2007/Jul/04

I knew... (1/3)

ผมไม่รู้...
ไม่รู้ ไม่รู้อะไรเลย

แกร่ก...เสียงเปิดประตูดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ ห้องนั่งเล่นที่เคยวุ่นวายจนถึงเมื่อสองชั่วโมงก่อน ตอนนี้กลับเงียบสงัดและมืดสลัว มีเพียงแสงจันทร์ที่สาดผ่านผ้าม่านสีขาวผืนบางเข้ามาเท่านั้น สายฝนยังคงโปรยปรายอยู่เบื้องนอก แม้จะไม่ได้ยินเสียงหากแต่เงาของเม็ดฝนที่กระทบกับหน้าต่างใสบานใหญ่ของนั่งเล่นนั้นก็ทำให้รู้ว่าข้างนอกนั้นเงียบเหงาและหนาวเพียงใด

ขอบใจนะที่มาส่ง แล้วไว้ไปเที่ยวกันอีกนะ Bye~bye~ เสียงหวานใสนั้นดูมีความสุข แม้จะแผ่วเบาแต่ก็ยังคงได้ยินบทสนทนาโต้ตอบสั้นๆ ที่เจือเสียงหัวเราะเบาๆ นั้นได้

สนุกมากมั้ย? มีความสุขมากรึเปล่า...กับเขาที่เป็นเพื่อนคนสำคัญ

เสียงฮัมเพลงเบาสบายชวนฟังชัดขึ้นเรื่อยๆ ร่างสูงนั่งนิ่งบนโซฟา ชั่วครู่ที่กลั้นหายใจราวกับกำลังรอวินาทีสำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้น แสงไฟสีส้มในโซนห้องครัวสว่างขึ้นทันทีที่มือเล็กๆ นั้นกดสวิตช์ คนตัวเล็กสะดุ้งเล็กน้อยที่เห็นเงาของใครบางคนนั่งอยู่ที่โซฟา เพ่งมองผ่านความมืดสลัว ก่อนจะถอนหายใจออกมาเมื่อเจ้าของร่างนั้นคือเพื่อนร่วมวง

อ้าวยูชอน ยังไม่ได้นอนอีกเหรอ? จุนซูถามก่อนเปิดตู้เย็นหาน้ำดื่มโดยไม่ได้สนใจคำตอบของคำถามที่ตัวเองถามไปนัก

ทำไมกลับดึกจัง...? ร่างสูงถามขึ้นหลังจากนิ่งเงียบอยู่นาน ไม่แม้แต่จะตอบคำถามของคนตัวเล็ก ชั่ววูบที่รู้สึกว่าน้ำเสียงนั้นแสดงความไม่พอใจออกไปแม้จะเพียงน้อยนิดเท่านั้น ริมฝีปากอิ่มเม้มแน่นคล้ายกับทำอะไรบางอย่างพลาดไป

ไม่พอใจงั้นเหรอ...มีสิทธิ์ที่จะรู้สึกแบบนั้นด้วยเหรอ?

พอดีฮยอกแจเค้าพาไปกินข้าวน่ะ ยูชอนมองใบหน้าหวานที่กระทบแสงสีส้มอ่อนระเรื่อของแสงไฟจากตู้เย็นนิ่ง แม้คำตอบและน้ำเสียงนั้นจะดูเหมือนไม่ได้ใส่ใจมากนัก หากแต่บนใบหน้านั้นเจือรอยยิ้มจางๆ ราวกับมีความสุขที่ได้พูดถึง...เรื่องที่น่าจดจำ...

งั้นเหรอ... ถามเสียงเบา...เบาเสียจนรู้สึกว่ามีเพียงตัวเองเท่านั้นที่ได้ยิน เสสายตากลับไปมองเงาเลือนลางของสายฝน

ยู...เอ่อ...ฉันไปนอนก่อนนะ ง่วงแล้ว จุนซูตัดสินใจที่จะไม่ถามออกไป บางทียูชอนอาจต้องการอยู่คนเดียวมากกว่า ร่างสูงหันกลับมาก่อนพยักหน้าช้าๆ จุนซูยิ้มเล็กน้อยก่อนจะเดินไปทางห้องนอน ยูชอนได้แต่มองตามร่างเล็กไปก่อนจะก้มลงมองตัวเอง เสื้อกันหนาวสีเทาตัวเก่งที่ทั้งซักทั้งรีดจนเอี่ยมกับกางเกงยีนส์ตัวใหม่ที่เดินหาซื้อเกือบสองชั่วโมง ทุกๆ อย่างเพื่อวันนี้ ริมฝีปากอิ่มเหยียดยิ้มกับตัวเอง ทำตัวเป็นเด็กม.ต้นที่จะได้ไปออกเดทกับคนที่ตัวเองชอบ

สุดท้าย สัญญาที่ให้กับฉัน...ก็ไม่สำคัญใช่มั้ย

ยูชอนเอนแผ่นหลังพิงลงกับโซฟาตัวนุ่ม หลับตาลงช้าๆ คล้ายกับต้องการผ่อนคลาย ทั้งๆ ที่ในใจนั้นเจ็บปวด ซุกใบหน้าลงกับฝ่ามือเย็นจัด

อย่าร้องนะ บอกกับตัวเอง น้ำเสียงนั้นสั่นเครือเมื่อรู้สึกเจ็บร้าวไปทั่วทั้งลำคอ กดใบหน้าลงแน่นกับฝ่ามือของตัวเอง

อย่าร้องนะ ปาร์ค ยูชอน...อย่าร้อง...ฮึก... บอกตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนที่น้ำเสียงสั่นเครือนั้นจะขาดหายไป หยดน้ำอุ่นใสก็ร่วงหล่นลงบนฝ่ามือ น้ำตาหยดแล้วหยดเล่ารินไหลลงมาราวกับจะบรรเทาความเจ็บปวดในหัวใจ

...ทำไมถึงได้อ่อนแอขนาดนี้นะ...

ใบหน้าคมคายซุกลงกับเข่าปล่อยให้น้ำตาไหลริน เสียงสะอื้นแผ่วเบานั้นฟังดูแสนเศร้าท่ามกลางเสียงของสายฝนที่เงียบสงัด...

ไม่เคยรู้...คำพูดสั้นๆ ง่ายๆ อย่างคำว่า รัก จะทำให้เจ็บปวดขนาดนี้
เพราะว่าพูดออกไปไม่ได้...เพราะว่าไม่สามารถลบเลือนความรู้สึกนี้ไปได้
ในใจได้แต่เฝ้าขอให้ทุกอย่างกลับไปเป็นเหมือนเดิม...เหมือนเดิม

แสงไฟที่สว่างขึ้นทำให้คนที่กำลังหลับใหลอยู่ตื่นขึ้น คิ้วเรียวได้รูปนั้นขมวดมุ่น เปลือกตาบางและแพขนตาดำเรียงตัวสวยขยับเล็กน้อย ใบหน้าหวานสวยนั้นดูคล้ายกับหงุดหงิดนิดๆ ที่โดนปลุกขึ้นจากห้วงนิทราที่แสนสุข ร่างบางพลิกตัวเล็กน้อยส่งเสียงในลำคอให้ใครสักคนก็ได้เดินไปปิดไฟ หากแต่ยังคงไม่มีใครสักคนที่ทำแบบนั้น

อา...ให้ตายเถอะ สุดท้ายแล้วหลังจากรออยู่นาน ร่างบางก็ลุกขึ้นนั่งบนเตียงด้วยสีหน้ายุ่งๆ ไม่สมกับฉายานางฟ้าแห่งทงบังชินกิเลยแม้แต่น้อย กวาดสายตาที่ยังคงพร่ามัวเพราะไม่ชินกับแสงสว่างไปรอบๆ เห็นเด็กหนุ่มร่างสูงน้องเล็กของวงกำลังยืนอยู่ที่หน้าประตูมือแตะอยู่ที่สวิตช์ไฟ

ชางมิน เปิดไฟทำไมน่ะ? แจจุงถามเสียงอู้อี้ด้วยความง่วง มองเด็กหนุ่มร่างสูงที่ยืนอยู่ตรงสวิตช์ไฟ หากแต่ไม่มีเสียงตอบใดๆ กลับมา แจจุงเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัย

จำนวนประชากรในเกาหลีใต้นั้นมีจำนวน 48,224,000 คน เป็นอันดับที่ 26 ของโลก... ชางมินพยักหน้าเล็กน้อยพร้อมรอยยิ้มหลังจากท่องจบ ก่อนเด็กหนุ่มร่างสูงจะเดินโซเซไปที่เตียงของตัวเองแล้วล้มตัวลงนอนต่อ แจจุงมองตามน้องเล็กของวงที่มีอาการประหลาดก่อนจะหัวเราะออกมา

เรียนมากไปแล้ว ชางมินเอ้ย มองเด็กหนุ่มเจ้าของผิวสีน้ำผึ้งที่นอนหลับอยู่บนเตียง ก้มลงเก็บผ้าห่มที่กองอยู่ข้างเตียงขึ้นห่มให้อีกฝ่าย ก่อนหยิบหนังสือเรียนวิชาสังคมเล่มหนาที่หล่นอยู่ไม่ไกลนักขึ้นมาวางไว้ใกล้ๆ หมอนของอีกฝ่าย ก่อนที่สายตาจะมองไปเห็นเตียงข้างๆ ของชางมินที่ว่างเปล่า

เตียงสีขาวนั้นยังคงดูเรียบร้อยเหมือนเมื่อเช้า หมายความว่าเจ้าของเตียงนี้ยังไม่ได้เข้ามาในห้องนอนเลยสักครั้ง แจจุงเม้มริมฝีปากอย่างใช้ความคิด เมื่อเย็นก็ไม่เห็นมากินข้าว แต่ชางมินบอกว่ายูชอนไปกินข้าวกับจุนซู...

ก็กลับมาแล้วนี่นา พึมพำเสียงเบาเมื่อเห็นว่าที่เตียงริมฝั่งตรงข้ามนั้นมีร่างเล็กนอนอยู่ ถึงแม้ผ้าห่มจะคลุมจนเกือบมิด แต่ปลายผมสีแดงที่โผล่พ้นออกมานั้นก็พอจะทำให้รู้ได้ว่าเป็นจุนซู ถ้าจุนซูกลับมาแล้ว...แล้วยูชอนล่ะ? มองหามือถือที่น่าจะวางอยู่บนเตียงของตัวเองก่อนจะถอนหายใจออกมาเมื่อนึกได้ว่าเมื่อเย็นเขาวางมือถือไว้ในห้องนั่งเล่นเพราะมัวแต่ยุ่งๆ อยู่กับการจัดข้าวของที่แฟนคลับส่งมาให้ในช่วงวันคริสต์มาส

สุดท้ายแล้วแจจุงก็ต้องยอมพาตัวเองออกมาจากห้องนอน การที่สมาชิกในวงไม่อยู่บ้านในเวลาที่นาฬิกาบอกเวลาตีสองกว่านั้นไม่ใช่เรื่องปกติเท่าไรนัก ร่างบางเดินคลำทางผ่านความมืดสลัวของทางเดินจนถึงห้องนั่งเล่น ก่อนที่จะสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจกับเงาตะคุ่มของใครบางคนที่นั่งคุดคู้อยู่ที่โซฟา

อ้าว...ยูชอน เรียกเจ้าของร่างที่นั่งกอดเข่าอยู่บนโซฟา ก่อนถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกเมื่อเห็นว่ายูชอนนั้นอยู่ในสภาพดูปกติที่สุด อย่างน้อยก็ไม่ได้เมาแอ๋เพราะว่าแอบไปดื่มกับพวกสต๊าฟเหมือนทุกครั้ง

กลับมาตั้งแต่เมื่อไร แล้วทำไมไม่เข้าไปนอนล่ะ ดึกแล้วนะ ถามอย่างเป็นห่วงก่อนเดินไปหาอีกฝ่ายใกล้ๆ ไม่มีแม้คำตอบใดๆ จากร่างสูงที่นั่งอยู่เงียบๆ

มีอะไรรึเปล่า? ถามออกไปเหมือนทุกครั้ง สังเกตเห็นได้เสมอแม้ความผิดปกติแค่เพียงเล็กน้อย เสียงสะอื้นแผ่วเบาในลำคอคล้ายกับพยายามจะอดกลั้นไว้นั้นทำให้รอบกายดูทั้งมืดและเงียบเหงา ร่างบางก้าวไปใกล้อีกนิด เอื้อมมือวางลงบนเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนเบาๆ

คิดถึงบ้านเหรอ? ถึงแม้จะเป็นประโยคคำถาม แต่น้ำเสียงของแจจุงนั้นก็ไม่ได้คาดคั้นที่จะเอาคำตอบใดๆ หากไม่อยากที่จะตอบ แม้จะได้ยินเสียงสะอื้นและรู้อยู่แล้วว่าคนตรงหน้าคงกำลังร้องไห้ แต่ใบหน้าที่อาบไปด้วยน้ำตาของยูชอนนั้นไม่ใช่สิ่งที่เขาอยากที่จะเห็นอยู่ดี เอื้อมมือไล้หยดน้ำอุ่นใสที่รินไหลอยู่ออกจากเรือนแก้มของอีกฝ่ายอย่างอ่อนโยน
แม้ในสายตาของคนอื่นนั้นยูชอนจะดูเป็นคนร่าเริง ขี้เล่น แต่สมาชิกในวงทุกคนนั้นรู้ดีว่ายูชอนเป็นคนอ่อนไหวมากแค่ไหน ความห่างไกลจากครอบครัวก่อความเหงาในจิตใจที่เดียวดาย ถึงแม้จะดูเปิดเผยแต่อีกด้านนึงยูชอนกลับเป็นคนที่เขาไม่รู้จักมากที่สุด ไม่รู้ว่ายูชอนที่อ่อนไหวจนต้องร้องไห้ออกมาบ่อยครั้ง หรือว่ายูชอนที่เข้มแข็งกว่าใครๆ ...อันไหนคือตัวจริงกันแน่...

พี่แจจุง...ผม... เสียงทุ้มยามร้องเพลงนั้นกลับสั่นเครือ คำพูดทั้งหมดถูกกลืนหายลงไปในลำคอที่เจ็บร้าว ใบหน้าคมคายนั้นส่ายไปมาช้าๆ ราวกับสับสนจนไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรออกไปดี แจจุงมองคนตรงหน้าด้วยความสงสารจับใจ สองแขนบอบบางโอบรั้งไหล่กว้างนั้นมาแนบชิด

ไม่เป็นไรนะ...พี่อยู่กับนายแล้ว...ไม่เป็นไรแล้ว คำปลอบโยนง่ายๆ ที่ไม่ได้ฟังดูสวยหรูอะไรนัก กลับทำให้คนในอ้อมกอดร้องไห้ออกมาอย่างสุดจะกลั้น

เจ็บ... เพียงคำพูดเดียวทำให้แจจุงเข้าใจเรื่องทุกอย่างอย่างง่ายดาย แม้จะไม่รู้รายละเอียดใดๆ แต่ก็รู้สาเหตุของหยดน้ำตาและเสียงสะอื้นที่แสนเศร้านี้ แจจุงกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นอีก

อืม...พี่รู้...

ร้องอีกก็ได้นะ...ร้องให้พอ...พรุ่งนี้นายจะได้กลับมาเป็นยูชอนคนเดิม มือเรียวเล็กลูบเบาๆ บนเรือนผมของอีกฝ่ายอย่างปลอบโยน ยูชอนซุกหน้าลงกับไหล่บางของอีกฝ่ายแน่น มือเรียวรั้งเสื้อนอนเนื้อดีของอีกฝ่ายจนยับยู่ หยดน้ำตารินรดจนเนื้อผ้านั้นเปียกชื้น...

อีกแล้วสินะ... แจจุงพึมพำเสียงเบา...เบามากพอที่คนในอ้อมกอดจะไม่ได้ยิน

ห้องนั่งเล่นวันนี้กลับมาอึกทึกด้วยเสียงเกมจากเครื่องเพลย์สเตชั่นที่ต่อเข้ากับโทรทัศน์สีขาวเครื่องใหญ่ และเสียงร้องเพลงของชายหนุ่มร่างสูงที่นั่งนับเงินจากกระปุกออมสินหมูสีชมพู

ยุนโฮหยุดร้องเพลงก่อนได้มั้ย แจจุงที่ยืนทำกับข้าวอยู่หันกลับไปบอกคนรักที่นั่งอยู่ที่โต๊ะกินข้าว ตอนนี้รู้สึกปวดหัวไปหมดทั้งเสียงเกมของจุนซูและเสียงร้องเพลงของยุนโฮ แต่ดูเหมือนยุนโฮจะไม่ได้ยินเสียงหวานๆ นั้นถึงได้ยังคงร้องเพลงไปด้วยนับเงินไปด้วยอย่างมีความสุข โดยมีชางมินที่นั่งอยู่ที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามทำหน้าเหมือนกับกำลังลุ้นอะไรสักอย่างอยู่ ส่ายหน้าไปมาอย่างจนคำพูดก่อนจะหันมาจัดการกับอาหารเช้าสำหรับห้าคนต่อ

ฮะฮ่า! สองหมื่นสองร้อยสิบเจ็ดวอน อยู่ๆ ยุนโฮก็ตะโกนขึ้นมาดังลั่น ทำเอาร่างบางสะดุ้งด้วยความตกใจ หันไปมองอีกฝ่ายปรามๆ แต่ยุนโฮไม่ทันเห็นเพราะมัวแต่เต้นท่าประหลาดๆ อยู่

โกหกน่า! พี่ไม่บอกนี่ว่ามีแบงก์ด้วยน่ะ ชางมินโวยวายเสียงดัง เมื่อรู้สึกว่าโดนโกงเห็นๆ ใครจะไปรู้ว่าคนตรงหน้าจะเอาแบงก์ใส่ลงไปในออมสินด้วย

ก็นายไม่ถาม เอาเงินมาซะดีๆ เลยชางมิน เท่าไรนะ...สองหมื่นสองร้อยสิบเจ็ดลบกับแปดพันห้าร้อย... ยุนโฮทำไม่รู้ไม่ชี้ ไม่ว่ายังไงเขาก็ชนะพนันแล้ว ในที่สุดวันที่จัดการเจ้าเด็กไอคิวสูงได้ก็มาถึง แหม...มันช่างรื่นรมย์อะไรอย่างนี้นะ คำนวณรายได้จากการชนะครั้งนี้อย่างช้าๆ ...แหมก็จอง ยุนโฮไม่ได้ไอคิวสูงแบบชิม ชางมินเด็กอัจฉริยะนี่นา

หนึ่งหมื่นหนึ่งพันเจ็ดร้อยสิบเจ็ด...เฮ้ยย เด็กอัจฉริยะปิดปากตัวเองไว้ไม่ทัน เผลอบอกตัวเลขผลลัพธ์ออกไปอย่างลืมตัว

ฮ่าๆ เอามาเลย ชางมิน ยุนโฮหัวเราะเสียงดังอย่างชอบใจก่อนยื่นมือไปรอรับเงินจากคนตรงหน้า อย่าหาว่าแกล้งเด็กเลยนะ ชางมินเป็นกรณียกเว้นเพราะเจ้าเด็กนี่แสบนัก

ไม่เอาอ่ะ พี่ขี้โกงนี่นา ชางมินท้วง เรื่องอะไรเล่า ตอนแรกที่ยุนโฮมาช่วนเขาพนันนั้นเขาคิดว่าอย่างดีถ้าเขาต้องเสียเงินก็ไม่เกินสองพันวอนแน่ๆ ก็กระปุกหมูมีปริมาตรประมาณนี้น่าจะจุเหรียญได้ไม่เกินแปดพันห้าร้อยวอนแน่ๆ แถมตอนที่เขย่ามันก็ไม่ได้เต็มจนหนักด้วย

ไม่รู้ล่ะ...หนึ่งหมื่นหนึ่งพันเจ็ดร้อยสิบเจ็ดวอน ยุนโฮยังคงทำไม่สนใจอะไร เดินไล่ต้อนน้องเล็กที่ตอนนี้ทำหน้าเหมือนเด็กที่โดนแกล้งจนไม่มีทางสู้ แจจุงยืนมองภาพนั้นก่อนจะเริ่มพอเดาออกว่าอะไรเป็นอะไร

ยุนโฮ! เสียงหวานดังลั่น ทำเอาทุกอย่างที่กำลังดูวุ่นวายนั้นเงียบไปในทันที แม้แต่จุนซูที่กำลังนั่งเล่นเกมอยู่ก็พลอยกดหยุดเกมไปด้วย

จ๋า? ยุนโฮหันกลับไปหาคนหน้าสวยแบบหวาดๆ ตอนนี้แจจุงนั้นดูไม่เหมือนนางฟ้าเอาซะเลย คิ้วเรียวที่ขมวดมุ่นนั้นทำเอาหน้าหวานๆ นั้นดูดุไปเลย

ทำอะไร? แจจุงถามเสียงเรียบ มือวางทัพพีที่กำลังคนแกงกิมจิในหม้อก่อนเดินมาใกล้ยุนโฮเจ้าของฉายาหมีขาวของวงที่ตอนนี้ทำหน้าเหมือนลูกหมาที่กำลังถูกเจ้าของดุ

เปล๊า~ ไม่ได้ทำอะไรเลย ยุนโฮส่ายหน้าสองมือโบกไปมาเป็นพัลวัน ไม่กล้าสบตากลมดุๆ ของคนตรงหน้าเท่าไรนัก ก็แหง...โกหกนี่นา

พี่ยุนโฮเขาชวนผมให้พนันเงินในกระปุกครับ เสียงของชางมินที่พูดแทรกขึ้นมาเหมือนกับเท้าข้างหนึ่งที่ถีบเขากระเด็นร่วงลงจากขอบหน้าผาอย่างไร้ความปรานี ยุนโฮหันขวับไปมองน้องเล็กที่ยืนยิ้มอยู่หลังแจจุงอย่างอาฆาตแค้น แกนะแกไอ้เด็กไอคิวสูง

ไอ้ชาง...

ยุนโฮ! แจจุงเรียกอีกฝ่ายเสียงดังเมื่อเห็นว่ายุนโฮหันไปเข่นเขี้ยวใส่ชางมินอีก เจ้าหมีขาวเลยกลายร่างเป็นหมาขาวอีกครั้ง

จ๋า... ถามเสียงอ่อย...ทำหน้าตาน่าสงสารประกอบอีกเล็กน้อย ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าไม่ได้ผล...

ฉันบอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าเล่นแบบนี้ นายกำลังสอนให้น้องเล่นการพนันนะ แจจุงดุยุนโฮจนอีกฝ่ายดูตัวเล็กลงไปเรื่อยๆ คล้ายกับอลิซตอนที่กินขนมปังแล้วตัวหดลง ร่างบางถอนหายใจเสียงออกมา ยุนโฮนะยุนโฮเป็นทั้งหัวหน้าวงเป็นทั้งรุ่นพี่ ยังมาชวนน้องเล่นการพนันอีก

สนุกๆ น่ะเนอะ ชางมิน? หันไปถามเด็กหนุ่มที่ยืนกลั้นหัวเราะอยู่ข้างหลัง แล้วก็รู้ว่าตัวเองคิดผิดที่คิดขอความช่วยเหลือจากเจ้าเด็กแม็กซิมั่มนี่

ไม่ฮะ พี่ยุนโฮจะเอาเงินจากผมด้วย ชางมินตอบหน้าตาเฉย โกงใครไม่โกงมาโกงเชวคัง ชางมินเทวดาน้อยแห่งวงทงบังชินกิซะแล้ว

ยุนโฮ เสียงเย็นๆ ของแจจุงทำเอายุนโฮกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ชอบอยู่หรอกนะเวลาแจจุงเรียกเขา แต่น้ำเสียงแบบนี้ไม่ค่อยจะชอบสักเท่าไรเลย เหล่ไปมองชางมินเห็นอีกฝ่ายกำลังหัวเราะอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ไม่ยักจะมีเสียง แต่ไอ้ท่าทางนั้นมันสะใจสุดๆ เลยไม่ใช่เหรอ?!

ดีมาก...ชางมิน ในเมื่อไม่ช่วยเหลือกันก็มาโดนด้วยกันเลย

ก็ชางมินมันก็เล่นด้วยอ่ะ สิ้นคำพูดนั้นแทบจะหลุดขำออกมาเมื่อเห็นหน้าของชางมินที่ซีดลงทันตาเห็น ไอ้ที่กำลังหัวเราะอยู่ถูกกลืนหายลงไปเฉยๆ แจจุงหันกลับไปมองชางมินครู่หนึ่งก่อนหันกลับมาหายุนโฮที่ยืนยิ้มอยู่อีกครั้ง

จอง ยุนโฮ...นายอายุเท่าไรแล้ว? แล้วน้องอายุเท่าไร? น้องยังเด็ก เขาเห็นนายเล่นเขาก็เล่นตาม นายน่ะแหละ โตแล้วยังเล่นอะไรไม่เข้าท่า เสียงหวานนั้นฟังดูไม่น่าฟังเมื่อคำพูดนั้นทั้งห้วนและแทงใจดำ แต่ก็แอบค้านอยู่ในใจ ถ้าเป็นเด็กคนอื่นอย่างจุนซูจะว่าไปอย่าง ถึงชางมินจะเด็กที่สุดในวงก็จริงแต่ชางมินน่ะไม่ได้ไร้เดียงสาขนาดนั้นซะหน่อย...

มีอะไรจะเถียงมั้ย? แจจุงถามน้ำเสียงนิ่งๆ ยุนโฮนึกอยากเถียงใจจะขาดแต่ดูหน้าตาแจจุงแล้วดูเหมือนเถียงไปก็ไม่ชนะ แถมอาจจะพาลโดนโกรธไปด้วยอีก...ใช่สิ เกิดเป็นหมียุนของแจจุงต้องอดทน...

ไม่มี...ฉันผิดเองอ่ะ คราวหลังไม่ทำแล้ว ยุนโฮพูดจบก็ยกมือขึ้นคล้ายกับจะสัญญากับคนตรงหน้า แจจุงมองคนรักที่ทำตัวเป็นเด็กๆ ก่อนจะถอนหายใจออกมา

อย่าให้ฉันรู้ว่ามีการเล่นอะไรแบบนี้อีก เข้าใจมั้ย?...นายก็ด้วยชางมิน หันไปบอกน้องเล็กยืนขำยุนโฮอยู่ ทำตาดุใส่อีกฝ่ายเป็นการเตือน ทั้งชางมินและยุนโฮพยักหน้าพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมายเมื่อเห็นหน้าดุๆ ของแจจุง

นายไปอาบน้ำเลย ยุนโฮ เดี๋ยวเราต้องออกไปซื้อของกับผู้จัดการอีก แจจุงบอกก่อนจะเดินกลับไปดูแกงกิมจิที่ตอนนี้เริ่มเดือด ลอบมองคู่กรณีทั้งสองคนที่ยังอุตส่าห์แอบแลบลิ้นปลิ้นตาใส่กันจนวินาทีสุดท้ายแล้วอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาอีกครั้ง...แต่ถึงแบบนั้นก็มีรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้าของเค้า

ทงบังชินกินั้นไม่ใช่เพียงชื่อของวง หากแต่เป็นทุกอย่างทั้งมิตรภาพ ความรัก รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ความสุข...และครอบครัว

พี่แจจุงฮะ...ยังไม่เสร็จอีกเหรอฮะ? ชางมินที่เดินกลับมาจากการทำสงครามหน้าประหลาดกับยุนโฮ ชะโงกหน้าดูแกงกิมจิในหม้อถามอย่างสงสัย

เดี๋ยวเหลือไก่ทอดอีกอย่างน่ะ แจจุงตอบน้องเล็กที่เริ่มหิวหลังจากหันกลับไปมองกับข้าวที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์ อาหารเช้าสำหรับเด็กหนุ่มห้าคนที่อยู่ในวัยกำลังโตนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย เขาต้องคำนวณทั้งปริมาณและคุณภาพของอาหาร แต่นี่ก็เป็นหน้าที่ที่เขารับมาด้วยความเต็มใจ...คุณแม่ของวง

ผมหิวแล้วอ่ะ... ชางมินบ่นพลางลูบท้องตัวเอง แจจุงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา เขาเคยอ่านแฟนฟิคหลายเรื่องที่แฟนๆ ส่งมาให้ บทบาทของชางมินส่วนใหญ่นั้นมักจะมีแต่กินกับกิน...ก็จริงอย่างที่เขาเขียนกันน่ะล่ะ

โอเค แล้วพี่จะรีบทำนะ ไปเล่นเกมกับจุนซูรอก่อนแล้วกัน แล้วน