2006/Oct/29

Part 19

ห้องพักสีขาวสะอาดสะท้อนแสงแดดที่ผ่านม่านสีฟ้าอ่อนเข้ามา ห้องพักที่ถูกตกแต่งอย่างเรียบง่าย เตียงสีฟ้าขนาดไม่ใหญ่มากนัก โต๊ะเขียนหนังสือและโคมไฟทรงแปลกตา กรอบรูปหลายอันบนกำแพงขาว และโต๊ะตัวเตี้ยที่ตั้งอยู่กลางห้อง ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในห้องนี้บ่งบอกทุกสิ่งของเจ้าของห้อง...เรียบง่าย เป็นระเบียบ และอ่อนโยน

เสียงฮัมเพลงเบาๆ ของร่างบางที่กำลังนั่งเขียนรายงานอยู่ตรงหน้าทำให้ยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่ได้...ก่อนที่จะสบตากับดวงตากลมโตที่มองเค้าอย่างสงสัย

มองอะไร? เสียงหวานนั้นถามอย่างสงสัย มือเรียววางปากกาลงข้างๆ สมุดก่อนเอื้อมมือไปหยิบแก้วน้ำหวานสีแดงใสขึ้นมาจิบ น้ำหวานเย็นๆ เข้ากับการเขียนรายงานท่ามกลางอากาศร้อนได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ ริมฝีปากบางตรงหน้าที่มีสีแดงไม่ต่างไปจากน้ำหวานในแก้วเท่าไรนักคลี่ยิ้มเล็กน้อย

มองแจจุงน่ะแหละ ตอบออกไปราวกับถูกสะกดด้วยรอยยิ้มบางๆ ของคนตรงหน้า...ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ เป็นรอยยิ้มธรรมดาๆ ...รอยยิ้มที่ได้เห็นอยู่ทุกวัน...แต่กลับรู้สึกเหมือนรอยยิ้มนี้สวยงามและอ่อนโยนเสียจนราวกับภาพวาดของนางฟ้า...

มองฉัน? ปลายนิ้วเรียวชี้ไปที่ตัวเองพร้อมกับหัวเราะออกมาเบาๆ ส่ายหน้าไปมาเล็กน้อยราวกับว่าคำพูดของอีกฝ่ายเหมือนตลกฝืด ก่อนที่นัยน์ตาคู่สวยจะกลับไปจ้องที่รายงานตรงหน้าอีกครั้ง...

ร่างสูงทำได้เพียงแค่ยิ้มบางๆ ก่อนจะก้มลงเขียนรายงานของตัวเองต่อไป...มันเป็นแบบนี้อยู่เสมอ...

บ่อยครั้งที่เอื้อมมือไปจับมือเรียวเล็กของอีกฝ่ายไว้โดยไม่มีเหตุผล แต่ทุกครั้งมือเรียวเล็กนี้ก็กระชับตอบ

บ่อยครั้งที่ได้แต่มองใบหน้าหวานสวยนี้ และทุกครั้งริมฝีปากสีชมพูระเรื่อนี้ก็ยิ้มตอบ

บ่อยครั้งที่บอกรักคนคนนี้ และทุกครั้งสิ่งที่ตอบกลับมาคือเสียงหวานที่ถ่ายทอดคำพูดเดียวกัน

สวัสดีฉันชื่อ คิม แจจุง
จากมิตรภาพของเพื่อน

คบกับฉันนะ แจจุง
แปรเปลี่ยนเป็นความรักที่บอบบางราวกับแก้วใส

อยู่ด้วยกันตลอดไปนะ แจจุง...อยู่ที่นี่ด้วยกันตลอดไป
แต่ในใจกลับไม่รู้สึกหวาดกลัวใดๆ

ฉันจะรอนายนะ แจจุง...ฉันรักนาย นายเข้าใจใช่มั้ย?
เพราะเชื่อว่าจะไม่มีวันปล่อยมือไปจากความรักนี้

เรากลับไปเป็นเหมือนเดิมไม่ได้แล้วยูชุน...ฉันรักยุนโฮ
แม้สุดท้ายแล้วข้างกายของเธอจะไม่ใช่ฉัน

ฉันรักนาย
แต่ฉันจะรักแค่เธอคนเดียวตลอดไป...คิม แจจุง

คิม แจจุง...ชื่อที่ดังก้องซ้ำไปซ้ำมาในหัวใจ
รอยยิ้มที่เด่นชัดในความทรงจำ
ความทรงจำที่หลบเร้น หากแต่ไม่ลบเลือน...

ก๊อกๆๆ เสียงเคาะกระจกทำให้ร่างสูงตื่นจากอดีต หันกลับไปมองเจ้าของมือเล็กๆ ที่วางอยู่บนกระจกของเค้า ใบหน้าที่คุ้นตาอยู่อีกด้านของกระจกสีเข้ม รอยยิ้มที่ดูสดใสราวกับดอกไม้แรกแย้ม...รอยยิ้มที่เป็นเหมือนหยดน้ำเย็นฉ่ำจากฟากฟ้าในวันที่เค้าท้อแท้จนหมดสิ้นกำลังใจ

จุนซู... ริมฝีปากอิ่มพึมพำชื่อคนรักแผ่วเบา กระจกสีชาที่กั้นไว้ระหว่างเค้าและจุนซูราวกับต้องการจะกั้นขวางความจริงและคำลวงหลอกให้แยกออกจากกัน นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนนั้นสะท้อนถ้อยคำมากมายหากแต่กลับไม่มีคำพูดใดๆ ที่หลุดออกมา เปิดประตูรถออกช้าๆ ก่อนจะก้าวลงไปยืนบนพื้นถนน มองจุนซูที่ยืนอยู่ข้างๆ

ของเยอะมั้ย ฉันช่วยถือ ริมฝีปากบางถามพร้อมรอยยิ้ม ยูชุนได้เพียงแต่ส่ายหน้าเล็กน้อยก่อนจะเดินอ้อมไปเปิดประตูรถเพื่อหยิบกล่องเค้กขนาดใหญ่ออกมา หันกลับมายิ้มให้คนรักที่ยืนอยู่ข้างๆ เหมือนทุกครั้ง

ยูชุน...เป็นอะไรรึเปล่า? เสียงหวานถามอย่างเป็นห่วง สัมผัสได้ถึงความสับสนและอ่อนล้าในนัยน์ตาของคนตรงหน้า ยูชุนมองใบหน้าที่ฉายแววกังวลของอีกฝ่ายนิ่ง ริมฝีปากอิ่มสั่นระริก น้ำใสๆ มากมายเอ่อขึ้นมาคลอนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนเสียจนเหมือนน้ำตากำลังจะไหลลงมา ร่างสูงเงยหน้าขึ้นก่อนหันไปมองทางอื่นราวกับจะช่วยทำให้น้ำตาทั้งหมดย้อนคืนกลับไปได้...ฉันจะถามได้มั้ย...ทำไมต้องปิดบังฉัน...ทั้งๆ ที่นายก็รู้ว่าฉัน...

ไม่...ไม่มีอะไร ร่างสูงตอบก่อนพยายามยิ้มออกมาให้อีกฝ่ายสบายใจ ทั้งที่ในใจว้าวุ่น เมื่อกี้คิดอะไรออกไป...ตัวเค้าเองทำไม...ใบหน้าของใครบางคนที่เคยอยู่แค่ในความทรงจำกลับชัดเจน เสียงหวานใสนั้นดังก้องซ้ำไปมา ไออุ่นที่มือยังคงไม่จางหาย...ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรออกไปไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรจะทำสีหน้าแบบไหน...โถ่ พระเจ้า...ผมไม่ได้รักเค้าอีกแล้ว ท่านเข้าใจมั้ย...

...ไม่เข้าใจ

ยูชุน... จุนซูเรียกคนรักอีกครั้ง คิ้วเรียวนั้นขมวดเข้าหากัน เค้าไม่รู้ว่ายูชุนเป็นอะไร แต่ยูชุนดูเหมือนมีอะไรในใจ เอื้อมมือไปจับมือเรียวของคนรักไว้ก่อนกระชับเบาๆ อยากให้รู้ว่าเค้าพร้อมที่จะรับฟังทุกอย่าง...อยากให้รู้ว่าฉันที่รักนายมีตัวตนอยู่ตรงนี้ข้างๆ นาย...

ไม่มีแม้คำพูดสักคำที่หลุดออกมา เสียงรถราแล่นกันวุ่นวายกลับแผ่วเบาในความรู้สึก ยูชุนนิ่งมองมือเล็กๆ ของคนรักที่เกาะกุมมือของเค้าไว้ ก่อนกระชับมือตอบเบาๆ ริมฝีปากอิ่มคลี่ยิ้มให้คนรัก

จุนซูทำได้เพียงมองรอยยิ้มตรงหน้า...รอยยิ้มที่ดูเศร้าหมอง...รอยยิ้มที่เหมือนครั้งแรกตอนเราพบกัน...ครั้งแรกที่เราพบกัน...เวลานั้นเวลาที่นายไม่มีฉันอยู่แม้แต่ในเสี้ยวหัวใจ....

เข้าบ้านกันเถอะ คุณพ่อคุณแม่รอแล้ว ออกแรงเพียงเล็กน้อยก่อนจูงมือคนรักให้เดินเข้าบ้านไปด้วยกัน...มือเล็กที่อบอุ่นเสมอ...มือเล็กๆ ที่โอบอุ้มหัวใจของเค้าในยามที่อ่อนล้า...ทำไมกันนะถึงได้เย็นจนหนาวเหน็บไปถึงหัวใจ...

ทุกครั้งที่หลับตาลงฉันเฝ้าถามตัวเอง
หากค่ำคืนมาถึง...ไม่มีแม้แสงจันทร์หรือแสงดาวบนท้องฟ้านั้น
สิ่งเป็นแสงสว่างของฉันคือนายใช่มั้ย?
จุนซู...นายเป็นแสงสว่างของฉันใช่มั้ย?
แต่ทำไม...ความทรงจำกลับสว่างจ้าเสียจนมองไม่เห็นภาพของนาย...

อากาศเย็นที่แผ่ออกมาจากเครื่องปรับอากาศบนรถแท็กซี่ก่อไอสีขาวลอยละล่อง เมื่ออุณหภูมิข้างนอกรถเย็นกว่าในรถ รถราสวนกันวุ่นวายอยู่ข้างนอกนั่น แจจุงละสายตาจากภาพที่ดูชินตาก่อนจะหันกลับมามองคนรักที่นั่งอยู่ข้างๆ ก้มมองมือของตัวเองที่ถูกอีกฝ่ายเกาะกุมไว้ มือเรียวนั้นพลิกมือสีขาวซีดของเค้าไปมา

สนุกมากมั้ย? แจจุงถามยิ้มๆ เมื่อเห็นว่ายุนโฮบีบมือเค้าเบาๆไล้นิ้วโป้งบนฝ่ามือไล่ไปจนถึงปลายนิ้ว ทำแบบนั้นซ้ำไปซ้ำมาราวกับสนุกสนานเสียเหลือเกิน

...เอ่อ... ยุนโฮเงยหน้าขึ้นมองแจจุงที่มองเค้ายิ้มๆรอยยิ้มบางๆ ให้ความรู้สึกอบอุ่น จนต้องยิ้มตอบ ทั้งๆ ที่ไม่เข้าใจคำถามของอีกฝ่ายเท่าไรนัก และดูเหมือนแววตาที่ดูจะสงสัยของยุนโฮจะทำให้แจจุงเข้าใจได้เป็นอย่างดีจึงได้หัวเราะออกมาเบาๆ

ฉันถามว่านายเล่นมือฉันแบบนี้สนุกมากมั้ย? แจจุงถามซ้ำก่อนก้มมองมือของตัวเองเล็กน้อย

แจจุงรำคาญเหรอ? ถามเสียงอ่อยปนน้อยใจเล็กน้อย เมื่อกี้เค้าแทบไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองกำลังเล่นมือของแจจุงอยู่ รู้เพียงแค่มือของแจจุงนั้นนุ่มและอบอุ่นแบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนเท่านั้นเอง แต่ดูเหมือนแจจุงจะไม่ชอบในสิ่งที่เค้าทำ...สีหน้าที่บ่งบอกถึงความน้อยใจ...แจจุงมองก่อนแอบยิ้มคนเดียว

ไม่ได้พูดอะไรแบบนั้นซะหน่อย แจจุงตอบก่อนยกยิ้มที่มุมปากเมื่อเห็นสีหน้าที่ดูเหมือนจะดีใจขึ้นมาในทันทีของคนรัก คนที่นั่งอยู่ข้างๆ เค้าบางครั้งก็เหมือนเด็กเอาแต่ใจ บางครั้งก็ขี้อ้อน บางครั้งก็เหมือนผู้ใหญ่...ไม่รู้ว่าอันไหนกันแน่คือตัวตนที่แท้จริงของคนคนนี้ หรือบางครั้งทั้งหมดนั่นอาจจะเป็นตัวตนที่แท้จริงก็ได้ ...แต่แปลกที่เค้ากลับรู้สึกรักทุกๆ อย่างที่ยุนโฮเป็น ทั้งความเอาแต่ใจ ทั้งการเอาใจใส่ ทั้งคำพูดหวานๆ การกระทำกะล่อนๆ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ยุนโฮเป็น คือทุกอย่างที่แจจุงรัก...

ไม่ทันที่จะคิดอะไรต่อไป สัมผัสที่มือก็ทำให้ความคิดทั้งหมดหยุดลง ช้อนตาขึ้นมองนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มที่ฉายแววระริกระรี้เหมือนลูกหมาที่ตัวโตเกินขนาดกำลังอ้อนเจ้าของให้เล่นด้วย แต่ถึงแบบนั้นก็ไม่ได้ชักมือออกจากการเกาะกุมที่ดูเหมือนจะแน่นเข้านั้น หากแต่ยังบีบมืออีกฝ่ายเบาๆ เป็นการตอบรับ

ข้างนอกกระจกสีมืด รถราติดยาวจนถึงอีกไฟแดงนึงเป็นภาพที่ชินตาสำหรับเวลาเลิกงาน ทั้งที่ทุกอย่างภายนอกเป็นไปอย่างเชื่องช้าแต่เข็มนาฬิกายังคงซื่อสัตย์ ทำหน้าที่ของมันอย่างไม่บกพร่อง เวลายังคงผ่านไปเรื่อยๆ นี่เป็นครั้งแรกที่ยุนโฮรู้สึกว่าเค้าอยากให้รถติดแบบนี้อีกนานๆ รู้สึกเพียงอยากจับมือเล็กๆ นี้ไว้แบบนี้...ตลอดไป...

นี่ แจจุง เรียกชื่อคนรักที่ตอนนี้กำลังมองตรงไปข้างหน้า รถขยับไปข้างหน้าอีกเพียงแค่นิดเดียวก่อนจะหยุดลงเมื่อสัญญาณไฟสีแดงที่อยู่ลิบตานั้นปรากฏขึ้นอีกครั้ง นัยน์ตากลมโตสีรัตติกาลหันกลับมามองยุนโฮ คล้ายกับจะถาม

นายรู้มั้ย? คำถามเพียงสามคำที่หลุดออกมาจากร่างสูงทำให้ใบหน้าหวานสวยนั้นดูสงสัย เอียงคอเล็กน้อยแทนคำถามว่ามีอะไรต่อจากนี้อีกมั้ย ใบหน้าที่ดูฉงนนั้นกลับดูน่ารักราวกับเด็กตัวเล็กๆ ในความคิดของยุนโฮ อดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปไล้เบาๆ บนแก้มใสของอีกฝ่าย อย่างที่คิดไว้แจจุงถอยออกเล็กน้อยก่อนที่แก้มเนียนขาวนั้นจะขึ้นสีระเรื่อ

ยุนโฮ นี่มันบนแท็กซี่ บอกเสียงเบาราวกับเสียงกระซิบแต่ก็ดังพอที่จะทำให้ได้ยินกันสองคน ยุนโฮแกล้งมองไปรอบๆ พร้อมทำสีหน้าเหมือนพึ่งรู้ตัวก่อนจะแลบลิ้นออกมาราวกับว่าเค้าลืมตัวไปเสียสนิท แต่แจจุงก็ไม่ได้โง่ขนาดที่จะอ่านสีหน้าล้อเลียนของอีกฝ่ายไม่ออก นิ้วเล็กบิดเข้าที่แขนของอีกฝ่ายแรงๆ จนร่างสูงต้องดึงแขนหลบ

เจ็บนะ แจจุง ยุนโฮบ่นอุบอิบพลางลูบแขนตัวเองเบาๆ ตรงที่โดนหยิก

ขอโทษทีนะ ฉันลืมตัวน่ะ เน้นคำว่าลืมตัว ก่อนจะแกล้งทำสีหน้าตกใจเหมือนกับที่ยุนโฮทำกับเค้าเมื่อครู่ เรียกรอยยิ้มจากอีกฝ่ายได้ ก่อนที่มือเรียวจะเอื้อมมาขยี้เส้นผมสีดำนุ่มสลวยนั้นจนยุ่งเหยิง แจจุงมองยุนโฮอย่างตกใจเล็กน้อยไม่คิดว่าจะเจอแบบนี้

ผมทรงนี้เท่ดีนะแจจุง ยุนโฮบอกก่อนจะชี้ที่ผมของอีกฝ่ายที่ตอนนี้ยุ่งไม่เป็นทรง แจจุงหันกลับไปมองกระจกสีชาข้างๆ เห็นเงาลางๆ ว่าตอนนี้ผมของเค้าเรียกได้ว่าผิดจากสภาพก่อนหน้านี้ลิบลับ...หันกลับมามองคนรักพร้อมรอยยิ้มกว้าง

งั้นเหรอ...งั้นฉันทำให้นายบ้างแล้วกันนะ พูดจบก็ขยี้ผมของคนรักเสียจนยุ่งพอกัน การแก้แค้นที่ดูน่ารักในสายตาคนขับรถแท็กซี่ยังคงดำเนินต่อไปท่ามกลางเสียงเพลงรักจากวิทยุที่สอดประสานกับเสียงหัวเราะของคนทั้งคู่

ผมถามตัวเองเสมอ...รักคืออะไรกันนะ

รักคือการมองตาแล้วขวยเขิน หรือรักคือการอยู่เคียงข้างกัน แต่รักคงไม่ใช่แค่ร่างกายที่แนบชิดยามค่ำคืน ไม่ใช่ริมฝีปากที่สัมผัสกันครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ใช่มือที่สัมผัสกันอย่างแผ่วเบา ทั้งๆ ที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ารักนั้นมีหน้าตาเป็นแบบไหน แต่ทุกครั้งที่ได้สัมผัสมือนี้ ทุกครั้งที่มองเห็นรอยยิ้มนี้...ทุกๆ ครั้งที่คิดถึงคนคนนี้...ในหัวใจก็มีแต่คำว่า รัก...รัก...และรัก

ค่ำแล้ว...ท้องฟ้าตอนนี้มีเพียงแสงอาทิตย์สีส้มอ่อนรำไรจากทางทิศตะวันตกที่กำลังจะลาลับขอบฟ้า แสงอาทิตย์แรงกล้ากลับดูโรยราเมื่อยามเย็นมาเยือน มีเพียงแสงสีจางที่สาดผ่านกระจกใสของเรือนกระจกแห่งนี้ ดอกไม้หลายชนิดชูช่อออกดอกตามเวลา บางต้นเริ่มผลิดอกสีสันอ่อนสวย หากยังไม่ใช่เวลาต้นไม้ต้นเล็กใหญ่ในกระถางดินเผาสีน้ำตาลก็จะมีเพียงใบสีเขียวสดเท่านั้น กลางเรือนกระจกถูกจัดแต่งด้วยกระดาษสีสันสดใส และโต๊ะไม้สีอ่อนพร้อมอาหารหน้าตาน่าทานบนโต๊ะ

เสียงช้อนส้อมกระทบกับจานแผ่วเบา กลิ่นหอมของดอกไม้นานาพันธุ์บทสนทนาเคล้าเสียงหัวเราะแผ่วเบา ปาร์ตี้งานวันเกิดเล็กๆ ไม่หรูหรา ไม่มีอาหารราคาแพง...มีเพียงอาหารหน้าตาน่ากินเล็กๆ น้อยๆ ...แต่สิ่งที่งานวันเกิดที่โรงแ