮวานแม้จะไม่กว้างนักแต่ก็มีเนื้อที่หลายส่วนจนเค้าไม่รู้ว่าเค้าควรจะเริ่มจัดจากตรงไหนก่อนดี แต่ยังไงก็คงมีเวลาสักชั่วโมง ก่อนยูฮวานจะไปถึงบ้านของพี่แจจุง แล้วตอนนั้นค่อยโทรไปบอกว่าให้กลับบ้าน แค่นี้ก็เซอร์ไพรส์ คนเล็กยิ้มกับแผนการอันแสนชาญฉลาดของตัวเอง

“ทำไมหนาวอย่างนี้เนี่ย...” คนตัวเล็กบ่นพลางลูบแขนตัวเอง ก่อนมองไปรอบๆ ห้อง แอร์ก็ไม่ได้เปิดไว้นี่นา จุนซูเดินไปดูในห้องนอนก่อนจะส่ายหน้าน้อยๆ เมื่อเห็นว่าหน้าต่างถูกเปิดทิ้งไว้ ลมหนาวพัดผ่านหน้าต่างจนกระดาษที่วางอยู่บนโต๊