2007/Jul/04

I knew... (1/3)

ผมไม่รู้...
ไม่รู้ ไม่รู้อะไรเลย

แกร่ก...เสียงเปิดประตูดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ ห้องนั่งเล่นที่เคยวุ่นวายจนถึงเมื่อสองชั่วโมงก่อน ตอนนี้กลับเงียบสงัดและมืดสลัว มีเพียงแสงจันทร์ที่สาดผ่านผ้าม่านสีขาวผืนบางเข้ามาเท่านั้น สายฝนยังคงโปรยปรายอยู่เบื้องนอก แม้จะไม่ได้ยินเสียงหากแต่เงาของเม็ดฝนที่กระทบกับหน้าต่างใสบานใหญ่ของนั่งเล่นนั้นก็ทำให้รู้ว่าข้างนอกนั้นเงียบเหงาและหนาวเพียงใด

ขอบใจนะที่มาส่ง แล้วไว้ไปเที่ยวกันอีกนะ Bye~bye~ เสียงหวานใสนั้นดูมีความสุข แม้จะแผ่วเบาแต่ก็ยังคงได้ยินบทสนทนาโต้ตอบสั้นๆ ที่เจือเสียงหัวเราะเบาๆ นั้นได้

สนุกมากมั้ย? มีความสุขมากรึเปล่า...กับเขาที่เป็นเพื่อนคนสำคัญ

เสียงฮัมเพลงเบาสบายชวนฟังชัดขึ้นเรื่อยๆ ร่างสูงนั่งนิ่งบนโซฟา ชั่วครู่ที่กลั้นหายใจราวกับกำลังรอวินาทีสำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้น แสงไฟสีส้มในโซนห้องครัวสว่างขึ้นทันทีที่มือเล็กๆ นั้นกดสวิตช์ คนตัวเล็กสะดุ้งเล็กน้อยที่เห็นเงาของใครบางคนนั่งอยู่ที่โซฟา เพ่งมองผ่านความมืดสลัว ก่อนจะถอนหายใจออกมาเมื่อเจ้าของร่างนั้นคือเพื่อนร่วมวง

อ้าวยูชอน ยังไม่ได้นอนอีกเหรอ? จุนซูถามก่อนเปิดตู้เย็นหาน้ำดื่มโดยไม่ได้สนใจคำตอบของคำถามที่ตัวเองถามไปนัก

ทำไมกลับดึกจัง...? ร่างสูงถามขึ้นหลังจากนิ่งเงียบอยู่นาน ไม่แม้แต่จะตอบคำถามของคนตัวเล็ก ชั่ววูบที่รู้สึกว่าน้ำเสียงนั้นแสดงความไม่พอใจออกไปแม้จะเพียงน้อยนิดเท่านั้น ริมฝีปากอิ่มเม้มแน่นคล้ายกับทำอะไรบางอย่างพลาดไป

ไม่พอใจงั้นเหรอ...มีสิทธิ์ที่จะรู้สึกแบบนั้นด้วยเหรอ?

พอดีฮยอกแจเค้าพาไปกินข้าวน่ะ ยูชอนมองใบหน้าหวานที่กระทบแสงสีส้มอ่อนระเรื่อของแสงไฟจากตู้เย็นนิ่ง แม้คำตอบและน้ำเสียงนั้นจะดูเหมือนไม่ได้ใส่ใจมากนัก หากแต่บนใบหน้านั้นเจือรอยยิ้มจางๆ ราวกับมีความสุขที่ได้พูดถึง...เรื่องที่น่าจดจำ...

งั้นเหรอ... ถามเสียงเบา...เบาเสียจนรู้สึกว่ามีเพียงตัวเองเท่านั้นที่ได้ยิน เสสายตากลับไปมองเงาเลือนลางของสายฝน

ยู...เอ่อ...ฉันไปนอนก่อนนะ ง่วงแล้ว จุนซูตัดสินใจที่จะไม่ถามออกไป บางทียูชอนอาจต้องการอยู่คนเดียวมากกว่า ร่างสูงหันกลับมาก่อนพยักหน้าช้าๆ จุนซูยิ้มเล็กน้อยก่อนจะเดินไปทางห้องนอน ยูชอนได้แต่มองตามร่างเล็กไปก่อนจะก้มลงมองตัวเอง เสื้อกันหนาวสีเทาตัวเก่งที่ทั้งซักทั้งรีดจนเอี่ยมกับกางเกงยีนส์ตัวใหม่ที่เดินหาซื้อเกือบสองชั่วโมง ทุกๆ อย่างเพื่อวันนี้ ริมฝีปากอิ่มเหยียดยิ้มกับตัวเอง ทำตัวเป็นเด็กม.ต้นที่จะได้ไปออกเดทกับคนที่ตัวเองชอบ

สุดท้าย สัญญาที่ให้กับฉัน...ก็ไม่สำคัญใช่มั้ย

ยูชอนเอนแผ่นหลังพิงลงกับโซฟาตัวนุ่ม หลับตาลงช้าๆ คล้ายกับต้องการผ่อนคลาย ทั้งๆ ที่ในใจนั้นเจ็บปวด ซุกใบหน้าลงกับฝ่ามือเย็นจัด

อย่าร้องนะ บอกกับตัวเอง น้ำเสียงนั้นสั่นเครือเมื่อรู้สึกเจ็บร้าวไปทั่วทั้งลำคอ กดใบหน้าลงแน่นกับฝ่ามือของตัวเอง

อย่าร้องนะ ปาร์ค ยูชอน...อย่าร้อง...ฮึก... บอกตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนที่น้ำเสียงสั่นเครือนั้นจะขาดหายไป หยดน้ำอุ่นใสก็ร่วงหล่นลงบนฝ่ามือ น้ำตาหยดแล้วหยดเล่ารินไหลลงมาราวกับจะบรรเทาความเจ็บปวดในหัวใจ

...ทำไมถึงได้อ่อนแอขนาดนี้นะ...

ใบหน้าคมคายซุกลงกับเข่าปล่อยให้น้ำตาไหลริน เสียงสะอื้นแผ่วเบานั้นฟังดูแสนเศร้าท่ามกลางเสียงของสายฝนที่เงียบสงัด...

ไม่เคยรู้...คำพูดสั้นๆ ง่ายๆ อย่างคำว่า รัก จะทำให้เจ็บปวดขนาดนี้
เพราะว่าพูดออกไปไม่ได้...เพราะว่าไม่สามารถลบเลือนความรู้สึกนี้ไปได้
ในใจได้แต่เฝ้าขอให้ทุกอย่างกลับไปเป็นเหมือนเดิม...เหมือนเดิม

แสงไฟที่สว่างขึ้นทำให้คนที่กำลังหลับใหลอยู่ตื่นขึ้น คิ้วเรียวได้รูปนั้นขมวดมุ่น เปลือกตาบางและแพขนตาดำเรียงตัวสวยขยับเล็กน้อย ใบหน้าหวานสวยนั้นดูคล้ายกับหงุดหงิดนิดๆ ที่โดนปลุกขึ้นจากห้วงนิทราที่แสนสุข ร่างบางพลิกตัวเล็กน้อยส่งเสียงในลำคอให้ใครสักคนก็ได้เดินไปปิดไฟ หากแต่ยังคงไม่มีใครสักคนที่ทำแบบนั้น

อา...ให้ตายเถอะ สุดท้ายแล้วหลังจากรออยู่นาน ร่างบางก็ลุกขึ้นนั่งบนเตียงด้วยสีหน้ายุ่งๆ ไม่สมกับฉายานางฟ้าแห่งทงบังชินกิเลยแม้แต่น้อย กวาดสายตาที่ยังคงพร่ามัวเพราะไม่ชินกับแสงสว่างไปรอบๆ เห็นเด็กหนุ่มร่างสูงน้องเล็กของวงกำลังยืนอยู่ที่หน้าประตูมือแตะอยู่ที่สวิตช์ไฟ

ชางมิน เปิดไฟทำไมน่ะ? แจจุงถามเสียงอู้อี้ด้วยความง่วง มองเด็กหนุ่มร่างสูงที่ยืนอยู่ตรงสวิตช์ไฟ หากแต่ไม่มีเสียงตอบใดๆ กลับมา แจจุงเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัย

จำนวนประชากรในเกาหลีใต้นั้นมีจำนวน 48,224,000 คน เป็นอันดับที่ 26 ของโลก... ชางมินพยักหน้าเล็กน้อยพร้อมรอยยิ้มหลังจากท่องจบ ก่อนเด็กหนุ่มร่างสูงจะเดินโซเซไปที่เตียงของตัวเองแล้วล้มตัวลงนอนต่อ แจจุงมองตามน้องเล็กของวงที่มีอาการประหลาดก่อนจะหัวเราะออกมา

เรียนมากไปแล้ว ชางมินเอ้ย มองเด็กหนุ่มเจ้าของผิวสีน้ำผึ้งที่นอนหลับอยู่บนเตียง ก้มลงเก็บผ้าห่มที่กองอยู่ข้างเตียงขึ้นห่มให้อีกฝ่าย ก่อนหยิบหนังสือเรียนวิชาสังคมเล่มหนาที่หล่นอยู่ไม่ไกลนักขึ้นมาวางไว้ใกล้ๆ หมอนของอีกฝ่าย ก่อนที่สายตาจะมองไปเห็นเตียงข้างๆ ของชางมินที่ว่างเปล่า

เตียงสีขาวนั้นยังคงดูเรียบร้อยเหมือนเมื่อเช้า หมายความว่าเจ้าของเตียงนี้ยังไม่ได้เข้ามาในห้องนอนเลยสักครั้ง แจจุงเม้มริมฝีปากอย่างใช้ความคิด เมื่อเย็นก็ไม่เห็นมากินข้าว แต่ชางมินบอกว่ายูชอนไปกินข้าวกับจุนซู...

ก็กลับมาแล้วนี่นา พึมพำเสียงเบาเมื่อเห็นว่าที่เตียงริมฝั่งตรงข้ามนั้นมีร่างเล็กนอนอยู่ ถึงแม้ผ้าห่มจะคลุมจนเกือบมิด แต่ปลายผมสีแดงที่โผล่พ้นออกมานั้นก็พอจะทำให้รู้ได้ว่าเป็นจุนซู ถ้าจุนซูกลับมาแล้ว...แล้วยูชอนล่ะ? มองหามือถือที่น่าจะวางอยู่บนเตียงของตัวเองก่อนจะถอนหายใจออกมาเมื่อนึกได้ว่าเมื่อเย็นเขาวางมือถือไว้ในห้องนั่งเล่นเพราะมัวแต่ยุ่งๆ อยู่กับการจัดข้าวของที่แฟนคลับส่งมาให้ในช่วงวันคริสต์มาส

สุดท้ายแล้วแจจุงก็ต้องยอมพาตัวเองออกมาจากห้องนอน การที่สมาชิกในวงไม่อยู่บ้านในเวลาที่นาฬิกาบอกเวลาตีสองกว่านั้นไม่ใช่เรื่องปกติเท่าไรนัก ร่างบางเดินคลำทางผ่านความมืดสลัวของทางเดินจนถึงห้องนั่งเล่น ก่อนที่จะสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจกับเงาตะคุ่มของใครบางคนที่นั่งคุดคู้อยู่ที่โซฟา

อ้าว...ยูชอน เรียกเจ้าของร่างที่นั่งกอดเข่าอยู่บนโซฟา ก่อนถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกเมื่อเห็นว่ายูชอนนั้นอยู่ในสภาพดูปกติที่สุด อย่างน้อยก็ไม่ได้เมาแอ๋เพราะว่าแอบไปดื่มกับพวกสต๊าฟเหมือนทุกครั้ง

กลับมาตั้งแต่เมื่อไร แล้วทำไมไม่เข้าไปนอนล่ะ ดึกแล้วนะ ถามอย่างเป็นห่วงก่อนเดินไปหาอีกฝ่ายใกล้ๆ ไม่มีแม้คำตอบใดๆ จากร่างสูงที่นั่งอยู่เงียบๆ

มีอะไรรึเปล่า? ถามออกไปเหมือนทุกครั้ง สังเกตเห็นได้เสมอแม้ความผิดปกติแค่เพียงเล็กน้อย เสียงสะอื้นแผ่วเบาในลำคอคล้ายกับพยายามจะอดกลั้นไว้นั้นทำให้รอบกายดูทั้งมืดและเงียบเหงา ร่างบางก้าวไปใกล้อีกนิด เอื้อมมือวางลงบนเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนเบาๆ

คิดถึงบ้านเหรอ? ถึงแม้จะเป็นประโยคคำถาม แต่น้ำเสียงของแจจุงนั้นก็ไม่ได้คาดคั้นที่จะเอาคำตอบใดๆ หากไม่อยากที่จะตอบ แม้จะได้ยินเสียงสะอื้นและรู้อยู่แล้วว่าคนตรงหน้าคงกำลังร้องไห้ แต่ใบหน้าที่อาบไปด้วยน้ำตาของยูชอนนั้นไม่ใช่สิ่งที่เขาอยากที่จะเห็นอยู่ดี เอื้อมมือไล้หยดน้ำอุ่นใสที่รินไหลอยู่ออกจากเรือนแก้มของอีกฝ่ายอย่างอ่อนโยน
แม้ในสายตาของคนอื่นนั้นยูชอนจะดูเป็นคนร่าเริง ขี้เล่น แต่สมาชิกในวงทุกคนนั้นรู้ดีว่ายูชอนเป็นคนอ่อนไหวมากแค่ไหน ความห่างไกลจากครอบครัวก่อความเหงาในจิตใจที่เดียวดาย ถึงแม้จะดูเปิดเผยแต่อีกด้านนึงยูชอนกลับเป็นคนที่เขาไม่รู้จักมากที่สุด ไม่รู้ว่ายูชอนที่อ่อนไหวจนต้องร้องไห้ออกมาบ่อยครั้ง หรือว่ายูชอนที่เข้มแข็งกว่าใครๆ ...อันไหนคือตัวจริงกันแน่...

พี่แจจุง...ผม... เสียงทุ้มยามร้องเพลงนั้นกลับสั่นเครือ คำพูดทั้งหมดถูกกลืนหายลงไปในลำคอที่เจ็บร้าว ใบหน้าคมคายนั้นส่ายไปมาช้าๆ ราวกับสับสนจนไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรออกไปดี แจจุงมองคนตรงหน้าด้วยความสงสารจับใจ สองแขนบอบบางโอบรั้งไหล่กว้างนั้นมาแนบชิด

ไม่เป็นไรนะ...พี่อยู่กับนายแล้ว...ไม่เป็นไรแล้ว คำปลอบโยนง่ายๆ ที่ไม่ได้ฟังดูสวยหรูอะไรนัก กลับทำให้คนในอ้อมกอดร้องไห้ออกมาอย่างสุดจะกลั้น

เจ็บ... เพียงคำพูดเดียวทำให้แจจุงเข้าใจเรื่องทุกอย่างอย่างง่ายดาย แม้จะไม่รู้รายละเอียดใดๆ แต่ก็รู้สาเหตุของหยดน้ำตาและเสียงสะอื้นที่แสนเศร้านี้ แจจุงกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นอีก

อืม...พี่รู้...

ร้องอีกก็ได้นะ...ร้องให้พอ...พรุ่งนี้นายจะได้กลับมาเป็นยูชอนคนเดิม มือเรียวเล็กลูบเบาๆ บนเรือนผมของอีกฝ่ายอย่างปลอบโยน ยูชอนซุกหน้าลงกับไหล่บางของอีกฝ่ายแน่น มือเรียวรั้งเสื้อนอนเนื้อดีของอีกฝ่ายจนยับยู่ หยดน้ำตารินรดจนเนื้อผ้านั้นเปียกชื้น...

อีกแล้วสินะ... แจจุงพึมพำเสียงเบา...เบามากพอที่คนในอ้อมกอดจะไม่ได้ยิน

ห้องนั่งเล่นวันนี้กลับมาอึกทึกด้วยเสียงเกมจากเครื่องเพลย์สเตชั่นที่ต่อเข้ากับโทรทัศน์สีขาวเครื่องใหญ่ และเสียงร้องเพลงของชายหนุ่มร่างสูงที่นั่งนับเงินจากกระปุกออมสินหมูสีชมพู

ยุนโฮหยุดร้องเพลงก่อนได้มั้ย แจจุงที่ยืนทำกับข้าวอยู่หันกลับไปบอกคนรักที่นั่งอยู่ที่โต๊ะกินข้าว ตอนนี้รู้สึกปวดหัวไปหมดทั้งเสียงเกมของจุนซูและเสียงร้องเพลงของยุนโฮ แต่ดูเหมือนยุนโฮจะไม่ได้ยินเสียงหวานๆ นั้นถึงได้ยังคงร้องเพลงไปด้วยนับเงินไปด้วยอย่างมีความสุข โดยมีชางมินที่นั่งอยู่ที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามทำหน้าเหมือนกับกำลังลุ้นอะไรสักอย่างอยู่ ส่ายหน้าไปมาอย่างจนคำพูดก่อนจะหันมาจัดการกับอาหารเช้าสำหรับห้าคนต่อ

ฮะฮ่า! สองหมื่นสองร้อยสิบเจ็ดวอน อยู่ๆ ยุนโฮก็ตะโกนขึ้นมาดังลั่น ทำเอาร่างบางสะดุ้งด้วยความตกใจ หันไปมองอีกฝ่ายปรามๆ แต่ยุนโฮไม่ทันเห็นเพราะมัวแต่เต้นท่าประหลาดๆ อยู่

โกหกน่า! พี่ไม่บอกนี่ว่ามีแบงก์ด้วยน่ะ ชางมินโวยวายเสียงดัง เมื่อรู้สึกว่าโดนโกงเห็นๆ ใครจะไปรู้ว่าคนตรงหน้าจะเอาแบงก์ใส่ลงไปในออมสินด้วย

ก็นายไม่ถาม เอาเงินมาซะดีๆ เลยชางมิน เท่าไรนะ...สองหมื่นสองร้อยสิบเจ็ดลบกับแปดพันห้าร้อย... ยุนโฮทำไม่รู้ไม่ชี้ ไม่ว่ายังไงเขาก็ชนะพนันแล้ว ในที่สุดวันที่จัดการเจ้าเด็กไอคิวสูงได้ก็มาถึง แหม...มันช่างรื่นรมย์อะไรอย่างนี้นะ คำนวณรายได้จากการชนะครั้งนี้อย่างช้าๆ ...แหมก็จอง ยุนโฮไม่ได้ไอคิวสูงแบบชิม ชางมินเด็กอัจฉริยะนี่นา

หนึ่งหมื่นหนึ่งพันเจ็ดร้อยสิบเจ็ด...เฮ้ยย เด็กอัจฉริยะปิดปากตัวเองไว้ไม่ทัน เผลอบอกตัวเลขผลลัพธ์ออกไปอย่างลืมตัว

ฮ่าๆ เอามาเลย ชางมิน ยุนโฮหัวเราะเสียงดังอย่างชอบใจก่อนยื่นมือไปรอรับเงินจากคนตรงหน้า อย่าหาว่าแกล้งเด็กเลยนะ ชางมินเป็นกรณียกเว้นเพราะเจ้าเด็กนี่แสบนัก

ไม่เอาอ่ะ พี่ขี้โกงนี่นา ชางมินท้วง เรื่องอะไรเล่า ตอนแรกที่ยุนโฮมาช่วนเขาพนันนั้นเขาคิดว่าอย่างดีถ้าเขาต้องเสียเงินก็ไม่เกินสองพันวอนแน่ๆ ก็กระปุกหมูมีปริมาตรประมาณนี้น่าจะจุเหรียญได้ไม่เกินแปดพันห้าร้อยวอนแน่ๆ แถมตอนที่เขย่ามันก็ไม่ได้เต็มจนหนักด้วย

ไม่รู้ล่ะ...หนึ่งหมื่นหนึ่งพันเจ็ดร้อยสิบเจ็ดวอน ยุนโฮยังคงทำไม่สนใจอะไร เดินไล่ต้อนน้องเล็กที่ตอนนี้ทำหน้าเหมือนเด็กที่โดนแกล้งจนไม่มีทางสู้ แจจุงยืนมองภาพนั้นก่อนจะเริ่มพอเดาออกว่าอะไรเป็นอะไร

ยุนโฮ! เสียงหวานดังลั่น ทำเอาทุกอย่างที่กำลังดูวุ่นวายนั้นเงียบไปในทันที แม้แต่จุนซูที่กำลังนั่งเล่นเกมอยู่ก็พลอยกดหยุดเกมไปด้วย

จ๋า? ยุนโฮหันกลับไปหาคนหน้าสวยแบบหวาดๆ ตอนนี้แจจุงนั้นดูไม่เหมือนนางฟ้าเอาซะเลย คิ้วเรียวที่ขมวดมุ่นนั้นทำเอาหน้าหวานๆ นั้นดูดุไปเลย

ทำอะไร? แจจุงถามเสียงเรียบ มือวางทัพพีที่กำลังคนแกงกิมจิในหม้อก่อนเดินมาใกล้ยุนโฮเจ้าของฉายาหมีขาวของวงที่ตอนนี้ทำหน้าเหมือนลูกหมาที่กำลังถูกเจ้าของดุ

เปล๊า~ ไม่ได้ทำอะไรเลย ยุนโฮส่ายหน้าสองมือโบกไปมาเป็นพัลวัน ไม่กล้าสบตากลมดุๆ ของคนตรงหน้าเท่าไรนัก ก็แหง...โกหกนี่นา

พี่ยุนโฮเขาชวนผมให้พนันเงินในกระปุกครับ เสียงของชางมินที่พูดแทรกขึ้นมาเหมือนกับเท้าข้างหนึ่งที่ถีบเขากระเด็นร่วงลงจากขอบหน้าผาอย่างไร้ความปรานี ยุนโฮหันขวับไปมองน้องเล็กที่ยืนยิ้มอยู่หลังแจจุงอย่างอาฆาตแค้น แกนะแกไอ้เด็กไอคิวสูง

ไอ้ชาง...

ยุนโฮ! แจจุงเรียกอีกฝ่ายเสียงดังเมื่อเห็นว่ายุนโฮหันไปเข่นเขี้ยวใส่ชางมินอีก เจ้าหมีขาวเลยกลายร่างเป็นหมาขาวอีกครั้ง

จ๋า... ถามเสียงอ่อย...ทำหน้าตาน่าสงสารประกอบอีกเล็กน้อย ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าไม่ได้ผล...

ฉันบอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าเล่นแบบนี้ นายกำลังสอนให้น้องเล่นการพนันนะ แจจุงดุยุนโฮจนอีกฝ่ายดูตัวเล็กลงไปเรื่อยๆ คล้ายกับอลิซตอนที่กินขนมปังแล้วตัวหดลง ร่างบางถอนหายใจเสียงออกมา ยุนโฮนะยุนโฮเป็นทั้งหัวหน้าวงเป็นทั้งรุ่นพี่ ยังมาชวนน้องเล่นการพนันอีก

สนุกๆ น่ะเนอะ ชางมิน? หันไปถามเด็กหนุ่มที่ยืนกลั้นหัวเราะอยู่ข้างหลัง แล้วก็รู้ว่าตัวเองคิดผิดที่คิดขอความช่วยเหลือจากเจ้าเด็กแม็กซิมั่มนี่

ไม่ฮะ พี่ยุนโฮจะเอาเงินจากผมด้วย ชางมินตอบหน้าตาเฉย โกงใครไม่โกงมาโกงเชวคัง ชางมินเทวดาน้อยแห่งวงทงบังชินกิซะแล้ว

ยุนโฮ เสียงเย็นๆ ของแจจุงทำเอายุนโฮกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ชอบอยู่หรอกนะเวลาแจจุงเรียกเขา แต่น้ำเสียงแบบนี้ไม่ค่อยจะชอบสักเท่าไรเลย เหล่ไปมองชางมินเห็นอีกฝ่ายกำลังหัวเราะอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ไม่ยักจะมีเสียง แต่ไอ้ท่าทางนั้นมันสะใจสุดๆ เลยไม่ใช่เหรอ?!

ดีมาก...ชางมิน ในเมื่อไม่ช่วยเหลือกันก็มาโดนด้วยกันเลย

ก็ชางมินมันก็เล่นด้วยอ่ะ สิ้นคำพูดนั้นแทบจะหลุดขำออกมาเมื่อเห็นหน้าของชางมินที่ซีดลงทันตาเห็น ไอ้ที่กำลังหัวเราะอยู่ถูกกลืนหายลงไปเฉยๆ แจจุงหันกลับไปมองชางมินครู่หนึ่งก่อนหันกลับมาหายุนโฮที่ยืนยิ้มอยู่อีกครั้ง

จอง ยุนโฮ...นายอายุเท่าไรแล้ว? แล้วน้องอายุเท่าไร? น้องยังเด็ก เขาเห็นนายเล่นเขาก็เล่นตาม นายน่ะแหละ โตแล้วยังเล่นอะไรไม่เข้าท่า เสียงหวานนั้นฟังดูไม่น่าฟังเมื่อคำพูดนั้นทั้งห้วนและแทงใจดำ แต่ก็แอบค้านอยู่ในใจ ถ้าเป็นเด็กคนอื่นอย่างจุนซูจะว่าไปอย่าง ถึงชางมินจะเด็กที่สุดในวงก็จริงแต่ชางมินน่ะไม่ได้ไร้เดียงสาขนาดนั้นซะหน่อย...

มีอะไรจะเถียงมั้ย? แจจุงถามน้ำเสียงนิ่งๆ ยุนโฮนึกอยากเถียงใจจะขาดแต่ดูหน้าตาแจจุงแล้วดูเหมือนเถียงไปก็ไม่ชนะ แถมอาจจะพาลโดนโกรธไปด้วยอีก...ใช่สิ เกิดเป็นหมียุนของแจจุงต้องอดทน...

ไม่มี...ฉันผิดเองอ่ะ คราวหลังไม่ทำแล้ว ยุนโฮพูดจบก็ยกมือขึ้นคล้ายกับจะสัญญากับคนตรงหน้า แจจุงมองคนรักที่ทำตัวเป็นเด็กๆ ก่อนจะถอนหายใจออกมา

อย่าให้ฉันรู้ว่ามีการเล่นอะไรแบบนี้อีก เข้าใจมั้ย?...นายก็ด้วยชางมิน หันไปบอกน้องเล็กยืนขำยุนโฮอยู่ ทำตาดุใส่อีกฝ่ายเป็นการเตือน ทั้งชางมินและยุนโฮพยักหน้าพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมายเมื่อเห็นหน้าดุๆ ของแจจุง

นายไปอาบน้ำเลย ยุนโฮ เดี๋ยวเราต้องออกไปซื้อของกับผู้จัดการอีก แจจุงบอกก่อนจะเดินกลับไปดูแกงกิมจิที่ตอนนี้เริ่มเดือด ลอบมองคู่กรณีทั้งสองคนที่ยังอุตส่าห์แอบแลบลิ้นปลิ้นตาใส่กันจนวินาทีสุดท้ายแล้วอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาอีกครั้ง...แต่ถึงแบบนั้นก็มีรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้าของเค้า

ทงบังชินกินั้นไม่ใช่เพียงชื่อของวง หากแต่เป็นทุกอย่างทั้งมิตรภาพ ความรัก รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ความสุข...และครอบครัว

พี่แจจุงฮะ...ยังไม่เสร็จอีกเหรอฮะ? ชางมินที่เดินกลับมาจากการทำสงครามหน้าประหลาดกับยุนโฮ ชะโงกหน้าดูแกงกิมจิในหม้อถามอย่างสงสัย

เดี๋ยวเหลือไก่ทอดอีกอย่างน่ะ แจจุงตอบน้องเล็กที่เริ่มหิวหลังจากหันกลับไปมองกับข้าวที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์ อาหารเช้าสำหรับเด็กหนุ่มห้าคนที่อยู่ในวัยกำลังโตนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย เขาต้องคำนวณทั้งปริมาณและคุณภาพของอาหาร แต่นี่ก็เป็นหน้าที่ที่เขารับมาด้วยความเต็มใจ...คุณแม่ของวง

ผมหิวแล้วอ่ะ... ชางมินบ่นพลางลูบท้องตัวเอง แจจุงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา เขาเคยอ่านแฟนฟิคหลายเรื่องที่แฟนๆ ส่งมาให้ บทบาทของชางมินส่วนใหญ่นั้นมักจะมีแต่กินกับกิน...ก็จริงอย่างที่เขาเขียนกันน่ะล่ะ

โอเค แล้วพี่จะรีบทำนะ ไปเล่นเกมกับจุนซูรอก่อนแล้วกัน แล้วนี่จะออกไปพร้อมพวกพี่เลยมั้ย? แจจุงบอกพร้อมกับถามชางมินที่กำลังจะเดินไปเล่นเกมกับจุนซูที่นั่งอยู่บนพื้นหน้าโทรทัศน์

ไม่ฮะ เดี๋ยวตอนเก้าโมงครึ่งเพื่อนจะมารับน่ะฮะ ชางมินตอบก่อนเหลือบมองนาฬิกาที่บอกเวลาเจ็ดโมงสี่สิบ ก่อนนั่งลงข้างๆ จุนซู แล้วขอเล่นเกมด้วยก่อนที่เสียงโวยวายของน้องๆ ประจำวงทงบังชินกิจะดังขึ้นเรื่อยๆ จนห้องนั่งเล่นนั้นดูวุ่นวายอีกครั้ง

พี่ยูชอนล่ะฮะ? ชางมินที่เพิ่งเดินกลับเข้ามาในห้องนั่งเล่นถามขึ้นเมื่อมองไปรอบๆ แล้วก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของเจ้าของชื่อนั้น มิน่า...ห้องนั่งเล่นถึงมีแต่เสียงโวยวายของเขากับพี่จุนซู เพราะว่าไม่มีเสียงเพลงจากซีดีของพี่ยูชอนนี่เอง เด็กหนุ่มร่างสูงทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟา

สงสัยยังไม่ตื่นมั้ง จุนซูตอบโดยไม่ได้ละสายตามาจากจอโทรทัศน์ นิ้วเล็กๆ นั้นรัวกดปุ่มของจอยสติ๊กอย่างเอาเป็นเอาตาย ชางมินมองภาพพี่ชายที่ทำตัวเหมือนเด็กติดเกมแล้วถอนหายใจออกมา มือเรียวติดกระดุมเสื้อเชิ้ตสีขาวที่สวมอยู่พลางหันไปมองนาฬิกาที่อยู่บนผนัง

ผมว่าสายแล้วนา...นอนมากเดี๋ยวหน้าบวมนะเนี่ย เดี๋ยวพี่ยูชอนก็โดนพี่ช่างแต่งหน้าบ่นอีกหรอก

ก็ตอนดึกยูชอนเขาชอบออกมาทำงานนี่นา เขาชอบแต่งเพลงตอนกลางคืนไม่รู้รึไง? จุนซูออกตัวปกป้องเพื่อนสนิทอย่างเต็มที่ อย่างน้อยวันนี้ก็วันหยุด น่าจะปล่อยให้ยูชอนได้นอนบ้าง...แต่มาคิดๆ ดู ถึงจะไม่ใช่วันหยุดยูชอนก็นอนตลอดอยู่แล้วนี่...ความคิดทั้งหมดของจุนซูถูกหยุดด้วยคำพูดของน้องเล็กประจำวง

...ก็ผมไม่ใช่พี่จุนซูนี่ฮะ จะได้รู้ ชางมินว่าก่อนเลิ่กคิ้วเล็กน้อยตามประสา จุนซูหันขวับกลับมามองอีกฝ่ายตาเขียวปั๊ด นี่หลอกด่าว่าฉันยุ่งเรื่องชาวบ้านใช่มั้ยเนี่ย!?

ผมว่าผมไปปลุกพี่เขาดีกว่า พูดจบชางมินก็รีบชิ่งก่อนที่จุนซูจะปิดเกมแล้ววิ่งมาบีบคอเขา

แม้จะเป็นยามเช้าที่แสนสดใส แต่ห้องนอนสีขาวนั้นยังคงมืดสลัวเพราะผ้าม่านบังแสงที่ยังไม่ได้เอาขึ้น

พี่ยู...อุ๊บ ไม่ทันที่ชางมินจะตะโกนเรียกคนที่นอนหลับอยู่บนเตียง มือเล็กๆ ของใครบางคนมาปิดปากไว้ก่อน ชางมินหันกลับไปมองเจ้าของมือเล็กนั้นอย่างสงสัย

ปล่อยเขานอนไปเถอะ แจจุงบอกเด็กหนุ่มตรงหน้าเสียงเบา เพราะกลัวว่าจะทำให้คนที่หลับอยู่ตื่นขึ้นมา

แต่ว่า...เดี๋ยวพี่ช่างแต่งหน้าจะบ่นพี่ยูชอนอีก... ช่างแต่งหน้าคนใหม่ที่มาแทนช่างแต่งหน้าคนสนิทที่ลาพักไปดูแลคุณแม่นั้นเรื่องมากยิ่งกว่าอะไรดี พี่ยูชอนมักทำหน้าเหมือนจะกินอะไรไม่ลงเวลาได้ยินหล่อนบ่นเรื่องหน้าของเขาหลังจากตื่นนอนใหม่ๆ ว่ามันบวมเพราะนอนมากไป เสียงแหลมๆ ของหล่อนยังฝังอยู่ในหัวชวนให้ปวดประสาทได้ทุกเวลา

ไม่เป็นไรหรอก ถ้าเราปลุกเขา พี่ช่างแต่งหน้าก็บ่นเรื่องใต้ตาดำเพราะว่านอนไม่พออีกอยู่ดี แจจุงบอกยิ้มๆ ชางมินหลุดขำออกมา...ก็คงจะจริง...

ชางมินไปกินข้าวก่อนเลยก็ได้นะ พี่ทำกับข้าวเสร็จหมดแล้ว เดี๋ยวจะได้ไปมหาวิทยาลัย

ครับผม รับคำสั่งครับ ชางมินตอบรับน้ำเสียงสดใสก่อนจะวิ่งหายไปทางครัวอย่างรวดเร็ว แจจุงได้แต่มองตามน้องชายคนเล็กก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ ถึงบางครั้งชางมินจะดูโตกว่ายูชอนกับจุนซู หรืออาจจะรวมทั้งยุนโฮเวลาบ้าๆ ด้วย แต่จริงๆ แล้วชางมินก็เป็นแค่น้องเล็กที่ชอบเล่นอะไรตามประสาเด็กอยู่ดี

แจจุงเดินเข้าไปในห้องนอนของพวกเขา ทุกเตียงตอนนี้ว่างเปล่าและผ้าห่มก็ถูกพับไว้เรียบร้อยแล้ว เหลือแต่เตียงริมสุดเท่านั้นที่ยังคงมีคนนอนอยู่ ยูชอนนอนขดตัวอยู่บนเตียงเพราะไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศนั้นกระทบผิวกาย ผ้าห่มผืนหนากองอยู่ที่พื้นข้างเตียง แจจุงเดินไปเก็บก่อนห่มให้อีกฝ่าย กร่างบางทรุดตัวลงนั่งนั่งบนเตียงนุ่มเบาๆ เพื่อไม่ให้คนที่กำลังนอนอยู่ถูกรบกวน เอื้อมมือไปลูบเบาๆ บนเรือนผมสีทองสว่างที่ดูยุ่งเหยิง

เป็นไงบ้าง? เสียงที่เอ่ยถามขึ้นทำให้แจจุงหันกลับไปมอง ก่อนจะยิ้มเล็กน้อยให้กับเจ้าของเสียงนั้น ยุนโฮเดินไปนั่งที่เตียงของชางมินที่อยู่ข้างๆ ก่อนมองใบหน้าของเพื่อนร่วมวงที่ยังคงหลับใหล ใบหน้ายามหลับนั้นดูอ่อนล้า ใต้ตาบวมช้ำ ร่างสูงถอนหายใจออกมา...

เอายังไงดีเนี่ย... เป็นคำถามที่ดูจะไร้คำตอบในเวลานี้ แจจุงส่ายหน้าเล็กน้อยเพราะเขาเองก็ไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงเหมือนกัน เหมือนกับ...นี่ไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาจะยื่นมือเข้าไปได้

อย่าบอกจุนซูได้มั้ย? แจจุงเอ่ยขึ้นหลังจากนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ยุนโฮพยักหน้าแทนคำสัญญากับคนรัก แจจุงถอนหายใจออกมา คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่น ริมฝีปากอิ่มสีแดงดังผลเชอร์รี่เม้มเข้าหากัน ใบหน้าหวานนั้นดูคล้ายกับกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่ ยุนโฮมองคนรักนิ่งๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปกุมมือเล็กของอีกฝ่ายไว้

แจจุง...เรื่องบางเรื่องเราก็เข้าไปยุ่งไม่ได้...เข้าใจใช่มั้ย? บีบกระชับมือเล็กนั้นเบาๆ แจจุงช้อนตาขึ้นสบตากับคนตรงหน้าก่อนพยักหน้าเล็กน้อย ยุนโฮส่งยิ้มบางๆ ให้คนรักจนแจจุงอดไม่ได้ที่จะยิ้มตอบ

ไปกินข้าวกันเถอะ ปล่อยเขาพักผ่อนดีกว่า แจจุงพูดขึ้นก่อนจะลุกขึ้น ยุนโฮลุกขึ้นตามออกแรงเล็กน้อยรั้งร่างบางไว้ แจจุงหันกลับมามองคนรักพร้อมคำถามบนใบหน้า นัยน์ตาเรียวมองใบหน้าหวานสวยของคนรักนิ่งก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปใกล้ จรดริมฝีปากอิ่มลงบนหน้าผากเนียนของคนรักอย่างอ่อนโยน ก่อนจะผละออกแล้วขยี้ผมอีกฝ่ายเบาๆ

อย่าคิดมากเลย ฉันเชื่อว่าทุกอย่างมันจะมีทางไปของมัน ยุนโฮปลอบคนรักให้เลิกคิดมาก ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าแจจุงรู้สึกกังวลกับเรื่องนี้มากแค่ไหน เพราะตัวเขาเองก็กังวลไม่น้อยเช่นกัน แต่สุดท้ายแล้วสิ่งที่พวกเขาทำได้ คือการเฝ้าดูในฐานะเพื่อนเท่านั้น
แจจุงพยักหน้ายิ้มๆ ยุนโฮมองรอยยิ้มที่ดูสดใสขึ้นมาของคนรัก ก่อนจะพากันเดินออกจากห้องไป

จุนซู ชางมินไปแล้วเหรอ? แจจุงถามคนตัวเล็กที่กำลังนั่งดูข่าวกีฬาอยู่ หลังจากเห็นว่ากับข้าวในจานนั้นพร่องไปมากพอควร

อื้ม อ่อ...ชางมินบอกว่าวันนี้มีสอบเลยขอเอาข้าวใส่กล่องไปด้วยนะ จุนซูบอกก่อนหัวเราะเบาๆ ร่างเล็กเดินจากห้องนั่งเล่นมาช่วยแจจุงจัดการตักกับข้าวเพิ่ม ยุนโฮเดินไปหยิบแก้วน้ำสามใบก่อนจะวางไว้ที่ตำแหน่งประจำของแต่ละคน

อ้าว แล้วยูชอนล่ะ? จุนซูถามเมื่อเห็นว่ามีแก้วแค่สามใบ และเก้าอี้ของยูชอนนั้นว่างเปล่า ซึ่งปกติแล้วต้องมีร่างสูงมานั่งหลับต่อบนโต๊ะกินข้าวในขณะที่ทุกคนช่วยกันจัดโต๊ะ

เมื่อคืนเห็นว่านอนดึก ก็เลยปล่อยให้นอนไปก่อนน่ะ แจจุงตอบเลี่ยงๆ ไม่รู้ว่าเมื่อวานนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ดูเหมือนจุนซูจะไม่รู้อะไรเท่าไร ถึงได้ทำหน้างงๆ แบบนั้น จุนซูลุกขึ้นเอาถ้วยลายมิกกี้เมาส์ของยูชอนไปเก็บในตู้ แจจุงมองตามคนตัวเล็กไป ก่อนจะหันกลับไปสบตากับยุนโฮพอดี ยุนโฮเพียงแค่ส่ายหน้าเล็กน้อยเท่านั้น แจจุงได้แต่ยิ้มกลับไปก่อนลอบถอนหายใจออกมา

ถึงจะบอกว่าไม่ควรยุ่งก็เถอะนะ..

เมื่อวานนี้...ทำไมกลับบ้านช้า? ยุนโฮถามจุนซูที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามหลังจากทั้งสามคนนั่งอยู่ท่ามกลางความเงียบมานาน แจจุงลดตะเกียบลงจากริมฝีปาก ก่อนมองยุนโฮด้วยความสงสัย

ไหนบอกไม่ให้ฉันยุ่งเรื่องสองคนนี้ไง...แล้วนายก็สัญญาแล้วด้วยว่าจะไม่พูดเรื่องนี้กับจุนซู

คำถามทั้งหมดถูกส่งผ่านสายตาของแจจุง แต่ยุนโฮกลับทำสีหน้าเฉยๆ คล้ายกับไม่เห็นสายตานั้น ก่อนหันไปรอฟังคำตอบจากจุนซู

อ่อ...พอดีเมื่อวานพวกซูจูก็หยุดงานเหมือนกัน ฮยอกแจก็เลยโทรมาชวนไปเที่ยวน่ะ แล้วก็เลยกินข้าวเย็นด้วยกันเลย...เมื่อวานมีประชุมอะไรรึเปล่า? จุนซูตอบคล้ายกับไม่ได้ใส่ใจมากนัก ก่อนถามขึ้นเพราะถ้ามีวันหยุด ยุนโฮมักจะจัดประชุมเล็กๆ สำหรับสมาชิกในวงเพื่อพูดคุยกันถึงงานที่ผ่านมาทั้งหมด ทั้งข้อดีและข้อเสียที่ต้องปรับปรุงของแต่ละคน...แต่ยุนโฮก็ไม่ได้นัดอะไรนี่นา...

เปล่าหรอก แต่ว่าถ้าวันหลังจะกลับช้า ก็ต้องโทรมาบอกก่อนนะ ที่บ้านเป็นห่วง ยุนโฮบอกก่อนไปสบตาแจจุงที่นั่งถอนหายใจอยู่ข้างๆ จุนซูพยักหน้ายิ้มๆ ก่อนวางตะเกียบลงบนถ้วยข้าว

อิ่มแล้วเหรอ? แจจุงถาม จุนซูพยักหน้าก่อนดื่มน้ำในแก้วจนหมด แล้วลุกขึ้นเก็บจานของตัวเองไปไว้ที่อ่างล้างจาน เอื้อมมือไปเปิดก๊อกเพื่อล้างมือพลางอ่านรายชื่อเวรล้างจานในตารางที่แจจุงทำขึ้น...เวรของยูชอน...

จุนซู ดูให้หน่อยสิว่าน้ำยาล้างจานใกล้หมดรึยัง? วันนี้ฉันกับยุนโฮจะออกไปซื้อของกับผู้จัดการ แจจุงถาม ก่อนหันไปมองนาฬิกาที่บอกเวลาว่าใกล้เวลานัดเข้าทุกที มือเล็กเอื้อมไปสะกิดคนรักให้รีบกินข้าวเพื่อไปเตรียมตัวก่อนที่ผู้จัดการจะมาถึง

ก็ใกล้แล้วน่ะ พี่แจจุง ยูชอนบ่นว่าอยากกินเยลลี่ผลไม้มาหลายวันแล้ว ซื้อมาด้วยนะ จุนซูบอกเมื่อนึกขึ้นได้ว่าช่วงสองสามวันก่อนเห็นยูชอนบ่นอยากกินเยลลี่ผลไม้ที่โฆษณาในโทรทัศน์ แจจุงพยักหน้าก่อนหยิบจานไปวางไว้ที่อ่างล้างจาน แล้วส่งสมุดสีน้ำเงินเล่มเล็กให้จุนซู

เขียนใส่นี่ แล้วก็จดของที่อยากได้มาด้วยนะ จุนซูรับไปก่อนเดินไปหยิบปากกาที่อยู่บนตู้สีขาวของตัวเองมาเขียนรายการของที่จำเป็นสองสามอย่างลงไปก่อนจะส่งสมุดคืนให้แจจุง

พวกพี่จะกลับมาตอนบ่ายๆ นะ ถ้าหิวก็อุ่นกับข้าวกินไปก่อน ไม่งั้นก็โทรไปสั่งข้าวที่แคนทีนข้างล่างขึ้นมา แจจุงกำชับ เพราะถ้าไม่บอกไว้ก่อนเพื่อนร่วมวงสองคนที่เหลือก็จะไม่ยอมทำอะไรกิน หิ้วท้องรอให้เขากลับมาทำให้อย่างเดียวแน่ๆ

ไปนะ แล้วเจอกัน แจจุงบอกก่อนเดินไปยุนโฮที่ถือเสื้อกันหนาวรออยู่แล้ว จุนซูเดินตามไปส่งทั้งสองคนที่ลิฟต์ก่อนจะเดินกลับเข้าห้องไป...

เสียงข้อความเข้าของโทรศัพท์มือถือดังขึ้นอยู่ข้างๆ หมอนปลุกให้ชายร่างสูงที่กำลังหลับอยู่ตื่นขึ้นมา มือเรียวคลำไปตามใต้หมอนเพื่อหามือถือของตัวเอง ก่อนจะหยิบขึ้นมาเพื่ออ่านข้อความ นัยน์ตาหรี่ปรือด้วยความง่วงงุน ภาพหน้าจอมือถือดูพร่าเลือนเพราะไม่ได้ใส่คอนแท็กเลนส์ ยูชอนเอื้อมมือไปหยิบแว่นที่วางอยู่บนหนังสือข้างหมอนขึ้นมาสวม

ผู้ส่ง: BoJae ^x^ (10:38)
ข้อความ: ยูชอนตื่นได้แล้วนะ (^--^)/
พี่กับยุนโฮออกมาซื้อของข้างนอก
กินข้าวกันให้เรียบร้อยล่ะ
PS มีอะไรโทรมาหาได้นะ เป็นห่วง
#Jaejoong

ข้อความสั้นๆ และอีโมติคอนน่ารักๆ ที่แจจุงเฝ้าพยายามเพียรไปขอเรียนกับสต๊าฟชาวญี่ปุ่นนั้นทำให้ยูชอนยิ้มออกมาบางๆ แจจุงก็ยังคงเป็นแจจุงที่คอยห่วงเพื่อนทุกคนในทุกเรื่อง จนทุกคนแต่งตั้งให้เป็น คุณแม่ของวง ถึงตอนแรกจะทำหน้าตาไม่พอใจเล็กๆ แต่หลังๆ มารู้สึกว่าแจจุงจะภูมิใจกับตำแหน่งนี้พอสมควร ยูชอนอ่านข้อความซ้ำอีกครั้ง ก่อนซุกหน้าลงกับหมอนใบนุ่ม...

ยังไม่อยากลุกเลยให้ตายสิ... นอนเอียงคอมองอีกสี่เตียงที่ว่างเปล่า ก่อนจะหลับตาลงอีกครั้ง...ขอนอนต่ออีกหน่อยแล้วกันนะ...

เสียงข้อความเข้าอีกครั้งทำให้ยูชอนจำต้องลุกขึ้นนั่งบนเตียง ก่อนหยิบมือถือขึ้นมาอ่านข้อความที่สอง

ผู้ส่ง: YunYun =__= (10:42)
ข้อความ: ถ้ารู้ว่านอนต่อ พ่อจะตามไปลากลงจากเตียงเดี๋ยวนี้ล่ะ!
ตื่นแล้วไปอาบน้ำ กินข้าวให้เรียบร้อย!
PS ไม่มีอะไร แค่อยากมีบ้าง ฮ่าฮ่า

Wake up Message อันที่สองนี้ดูเหมือนจะเป็นอีกเวอร์ชั่นหนึ่งที่ยุนโฮพยายามจะทำหน้าที่เป็นคุณพ่อที่ดี จริงๆ แล้วก็ไม่ได้มีใครแต่งตั้งหรอก แต่เจ้าตัวยืนยันหนักแน่นว่า ถ้าแจจุงเป็นคุณแม่ ยุนโฮก็จะเป็นคุณพ่อ...ทุกคนเลยต้องจำใจมีคุณพ่อบ้าพลังอย่างยุนโฮเพิ่มขึ้นมาอีกคน...แต่ความบ้าพลังนี้ก็ปลุกให้ยูชอนตื่นเต็มตา

ร่างสูงลุกขึ้นบิดขี้เกียจสุดแขน ก่อนจะเปิดผ้าม่านกันแสงเพื่อรับแสงอาทิตย์ที่แสนจะสดใส ภาพวิวเมืองยามกลางวันนั้นไม่ได้น่าดูเท่าไรนักด้วยความวุ่นวายจนน่าเวียนหัว ยูชอนยืนมองภาพตรงหน้าอยู่เพียงครู่เดียวก่อนจะเดินออกจากห้องนอนไป

อยู่คนเดียวเหรอเนี่ย? ยูชอนพึมพำเสียงเบาเมื่อเห็นว่าห้องนั่งเล่นนั้นไม่มีใครอยู่เลยแม้แต่คนเดียว เดินลากขาพาตัวเองไปที่ชั้นซีดีข้างโซฟา หยิบซีดีที่แฟนเพลงให้มาจากในชั้น แล้วเอาไปใส่เครื่องเล่น ยืนรอสักพักเสียงดนตรีเบาสบายก็เริ่มขึ้น มือเรียวกดเพิ่มเสียงเล็กน้อย ก่อนจะเดินไปทางห้องน้ำเพื่อล้างหน้าล้างตา

มือเรียวคลำหาก๊อกน้ำด้วยความที่สายตาไม่ค่อยจะดีมากนัก ล้างหน้าล้างตาอย่างไม่เร่งรีบเหมือนทุกเช้า เพราะอย่างน้อยวันนี้ยังมีเวลาว่างอีกทั้งวัน ไม่ใช่สิบนาทีสำหรับอาบน้ำล้างหน้าแต่งตัวแบบทุกเช้าที่มีงานรออยู่ รู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันตา เช็ดหน้าเช็ดตาด้วยผ้าขนหนูสีอ่อนผืนนุ่มกลิ่นหอมละมุน

ยูชอนเอื้อมมือไปหยิบกล่องคอนแท็กเลนส์ในชั้นเล็กๆ ของตัวเอง ในวงทุกคนใส่คอนแท็กเลนส์ยกเว้นยุนโฮ ดังนั้นผู้จัดการก็เลยมีตู้เล็กๆ วางไว้ให้ข้างๆ อ่างล้างหน้าและแยกเป็นชั้นของแต่ละคน เพราะเมื่อก่อนเขาเคยเผลอเอาคอนแท็กเลนส์ของชางมินมาใส่ เรียกว่าไม่ต้องถามหาผลที่เกิดขึ้นเลย...เลวร้ายสุดๆ ...

ทันทีที่ลืมตาขึ้นอีกครั้งภาพที่เคยพร่ามัวก็ชัดเจนขึ้นมาทันที กระจกใสตรงหน้าสะท้อนภาพใบหน้าของเขาและใครบางคนที่กำลังนอนอยู่ที่อ่างอาบน้ำ

เฮ้ยยย!! ยูชอนหันขวับไปที่อ่างอาบน้ำก่อนจะรีบหันกลับมาทันที

ฮ้าว...นี่ฉันหลับไปเหรอเนี่ย... คนตัวเล็กถามเสียงงัวเงียก่อนทำท่าจะลุกขึ้นจากอ่าง

เดี๋ยวๆๆๆ ยูชอนร้องห้ามเป็นพัลวัน เอามือปิดตาตัวเองไว้ก่อนพยายามเดินออกจากห้องน้ำ แต่ก็ชนนั่นชนนี่จนทั้งครีมอาบน้ำโฟมล้างหน้าของเพื่อนๆ หล่นจากขอบอ่างลงพื้นหมด ร่างสูงก้มลงคลำหาข้าวของที่ตัวเองทำตก

อ่ะ นี่ จุนซูเก็บของที่ตกอยู่ใกล้ๆ อ่าง ก่อนจับใส่มืออีกฝ่าย ยูชอนขอบคุณเสียงเบาในลำคอ จุนซูมองอาการของคนตรงหน้าอย่างงงๆ ร่างสูงรีบจับทุกอย่างขึ้นไปกองไว้บนขอบอ่างอย่างลวกๆ แล้วจะเดินออกจากห้องน้ำไป

ยูชอน! จุนซูร้องเรียกชื่อเพื่อนอย่างตกใจเมื่ออีกฝ่ายสะดุดขอบประตูล้มหน้าคว่ำลงไปนอนที่พื้น

ขอโทษที...ฉันไม่รู้ว่านายอยู่ในห้องน้ำ คำขอโทษครั้งที่สิบกว่าทำเอาคนตัวเล็กหัวเราะออกมาขณะที่กำลังค้นหายาในกล่องปฐมพยาบาลสีขาว ยูชอนมองใบหน้าขาวเนียนที่กำลังก้มอ่านฉลากยาอย่างตั้งอกตั้งใจ ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากัน แพขนตายาวสวย แก้มขาวนั้นเจือสีระเรื่อ...

ไม่เอาน่า...เมื่อก่อนพวกเราอาบน้ำด้วยกันบ่อยจะตายไป เสียงหัวเราะตามแบบฉบับของร่างเล็กดังขึ้นพร้อมแรงตบแรงๆ บนบ่า ยูชอนหลบตามองออกไปข้างนอกแทนที่จะสบตากับอีกฝ่าย

นั่นสินะ...เมื่อก่อน...

ถ้าทุกอย่างมันเหมือนเมื่อก่อนก็ดีสิ...ถ้าฉันคิดกับนายแค่เพื่อนเหมือนเมื่อก่อนก็คงดี...

ไหนดูซิ? มือเล็กลูบผมที่ปรกอยู่ที่หน้าผากของร่างสูงออกเพื่อดูว่าควรจะใส่ยาตรงไหน จุนซูทำหน้านิ่วเมื่อเห็นรอยแดงบนหน้าผากขาวของอีกฝ่าย

ตายแน่ๆ ถ้าพี่แจจุงกลับมาเห็นหัวนายเป็นแบบนี้ จุนซูบอก ก่อนจะทายาแก้ฟกช้ำให้อีกฝ่ายเบาๆ ปลายนิ้วเรียวเล็กที่สัมผัสอย่างแผ่วเบาและอ่อนโยนทำให้แก้มของร่างสูงฉีดสีระเรื่อขึ้นมา จนต้องเสสายตาออกไปมองทางอื่น ภาพวิวเมืองข้างนอกนั้นเกิดน่าดูขึ้นมาเฉยๆ

ซื้อกางเกงใหม่เหรอ? คำถามของร่างเล็กนั้นทำให้ยูชอนหันกลับมาอีกครั้ง ได้แต่ส่งเสียงอือออในลำคอเท่านั้น ไม่รู้ว่าควรจะดีใจดีมั้ยที่จุนซูรู้ว่าเขาซื้อกางเกงตัวใหม่...หรือว่าควรจะเสียใจ...หรืออะไรดีนะ...

แล้วใส่นอนเนี่ยนะ? จุนซูถามยิ้มๆ คำถามนั้นเรียกยูชอนให้หลุดออกจากภวังค์ความคิดของตัวเอง ไม่เห็นจำเป็นต้องถามตัวเองเลยสักนิด...นายรู้มั้ยว่าฉันซื้อกางเกงตัวนี้เพื่ออะไร และเพื่อใคร...นายคงไม่รู้สินะ เพราะแม้แต่คำสัญญาของเรา...นายก็ยังจำมันไม่ได้ด้วยซ้ำ ยูชอนก้มหน้าลงต่ำรู้สึกว่าขอบตาร้อนผ่าว เผลอกัดริมฝีปากตัวเองแรงๆ เพื่อไม่ให้น้ำตาไหลออกมา

เรียบร้อยแล้ว เดี๋ยวเป่าให้นะจะได้หายเร็วๆ จุนซูเก็บยาลงกล่อง ก่อนยื่นใบหน้าเข้าไปใกล้ร่างสูง ก่อนจะเป่าเบาๆ ที่รอยแดงบนหน้าผากนั้น กลิ่นหอมละมุนของสบู่และแชมพูกลิ่นผลไม้ สัมผัสของมือเล็กที่วางอยู่บนเข่าของเขา ความอ่อนโยน...ที่ไม่ว่าใครก็ได้รับ...

ฮึก... ยูชอนเม้มปากแน่นเพื่อกลั้นเสียงสะอื้น หยดน้ำอุ่นใสร่วงหล่นลงมาอย่างห้ามไม่ได้ หยดน้ำที่กระทบหลังมือทำให้จุนซูผละออกจากอีกฝ่าย

ยูชอน เป็นอะไรไป? เจ็บเหรอ? จุนซูถามเสียงระล่ำระลักเมื่อเห็นว่าหยดน้ำตามากมายรินไหลจากนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนคู่นั้น ยูชอนไม่ตอบอะไรเพียงแค่ส่ายหน้าไปมาเท่านั้น ไหล่กว้างนั้นสั่นไหวด้วยแรงสะอื้น มือเรียวกำแน่นราวกับต้องการจะห้ามน้ำตา

ยู...

อย่าจับ!! ยูชอนปัดมือเล็กที่กำลังจะเอื้อมมาแตะออกไปก่อนตวาดลั่น นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนเบิกโพลงด้วยความตกใจในการกระทำของตัวเองร่างสูงลุกขึ้นถอยออกมาจากคนตัวเล็ก จุนซูมองคนตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจระคนตกใจ

ยูชอน นาย...

ฉันขอโทษ ยูชอนบอกเสียงเบาก่อนจะสาวเท้าออกไปจากที่ตรงนั้น จุนซูนิ่งอึ้งได้แต่มองตามแผ่นหลังนั้นไป คำถามมากมายวนเวียนอยู่ในหัว มีเพียงคำว่า...ทำไม...

ปัง! เสียงปิดประตูหน้าบ้านดังขึ้นทำให้จุนซูหลุดจากคำถามเหล่านั้น

ยูชอน!! จุนซูเรียกชื่ออีกฝ่ายไว้ ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่ายังไงยูชอนก็ไม่ได้ยิน ร่างเล็กรีบลุกขึ้นแล้ววิ่งตามออกไป

กลับมาแล้ว เสียงหวานเอ่ยขึ้นหลังจากผลักประตูเข้ามา แจจุงนั่งลงถอดรองเท้าผ้าใบสีสดก่อนจะเก็บไว้ในตู้เก็บรองเท้า แล้วหันมาช่วยร่างสูงถือถุงข้าวของที่ซื้อมา ก่อนเดินนำเข้าไปในห้องครัว จัดแจงวางข้าวของที่ซื้อมาไว้บนโต๊ะกินข้าว ก่อนจะเริ่มแยกว่าอะไรควรจะไว้ที่ไหน

โอ้...ความสงบ... ยุนโฮพูดขึ้นคำแรกหลังจากเดินเข้ามาในบ้าน วางถุงของลงบนโต๊ะกินข้าวก่อนช่วยแจจุงหยิบของออกมาจากถุง เขาไม่ใช่คนมีระเบียบขนาดที่จะรู้ว่าอะไรควรจะอยู่ที่ไหนแบบแจจุง ดังนั้นก็เลยได้แค่ช่วยหยิบของกับเอาไปไว้ในที่ที่แจจุงบอกเท่านั้น

นายก็พูดไป...จะว่าไปก็เงียบจริงๆ นะ แจจุงหันไปทำหน้าดุใส่ยุนโฮก่อนจะมองไปรอบๆ เขาเองก็รู้สึกว่าห้องทั้งห้องเงียบสงบ หน้าจอดิจิตอลของเครื่องเล่นซีดีแสดงหมายเลขเพลงสุดท้ายของแผ่น นั่นอาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้ห้องเงียบก็เป็นได้

เอาพวกนี้ไปเก็บในตู้เย็นนะ เดี๋ยวฉันจะไปดูว่าพวกนั้นทำอะไรกันอยู่ แจจุงบอกก่อนชี้ไปที่กองขนม นมสด และเยลลี่ผลไม้ที่อยู่บนโต๊ะ ก่อนจะเดินไปทางห้องนอน ถึงจะส่งข้อความมาแล้ว แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ายูชอนจะยอมตื่น มือเรียวผลักประตูห้องนอนที่แง้มไว้เข้าไป

ห้องนอนสีขาวนั้นสว่างด้วยแสงอาทิตย์ที่สาดผ่านหน้าต่างใสบานใหญ่เข้ามา เตียงทุกเตียงว่างเปล่าและเป็นระเบียบ จะมีก็แต่เตียงของยูชอนที่ยังไม่ได้เก็บเท่านั้น แจจุงถอยออกมาจากห้องนอนก่อนจะเดินไปที่ห้องทำงานของพวกเขา อดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัยเมื่อห้องทำงานนั้นมืดสลัวทั้งสองห้อง

แปลก...ไปไหนของเขา แจจุงพึมพำเสียงเบา ร่างบางเดินย้อนกลับไปที่ห้องครัวอีกครั้ง เห็นยุนโฮกำลังยืนกินน้ำอยู่ เหลือบมองกระดานดำทิ้งข้อความหากแต่บนกระดาษนั้นก็ว่างเปล่า

ไม่มีใครอยู่...ไม่มีโน้ตด้วย ร่างบางพูดกับร่างสูงด้วยสีหน้ากังวล มันผิดปกติ...ปกติแล้วถ้าจะออกไปข้างนอกก็น่าจะทิ้งโน้ตไว้บ้าง อย่างน้อยๆ คนที่แค่ลงไปซื้อขนมกินข้างล่างก็ยังทิ้งข้อความไว้ให้ทุกคนรู้อย่างยูชอน ก็น่าจะเขียนอะไรไว้บ้าง

ลองโทรหาดีมั้ย บางทีสองคนนั้นอาจจะออกไปหาอะไรกินข้างล่างก็ได้ ยุนโฮวางแก้วน้ำไว้ที่เคาน์เตอร์ใกล้ๆ ตู้เย็นก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมาโทรหาเพื่อนร่วมวง

ชี นากาบอรี~~ ทันทีที่สัญญาณรอสายดังขึ้นเสียงดนตรีของเพลงบอลลูนก็ดังขึ้นอยู่ไม่ไกลนัก แจจุงเดินไปหาต้นเสียงที่อยู่แถวโซฟา ก่อนจะหยิบโทรศัพท์สีขาวเครื่องเล็กขึ้นมาจากโซฟา

ฉันว่านายโทรหายูชอนดีกว่านะ ยุนโฮพยักหน้าก่อนกดโทรหาเพื่อนอีกคนแทน แต่ก็เหมือนเดิม เสียงเรียกเข้าเพลงโปรดของยูชอนดังแว่วมาจากชั้นโทรทัศน์ โทรศัพท์สีดำเครื่องสวยสั่นอยู่ข้างๆ เครื่องเล่นซีดี ยุนโฮถอนหายใจออกมาก่อนกดวางสาย

นี่มันอะไรกันเนี่ย ไม่อยู่ ไม่มีโน้ต ไม่เอาโทรศัพท์ไป แจจุงพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดเล็กน้อย ใบหน้าหวานสวยนั้นฉายแววกังวลอย่างเห็นได้ชัด ยุนโฮมองไปรอบๆ ห้องที่ไม่ได้มีร่องรอยการรื้อค้นอะไร แสดงว่าสองคนนั้นออกจากห้องไปด้วยตัวเอง คงไม่ได้ถูกลักพาตัว หรืออะไรแย่ๆ แบบที่แจจุงกำลังคิดอยู่

บางทีพวกเขาอาจจะลงไปข้างล่างก็ได้

งั้นเราลงไปหากัน และอย่างที่คิดแจจุงลุกพรวดขึ้นก่อนลากแขนเขาให้ไปที่แคนทีนข้างล่างด้วยกัน ก่อนที่บรรยากาศทุกอย่างจะเปลี่ยนไปเมื่อที่ห้องอาหารข้างล่างที่พักนั้นกลับไม่มีแม้แต่เงาของยูชอนกับจุนซู ลองถามกับพนักงานรักษาความปลอดภัยก็ได้รับคำตอบว่าเห็นยูชอนกับจุนซูออกไปข้างนอกกันสองคน

เยี่ยมมาก ออกไปข้างนอกสองคน ไม่มีใครพกมือถือ ไม่มีใครเอากระเป๋าตังค์ไป ผู้จัดการบ่นออกมาก่อนนั่งลงบนโซฟาตัวยาวที่ห้องนั่งเล่นหลังจากโดนแจจุงกับยุนโฮลากลงไปข้างล่างด้วย มือหนายกขึ้นกุมขมับตัวเอง

เฮ้อ...ทำไมชอบแกล้งคนแก่เสียจริงนะ เด็กพวกนี้ ชายวัยกลางคนในชุดเสื้อกันหนาวตัวหนาบ่นพึมพำ หากแต่กระนั้นใบหน้านั้นก็ฉายแววกังวลอย่างเห็นได้ชัด

ผมว่าพวกเราออกไปตามหาสองคนนั้นดีกว่ามั้ยครับ? ยุนโฮเสนอความคิดขึ้นมา ก่อนหันไปมองแจจุงที่นั่งมองออกไปข้างนอกหน้าต่าง ก่อนจะหันหน้ากลับมาทันทีที่ได้ยินข้อเสนอของยุนโฮ แจจุงพยักหน้าเร็วๆ ผู้จัดการเองก็เห็นด้วย การนั่งรออยู่แบบนี้คงไม่ใช่หนทางที่ดีแน่ๆ

เอาแบบนี้นะ แจจุงนายอยู่ที่นี่ เผื่อสองคนนั้นจะกลับมาที่ห้อง แล้วเดี๋ยวฉันจะออกไปตามหาสองคนนั้นกับผู้จัดการ ยุนโฮวางแผนเสร็จสรรพ แกล้งทำเป็นไม่สนใจสีหน้าของแจจุง เขารู้ว่าแจจุงอยากจะออกไปตามหาสองคนนั้นด้วย แต่ว่าบางทีทั้งสองคนอาจจะกำลังกลับมาที่ห้องก็เป็นไปได้

อ่ะ...อืม...ฝากด้วยนะ แจจุงได้แต่พยักหน้าเล็กน้อยทั้งๆ ที่ในใจนั้นอยากจะออกไปด้วย แต่ในเวลาแบบนี้เขาควรเคารพการตัดสินใจของหัวหน้าวงอย่างยุนโฮ ถึงจะดูบ้าพลังในบางครั้ง แต่เวลาฉุกเฉินยุนโฮคือคนที่ใจเย็นและตัดสินใจได้ดีที่สุด

งั้นเราไปกันเถอะ ยุนโฮ ผู้จัดการพูดขึ้นก่อนพาร่างท้วมๆ ของตัวเองลุกนำไป ยุนโฮหันกลับมามองคนรักอีกครั้ง โน้มใบหน้าไปใกล้ๆ ก่อนหอมแก้มอีกฝ่ายเบาๆ

ไม่ต้องกังวลนะ สองคนนั้นต้องไม่เป็นไร... ยุนโฮบอกร่างบาง แจจุงได้แต่ยิ้มออกมาบางๆ ก่อนพยักหน้าเล็กน้อย แล้วเดินตามไปส่งยุนโฮกับผู้จัดการที่หน้าประตูห้อง ในใจได้แต่ภาวนาขออย่าให้มีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นเลย...

แสงอาทิตย์ยามบ่ายนั้นดูอ่อนแรงเมื่อเทียบกับอากาศหนาวที่รายล้อม สองแขนเรียวกอดตัวเองไว้แน่นเพื่อบรรเทาความหนาว เสื้อเชิ้ตสีเทาเข้มตัวบางนั้นไม่ได้ช่วยปกป้องผิวกายจากลมหนาวที่พัดโชยเลยแม้แต่น้อย สายลมพัดผ่านเรือนแก้มเลอะคราบน้ำตา
ท่ามกลางผู้คนมากมายที่เดินสวนไปมา ในห้วงความคิดนั้นกลับมีแต่เพียงใบหน้าของใครคนนึงที่ยังคงชัดเจน น้ำเสียงหวานนั้นยังคงก้องชัดในหัว..

มาจากอเมริกาเหรอ? แสดงว่าพูดภาษาอังกฤษเก่งน่ะสิ...น่าอิจฉาจัง
ลบออกไปเสียทีสิ ลบเลือนไปเสียที

แล้วนี่นายมาคนเดียว...ไม่เหงาเหรอ?
อยากให้ทุกอย่างลบเลือนไป ทั้งภาพรอยยิ้มที่สดใส ทั้งน้ำเสียงที่อ่อนโยน...

ชื่ออะไรเหรอ? ฉันชื่อจุนซูนะ...คิม จุนซู
และความรักของฉัน...

คิม จุนซู...มือเล็กๆ ที่ยื่นมาเพื่อทำความรู้จัก รอยยิ้มสดใสและจริงใจบนใบหน้าหวานที่ดูเหมือนเด็กนั้นทำให้ยิ้มตอบ ไม่รู้ว่าเพราะความห่างไกลที่ก่อเกิดความเดียวดาย และความใกล้ชิดในวันที่ไม่มีใคร หรือเพราะอะไรก็ตามที...รู้เพียงว่าพอรู้สึกตัวอีกครั้ง โลกของเขาก็หมุนวนรอบคนตัวเล็กคนนั้น...คิม จุนซู

Aisenai... เพียงท่อนเดียวของเนื้อเพลงที่เคยร้องทุกครั้งยามที่ต้องขึ้นคอนเสิร์ตกลับทำให้หยดน้ำตาที่พยายามห้ามไว้รินไหลลงมาอีกครั้ง เมื่อความหมายของเพลงนั้นแสนเศร้า สุดท้ายแล้วเขาก็พาตัวเองมาที่นี่อีกครั้ง ยูชอนทรุดตัวลงนั่งใต้ต้นไม้ ก่อนหลับตาลงอย่างอ่อนล้า

...ใช่...รักไม่ได้...

กลิ่นหอมของไอหญ้าที่พัดพามากับสายลมแผ่วเบา ราวกับจะนำพาห้วงความคิดไปสู่อดีตที่เป็นความทรงจำ...

แสงอาทิตย์ดูเจิดจ้าและเรียกเหงื่อได้ตั้งแต่ผิวยังไม่ทันได้สัมผัสไอร้อนของแดด วันนั้นเป็นวันหนึ่งในหน้าร้อน หลังจากการถ่ายรายการสองรายการรวด ทงบังชินกิและสต๊าฟผู้ติดตามก็ได้เวลาพักเที่ยงหนึ่งชั่วโมงที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่ง

สวนสาธารณะขนาดกลาง มีต้นไม้เขียวชอุ่มล้อมรอบคอยให้ร่มเงา และบ่อน้ำขนาดใหญ่อยู่ตรงกลางสวน รอบๆ สระมีม้านั่งแต่ตอนนี้ไม่มีใครนั่งเลยเพราะอากาศที่ร้อนระอุ หลังจากกินอาหารเสร็จยูชอนก็ออกไปยืนตากแดดรับแสงอาทิตย์อย่างสดชื่น นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนทอดมองไปรอบๆ เห็นชางมินกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ใต้ต้นไม้เพราะว่าวันต่อไปมีสอบ โดยมีจุนซูนั่งทำการบ้านไปด้วยกินขนมไปด้วยอยู่ข้างๆ ยุนโฮนอนพักโดยหนุนตักแจจุงต่างหมอน ยูชอนมองภาพสวีทหวานของคู่รักประจำวงแล้วอดไม่ได้ที่จะหมั่นไส้เล็กๆ
มือเรียวเอื้อมไปหยิบหินที่อยู่ที่พื้นก่อนจะเขวี้ยงออกไปที่ผืนน้ำตรงหน้า ทำแบบนั้นอยู่ครู่หนึ่งพลางคิดอะไรเพลินๆ ตอนนั้นเองที่เกือบจะร่วงลงไปในบ่อน้ำข้างหน้าเมื่อคนตัวเล็กวิ่งมาชนเขาเต็มแรง

ยูชอน สอนหน่อยๆๆ เสียงใสๆ นั้นมาพร้อมกับรอยยิ้มกว้างดูสดใสดั่งดวงตะวันที่โผล่พ้นขอบเมฆในหน้าร้อน

สอน...สอนอะไร? ยูชอนเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัย ถ้าจะให้สอนการบ้านอะไรก็น่าจะถามชางมินมากกว่า หรือว่าวิชาภาษาอังกฤษ

ก็เมื่อกี้ไง ที่ยูชอนโยนหินแบบนี้ แล้วมันก็กระโดดๆ บนน้ำน่ะ ไม่เพียงแค่พูดแต่จุนซูยังทำท่าทางประกอบพร้อมด้วย แต่ถ้าพูดตามตรงแล้วไม่ทำท่าประกอบอาจจะทำให้เข้าใจมากกว่านี้ก็ได้

แบบนี้น่ะเหรอ? ยูชอนถามก่อนหยิบหินขึ้นมาจากพื้นแล้วเขวี้ยงออกไปข้างหน้า หินก้อนแบนนั้นไม่ได้จมลงไปในน้ำทันที แต่กระเทินอยู่บนผิวน้ำหลายครั้งก่อนจะจมลงไป

ใช่เลย! แบบนั้นล่ะ จุนซูบอกด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นคล้ายเด็กๆ เวลาเจอของเล่นที่ถูกใจ

สอนหน่อยน้า...นะๆๆ สองแขนกอดแขนแข็งแรงของร่างสูงไว้ก่อนแกล้งถูแก้มเบาๆ กับต้นแขนของอีกฝ่ายแทนการอ้อน อาการอ้อนที่เหมือนลูกแมวที่แสนน่ารักของคนตัวเล็กนั้นทำให้ยูชอนนิ่งไป หัวใจเต้นถี่รัว แก้มร้อนผ่าว ก่อนที่ยูชอนจะเบี่ยงตัวหลบจากอีกฝ่าย

โอเค จะสอนให้ก็ได้ ก่อนอื่น...นายต้องเลือกหินที่มันแบนๆ หน่อย ยูชอนเริ่มทำหน้าที่อาจารย์ที่ดีด้วยการบอกให้จุนซูเลือกหิน คนตัวเล็กพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะนั่งลงหยิบหินที่อยู่บนพื้นมาหลายก้อน แล้วยื่นให้คนตรงหน้าดู ยูชอนมองก้อนหินหลายก้อนในมือเล็กๆ ทั้งสองข้างที่แบอยู่ตรงหน้า ก่อนจะเลือกออกมาสองสามก้อน

พวกนี้ใช้ได้ จุนซูทิ้งหินที่เหลือทั้งหมดลงบนพื้นเหมือนเดิม ก่อนจะยืนรอให้ยูชอนสอนต่อ

นี่ แล้วเราก็ร่อนออกไปแบบนี้ ยูชอนเขวี้ยงหินออกไปให้คนตัวเล็กดู จุนซูมองมือของยูชอนอย่างตั้งอกตั้งใจเสียจนยูชอนแอบยิ้มออกมากับสีหน้าที่ดูน่ารักของคนตรงหน้า จุนซูพยักหน้าเล็กน้อยคล้ายกับจะบอกว่าเข้าใจแล้ว ก่อนที่มือเล็กจะลองเขวี้ยงหินออกไปสุดแรง

ตุ๋ม...ก้อนหินจมดิ่งลงไปในน้ำทันที ร่างเล็กหันขวับมามองยูชอนพร้อมคำถามบนใบหน้าทันที

ลองดูอีกทีสิ เมื่อกี้นายโยนแรงเกินไป ยูชอนบอก จุนซูพยักหน้าก่อนจะลองใหม่ แต่ก็ยังเหมือนเดิม ทุกครั้งที่ไม่ได้ผลยูชอนก็จะแค่พยักหน้านิดๆ คล้ายกับจะบอกให้คนตรงหน้าลองใหม่...ครั้งแล้วครั้งเล่า

ไม่เอาแล้ว...สอนหน่อยสินะๆๆ จุนซูบ่นพึมพำก่อนวิ่งไปหายูชอน มือเล็กๆ จับมือของยูชอนให้มาจับมือตัวเองเอาไว้ ยูชอนชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ โอบแขนอ้อมผ่านแผ่นหลังบางเล็กนั้น ทั้งๆ ที่เขาเองก็เคยสอนน้องชายของเขาแบบนี้เหมือนกัน แต่กลับรู้สึกว่าครั้งนี้ตัวเขากับจุนซูใกล้กันมากไป จนเผลอถอยขาออกมาจากอีกฝ่ายด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ

ยูชอน! เสียงเรียกของจุนซูเรียกยูชอนให้ตื่นขึ้นมาจากภวังค์ ก่อนรีบทำสีหน้าให้เป็นปกติคนตัวเล็กขยับตัวไปใกล้ยูชอนอีกเพื่อให้ถนัด ยูชอนรู้สึกว่าแก้มของตัวเองร้อนผ่าว ความชิดใกล้นั้นทำให้หัวใจเต้นระรัว

นี่...โยนแบบนี้ ยูชอนประคองมือเล็กนั้นไว้ก่อนบังคับมือนั้นให้เหวี่ยงหินออกไป ก้อนหินกระเทินไปบนน้ำก่อนจะจมหายลงไป จุนซูมองตามหินก้อนนั้นก่อนจะหันกลับมายิ้มกว้าง

เข้าใจล่ะ พูดจบก็วิ่งไปหาก้อนหิน ยูชอนได้แต่มองตามคนตัวเล็กไปยิ้มๆ ก่อนจะรีบหุบยิ้มเมื่อได้ยินเสียงกระแอมแซวจากแจจุงที่นั่งอยู่ใต้ต้นไม้

อะไรติดคอแจจุง? ยูชอนตะโกนถามแจจุงกับยุนโฮที่นั่งกระซิบกระซาบกันอยู่สองคนด้วยน้ำเสียงห้วน สองคนนั้นหันกลับมา

ความรักติดคอ แม้จะไม่มีเสียงอะไรกลับมา แต่ยูชอนก็อ่านปากแจจุงออก ยุนโฮหัวเราะก๊ากออกมาอย่างไม่ได้รักษาภาพพจน์เลยแม้แต่น้อย จนยูชอนนึกหมั่นไส้อยากโยนหินสักก้อนลงไปตรงนั้นจริงๆ ก่อนที่จะได้ทำอย่างที่คิดก็ถูกสะกิดด้วยมือเล็กๆ อีกครั้ง

มันโยนไม่ได้อ่ะ เสียงเล็กฟ้องขึ้นมาทันทีที่ยูชอนหันกลับไปหา จุนซูลองทำให้ยูชอนดูหลายครั้งต่อหลายครั้งแต่มันก็ไม่สำเร็จสักที จนกระทั่ง

ไม่เอาแล้ว โยนจนหินหมดสนามแล้ว! อาการโวยวายเหมือนเด็กที่ทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ หน้าตาน่ารักที่ดูงอหงิก ริมฝีปากบางเบะออกมาอย่างหงุดหงิด ยูชอนมองอาการนั้นก่อนหลุดหัวเราะออกมา

ขำอะไร? จุนซูถามเสียงห้วน ยูชอนส่ายหน้าหากแต่ยิ่งหัวเราะออกมาเมื่อนึกถึงคาแร็กเตอร์ของการ์ตูนตลกเรื่องหนึ่งแล้วนึกเทียบกับจุนซู ทำเท่าไรก็หยุดขำไม่ได้สักที

ยูชอน!

เปล๊า~ ขำนกน่ะ นกมันบินตลกดี ยูชอนชี้นิ้วไปบนฟ้าที่ไม่มีแม้แต่นกสักตัวเดียว

ไอ้บ้า หยุดขำเลยนะ ร่างเล็กผลักแรงๆ ที่อกของร่างสูง จนยูชอนที่มัวแต่หัวเราะเซจะตกลงไปในน้ำ

เฮ้ยๆๆ มือเล็กๆ รีบเอื้อมไปดึงแขนของร่างสูงไว้ แต่เพราะไม่ทันได้ตั้งตัวกันทั้งคู่ก็เลยกลายเป็นว่า...

ตูม!! ทั้งสองคนตกลงไปในน้ำด้วยเสียงดังสนั่นจนทุกคนรีบวิ่งมาที่สระน้ำด้วยความตกใจ ยูชอนลุกขึ้นมาก่อนจะดึงมือจุนซูให้ลุกขึ้นตามมา

โชคดีนะที่น้ำไม่ลึก จุนซูพูดขึ้นพลางเอามือเล็กๆ ลูบหน้าลูบตา น้ำในบ่อนั้นลึกแค่อกเท่านั้นทำให้ไม่มีอันตรายอะไร

ฉันว่า...เราไม่โชคดีเท่าไรแล้วล่ะ ยูชอนพูดเสียงเบาจนจุนซูนึกเอะใจก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปเจอแจจุงที่ยืนค้ำหัวอยู่บนฝั่ง

จุนซู! ยูชอน!! ทั้งสองคนนึกภาวนาให้น้ำนี้ลึกจนพวกเขาจมลงไปเสียยังดีกว่าอย่างน้อยก็ไม่ได้ยินเสียงแจจุงเทศน์ชุดใหญ่แบบนี้ สารพัดคำบ่นเท่าที่แจจุงจะคิดได้ถูกเอามาบ่นพวกเขาตั้งแต่อยู่ในน้ำจนสต๊าฟพาขึ้นมาจากน้ำ เช็ดเนื้อเช็ดตัวเป่าหัวจนแห้ง แต่แจจุงก็ยังบ่นไม่เลิกจนสุดท้ายต้องยอมหยุดไปเพราะว่าคิดไม่ออกว่าจะบ่นอะไรต่อดี

ฮะฮะ... ยูชอนหัวเราะออกมาเบาๆ ไม่ว่าเมื่อไรที่คิดถึงเรื่องนี้ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา ความทรงจำเล็กๆ ที่สร้างรอยยิ้มให้กับเขาได้เสมอ เป็นครั้งแรกที่เขากับจุนซูได้ใกล้ชิดกัน และนั่นก็ทำให้อะไรหลายๆ อย่างในใจของเขาชัดเจนขึ้นมา ซ้ำยังเป็นครั้งแรกที่ถูกด่าว่า ไอ้บ้า แล้วไม่หงุดหงิด แถมยังมีความสุขอีกต่างหาก...เขาคงบ้าไปแล้วจริงๆ...

ไม่รู้ว่าเริ่มตั้งแต่เมื่อไร ไม่รู้ว่าเมื่อไรที่เอาแต่มองหา ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไรอยากอยู่ใกล้ๆ ตลอดเวลา ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไรที่รัก...จนเกินคำว่าเพื่อน

อยากอยู่ใกล้ๆ ตลอดเวลา...และคำว่าเพื่อนก็ทำให้อยู่ใกล้ๆ ได้ตลอด...
อยากจับมือเล็กๆ นั้นไว้...คำว่าเพื่อนก็ทำให้ได้จับมือเล็กๆ นั้นอย่างที่ต้องการ...
อยากบอกว่ารัก...คำว่าเพื่อน กลับทำเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้พูดคำนั้นออกไปไม่ได้...
.
.
.
ปาร์ค ยูชอน เชื่อพี่สิว่านายกำลังมีความรัก คำแรกที่หลุดออกมาจากร่างบางตรงหน้าหลังจากนั่งฟังยูชอนเล่าเรื่องราวทั้งหมด ใบหน้าคมคายของร่างสูงฉายแววตกใจกับคำพูดที่ดูมั่นอกมั่นใจของอีกฝ่าย

คือแบบว่าผมจะใจเต้นแรงมากเวลาที่อยู่ใกล้ๆ เขาคนนั้น แล้วก็แบบว่าไม่รู้สิ พอรู้สึกตัวอีกทีก็เอาแต่มองหาเขา...อะไรแบบนั้นน่ะ ยูชอนนั่งทวนคำพูดที่ตัวเองพูดออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่เห็นจะมีคำไหนสักคำที่บอกได้ว่าเขากำลังมีความรัก แต่หน้าตากรุ้มกริ่มของแจจุงนั้นชวนให้อดคิดไม่ได้ว่าอาจจะเป็นความจริง แต่ว่า...มันจะเป็นไปได้ได้ยังไงเล่า...ก็ในเมื่อ...

เขาคนนั้นคือจุนซูใช่มั้ย? แจจุงยื่นหน้ามาใกล้จนแทบชิดก่อนจะถามน้ำเสียงเจ้าเล่ห์ นึกขอบคุณทุกคนที่กลับบ้านไปแล้วทิ้งให้เขาต้องอยู่กับยูชอนแค่สองคนจริงๆ มีเรื่องสนุกๆ อีกแล้วสิ

อ่ะ...เอ่อ...ไม่ใช่ จะบ้าเหรอพี่ ผมก็แค่ถามไปอย่างนั้นล่ะ ยูชอนปฏิเสธทันที เมื่อเห็นสีหน้าเหมือนคนเจอเรื่องสนุกของแจจุง สีหน้าแบบนี้ของแจจุงคือสิ่งที่เขากลัวที่สุด เพราะมันมักจะตามมาด้วยแผนการตลกร้ายของแจจุงเสมอ

คิม แจจุงขอถามปาร์ค ยูชอนอีกครั้งนะ...จุนซูใช่มั้ย? แจจุงถามอีกครั้ง สองแขนกอดคอร่างสูงไว้แน่นคล้ายกับจะคาดคั้นเอาความจริง ยูชอนได้แต่ส่ายหน้าเร็วๆ ถึงจะเป็นจอมอำของวง แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะหลอกแจจุงได้ เพราะคนหน้าสวยตรงหน้าคือจอมอำเบอร์หนึ่งของค่าย

มะ...ไม่ใช่จุนซู สุดท้ายยูชอนก็กลั้นใจบอกออกไป โกหกออกไปทั้งๆ ที่รู้ว่ายังไงแจจุงก็จับได้ แจจุงยอมผละออกจากอีกฝ่าย มือเรียวเอื้อมไปหยิบขนมในจานขึ้นมาก่อนจะถอนหายใจเบาๆ

งั้นพี่คงสังหรณ์ผิดไปเอง พี่คิดว่าสายตาของนายมองจุนซูอย่างเป็นคนสำคัญเสียอีก แจจุงพูดขึ้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย การพูดเหมือนไม่สนใจแต่แทงใจดำนี่ล่ะจะทำให้ไม่ว่าใครก็ยอมคายความลับออกมา ทำไมเขาจะไม่รู้ว่ายูชอนคิดยังไงกับจุนซู ทั้งรอยยิ้มและสายตาที่อ่อนโยนแบบที่มีไว้เพื่อจุนซูเพียงคนเดียวเท่านั้น เพียงแค่นั้นก็ทำให้เขามองอะไรๆ ออก
พี่แจจุง... เสียงเรียกชื่อที่สั่นเครือของคนตรงหน้าทำให้แจจุงต้องเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย ใบหน้าคมคายของยูชอนนั้นดูเจ็บปวด นัยน์ตาเอ่อคลอด้วยน้ำอุ่นใส ร่างสูงกัดริมฝีปากของตัวเองแรงๆ ใบหน้าชาสนิทเหมือนถูกตบแรงๆ...

ยูชอน...นาย... ถ้อยคำทั้งหมดถูกกลืนหายลงไปในคอเมื่อหยดน้ำใสๆ ร่วงหล่นลงลงบนแก้มของคนตรงหน้า แจจุงเอื้อมมือไปแตะเบาๆ บนไหล่ที่สั่นสะท้านนั้น

จุนซูจะรู้มั้ย? พี่แจจุง จุนซูเขาจะรู้รึเปล่า?! ยูชอนถามด้วยเสียงที่แผ่วเบาราวกับกระซิบ น้ำเสียงนั้นสั่นเครือด้วยความหวาดกลัวและเสียงสะอื้น แจจุงโอบร่างสูงมากอดไว้ในอ้อมแขนอย่างปลอบโยน

เขาไม่รู้...เขาไม่รู้หรอก อย่ากังวลไปเลย ปลอบอีกฝ่ายอย่างอ่อนโยน มือเรียวลูบไปตามเรือนผมสีเข้มของเพื่อนร่างสูง นัยน์ตากลมโตเหลือบมองภาพถ่ายจากเบื้องหลังการถ่ายโปสเตอร์โปรโมทซิงเกิ้ลแรกของพวกเขาทั้งห้าคน มือเล็กๆ ของจุนซูที่จับมือของยูชอนไว้ รอยยิ้มอายๆ ของยูชอนในภาพ

ผมไม่อยากให้ทุกอย่างมันเป็นแบบนี้ ผมอยากกลับไปเป็นเหมือนเดิม... น้ำเสียงเศร้าเจือเสียงสะอื้นทำให้แจจุงกระชับอ้อมแขนแน่นขึ้นอีก ไม่มีคำพูดใดๆ อีก มีเพียงเสียงสะอื้นของยูชอนเท่านั้นที่ยังคงดังก้องอยู่ในห้องพัก...

...ทุกอย่างกำลังเปลี่ยนไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ...
.
.
.
แกร่ก...เสียงเปิดประตูที่ดังขึ้นปลุกแจจุงให้ตื่นจากอดีตเมื่อสองปีก่อน ร่างบางรีบลุกขึ้นจากโซฟาแล้ววิ่งไปที่หน้าห้อง

ยุน...ชางมิน... แจจุงเรียกเด็กหนุ่มร่างสูงตรงหน้าด้วยน้ำเสียงที่เบากว่าทุกครั้ง เมื่อคนตรงหน้านั้นไม่ใช่คนที่กำลังรออยู่

กลับมาแล้วฮะ พี่แจจุง...ผมหิวชะมัดเลย พี่แจจุงมีอะไรให้ผมกินบ้างมั้ยฮะเนี่ย ชางมินทักทายแจจุงก่อนจะถามพลางเก็บรองเท้าเข้าตู้สีขาวที่ผนัง

อืม...เดี๋ยวพี่ไปทำกับข้าวให้แล้วกัน แจจุงบอกก่อนพยายามจะยิ้มให้ชางมิน อย่างน้อยก็ไม่อยากให้ชางมินที่เพิ่งสอบเสร็จมาเครียดกับเรื่องนี้

ทำไมกลับช้าจัง? แจจุงถามด้วยคำถามที่ดูปกติที่สุด ก่อนจะเดินตรงไปที่ครัวเพื่อทำอาหารเย็นแบบง่ายๆ ให้กับอีกฝ่าย ชางมินวางกระเป๋าสะพายใบย่อมลงบนชั้นสีขาวของตัวเอง

อ่อ...พอดีผมแวะไปซื้อหนังสือมาน่ะ แล้วนี่...พวกพี่ยุนโฮล่ะฮะ? ชางมินถามขึ้นหลังจากมองไปรอบๆ แล้วไม่ยักจะเห็นพี่ชายตัวโตที่คอยป้วนเปี้ยนอยู่แถวๆ ที่พี่แจจุงเสมอ แถมห้องตอนนี้ยังเงียบผิดปกติอีก

อ่อ...เขาออกไปหายูชอนกับจุนซูน่ะ แจจุงตอบเลี่ยงๆ ก่อนจะมองนาฬิกาเรือนใหญ่บนผนัง...ห้าโมงเย็นแล้ว...

เดี๋ยวผมไปอาบน้ำก่อนนะฮะ ชางมินบอก แจจุงได้แต่พยักหน้าเล็กน้อยเท่านั้น เด็กหนุ่มมองหน้าพี่ชายคนโตของวงเล็กน้อยก่อนจะเดินไปจากที่ตรงนั้น

ทำไมยังไม่กลับกันมาอีกนะ... แจจุงพึมพำออกมาด้วยความกังวลใจ

ตึกสูงของบริษัทมีชื่อเรียงรายกันตลอดสองข้างทาง บ่ายสี่โมงเย็นของวันศุกร์ในย่านธุรกิจนั้นคลาคล่ำไปด้วยผู้คนเนื่องจากเป็นเวลาเลิกงาน เหล่าพนักงานกินเงินเดือนพากันเดินออกมาจากบริษัทของตนกันเป็นกลุ่มเพราะเย็นวันศุกร์สำหรับพนักงานนั้นคือการพบปะและพูดคุยกันตามร้านอาหารต่างๆ เด็กหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีเข้มตัดกับสีแดงที่ซ่อนอยู่ใต้ฮู้ดของเสื้อกันหนาวตัวหนาเดินปะปนอยู่กับผู้คน

ไปไหนของเขาเนี่ย... จุนซูพึมพำเสียงเบา ก่อนมองไปรอบๆ เขาเดินวนไปวนมาแถวนี้หลายรอบแล้ว แสงอาทิตย์ที่เคยสว่างจ้ากลับทอแสงสีส้มเมื่อกำลังจะบอกลาขอบฟ้าไป ขาทั้งสองข้างล้าไปหมด ร่างเล็กเดินไปนั่งลงที่ม้านั่งริมทาง ก้มมองเสื้อกันหนาวสีขาวบนตัก ใบหน้าของเจ้าของเสื้อกันหนาวตัวนี้ปรากฏขึ้นในห้วงความคิด...

ฉันขอโทษ...

ภาพใบหน้าคมคายของเพื่อนสนิทที่เปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตาฉายชัด จุนซูเม้มริมฝีปากแน่นจนรู้สึกเจ็บ เขาไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ถึงยูชอนจะเป็นคนอ่อนไหว ร้องไห้บ่อยๆ ก็จริง แต่แววตาที่ดูเจ็บปวดนั้นคล้ายกับจะบอกเขาว่า ครั้งนี้เขามีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ และนั่นก็ทำให้หงุดหงิดที่ไม่รู้สาเหตุที่ยูชอนร้องไห้ออกมาแบบนั้น

ทำไมโง่แบบนี้นะ คิม จุนซู ทุบหัวตัวเองแรงๆ เผื่อจะทำให้คิดอะไรออกบ้าง เขาเป็นพวกทำอะไรไม่ค่อยคิด เลยไม่รู้ว่าทำอะไรผิดไปบ้าง เขาอาจจะทำอะไรให้ยูชอนไม่พอใจ หรือเสียใจก็ได้...แล้วตอนนี้ยูชอนอยู่ที่ไหนกันนะ ยังร้องไห้อยู่รึเปล่า...มือเล็กยกขึ้นขยี้ใต้จมูกตัวเองแรงๆ เมื่อรู้สึกหายใจไม่ค่อยออก จนปลายจมูกนั้นแดงจัด นัยน์ตาสีเข้มเอ่อล้นด้วยหยดน้ำอุ่นใส...

ยูชอน...อยู่ที่ไหนกันนะ

นั่น...เซียนี่...ใช่ เซียจริงๆ ด้วย! เสียงของเด็กสาววัยรุ่นกลุ่มหนึ่งดังขึ้น ทำให้จุนซูหันไปมอง เด็กวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งในชุดนักเรียนกำลังมองมาทางตัวเขา แต่ยังไม่ทันที่จุนซูจะลุกขึ้นเดินหนี หรือว่าหาอะไรมาปิดหน้าไว้ทัน เด็กสาวกลุ่มนั้นก็มาอยู่ตรงหน้าเขาเสียแล้ว

พี่จุนซูคะ ขอถ่ายรูปหน่อยได้มั้ยคะ?

พี่จุนซูคะ ขอลายเซ็นด้วยค่ะ

ว้าย ตัวจริงพี่เขาน่ารักมาเลยล่ะดูสิ แก้มแดงด้วย

พวกเธอพูดขึ้นพร้อมกันเหมือนกำลังแย่งกันพูด ทั้งกระดาษที่ส่งมาให้ทั้งมือถือที่ยกขึ้นมาถ่ายรูปทำให้จุนซูไม่รู้ว่าเขาควรจะทำอะไรก่อนดี เพราะทุกคนต่างก็ต้องการให้เขาทำให้ตามความต้องการของตัวเองก่อนทั้งนั้น

เสียงกรี๊ดกร๊าดของกลุ่มเด็กสาวทำให้จุนซูตกเป็นเป้าสายตาของคนที่เดินผ่านไปผ่านมาและแฟนเพลงกลุ่มอื่น และดูเหมือนข่าวที่ว่าเซีย จุนซูแห่งวงทงบังชินกิอยู่ที่นี่จะแพร่กระจายอย่างรวดเร็วมากจนคนมากขึ้นเรื่อยๆ และสถาการณ์เริ่มเกินการควบคุมของคนตัวเล็กที่ยืนอยู่ท่ามกลางแฟนเพลงหลายสิบคน

จุนซูยืนตระหนกอยู่ในสภาพที่เรียกว่าไม่สามารถจะขยับไปไหนได้ มือเล็กๆ ได้แต่เซ็นลายเซ็นลงบนกระดาษที่ถูกส่งมาเรื่อยๆ จนไม่รู้ว่าของใครเป็นของใคร มีการทะเลาะแย่งที่กันจนคนตัวเล็กรู้สึกกลัวไปหมด

จุนซู! เสียงเรียกที่ดังขึ้นจากข้างหลังนั้นคุ้นหู จุนซูรีบหันกลับไป ผู้จัดการส่วนตัวของเขากำลังลงมาจากรถตู้บริษัทพร้อมกับสต๊าฟอีกสี่ห้าคน เกิดความชุลมุนย่อมๆ อยู่ครู่หนึ่งกว่าที่สต๊าฟจะแทรกตัวผ่านกลุ่มแฟนเพลงไปพาจุนซูออกมาได้

ขึ้นไปเร็วๆ เสียงผู้จัดการส่วนตัวสั่งสต๊าฟ คนตัวเล็กถูกผลักขึ้นไปบนรถตู้ ก่อนที่จุนซูจะเงยหน้าขึ้นมาแล้วโผเข้ากอดคนตรงหน้าเต็มแรง

พี่ยุนโฮ!! เสียงเล็กๆ เรียกคนตรงหน้าอย่างขวัญเสีย เขาไม่เคยต้องเจอสถานการณ์แบบนี้เพียงลำพังมาก่อน แค่แฟนเพลงสองสามคนเขาพอที่จะควบคุมสถานการณ์ได้ แต่นี่ไม่ใช่การทะเลาะวิวาทเล็กๆ นั้นสร้างความหวาดกลัวให้เขาอย่างมาก ยุนโฮกอดร่างเล็กไว้แน่นก่อนถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก

เราไปทำอะไรอยู่ตรงนั้น ผละออกจากร่างเล็กก่อนจับแขนอีกฝ่ายยกขึ้น ตรวจดูรอยแผลตามร่างกายก่อนจะถอนหายใจออกมาอีกครั้ง โชคยังดีที่สวมเสื้อแขนยาวไว้

ผมออกมาตามหายูชอน สิ้นคำพูดนั้น น้ำตาที่เคยเหือดแห้งลงไปแล้วนั้นกลับร่วงหล่นลงมาอย่างห้ามไม่ได้

แล้วยูชอนอยู่ที่ไหน? ยุนโฮถามน้ำเสียงไม่คาดคั้นมากนัก อย่างน้อยก็ไม่อยากให้จุนซูต้องรู้สึกกดดันไปมากกว่านี้

ผมไม่รู้...ฮึก...อยู่ๆ ยูชอนเขาก็ออกไปจากห้อง เสื้อกันหนาวก็ไม่ใส่ ฉันก็เลยรีบตามออกมา แต่ก็ไม่เจอ...อ๊ะ...เสื้อกันหนาว.. จุนซูเล่าเรื่องราวอย่างยากลำบากด้วยเสียงสะอื้น ก่อนที่คนตัวเล็กจะสะดุ้งสุดตัวเมื่อนึกได้ว่าเขาวางเสื้อกันหนาวไว้บนม้านั่งเมื่อกี้

โฮ...ผมมันโง่ มันบ้า ฮึก...ฮึก ยูชอนเขาต้องเกลียดผมแน่เลย ร่างเล็กปล่อยโฮออกมาอย่างสุดจะกลั้น ทำไมเขาชอบทำอะไรโง่ๆ ไม่เข้าเรื่องแบบนี้อยู่เรื่อยเลยนะ ยุนโฮได้แต่กอดร่างเล็กไว้ในอ้อมแขนอย่างปลอบโยน...

ฉันว่าเราพาจุนซูไปส่งที่ห้องก่อนแล้วกันนะ เดี๋ยวให้พวกสต๊าฟช่วยกันหายูชอนแถวๆ นี้ก่อน ผู้จัดการที่นั่งอยู่เบาะหน้าข้างคนขับเสนอขึ้น ยุนโฮพยักหน้าเห็นด้วย

นั่นสิครับ ผมว่าแบบนั้นจะดีกว่า สต๊าฟทุกคนรบกวนด้วยนะครับ ยุนโฮหันกลับไปโค้งเล็กน้อยให้กับสต๊าฟทุกคนที่นั่งอยู่ข้างหลัง ก่อนจะหันกลับมาหาคนตัวเล็กเมื่อรู้สึกว่าชายเสื้อถูกดึงเบาๆ

ผมอยากไปหายูชอนด้วย...พี่ให้ผมไปด้วยนะ? จุนซูบอกพี่ชายตรงหน้า ยุนโฮเพียงแค่ส่ายหน้าเล็กน้อยแทนการปฏิเสธเท่านั้น

พี่ยุนโฮ... จุนซูเรียกยุนโฮเสียงเศร้า ยุนโฮถอนหายใจออกมา

ไม่ได้จุนซู ลองคิดดูนะถ้าเมื่อกี้พวกพี่มาไม่ทัน จุนซูจะทำยังไง ยุนโฮถามเสียงเรียบ หากแต่ยังเจือความอ่อนโยนไว้ในน้ำเสียงนั้น จุนซูเม้มปากแน่นเหมือนกับเถียงไม่ออก หยดน้ำตาใสๆ หยดลงมาจากนัยน์ตาคู่สวยอีกครั้ง ยุนโฮได้แต่กอดน้องชายไว้ในอ้อมแขนเท่านั้น

แกร่ก...เสียงเปิดประตูดังขึ้นอีกครั้งทำให้แจจุงที่นั่งมองนาฬิกาอย่างเอาเป็นเอาตายกระเด้งลุกขึ้นจากโซฟาแล้ววิ่งไปที่หน้าประตูทันที

ยุนโฮ จุนซู! แจจุงเรียกชื่อทั้งสองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า ก่อนจะเดินไปกอดร่างเล็กไว้ทันที

ไปอยู่ไหนมา รู้มั้ยทุกคนเป็นห่วงแค่ไหน...แล้วยูชอนล่ะ แจจุงคลายอ้อมกอดออกหยุดการบ่นของตัวเองไว้เมื่อไม่เห็นใครอีกคนที่น่าอยู่ที่ตรงนี้ด้วย

ยังไม่เจอ...แต่ว่าให้พวกสต๊าฟตามหาช่วยกันแล้ว เดี๋ยวก็คงเจอแล้วล่ะ ยุนโฮตอบเมื่อเห็นสีหน้าที่ดูกังวลใจของคนรัก แจจุงพยักหน้าเล็กน้อย

งั้นฉันไปนะ ยังไงถ้าเขากลับมาที่บ้านก็โทรมาบอกด้วยแล้วกันนะ ยุนโฮกำชับอีกครั้งก่อนจะเดินออกจากห้องไป แจจุงถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะหันกลับมายิ้มให้จุนซูเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจ

เพราะผม ยูชอนเขาถึงหนีออกไปแบบนั้น...เพราะผมแท้ๆ เลย... จุนซูบอกน้ำเสียงสั่นเครือ แจจุงยกมือขึ้นแตะเบาๆ บนแก้มนิ่มของคนตัวเล็ก เรือนแก้มนั้นขาวจัด นัยน์ตากลมโตมองลึกลงไปในแววตาของคนตรงหน้าราวกับต้องการจะอ่านใจคนตรงหน้า

สำหรับนายแล้ว...ยูชอน... คำถามทั้งหมดถูกกลืนหายไปกับอากาศเมื่อเสียงของแจจุงเบาลงเรื่อยๆ จนแทบไม่ได้ยิน ราวกับว่าริมฝีปากบางนั้นขยับเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

อย่ากังวลไปเลย พี่ดีใจที่นายกลับมา...ไปล้างหน้าล้างตาซะนะ แจจุงลูบบนเรือนผมนุ่มนั้นเบาๆ ก่อนพาจุนซูไปล้างหน้าล้างตาให้เรียบร้อย ก่อนบอกให้จุนซูไปนอนพัก

นอนพักเถอะ เดี๋ยวยุนโฮก็พายูชอนกลับมาแล้ว บอกคนตัวเล็กที่นั่งรออยู่ที่โซฟา หากแต่จุนซูกลับเอาแต่ส่ายหน้าไปมา เขาอยากรอยูชอนก่อน...แจจุงถอนหายใจกับความรั้นของคนตัวเล็กตรงหน้าก่อนเดินไปหยิบยาแก้ไข้มาจากในตู้ และน้ำเย็นหนึ่งแก้วกลับมาให้คนตัวเล็ก

งั้น...ก็กินยาแก้ไข้กันไว้หน่อยแล้วกันนะ จุนซูรับยามาก่อนกินเข้าไปอย่างว่าง่าย แจจุงนั่งลงข้างๆ ร่างเล็ก ก่อนมองไปที่นาฬิกาที่บอกเวลาสามทุ่ม

พี่จุนซู กลับมาแล้วเหรอฮะ? ชางมินที่เดินออกมาในชุดนอนถามร่างเล็กที่นั่งอยู่บนโซฟา จุนซูหันกลับมายิ้มให้ชางมินบางๆ เชื่อว่ายังไงแจจุงก็คงยังไม่ได้พูดเรื่องนี้กับชางมินแน่ๆ

แล้วพี่ยูชอนกับพี่ยุนโฮล่ะฮะ? ชางมินถามขึ้นเมื่อมองไปทางไหนก็ไม่เห็นสองคนนั้น ก่อนจะหันกลับมาเห็นสีหน้าไม่สู้ดีนักของทั้งจุนซูและแจจุง ชางมินถอนหายใจออกมาเบาๆ

อ่านหนังสือเสร็จแล้วเหรอ นายน่ะ? แจจุงถามเพื่อเลี่ยงการตอบคำถามเมื่อครู่ พอทานข้าวเสร็จชางมินก็เข้าห้องทำงานไปอ่านหนังสือเตรียมสอบของวันพรุ่งนี้ต่อ นี่คงเดินออกมาหาขนมปังหรือนมเข้าไปกินแก้ง่วง...ชางมินพยักหน้าเล็กน้อยก่อนลอบมองใบหน้าที่ดูเคร่งเครียดของพี่ๆ ทั้งสองคน

ถามจริงเถอะฮะ...นี่มีอะไรกันรึเปล่า? ชางมินถามน้ำเสียงเรียบ เขารู้สึกถึงความผิดปกติของพี่แจจุงตั้งแต่กลับมาถึงห้องแล้ว แล้วไหนจะพี่จุนซูที่ไม่ยอมจองโทรทัศน์เพื่อเล่นเกมอีก ทุกอย่างมันเงียบจนน่าสงสัย

พี่แจจุง พี่จุนซู...ผมโตแล้วนะฮะ ชางมินพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงน้อยใจ ทำไมทุกคนชอบเห็นว่าเขาเป็นเด็กอยู่เรื่อยเลยนะ และพอเป็นแบบนั้นก็จะไม่ยอมบอกอะไรกับเขาเวลาที่มีปัญหา ทั้งๆ ที่เขาเองก็อยากช่วยทุกคนแก้ปัญหาเหมือนกัน

ไม่ใช่แบบนั้น ชางมิน...พี่เห็นว่านายมีสอบ แจจุงบอกขึ้นด้วยความตกใจ ไม่คิดว่าชางมินจะคิดมากแบบนี้

ฮะ...ผมรู้ว่าพี่เป็นห่วงผม แต่ว่าผมก็เป็นน้องของพวกพี่นะฮะ ชางมินบอกก่อนพยายามฝืนยิ้มออกมา แจจุงเดินไปกอดน้องชายร่างสูงไว้ ก่อนจะลูบผมอีกฝ่ายอย่างอ่อนโยน ก่อนผละออก

โอเคแล้วฮะ...คราวนี้พวกพี่บอกผมได้ยังว่ามันมีอะไรกัน? ชางมินถามก่อนมองแจจุงกับจุนซูสลับกัน จุนซูเม้มริมฝีปากแน่นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจเล่า...

คือ...ยูชอนเค้า... ยังไม่ทันทีที่จะเล่าอะไรให้อีกฝ่ายฟัง เสียงเปิดประตูที่ดังขึ้นทำให้ทั้งสามคนวิ่งออกไปที่หน้าบ้านทันที

ยุนโฮ...ยูชอนล่ะ? แจจุงถามคนรักที่เดินเข้ามาในห้อง หากแต่สีหน้าเคร่งเครียดของยุนโฮนั้นแทนคำตอบได้เป็นอย่างดี

หาไม่เจอ...หาแถวนั้นจนทั่วแล้วแต่ก็ไม่เจอ ยุนโฮตอบสีหน้าเครียดก่อนนั่งลงถอดรองเท้า นี่ผู้จัดการบอกให้เขากลับมาพักก่อน กำลังให้สต๊าฟช่วยกันตามหาอยู่ ยุนโฮเดินไปที่ห้องนั่งเล่นก่อนทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาอย่างเหนื่อยล้า ก่อนจะถอนหายใจออกมา

แล้วไปบ้านพวกซูจูมารึยัง? บางทีเขาอาจจะไปที่นั่นก็ได้

ไม่มี พวกฉันไปมาหมดแล้ว แต่ยูชอนไม่ได้ไปหาใครเลย ยุนโฮว่าเครียดๆ มือเรียวยกขึ้นนวดขมับเบาๆ พวกเขาไปทุกทีที่คิดว่ายูชอนน่าจะไป แต่ก็ไม่เจอ

แจ้งความ ฉันว่าเราแจ้งความดีกว่า แจจุงเอ่ยอย่างร้อนรนก่อนเดินไปหยิบโทรศัพท์มา แต่โดนยุนโฮแย่งโทรศัพท์ไปจากมือ

ใจเย็นสิ แจจุง

ใจเย็น? นายจะให้ฉันใจเย็นได้ยังไง เพื่อนหายไปทั้งคนนะ แจจุงเอื้อมมือจะแย่งโทรศัพท์จากมือยุนโฮ แต่ยุนโฮยืดสุดแขน แจจุงได้แต่เขย่งตามแต่ก็ไม่ถึง มือเล็กๆ ทุบลงบนอกคนรักแรงๆ

พี่แจจุงใจเย็นเถอะฮะ ถ้าจะแจ้งคนหายยังไงก็ต้องรอให้ครบ 24 ชั่วโมงก่อนอยู่ดี ชางมินพูดขึ้น แจจุงหันกลับไปมองน้องเล็ก

แล้วเราจะรอเหรอ?! รอโดยที่ไม่ทำอะไรเลยเนี่ยนะ? ยูชอนหายไปตั้งแต่บ่าย นี่ก็จะสามทุ่มอยู่แล้วด้วย เงินสักแดงเขาก็ไม่มี!?! แจจุงพูดเสียงดัง น้ำตาคลอตา รู้สึกกังวลไปหมด ยูชอนไม่ใช่เขาหรือยุนโฮที่เอาตัวรอดในสถานการณ์ต่างๆ ได้

แจจุง ใจเย็นได้มั้ย ตอนนี้พวกสต๊าฟก็กำลังตามหาอยู่ เราต้องรอเข้าใจมั้ย?! ยุนโฮบอกเสียงดังเพื่อเรียกสติคนรักที่กำลังขวัญเสีย ใบหน้าหวานสวยนั้นดูคล้ายกับกำลังจะร้องไห้ ยุนโฮดึงแจจุงมากอดไว้ในอ้อมแขนแน่น แจจุงปล่อยโฮออกมาอย่างสุดจะกลั้นไว้...

พี่จุนซูจะไปไหนน่ะฮะ ชางมินร้องเรียกคนตัวเล็กที่ถือเสื้อกันหนาวอีกตัวไว้ในมือ ก่อนวิ่งไปดึงแขนเล็กๆ นั้นไว้ได้ทันก่อนที่อีกฝ่ายจะออกจากห้องไป

ฉันจะออกไปหายูชอน เขาหนีออกไปแบบนี้ก็เพราะฉัน ฉันไม่มีทางรอเฉยๆ เด็ดขาด! คนตัวเล็กบอก ก่อนพยายามยื้อแขนของตัวเองออกจากมือแข็งแรงของชางมิน

นายจะออกไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น นายไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาอยู่ที่ไหน!? ยุนโฮที่พาแจจุงไปนั่งสงบสติอารมณ์ที่โซฟาเดินมาเตือนสติ แค่สถานการณ์ตอนนี้ก็เครียดพออยู่แล้ว เขาไม่อยากให้ทุกอย่างมันแย่ลงไปอีก บางทียูชอนอาจจะกำลังกลับมาก็ได้

ปล่อยฉันสิ ชางมิน ปล่อย! มือเล็กๆ หลุดออกจากมือเรียวยาวของเด็กหนุ่มอย่างง่ายดาย เมื่อชางมินผ่อนแรงบีบลง

ผมคิดว่าผมรู้ว่าพี่ยูชอนอยู่ที่ไหน คำพูดของชางมินทำให้สถานการณ์และบรรยากาศทุกอย่างเปลี่ยนไป ทั้งสามคนหันขวับไปมองน้องเล็กที่ยืนอยู่ก่อนจะถามออกมาพร้อมกัน

อะไรนะ?

ผมบอกว่าผมคิดว่าผมรู้ว่าพี่ยูชอนอยู่ที่ไหน ชางมินทวนคำพูดของตัวเองช้าๆ ชัดๆ ถึงจะพูดแบบนั้นแต่เขาก็ไม่ค่อยมั่นใจมากนัก แต่ว่าถ้าเป็นอย่างที่พี่จุนซูพูด ถ้าพี่ยูชอนออกไปเพราะพี่จุนซู มีแค่ที่เดียวเท่านั้นที่น่าจะเป็นไปได้ และคงเป็นที่ที่ทุกคนคิดไม่ถึง

ที่ไหน บอกพี่มา?

เอ่อ...พี่ยูชอนคงไม่อยากให้ผมบอก ผมสัญญากับพี่เขาไว้แล้วว่าจะไม่บอกใคร ชางมินรีบบอกต่อเมื่อเห็นสีหน้าดุๆ ของพี่ๆ ทั้งสามคน ทำไมต้องเป็นผมที่รู้เรื่องอยู่คนเดียวด้วยเนี่ย...

เอางี้ นายไม่บอก แต่นายพาพี่ไป...โอเคมั้ย? ยุนโฮถาม ชางมินเงียบไปก่อนพยักหน้าเล็กน้อย เพราะมันคงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้ โดยมีเงื่อนไขว่าจะมีแค่เขากับยุนโฮเท่านั้นที่ไปหายูชอนที่นั่น ส่วนแจจุงและจุนซูนั้นให้อยู่รอยูชอนกลับมาที่บ้าน

ต้องเป็นที่นั่นแน่ๆ ...สถานที่ของความทรงจำ...

TBC

izzei's talk

มาแล้ว มากับ I knew But I (Renovation) คล้ายๆ กับ Repackaged ของ TVXQ ล่ะครับ ทำไมต้องแบ่งเป็น 3 ตอนด้วย เพราะว่า มันยาวมากๆ เสมือนว่าเป็นฟิคยาวเรื่องนึงเลยทีเดียว

อย่างที่ทราบดีว่า I knew But I นั้น ได้แบ่งเป็น 2 ตอนใหญ่ๆ คือ I knew... และ ...But I ซึ่งที่ลงในที่นี้เป็นเศษเสี้ยวแห่งโศกนาฏกรรมแห่งความรัก (รึเปล่า) พูดให้มันดูดีไปงั้นล่ะครับ แต่ขอย้ำอีกทีว่า มันยาวมากๆ

ช่วงนี้ izzei และ Misaki ติดงานที่คณะ จึงไม่ค่อยได้มาอัพเดทอะไรมากมาย แต่ทว่าไม่ได้ทิ้งไป หรือเลิกหรอกครับ ยังแวะเวียนมาดูคอมเมนท์อยู่เป็นอาจินต์ เอาเป็นว่า มีข่าวคืบหน้าอะไรจะนำมารายงานเป็นระยะๆ สำหรับวันนี้...สวัสดีครับ

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
Captcha: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
หุหุ I knew,But I เวอร์ชั่นใหม่ 3 ตอน สงสัยคงเรียก SF ไม่ได้แล้วล่ะค่ะ 55++ เป็นกำลังใจให้ทั้งน้องมิซากิและน้องอิซนะคะ สู้ ๆ ค่า
#1  by  youfang (203.130.159.4 /203.156.32.38) At 2007-07-04 08:53, 
เวอร์ชั่นใหม่

ไฉไลกว่าเก่า

กีซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซซ

มาอัพต่อเร็วๆนะคะ จะรออ่านอย่างใจจดใจจ่อเลย

เป็นกำลังใจให้นะคะ ^^
#2  by  ayaki-o (125.25.88.59) At 2007-07-04 23:31, 
มี Renovate ด้วยหรอคะ อิอิ
ก้อดูมีชีวิตชีวาขึ้นจริงๆแหละ
แต่ตอนพนันกระปุกหมูนี่ดูจะตลกไปหน่อยนะคะ หุหุ
หมดมาดหัวหน้าวงเลยอ่ะ ยุนเนี่ย เล่นอะไรไม่เข้าท่า 55+

ปล.เพิ่งรู้ว่าใส่คอนแทคกันหมดยกเว้นยุนนะเนี่ย
#3  by  " Sorbet (124.121.211.249) At 2007-07-05 21:42, 
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด นี่ฤาI Knewเวอร์ใหม่ของพี่อิซ ><
อ่านแล้วโฮกฮากมากมาย
แต่ไม่ใช่ยูซู กร๊ากกกกกกกกกกกกกกกก
คู่หลักมันเป็นยูซูแต่ตรูดันโฮกกับยุนแจ 5555
ก็แหมยุนแจในนี้มันออกแนวพ่อ-แม่-ลูกเลยนิ >.<
ครอบครัวสุขสันต์ ชอบบบบบบบบบบ

พี่มิซากิกับพี่อิซก็สู้ๆเน้อ ลูกนัท เป็นกำลังใจให้ กร๊ากกกกกกกกกกก
#4  by  TanatOs At 2007-07-05 22:13, 
พี่ศุภมาแวะเวียนอีกแล้ว วันนี้ไม่ได้อ่านระหว่างงานเลยมีเวลามาเมนท์
I knew But I (Renovation) ฉบับนี้มันช่างสุดยอด!!!
คืออ่านแล้วรู้นะว่าเป็น I Knew But I แต่ว่ามันสดใสมาก แบบเคลียร์สดใสสุดๆ ไม่รู้จะบอกยังไงดี แต่เชื่อว่าใครอ่านก็ต้องรูปสึกเหมือนกันแน่ๆเลยล่ะว่ามัน "ดีขึ้น" ไม่ใช่อันเก่าไม่ดีนะ แต่แบบอันใหม่มันดีมากๆ

รู้สึกได้ว่าการเขียนฟิคเรื่องนี้ของน้องในรอบนี้เน้นความเป็นดงบังชินกิมากขึ้นรึเปล่า? จะใช่ไม่ใช่พี่ก็ชอบมากมายค่ะ ฮุฮุ
ชอบความรักของพวกเขา เหมือนกับกำลังอ่านเรื่องจริงอยู่เลยล่ะ!!
แต่รู้สึกตอนนี้มันยุนแจยังไงๆน้า...คู่ไหนก็รักทั้งนั้นคะ พี่คนหลายใจ

พอรอบนี้ดีขึ้นในส่วนนี้ที่แสนสดใส พี่ก็เลยรู้สึกกลัวว่าตอนหลังนั้น ช่วงที่มันเศร้าๆพี่จะได้ลงไปแดดิ้นตายที่พื้นเป็นแน่แท้ น้องมิซากิถนัดอยู่แล้วนี่ เรื่องเรียกน้ำตา น้ำหมาก น้ำลายคนอ่านเนี่ย เชื่อมือน้องค่ะ!! ยอมให้น้องฆ่าอยู่แล้ว ~__~

ยังไงก็จะรอคอยตอนต่อไปอย่างใจจดใจจ่อนะคะ

เป็นกำลังใจให้น้องHanulzora ที่แสนน่ารักทุกๆคนนะคะ

พี่ศุภ
#5  by  SupeRNaturaL At 2007-07-05 22:41, 
อ๋ายยย เวอร์ชั่นนี้ละเอียดสุดๆ สุดยอดคะ
อ่านแล้วก็ยังได้ใจเหมือนเดิม
อ่านแล้วก็ยังคงความเศร้าของปาร์คเหมือนเดิม T^T
อยากอ่านตอนต่อไปเร็วๆยัง
อยากอ่าน But I ด้วยอะ >////<
#6  by  kook (58.8.58.83) At 2007-07-07 00:38, 
พี่มิซากิก็นะ.. เก่งเกินไปแล้ว
ตรึงอารมณ์กันซะอยู่หมัด...

ชอบนะ ทั้ง คู่เอก คู่รองแล้วก็น้องเล็ก... ดีฮะ ดีมากๆเลย

ว่าแต่ว่า short fic เนี่ย ยาวจังเนอะ...555+

เป็นกำลังใจให้นะครับ ทั้ง พี่ Misaki และ Izzei อย่าโหมงานมากนะ เดี๋ยวสุขภาพจะแย่เอา แฟน ๆ เป็นห่วงแย่เลยนะครับ
สู้ๆ

ปล. ชอบจัง ยุนโฮเป็นพ่อเนี่ย
#7  by  faku haku (124.120.182.129) At 2007-07-07 04:42, 
โฮกฮากมากมาย

อ่านแล้วยังสงสารปาร์คมากมาย

เศร้าได้อีกเช่นเดิม ชอบฟิคที่คุณมิซากิ แต่งมากๆๆ ตรึงอารมณ์คนอ่านได้มากมาย อินไปตามเนื้อเรื่องเลย ชื่นชมจริงๆๆ

และยังแต่งSF ได้ยาวได้ใจคนอ่าน ขอคาราวะค่า

มาต่อตอนต่อไปเร็วๆๆน้าจ้า

จะคอยติดตามให้กะลังใจจ้า


#8  by  Griffindoor (124.120.172.114) At 2007-07-08 22:49, 
เปิดเข้ามาเจอ I knew But I รีเวอร์ชั่น...รีบอ่านเลยค่ะ
ชอบเรื่องนี้มากเลยค่ะ...ไม่ว่าจะเป็นสำนวน เนื้อเรื่อง ทุกอย่าง
ชอบมากกกกกกกกก....ขนาดเคยอ่านไปแล้ว ยังต้องอ่านใหม่อีกรอบ
เพราะเนื่องจากการแต่งที่พลิ้วไหวสวยงามแล้ว เรายังชอบคู่ยูซูอีกด้วยค่ะ
อยากให้แต่งเป็นฟิคยาวเลยค่ะ...แต่ว่ารีเวอร์ชั่นนี้แบ่งเป็น 3 ตอน
แปลว่าอาจจะมีรายละเอียดเพิ่มมากขึ้นจากครั้งก่อนรึปล่าวค่ะ...แอบเดาไว้ก่อน...อิอิ

เป็นกำลังใจให้นะคะ...สู้...สู้...
แล้วมาอัพต่อเร็วๆนะคะ
#9  by  jkbk (61.19.227.2) At 2007-07-11 09:35, 
อยากได้ๆๆๆๆ

ทำไมอ่านกี่รอบกี่รอบก็เศร้ามากมายขนาดนี้

สงสารคู่นี้จัง
#10  by  [ 시기,,I'm cassiopeia ★ ] At 2007-07-12 12:38, 
สนุกอ่า
แรกแอบฮา ยุนแจจจ ฮามกามาย
แต่ว่ามันศ้ราอ่า สงสารมิกมากมาย แระตกลงโลมาเป้นแฟนกะฮยอกหรือ?นี่

เป้นกำลังค้า มาอัพไวๆน้า
#11  by  '* YUNJAE *' At 2007-08-13 10:22, 
ชอบมากกกกกกกกกกกกกเลยค่า

ชอบมากถึงมากที่สุด

แรงบันดาลใจให้เค้าแต่งฟิคเลยนะนี่เรื่องนี้

ขอบคุณมากๆๆเลยค่า
#12  by  pawaE (58.8.159.89) At 2007-09-21 14:30, 
สนุกมากเลยยยยยยย
ทำไมไม่รู้ใจคนอื่นเขาบ้างนะจุนซูน้อย
มคนย้อยใจแล้ว
ชอบมากเลย
รุ้สึกว่าสงสารมิค
เพราะมิคกำลังรอเซียอยู่แต่เซีย ดันไปกับฮยอก
#13  by  กดกด (124.120.71.92) At 2007-10-01 00:00, 
ว้าวววว~~
เลิศไปเลยค่ะ
อิอิ>o<
สู้ๆสู้ตายค่ะ
#14  by  ลูกตาล (124.157.154.183) At 2008-02-26 20:51, 
อิอิ
อ่านๆๆๆ
สงสารมิกอ่ะ
นุ้งเซีย
ใจร้ายอ่ะ
จำสัญญาไม่ได้อ่ะ
#15  by  zebracat At 2008-04-12 22:20, 

<< Home


HanulZora
View full profile