No MoreYour Love
ไม่มีอีกแล้ว

Pairing : Yunho*Jaejoong
Rate : PG-13
Genre : Song Fic / Angst
Status : Short Fic [Finished]
Summary : ไม่มีอีกแล้ว...ความรักของเธอ...ที่เป็นของฉัน...
Authors Note : ก่อนอื่นคงต้องบอกสุขสันต์วันเกิดลูกสาวที่รักนักวาดรูปมือฉมังของบริษัทนะคะ ช้าไปแค่ 5-6 วันเองเนาะ ของขวัญวันเกิดชิ้นนี้อาจจะไม่ได้อยากได้เท่าไรหรอกนะ แต่จะให้ ฮ่าๆๆ (หัวเราะฝืด) แล้วก็คงต้องขอบคุณกุ๊กไก่เพื่อนสุดที่รัก ที่เอาเพลง นอนกับความเหงา ของ คุณโรส มาให้ฟัง เพราะแค่ฟังครั้งแรกอารมณ์ก็หมองลงอย่างเห็นได้ชัดจนได้ออกมาเป็นฟิคที่หมองๆ หม่นๆ แบบนี้ล่ะเจ้าค่ะ หลายคนอ่านจนจบแล้วอาจจะยังคิดว่า อะไรของมันเนี่ย? ก็ได้นะเจ้าคะ...แหะๆ ก็มันเป็นฟิคที่เขียนมาจากอารมณ์เหงาๆ นี่คะ เนื้อเรื่องก็เลยอาจจะไม่มีอะไรมากนอกจาก ความเหงา เท่านั้น...เป็นการเขียนที่เปลี่ยนสไตล์ไปเลยว่ามั้ยคะ? (เศร้าเหมือนเดิมน่ะล่ะ!! ไม่เห็นจะเปลี่ยนตรงไหนเลย) เอ่อ มันก็จริงค่ะที่ว่าเศร้าเหมือนเดิม...แต่ว่าสำหรับมิซากิฟิคเรื่องนี้เหมือนการเขียนฟิคเรื่องแรกจริงๆ นะ ฮ่าๆๆ เหมือนเริ่มต้นใหม่หลังจากคลื่นความเลวร้ายถาโถมมามาก...ต้องขอบคุณคอมเมนท์และกำลังใจของทุกๆ คนนะคะ ขอบคุณสำหรับเมลล์ด้วยนะคะ รู้สึกดีมากจริงๆ ^^ งั้นก็ขอมอบฟิคเรื่องนี้ให้แทนคำขอบคุณแล้วกันนะคะ เป็นคำขอบคุณที่เปี่ยมไปด้วยน้ำตาจริงๆ (หัวเราะ) แล้วพบกันใหม่นะคะ รักทุกคนนะคะ
มิซากิ

เป็นหนึ่งคืนที่เหงาจับใจเป็นหนึ่งคืนที่ใจว่างเปล่าไม่มีเงาเธอแล้ว
เมืองหลวงยามค่ำคืนนั้นส่องสว่างด้วยแสงไฟจากตึกสูง หากไม่ใช่คืนนี้ภาพตรงหน้าคงเป็นความงามยามค่ำคืนที่เฝ้ารอ ห้องพักกว้างชั้นบนสุดของแมนชั่นหรูกลางใจเมืองนั้นเงียบสงัด ไม่มีแม้แต่เสียงนาฬิกาที่เคยเดินไปข้างหน้าอย่างเป็นจังหวะเมื่อเข็มนาฬิกานั้นหยุดนิ่งไม่ขยับ มือเรียวเล็กแตะลงบนกระจกใสเบื้องหน้า ความเย็นจากภายนอกแล่นริ้วผ่านปลายนิ้วชำแรกลึกรวดเร็วสู่หัวใจที่แสนเดียวดายและอ่อนล้า
ยุนโฮ... เพียงที่ชื่อของใครคนนึงหลุดพ้นจากริมฝีปากที่ขยับเพียงเล็กน้อย ภาพตรงหน้าก็พร่าเลือนลงไปด้วยหยดน้ำอุ่นใสที่เอ่อคลอขึ้นมาราวกับจะร่วงหล่น หากแต่แก้มเนียนใสนั้นกลับแห้งผากปราศจากหยดน้ำตาใดๆ ความเจ็บปวดที่มากมายเกินจะกลั่นออกมาเป็นหยดน้ำตาเป็นดังสายลมโหมกระหน่ำบาดผิวจนต้องยกสองแขนขึ้นกอดตัวเองไว้แน่นหากแต่รอบกายนั้นยังคงหนาวเหน็บเสียจนไหล่บางนั้นสั่นไหว...ร่างบางพิงตัวเองลงกับผิวกระจกเย็นจัดก่อนสองขาจะพาร่างบอบบางทรุดลงนั่งอย่างไร้เรี่ยวแรง มือเล็กเอื้อมไปตรงหน้าไขว่คว้าความว่างเปล่า ริมฝีปากอิ่มแดงสั่นระริกราวกับต้องการเอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดๆ หากแต่เสียงที่ออกมานั้นกลับเป็นเพียงลมแผ่วเบา
กลับมา...กลับมาเสียทีเถอะ...ยุนโฮ...
เสียงของผมเบาไปใช่มั้ย...คุณถึงไม่ได้ยินมัน

เพล้ง!! แก้วไวน์ทรงสูงร่วงหล่นลงบนพื้นไม้ปาร์เก้ก่อนจะแตกเป็นเสี่ยงๆ เศษแก้วใสกระจายอยู่บนไวน์สีแดงสด งดงามราวกับอัญมณีสีเลือด หยดน้ำตาร่วงหล่นลงบนเรือนแก้มขาวจัด ริมฝีปากอิ่มเม้มแน่นจนเป็นเส้นตรง ไหล่บางสั่นสะท้านด้วยแรงสะอื้น นัยน์ตาสีรัตติกาลมองภาพชายหนุ่มร่างสูงที่นั่งเก็บเศษแก้วบนพื้นตรงหน้าผ่านม่านน้ำตาที่วูบไหว
แจจุง เศษแก้วเต็มเลยอย่าเพิ่งเดินนะ อยู่นิ่งๆ ก่อน ร่างสูงบอกก่อนวิ่งไปเอาที่ตักขยะและผ้าขนหนูผืนใหญ่มากอบเอาเศษแก้วและเช็ดไวน์สีแดงบนพื้นจนสะอาดเหมือนเก่า แจจุงเดินตามแรงพยุงของคนรักมานั่งที่โซฟาโดยปราศจากคำพูดใดๆ มีเพียงหยดน้ำตาและเสียงสะอื้นแผ่วเบาเท่านั้นที่ยังคงดังอยู่ หากแต่อีกฝ่ายก็ทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ร่างสูงเอื้อมมือไปประคองเท้าเล็กขึ้นมาวางไว้บนหน้าขาของตัวเอง
ค่อยยังชั่วนะ ที่ไม่มีแผล ผมเป็นห่วงแทบแย่ พูดไปยิ้มไปทั้งๆ ที่คนตรงหน้ากำลังร้องไห้ แจจุงมองรอยยิ้มที่แสนอ่อนโยนบนใบหน้าของคนรักนิ่ง ก่อนสองมือเรียวเล็กจะยกขึ้นปิดใบหน้าหวานไว้ ร่างบางปล่อยโฮออกมาอย่างสุดจะทนไหว ลมหายใจติดขัดและขาดห้วงด้วยแรงสะอื้น
อย่าทำแบบนี้...ฮึก...อีกเลย ยุนโฮ...ฮึก...อย่าทำอีกเลย... เอ่ยขอร้องผ่านความเจ็บปวดที่มากล้นในใจ ไหล่เล็กๆ ที่สั่นไหวนั้นบอบบางเกินกว่าจะแบกรับความเจ็บปวดไว้ได้ไหว เสียงร่ำไห้อ่อนระโหยราวกับจะขาดใจ มีเพียงคำขอร้องที่ขาดห้วงและสั่นเครือจนจับใจความไม่ได้
ไม่เอาน่า อย่าร้องสิ...ถ้าแจจุงร้องไห้แล้วผมจะไปได้ยังไง? ยุนโฮเอื้อมมือไปตรงหน้าก่อนดึงร่างบอบบางมากอดไว้ในอ้อมแขน กดปลายจมูกลงบนเรือนผมนุ่มอย่างแผ่วเบาอย่างแสนรัก แจจุงกัดริมฝีปากตัวเองแน่นเมื่อริมฝีปากอุ่นสัมผัสเบาๆ บนหน้าผากเนียน ทั้งๆ ที่อยากจะขืนตัวออกจากอ้อมแขนของคนตรงหน้า หากแต่สิ่งที่ทำอยู่คือการเบียดกายเข้าหาแผ่นอกแกร่งแน่นแนบ ราวกับจะซึมซับความอบอุ่นใดๆ ของคนรักที่กำลังจะจากไป
อย่าทิ้งผมไป ยุนโฮ...อย่าทิ้งผมไปเลยนะ แขนเล็กโอบรัดสองมือเล็กเหนี่ยวรั้งอีกฝ่ายเอาไว้ น้ำเสียงหวานพร่ำขอร้อง ได้ยินเพียงเสียงเอ่ยคำปลอบประโลมที่แสนอ่อนโยนและโหดร้าย เมื่ออีกฝ่ายยังคงเลือกที่จะเดินจากไป ยุนโฮดันไหล่แจจุงออกช้าๆ ก่อนเกลี่ยปลายนิ้วไล้เช็ดหยดน้ำตาบนใบหน้าหวานสวยอย่างแผ่วเบา
เลิกกันตอนนี้ ยังเป็นเพื่อนกันได้นะ แจจุง... ปลายนิ้วโป้งอุ่นจัดไล้บนแก้มเนียนครั้งแล้วครั้งเล่าเมื่อหยดน้ำตาบนใบหน้านั้นไม่จางหายไปเสียที แจจุงมองลึกลงไปในนัยน์ตาสีเข้มของคนรัก สิ่งที่เห็นกลับมีเพียงใบหน้าของใครคนนึงที่เอาแต่ร้องไห้เพื่อกอดเก็บและเหนี่ยวรั้งความรักที่กำลังจะหลุดลอยไปอย่างน่าสมเพช...ภาพของตัวเขาเอง...
เพราะผมมาทีหลังเขาใช่มั้ย? ถามน้ำเสียงเครือเจือด้วยความเจ็บปวด รอยยิ้มบางๆ ของคนรักที่เคยคิดว่าอ่อนโยนและปลอบโยนความเดียวดายกลับทำให้รู้สึกราวกับว่าร่างกายนี้กำลังดิ่งลึกลงไปในห้วงเหวที่ไร้ก้นบึ้ง...ว่างเปล่าราวกับไม่เหลือสิ่งใดๆ ...เพราะกำลังจะสูญเสียความรักนี้ไปอย่างไม่มีทางเลือกใดๆ ไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงจะเหนี่ยวรั้งอีกฝ่ายไว้ ทำได้แค่มองภาพแผ่นหลังที่กำลังห่างออกไปอย่างช้าๆ...
เพราะอะไร? ถามผ่านลำคอที่เจ็บร้าว เมื่อร่างสูงเพียงแค่ส่ายหน้าเล็กน้อยเท่านั้น มือเล็กๆ บีบแขนของอีกฝ่ายไว้แน่นราวกับจะไม่ยอมปล่อย หากไม่ได้ยินคำตอบใดๆ จากคนตรงหน้า ยุนโฮเงยหน้าขึ้นสบตากับแจจุงนิ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาคล้ายกับเหนื่อยใจ แววตารั้นไม่ต่างจากเมื่อก่อนนั้นทำให้ร่างสูงอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา แม้จะเป็นรอยยิ้มที่ดูอ่อนล้าหรือเหนื่อยหน่าย หากแต่มันยังคงทำให้ใบหน้าคมคายนี้ยิ่งฝังลึกลงไปในใจ
เพราะผมรักเขา แจจุง...ผมรักเขา...
.
.
แจจุงลืมตาโพลงท่ามกลางความมืด ลมหายใจหอบกระชั้น เหงื่อผุดซึมบนใบหน้าจนชื้นไปหมดทั้งๆ ที่ไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศนั้นทำให้ทั้งห้องเย็นจัด ร่างบางยันตัวเองลุกขึ้นนั่งด้วยสองแขนที่อ่อนแรง ฝันร้ายที่ยังคงหลอกหลอนทุกค่ำคืนนั้นยังคงเสมือนจริงราวกับสัมผัสได้ ทั้งๆ ที่เป็นฝันร้าย แต่ก็ยังเลือกที่จะไม่ลืมตาตื่นขึ้นมาซ้ำยังยินดีให้ความฝันที่ซ้อนทับภาพอดีตทำร้ายจนแหลกสลาย
ร่างบางมองไปข้างกายหมอนใบเดิมยังคงวางอยู่ พื้นที่ข้างกายที่มีไว้สำหรับใครอีกคนกลับว่างเปล่า สองขาชันขึ้นแนบอกใบหน้าหวานสวยเอนซบลงบนเข่าของตัวเอง มือเรียวลูบอย่างแผ่วเบาบนเนื้อที่ข้างกาย ทอดสายตามองผ้าปูเตียงสีเข้มสะท้อนกับแสงไฟจากโคมไฟที่หัวเตียง ทั้งๆ ที่ที่ตรงนี้เคยอุ่นอยู่เสมอ...
เขยิบหน่อยสิ ยุนโฮ เตียงตั้งกว้าง!
ไม่เอาอ่ะ หนาวจะตาย กอดกันนี่ล่ะ อบอุ่นดีออก มาๆๆ
เตียงห้าฟุตที่เคยนอนอยู่ทุกวันกลับดูกว้างและเวิ้งว้างว่างเปล่า ภาพแขวนบนผนังที่ไปเลือกด้วยกันนั้นยังคงดูเด่นบนผนังสีขาวอย่างทุกวัน หากแต่ความหมายของภาพกลับถูกลืมเลือนไป คิ้วเรียวได้รูปขมวดมุ่นเมื่อพยายามจะคิดความหมายและเหตุผลที่ทำให้ซื้อภาพนามธรรมนี้มา แต่ไม่ว่าจะคิดเท่าไรก็คิดไม่ออกเสียที ทั้งผ้าม่านสีขาวบางเบาที่บดบังภาพวิวยามค่ำคืนภายนอกไว้นั้นก็ราวกับว่าไม่เคยเห็นมาก่อน...ทุกอย่างในห้องนี้ ทุกกลิ่นไอและความทรงจำล้วนแล้วแต่เป็นของ คิม แจจุง และ จอง ยุนโฮทุกอย่างเป็นของความรักนั้น ไม่ใช่ของเขา...
ร่างบอบบางเอนตัวลงนอนบนที่นอนอีกครั้ง ซุกใบหน้าลงกับที่นอนนุ่มราวกับจะซึมซับไออุ่นใดๆ ที่อาจจะยังหลงเหลืออยู่ หากแต่สิ่งที่สัมผัสได้กลับมีเพียงความเย็นเยือกของผืนผ้าที่ดูดซับเอาไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศ แจจุงขดตัวนอนงอราวกับเด็กเล็ก เปลือกตาบางปิดลงอย่างช้าๆ ขับหยดน้ำอุ่นใสให้รินไหลผ่านแพขนตายาวสวย...ชั่ววินาทีนึงที่อยากจะเชื่อว่าหยดน้ำตาที่รินไหลลงมาอาจจะกลายเป็นหยดน้ำแข็งได้...เมื่อคืนนี้หนาวเหลือเกิน...
ผ้าที่เคยห่ม หมอนที่เคยหนุน ของที่เคยคุ้นตาก็ไม่เหมือนเก่าเพราะมีคำว่าเหงา เข้ามานอนแทนที่เธอ
และมันไม่คุ้นที่เธอหายไป

ไม่มีอีกแล้วไม่มีไม่มีเธออีกแล้วข้างกาย
ไม่มีใครให้บอกรักให้ฉันพักใจต้องกอดความเดียวดายไปทุกคืน
แสงไฟสลัวสลับกับแสงสีจากไลท์บอลลูกใหญ่ที่แขวนลงมาจากเพดาน เสียงเพลงดังจังหวะหนักและบีทเร็วๆ บรรยากาศเร่าร้อนทั้งหญิงชายที่เต้นอยู่บนฟลอร์กว้าง และฤทธิ์ของแอลกอฮอล์สีสันสดใสในแก้วทรงสวยที่อยู่ในมือกำลังทำให้ค่ำคืนนี้ยาวนานกว่าที่เคย ทั้งๆ ที่ล่วงเข้าสู่วันใหม่แล้วแต่ทุกคนที่นี่กลับไม่มีสีหน้าง่วงงุนใดๆ ซ้ำยังกำลังสนุกสนานกับบทสนทนาระหว่างเพื่อนสมัยเรียนที่ไม่ได้เจอกันมานาน วันนี้เป็นวันรวมกลุ่มของเพื่อนสนิทสมัยเรียนมหาวิทยาลัย โต๊ะตัวเตี้ยถูกวางติดกันเป็นแนวยาวสำหรับงานสังสรรค์เล็กๆ นี้
แจจุงนั่งเงียบมองภาพรอยยิ้มที่ดูมีความสุขของเพื่อนๆ บางครั้งก็แสร้งหัวเราะตามไปด้วย ทั้งๆ ที่บทสนทนานั้นฟังดูคล้ายกับเสียงจากวิทยุที่ไม่มีคลื่น ร่างบางเอนหลังลงกับพนักพิง มือเรียวเล็กยกแก้วคอกเทลรสหวานขึ้นจิบ ได้แต่หวังว่าฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่มีอยู่น้อยนิดในของเหลวสีสดนี้จะทำให้ตัวเองนั้นมีความสุขไปกับบทสนทนาพวกนี้ได้บ้าง หากแต่เสียงที่ยังได้ยินชัดในทุกห้วงความรู้สึกกลับเป็นเสียงของใครบางคนที่เค้ากำลังพยายามจะลบให้มันหายไป ในทุกๆ วินาทีที่พยายามจะลืมไปกลับไม่ต่างอะไรกับการตอกย้ำให้จดจำ
.
.
เมื่อไม่มีความรักใดๆ หลงเหลือให้ สิ่งสุดท้ายที่ทำได้ก็คงมีเพียงแค่ยิ้มและบอกลากัน ไม่เหนี่ยวรั้งอีกฝ่ายไว้...แบบนั้นใช่มั้ยที่ตัวเค้าต้องทำ...แจจุงเฝ้าทบทวนคิดถามตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่าหากแต่ก็ยังไม่มีคำตอบใดๆ ร่างบางนั่งกอดเข่าอยู่บนเตียงมองภาพคนรักที่กำลังเอาเสื้อผ้าที่แขวนจากในตู้ออกมาพับใส่ลงกระเป๋าเดินทางใบย่อมที่นอนอยู่บนเตียง
อันนั้นของผม แจจุงเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่ายุนโฮกำลังจะหยิบเอาเสื้อยืดสีน้ำตาลที่พับวางอยู่ใส่กระเป๋าลงไปด้วย ชายหนุ่มร่างสูงชะงักเล็กน้อย ก่อนเงยหน้าขึ้นมายิ้มแหยๆ ให้เจ้าของแววตาวาววับและใบหน้าหวานสวยนั้น
ขอโทษที เห็นตัวมันใหญ่ผมก็เลยคิดว่าเป็นของตัวเอง แล้วผมใส่มาตลอดเลยนะเนี่ย พูดไปพลางคลี่เสื้อในมือออกดู พลิกกลับไปกลับมาราวกับจะจดจำทุกถ้อยคำในบทกลอนภาษาอังกฤษที่เพนท์อยู่บนเสื้อ ไม่ต่างไปจากเจ้าของเรือนผมสีดำสนิทที่กำลังมองใบหน้าคมคายของคนรักนิ่งราวกับจะจดจำทุกสีหน้าของคนที่กำลังจะจากไป
ถ้ายุนโฮชอบ...เอาไปก็ได้นะ บอกอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงเรียบก่อนจะพยายามฝืนยิ้มออกมาเล็กน้อยเมื่อยุนโฮหันกลับมามอง ไม่รู้ว่ารอยยิ้มนี้จะน่ามองเหมือนเก่ามั้ย รู้เพียงรสชาติน้ำตาที่ขมปร่ากำลังไหลล้นอยู่ภายในใจ หวาดกลัวจนแทบจะร้องไห้ออกมาเมื่อต้องคิดถึงวันพรุ่งนี้ที่จะไม่มีคนคนนี้อยู่เคียงข้าง
ไม่เป็นไรหรอก มันเป็นของของแจจุงนี่นา ร่างสูงบอกก่อนจะพับเสื้อยืดตัวนั้นให้เรียบร้อยเหมือนเดิมแล้วเดินเอาไปวางไว้ในตู้เสื้อผ้า ตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ที่ดูโล่งไปมากเมื่อเสื้อผ้าอีกครึ่งหนึ่งหายไปอยู่ในกระเป๋าเดินทางใบนั้น ปราศจากคำพูดใดๆ แจจุงทำได้เพียงแต่มองภาพคนที่รักจนหมดใจเก็บข้าวของทีละชิ้น ทีละชิ้นราวกับนั่งดูภาพยนตร์แสนเศร้าสักเรื่อง หากแต่เขาไม่สามารถแม้แต่จะเปลี่ยนเรื่องหรือลุกออกจากโรงหนัง...เขาหนีไปจากสิ่งนี้ไม่ได้...เพราะนี่คือความจริงที่ต้องยอมรับอย่างไม่มีทางเลือกใดๆ
ยุนโฮ....
ครับ? ร่างสูงละสายตาออกจากชั้นหนังสือหันกลับไปหาเจ้าของเสียงหวานนั้นก่อนเลิกคิ้วขึ้นนิดๆ แทนคำถามอย่างทุกครั้ง แจจุงนิ่งเงียบไปไม่ได้พูดอะไรออกมาทั้งๆ ที่ในใจนั้นมีคำพูดมากมายที่อยากจะบอกอยากจะถาม หากแต่ทุกอย่างก็กลับกลายเป็นขาวสว่างและมืดดับลงในเวลาต่อมา สุดท้ายแล้วร่างบางก็เพียงแค่ส่ายหน้าเล็กน้อยเท่านั้น ยุนโฮทำหน้าสงสัยอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันกลับไปหยิบเอาหนังสือของตัวเองจากบนชั้นออกมาวางข้างๆ กระเป๋า แล้วทิ้งตัวนั่งบนเตียงตรงหน้าอีกฝ่าย หากแต่ก็ไม่ได้ละสายตาไปจากกองหนังสือและเนื้อที่น้อยนิดที่เหลือในกระเป๋า
มันง่ายมากรึเปล่า...กับการที่จะทิ้งความรักนี้...ความรักของเรา?
.
.
เอกสาร เสื้อผ้า หนังสือ...โมเดล... ยุนโฮยืนนับกล่องข้าวของและเปิดประเป๋าเดินทางเช็คดูอีกครั้งว่าไม่มีอะไรที่ลืมไว้ ก่อนจะแพ็คกล่องข้าวของด้วยเทปกาวสีน้ำตาลเช้ม ก่อนที่ชายหนุ่มจะจิ๊ปากออกมาอย่างเสียอารมณ์นิดๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินหายกลับเข้าไปในห้องนอนอีกครั้ง แจจุงมองข้าวของที่กองอยู่กลางห้องนั่งเล่นด้วยใบหน้าเรียบเฉย เจ็บจนชาไปหมดทั้งใจ ไม่รู้แม้แต่ว่าควรจะพูดอะไรออกไป
ผมเกือบลืมแปรงสีฟันแล้วมั้ยล่ะ ยุนโฮที่เดินออกมาจากห้องนอนบอกพร้อมกับยกแปรงสีฟันขึ้นให้อีกฝ่ายดู แล้วเดินไปที่กองข้างของก่อนตัดสินใจเก็บแปรงสีฟันที่เอามาใส่ไว้ในข้างกระเป๋าเดินทางสีเข้ม แล้วเริ่มเช็คข้าวของต่อ...
ผม...ผมขอของของยุนโฮอย่างนึงได้มั้ย? เอ่ยขอด้วยน้ำเสียงแผ่ว เมื่อเห็นว่ายุนโฮกำลังทำเหมือนกับจะเก็บทุกสิ่งทุกอย่างไปจากห้องนี้ จนไม่เหลือแม้แต่ความทรงจำใดๆ ให้หวนนึกถึงความสุขที่อาจจะนำมาซึ่งความเศร้าเสียใจหรืออะไรทั้งนั้น ชายหนุ่มร่างสูงละสายตาจากกองกระเป๋าและกล่องข้าวของทั้งหมดก่อนพยักหน้าเล็กน้อย
อะไรล่ะ? ว่ามาสิ คงไม่ใช่ของที่ผมแพ็คแล้วหรอกนะ พูดติดตลกก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ จนแจจุงต้องหัวเราะตามไปด้วย แต่ไม่รู้ทำไมแค่การหัวเราะมันถึงได้ยากขนาดนี้ แม้แต่การจะรู้สึกถึงความสุขใดๆ ที่เคยมีก็ดูจะยากพอๆ กัน...ไม่รู้สึกอะไรเลย...ทำไมกันนะ ถึงได้รู้สึกราวกับว่าหัวใจที่เคยอยู่ที่อกข้างซ้ายนี้หายไป...แจจุงลุกลงจากโซฟาก้าวเข้าไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าร่างสูง แนบหูลงกับแผ่นอกกว้างของคนรักก่อนหลับตาลงฟังเสียงหัวใจของอีกฝ่ายนิ่งๆ ...ใช่ เพราะหัวใจของเค้ายังคงอยู่กับยุนโฮ ในขณะที่ยุนโฮไม่ได้เหลือสิ่งใดๆ ไว้ให้กับเค้าอีกแล้ว...
ผมขอ...หัวใจของคุณได้มั้ย? เอ่ยขออีกฝ่ายราวกับไม่รู้สึกตัว มือเรียวเล็กที่แตะอยู่บนแผ่นอกแกร่งนั้นสั่นเทา ดวงตากลมโตหลุบต่ำลง ริมฝีปากอิ่มสีสดขยับเล็กน้อยคล้ายกับจะเอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดๆ ฟันขาวกัดลงบนริมฝีปากของตัวเองแน่นเสียจนน่ากลัวว่าจะช้ำ ยุนโฮยืนนิ่งก้มมองเรือนผมสีเข้มก่อนจะยกแขนข้างหนึ่งขึ้นแผ่นหลังบางนั้นให้ร่างของอีกฝ่ายแนบเข้ามายิ่งกว่าเดิม
แจ... เรียกอีกฝ่ายด้วยปลายเสียงแผ่ว รู้สึกถึงแรงสะอื้นหนักๆ ที่ปราศจากเสียงร่ำไห้และหยดน้ำตาของคนในอ้อมแขน แจจุงกัดริมฝีปากตัวเองไว้แน่นเพื่อกลั้นเสียงสะอื้นที่จะเรียกหยดน้ำตาให้รินไหลลงมา เขาจะไม่รั้งยุนโฮไว้ด้วยหยดน้ำตาที่แสนโง่เง่า ไม่ต้องการความสงสาร...สิ่งที่ต้องการก็มีเพียงแค่ความรักเท่านั้น...
และถ้ายุนโฮจะไม่เหลือมันไว้ให้กับเขาอีก...เขาก็จะยอมเข้าใจ
ผมขอโทษ... ยุนโฮกอดร่างบางในอ้อมแขนแน่นเข้าอีก กระซิบบอกคำขอโทษข้างหูก่อนกดจูบเบาๆ ที่ขมับของอีกฝ่ายอย่างอ่อนโยน มือเรียวลูบเบาๆ บนเรือนผมนุ่มนั้นราวกับจะปลอบโยน แจจุงดันตัวเองออกจากอ้อมกอดที่แสนอบอุ่นก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายพร้อมรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้า
ผมเข้าใจ...แต่ผมขอแหวนวงนี้ไว้ได้มั้ย? เอ่ยขอด้วยน้ำเสียงสั่นเครืออย่างสุดจะห้าม มือเล็กยกขึ้นตรงหน้าอีกฝ่าย แหวนทองคำขาววงเกลี้ยงประดับเพชรเม็ดเล็กตรงกลางวงนั้นโดดเด่นอยู่ที่นิ้วนางเรียวเล็ก แจจุงสบตากับคนรักนิ่ง ราวกับจะถ่ายทอดทุกถ้อยคำและความรู้สึกที่อยู่ในใจให้อีกฝ่ายได้รับรู้...ขอแค่แหวนที่คุณให้ผม ขอแค่สิ่งเดียวที่ทำให้ผมเชื่อว่าคุณยังรักผมอยู่ อย่างน้อยก็เคยรัก...ขอแค่นั้นแล้วผมจะต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปได้แน่ๆ ...แม้จะไม่มีคุณอยู่เคียงข้างอีกแล้วก็ตาม...
คุณไม่จำเป็นต้องขอผมหรอก เพราะแหวนนี่มันเป็นของคุณ...แจจุง ยุนโฮกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากเมื่อรู้สึกราวกับลำคอตีบตันและร้อนผ่าว จับมือเล็กๆ ของอีกฝ่ายไว้แน่นก่อนจรดริมฝีปากลงสัมผัสเบาๆ บนเรือนแหวนที่เคยมอบให้อีกฝ่าย ก่อนกุมมือเรียวเล็กไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง
อะไรที่ผมให้คุณมันก็เป็นของคุณไม่เปลี่ยน ยุนโฮลูบปลายนิ้วบนเรือนแก้มเนียนอย่างแผ่วเบาก่อนจะส่งยิ้มบางๆ ให้คนตรงหน้า...แจจุงไม่พูดอะไรต่อเพียงแค่พยักหน้าเล็กน้อยเท่านั้น หลับตาลงรับสัมผัสปลอบโยนจากมือใหญ่ที่ลูบอย่างแผ่วเบาบนเรือนผม
ทุกอย่าง...ยกเว้นความรักของคุณ...
.
.

อากาศเย็นโรยตัวลงมาในยามค่ำคืนอย่างทุกวัน ไม่ทันรู้สึกตัวสายลมหนาวที่พัดผ่านไปก็หวนกลับมาอีกครั้งแล้ว สองมือเล็กล้วงลงไปในกระเป๋าเสื้อโค้ทก่อนผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ กลายเป็นควันขาวจางเจือภาพท้องฟ้ายามค่ำคืนที่ไร้ซึ่งดวงดาวใดๆ มีเพียงดวงจันทร์ที่แสนเศร้าเท่านั้นที่ยังคงลอยเด่นอยู่บนฟ้ากว้าง...
แจจุง แล้วเจอกันพรุ่งนี้นะ เสียงของเพื่อนร่วมงานคนนึงเอ่ยขึ้นก่อนโบกมือเล็กน้อยแล้วขึ้นแท็กซี่ไป ภาพบรรยากาศการดื่มหลังเลิกงานในทุกวันนั้นกลายเป็นความเคยชิน แม้ไม่ได้สนุกอะไรมากนัก แต่การออกไปดื่มกับเพื่อนร่วมงานหลังจากที่ทำงานมาทั้งวัน อาจจะทำให้คืนนี้เขาเหนื่อยจนหลับไปในทันทีที่หัวถึงหมอนก็เป็นได้...อย่างน้อยก็แค่สักคืนที่จะไม่ต้องร้องไห้อย่างเดียวดายและโอบกอดตัวเองเพียงลำพังเตียงกว้างหลังนั้น...
สายลมหนาวที่ปะทะผิวกายนั้นบาดลึกจนต้องกระชับเสื้อกันหนาวตัวหนาให้แน่นเข้าอีกก่อนจะเดินต่อไปท่ามกลางความหนาวเหน็บยามค่ำคืน ป่านนี้แล้ว...ยุนโฮจะอยู่ที่ไหนกันนะ..เพียงชั่ววูบที่เผลอคิดถึงใบหน้าของใครคนนั้นสายลมแผ่วที่พัดผ่านมาก็ฉุดรั้งให้หวนกลับไปในอดีตที่แสนโหดร้าย แหวนสีเงินวงเล็กที่สวมอยู่บนนิ้วนางข้างซ้ายนั้นราวกับพันธนาการที่ผูกมัดให้จมอยู่กับความรักที่ไม่มีวันหวนกลับ....
.
.
ให้ผมไปส่งมั้ย? แจจุงเอ่ยถามคนรักที่ยืนอยู่หน้าประตูห้อง ข้าวของทั้งหมดมีคนมาขนไปแล้วเมื่อกลางวันเหลือเพียงกระเป๋าเดินทางใบเดียวที่ร่างสูงกำลังลากออกไปให้พ้นประตูห้อง ยุนโฮชะงักก่อนจะหันกลับมาหาร่างบางที่ยืนอยู่ แจจุงก้มลงมองเส้นขอบประตูที่กั้นไว้ราวกับจะพรากพวกเขาให้จากกันไปตลอดกาล...เพียงแค่คิดน้ำอุ่นใสก็รื้นขึ้นมาและร่วงหล่นอย่างห้ามไม่ได้ และไม่ได้คิดจะห้ามแต่อย่างใด บางทีแล้วการร้องไห้มันอาจจะทำให้ความเจ็บปวดในใจนี้ลดน้อยลงบ้างก็เป็นได้
ไหนดูซิ คนสวยของผมเป็นเด็กขี้แยตั้งแต่เมื่อไรกันนะ ยุนโฮถามเสียงสูงคล้ายกับจะล้อเลียนอีกฝ่ายทั้งๆ ที่ใบหน้านั้นเรียบเฉย มือเรียวเอื้อมมาเช็ดน้ำตาให้คนตรงหน้าอย่างอ่อนโยนที่สุด แจจุงยกมือขึ้นจับมือของคนรักไว้แน่นก่อนซุกใบหน้าลงกับฝ่ามืออุ่นนั้น ซึมซับความอบอุ่นและอ่อนโยนของอีกฝ่ายเอาไว้ปลอบโยนตัวเองในวันที่ต้องอยู่เพียงลำพัง
แล้วผมจะได้พบคุณอีกมั้ย? เอ่ยถามเสียงสั่นเครือ มองใบหน้าฉายแววลำบากใจของคนรักด้วยความเจ็บปวด เขารู้ดีว่าหลังจากวันนี้ไปเค้าคงไม่มีโอกาสได้พบยุนโฮอีกแล้ว ตั๋วเครื่องบินเกาหลี-อเมริกาในกระเป๋าเสื้อโค้ทของคนตรงหน้านั้นเป็นคำตอบของคำถามเมื่อครู่ได้เป็นอย่างดี....
เราอย่าเจอกันอีกจะดีกว่านะ...ผมอยากให้คุณเก็บความทรงจำดีๆ ของเราไว้มากกว่า...แล้วก็นะ...มีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขนะแจจุง...ผมจะอธิษฐานให้คุณทุกวันเลย... ปลายนิ้วหยาบหากแต่อบอุ่นไล้เบียดอย่างแผ่วเบาบนพวงแก้มนิ่มที่ชื้นไปด้วยน้ำตา รอยยิ้มอ่อนโยนถูกวาดขึ้นบนใบหน้าคมคายของร่างสูง อ่อนโยนมากเสียจนอยากจะร้องไห้ออกมา
ยุนโฮ... ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรออกมา ทำได้เพียงแค่เรียกชื่ออีกฝ่ายซ้ำแล้วซ้ำเล่าเท่านั้น...
มาครับ...มากอดลากันหน่อย ยุนโฮยกแขนขึ้นอ้าออกรอรับร่างบอบบาง แจจุงนิ่งมองหยดน้ำตาที่กำลังรินไหลจากนัยน์ตาสีเข้มของคนรัก รอยยิ้มอ่อนโยนและหยดน้ำตาของยุนโฮนั้นราวกับจะทำให้การบอกลานี้แสนเศร้า ปลายเท้าเล็กก้าวเข้าไปใกล้ ก่อนพิงตัวเองลงกับแผ่นอกกว้าง สองแขนแกร่งโอบกอดร่างบอบบางให้แนบชิดราวกับจะซึมซับทุกความรู้สึกผ่านผิวกายนี้ ได้ยินเพียงเสียงสะอื้นแผ่วๆ ของคนในอ้อมแขน ยุนโฮกดริมฝีปากลงจูบเบาๆ บนเรือนผมสีดำเข้มอย่างแสนรัก
แจจุงครับ...ผมรักคุณนะ...
คำสุดท้าย...ก่อนที่เราจะจากกันตลอดไป....
.
.
แจจุงยืนนิ่งอยู่หน้าห้องจ้องมองบานประตูตรงหน้าราวกับไร้ความรู้สึกใดๆ แววตานั้นว่างเปล่าไม่มีแม้แต่ความเศร้าสะท้อนอยู่ ยืนเงียบอยู่แบบนั้นก่อนเอื้อมมือไปกดกริ่งที่อยู่ข้างประตู ยืนเงียบรอฟังเสียงใดๆ ที่อาจจะดังมาจากในห้อง ทั้งๆ ที่รู้ว่าเบื้องหลังประตูบานนี้คือความมืดมิดและความว่างเปล่าเท่านั้น...ถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยล้าก่อนจะเปิดประตูแล้วเดินเข้าห้องไป....
สองขาเพรียวก้าวท่ามกลางความมืดมิดอย่างเคยชินไปจนถึงห้องนอน เสื้อโค้ทสีเข้มถูกโยนไปไว้ที่มุมหนึ่งของห้องอย่างไม่ใส่ใจมากนัก ก่อนที่ร่างบางจะนั่งลงบนเตียงนุ่ม ทั้งๆ ที่รอบกายมืดสนิทจนน่ากลัวหากแต่แจจุงก็ไม่มีแม้แต่ความคิดที่จะเอื้อมมือไปเปิดโคมไฟที่หัวเตียง คลำมือหาหมอนที่อยู่บนเตียงก่อนจะเอนตัวล้มลงนอนอย่างเงียบเชียบราวกับกลัวว่าจะปลุกให้ใครต้องตื่นขึ้นมา
ยุนโฮ หลับแล้วเหรอ? เอ่ยถามขึ้นอย่างทุกครั้งทั้งๆ ที่รู้ว่าจะไม่มีวันได้รับคำตอบใดๆ เมื่อข้างกายนั้นว่างเปล่า...เปลือกตาบางปิดลงอย่างช้าๆ เพื่อข่มตัวเองให้จมลงในห้วงนิทรา มือเล็กบีบมือตัวเองไว้แน่นสัมผัสเย็นจากแหวนทองคำขาวเรียบลื่นราวกับจะทำให้ใจสงบ หากแต่ชั่วเวลาหนึ่งความรู้สึกนั้นก็รุนแรงราวกับพายุที่โหมกระหน่ำ...
ฝันดีนะครับ ยุนโฮ... พลิกตัวนอนหันหลังให้กับพื้นที่ว่างบนเตียงที่เคยเป็นของใครคนนึงที่รักจนหมดใจ หลับตาลงแล้วคิดว่าตอนนี้ยุนโฮคงกำลังหลับไหลในห้วงนิทราที่แสนสุขอยู่ข้างกายเขา แม้จะเกลียดความมืดเพียงใด หากแต่ถ้ามันทำให้ไม่ต้องเห็นความว่างเปล่า ไม่ต้องมองเห็นว่าข้างกายไม่มียุนโฮอยู่...ไม่ต้องรับรู้ความจริงที่น่าเจ็บปวด...เขาก็ยินดีจะจมอยู่กับภาพฝันอันหลอกลวงนี้ไปจนชั่วชีวิต....
ผมรักคุณนะ...ยุนโฮ สิ้นสุดคำพูดนั้นหยดน้ำใสรินไหลร่วงหล่นลงบนหมอน คำรักที่พร่ำบอกและเสียงสะอื้นแผ่วเบาสะท้อนอยู่อย่างเงียบๆ ในห้องนอนกว้างที่มืดมิดและหนาวเหน็บ...
มันไม่มีอีกแล้ว . . วันนั้น ไม่ว่าจะหลับฝันหรือตื่น ร้องไห้คนเดียวกับแสงดาวอยู่ทุกคืน
เพราะห้ามตัวเองไม่ได้เลยให้เลิกรักเธอ . .
End
Maybe continue No moreMy Love (Yunhos Side)

ฮึ่มๆ สุ้ๆนะคะพี่มิซากิ