2007/Jul/15

No MoreYour Love
ไม่มีอีกแล้ว

Pairing : Yunho*Jaejoong
Rate : PG-13
Genre : Song Fic / Angst
Status : Short Fic [Finished]
Summary : ไม่มีอีกแล้ว...ความรักของเธอ...ที่เป็นของฉัน...
Authors Note : ก่อนอื่นคงต้องบอกสุขสันต์วันเกิดลูกสาวที่รักนักวาดรูปมือฉมังของบริษัทนะคะ ช้าไปแค่ 5-6 วันเองเนาะ ของขวัญวันเกิดชิ้นนี้อาจจะไม่ได้อยากได้เท่าไรหรอกนะ แต่จะให้ ฮ่าๆๆ (หัวเราะฝืด) แล้วก็คงต้องขอบคุณกุ๊กไก่เพื่อนสุดที่รัก ที่เอาเพลง นอนกับความเหงา ของ คุณโรส มาให้ฟัง เพราะแค่ฟังครั้งแรกอารมณ์ก็หมองลงอย่างเห็นได้ชัดจนได้ออกมาเป็นฟิคที่หมองๆ หม่นๆ แบบนี้ล่ะเจ้าค่ะ หลายคนอ่านจนจบแล้วอาจจะยังคิดว่า อะไรของมันเนี่ย? ก็ได้นะเจ้าคะ...แหะๆ ก็มันเป็นฟิคที่เขียนมาจากอารมณ์เหงาๆ นี่คะ เนื้อเรื่องก็เลยอาจจะไม่มีอะไรมากนอกจาก ความเหงา เท่านั้น...เป็นการเขียนที่เปลี่ยนสไตล์ไปเลยว่ามั้ยคะ? (เศร้าเหมือนเดิมน่ะล่ะ!! ไม่เห็นจะเปลี่ยนตรงไหนเลย) เอ่อ มันก็จริงค่ะที่ว่าเศร้าเหมือนเดิม...แต่ว่าสำหรับมิซากิฟิคเรื่องนี้เหมือนการเขียนฟิคเรื่องแรกจริงๆ นะ ฮ่าๆๆ เหมือนเริ่มต้นใหม่หลังจากคลื่นความเลวร้ายถาโถมมามาก...ต้องขอบคุณคอมเมนท์และกำลังใจของทุกๆ คนนะคะ ขอบคุณสำหรับเมลล์ด้วยนะคะ รู้สึกดีมากจริงๆ ^^ งั้นก็ขอมอบฟิคเรื่องนี้ให้แทนคำขอบคุณแล้วกันนะคะ เป็นคำขอบคุณที่เปี่ยมไปด้วยน้ำตาจริงๆ (หัวเราะ) แล้วพบกันใหม่นะคะ รักทุกคนนะคะ

มิซากิ

เป็นหนึ่งคืนที่เหงาจับใจเป็นหนึ่งคืนที่ใจว่างเปล่าไม่มีเงาเธอแล้ว

เมืองหลวงยามค่ำคืนนั้นส่องสว่างด้วยแสงไฟจากตึกสูง หากไม่ใช่คืนนี้ภาพตรงหน้าคงเป็นความงามยามค่ำคืนที่เฝ้ารอ ห้องพักกว้างชั้นบนสุดของแมนชั่นหรูกลางใจเมืองนั้นเงียบสงัด ไม่มีแม้แต่เสียงนาฬิกาที่เคยเดินไปข้างหน้าอย่างเป็นจังหวะเมื่อเข็มนาฬิกานั้นหยุดนิ่งไม่ขยับ มือเรียวเล็กแตะลงบนกระจกใสเบื้องหน้า ความเย็นจากภายนอกแล่นริ้วผ่านปลายนิ้วชำแรกลึกรวดเร็วสู่หัวใจที่แสนเดียวดายและอ่อนล้า

ยุนโฮ... เพียงที่ชื่อของใครคนนึงหลุดพ้นจากริมฝีปากที่ขยับเพียงเล็กน้อย ภาพตรงหน้าก็พร่าเลือนลงไปด้วยหยดน้ำอุ่นใสที่เอ่อคลอขึ้นมาราวกับจะร่วงหล่น หากแต่แก้มเนียนใสนั้นกลับแห้งผากปราศจากหยดน้ำตาใดๆ ความเจ็บปวดที่มากมายเกินจะกลั่นออกมาเป็นหยดน้ำตาเป็นดังสายลมโหมกระหน่ำบาดผิวจนต้องยกสองแขนขึ้นกอดตัวเองไว้แน่นหากแต่รอบกายนั้นยังคงหนาวเหน็บเสียจนไหล่บางนั้นสั่นไหว...ร่างบางพิงตัวเองลงกับผิวกระจกเย็นจัดก่อนสองขาจะพาร่างบอบบางทรุดลงนั่งอย่างไร้เรี่ยวแรง มือเล็กเอื้อมไปตรงหน้าไขว่คว้าความว่างเปล่า ริมฝีปากอิ่มแดงสั่นระริกราวกับต้องการเอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดๆ หากแต่เสียงที่ออกมานั้นกลับเป็นเพียงลมแผ่วเบา

กลับมา...กลับมาเสียทีเถอะ...ยุนโฮ...

เสียงของผมเบาไปใช่มั้ย...คุณถึงไม่ได้ยินมัน

เพล้ง!! แก้วไวน์ทรงสูงร่วงหล่นลงบนพื้นไม้ปาร์เก้ก่อนจะแตกเป็นเสี่ยงๆ เศษแก้วใสกระจายอยู่บนไวน์สีแดงสด งดงามราวกับอัญมณีสีเลือด หยดน้ำตาร่วงหล่นลงบนเรือนแก้มขาวจัด ริมฝีปากอิ่มเม้มแน่นจนเป็นเส้นตรง ไหล่บางสั่นสะท้านด้วยแรงสะอื้น นัยน์ตาสีรัตติกาลมองภาพชายหนุ่มร่างสูงที่นั่งเก็บเศษแก้วบนพื้นตรงหน้าผ่านม่านน้ำตาที่วูบไหว

แจจุง เศษแก้วเต็มเลยอย่าเพิ่งเดินนะ อยู่นิ่งๆ ก่อน ร่างสูงบอกก่อนวิ่งไปเอาที่ตักขยะและผ้าขนหนูผืนใหญ่มากอบเอาเศษแก้วและเช็ดไวน์สีแดงบนพื้นจนสะอาดเหมือนเก่า แจจุงเดินตามแรงพยุงของคนรักมานั่งที่โซฟาโดยปราศจากคำพูดใดๆ มีเพียงหยดน้ำตาและเสียงสะอื้นแผ่วเบาเท่านั้นที่ยังคงดังอยู่ หากแต่อีกฝ่ายก็ทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ร่างสูงเอื้อมมือไปประคองเท้าเล็กขึ้นมาวางไว้บนหน้าขาของตัวเอง

ค่อยยังชั่วนะ ที่ไม่มีแผล ผมเป็นห่วงแทบแย่ พูดไปยิ้มไปทั้งๆ ที่คนตรงหน้ากำลังร้องไห้ แจจุงมองรอยยิ้มที่แสนอ่อนโยนบนใบหน้าของคนรักนิ่ง ก่อนสองมือเรียวเล็กจะยกขึ้นปิดใบหน้าหวานไว้ ร่างบางปล่อยโฮออกมาอย่างสุดจะทนไหว ลมหายใจติดขัดและขาดห้วงด้วยแรงสะอื้น

อย่าทำแบบนี้...ฮึก...อีกเลย ยุนโฮ...ฮึก...อย่าทำอีกเลย... เอ่ยขอร้องผ่านความเจ็บปวดที่มากล้นในใจ ไหล่เล็กๆ ที่สั่นไหวนั้นบอบบางเกินกว่าจะแบกรับความเจ็บปวดไว้ได้ไหว เสียงร่ำไห้อ่อนระโหยราวกับจะขาดใจ มีเพียงคำขอร้องที่ขาดห้วงและสั่นเครือจนจับใจความไม่ได้

ไม่เอาน่า อย่าร้องสิ...ถ้าแจจุงร้องไห้แล้วผมจะไปได้ยังไง? ยุนโฮเอื้อมมือไปตรงหน้าก่อนดึงร่างบอบบางมากอดไว้ในอ้อมแขน กดปลายจมูกลงบนเรือนผมนุ่มอย่างแผ่วเบาอย่างแสนรัก แจจุงกัดริมฝีปากตัวเองแน่นเมื่อริมฝีปากอุ่นสัมผัสเบาๆ บนหน้าผากเนียน ทั้งๆ ที่อยากจะขืนตัวออกจากอ้อมแขนของคนตรงหน้า หากแต่สิ่งที่ทำอยู่คือการเบียดกายเข้าหาแผ่นอกแกร่งแน่นแนบ ราวกับจะซึมซับความอบอุ่นใดๆ ของคนรักที่กำลังจะจากไป

อย่าทิ้งผมไป ยุนโฮ...อย่าทิ้งผมไปเลยนะ แขนเล็กโอบรัดสองมือเล็กเหนี่ยวรั้งอีกฝ่ายเอาไว้ น้ำเสียงหวานพร่ำขอร้อง ได้ยินเพียงเสียงเอ่ยคำปลอบประโลมที่แสนอ่อนโยนและโหดร้าย เมื่ออีกฝ่ายยังคงเลือกที่จะเดินจากไป ยุนโฮดันไหล่แจจุงออกช้าๆ ก่อนเกลี่ยปลายนิ้วไล้เช็ดหยดน้ำตาบนใบหน้าหวานสวยอย่างแผ่วเบา

เลิกกันตอนนี้ ยังเป็นเพื่อนกันได้นะ แจจุง... ปลายนิ้วโป้งอุ่นจัดไล้บนแก้มเนียนครั้งแล้วครั้งเล่าเมื่อหยดน้ำตาบนใบหน้านั้นไม่จางหายไปเสียที แจจุงมองลึกลงไปในนัยน์ตาสีเข้มของคนรัก สิ่งที่เห็นกลับมีเพียงใบหน้าของใครคนนึงที่เอาแต่ร้องไห้เพื่อกอดเก็บและเหนี่ยวรั้งความรักที่กำลังจะหลุดลอยไปอย่างน่าสมเพช...ภาพของตัวเขาเอง...

เพราะผมมาทีหลังเขาใช่มั้ย? ถามน้ำเสียงเครือเจือด้วยความเจ็บปวด รอยยิ้มบางๆ ของคนรักที่เคยคิดว่าอ่อนโยนและปลอบโยนความเดียวดายกลับทำให้รู้สึกราวกับว่าร่างกายนี้กำลังดิ่งลึกลงไปในห้วงเหวที่ไร้ก้นบึ้ง...ว่างเปล่าราวกับไม่เหลือสิ่งใดๆ ...เพราะกำลังจะสูญเสียความรักนี้ไปอย่างไม่มีทางเลือกใดๆ ไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงจะเหนี่ยวรั้งอีกฝ่ายไว้ ทำได้แค่มองภาพแผ่นหลังที่กำลังห่างออกไปอย่างช้าๆ...

เพราะอะไร? ถามผ่านลำคอที่เจ็บร้าว เมื่อร่างสูงเพียงแค่ส่ายหน้าเล็กน้อยเท่านั้น มือเล็กๆ บีบแขนของอีกฝ่ายไว้แน่นราวกับจะไม่ยอมปล่อย หากไม่ได้ยินคำตอบใดๆ จากคนตรงหน้า ยุนโฮเงยหน้าขึ้นสบตากับแจจุงนิ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาคล้ายกับเหนื่อยใจ แววตารั้นไม่ต่างจากเมื่อก่อนนั้นทำให้ร่างสูงอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา แม้จะเป็นรอยยิ้มที่ดูอ่อนล้าหรือเหนื่อยหน่าย หากแต่มันยังคงทำให้ใบหน้าคมคายนี้ยิ่งฝังลึกลงไปในใจ

เพราะผมรักเขา แจจุง...ผมรักเขา...
.
.
แจจุงลืมตาโพลงท่ามกลางความมืด ลมหายใจหอบกระชั้น เหงื่อผุดซึมบนใบหน้าจนชื้นไปหมดทั้งๆ ที่ไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศนั้นทำให้ทั้งห้องเย็นจัด ร่างบางยันตัวเองลุกขึ้นนั่งด้วยสองแขนที่อ่อนแรง ฝันร้ายที่ยังคงหลอกหลอนทุกค่ำคืนนั้นยังคงเสมือนจริงราวกับสัมผัสได้ ทั้งๆ ที่เป็นฝันร้าย แต่ก็ยังเลือกที่จะไม่ลืมตาตื่นขึ้นมาซ้ำยังยินดีให้ความฝันที่ซ้อนทับภาพอดีตทำร้ายจนแหลกสลาย

ร่างบางมองไปข้างกายหมอนใบเดิมยังคงวางอยู่ พื้นที่ข้างกายที่มีไว้สำหรับใครอีกคนกลับว่างเปล่า สองขาชันขึ้นแนบอกใบหน้าหวานสวยเอนซบลงบนเข่าของตัวเอง มือเรียวลูบอย่างแผ่วเบาบนเนื้อที่ข้างกาย ทอดสายตามองผ้าปูเตียงสีเข้มสะท้อนกับแสงไฟจากโคมไฟที่หัวเตียง ทั้งๆ ที่ที่ตรงนี้เคยอุ่นอยู่เสมอ...

เขยิบหน่อยสิ ยุนโฮ เตียงตั้งกว้าง!

ไม่เอาอ่ะ หนาวจะตาย กอดกันนี่ล่ะ อบอุ่นดีออก มาๆๆ

เตียงห้าฟุตที่เคยนอนอยู่ทุกวันกลับดูกว้างและเวิ้งว้างว่างเปล่า ภาพแขวนบนผนังที่ไปเลือกด้วยกันนั้นยังคงดูเด่นบนผนังสีขาวอย่างทุกวัน หากแต่ความหมายของภาพกลับถูกลืมเลือนไป คิ้วเรียวได้รูปขมวดมุ่นเมื่อพยายามจะคิดความหมายและเหตุผลที่ทำให้ซื้อภาพนามธรรมนี้มา แต่ไม่ว่าจะคิดเท่าไรก็คิดไม่ออกเสียที ทั้งผ้าม่านสีขาวบางเบาที่บดบังภาพวิวยามค่ำคืนภายนอกไว้นั้นก็ราวกับว่าไม่เคยเห็นมาก่อน...ทุกอย่างในห้องนี้ ทุกกลิ่นไอและความทรงจำล้วนแล้วแต่เป็นของ คิม แจจุง และ จอง ยุนโฮทุกอย่างเป็นของความรักนั้น ไม่ใช่ของเขา...

ร่างบอบบางเอนตัวลงนอนบนที่นอนอีกครั้ง ซุกใบหน้าลงกับที่นอนนุ่มราวกับจะซึมซับไออุ่นใดๆ ที่อาจจะยังหลงเหลืออยู่ หากแต่สิ่งที่สัมผัสได้กลับมีเพียงความเย็นเยือกของผืนผ้าที่ดูดซับเอาไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศ แจจุงขดตัวนอนงอราวกับเด็กเล็ก เปลือกตาบางปิดลงอย่างช้าๆ ขับหยดน้ำอุ่นใสให้รินไหลผ่านแพขนตายาวสวย...ชั่ววินาทีนึงที่อยากจะเชื่อว่าหยดน้ำตาที่รินไหลลงมาอาจจะกลายเป็นหยดน้ำแข็งได้...เมื่อคืนนี้หนาวเหลือเกิน...

ผ้าที่เคยห่ม หมอนที่เคยหนุน ของที่เคยคุ้นตาก็ไม่เหมือนเก่าเพราะมีคำว่าเหงา เข้ามานอนแทนที่เธอ

และมันไม่คุ้นที่เธอหายไป

ไม่มีอีกแล้วไม่มีไม่มีเธออีกแล้วข้างกาย

ไม่มีใครให้บอกรักให้ฉันพักใจต้องกอดความเดียวดายไปทุกคืน

แสงไฟสลัวสลับกับแสงสีจากไลท์บอลลูกใหญ่ที่แขวนลงมาจากเพดาน เสียงเพลงดังจังหวะหนักและบีทเร็วๆ บรรยากาศเร่าร้อนทั้งหญิงชายที่เต้นอยู่บนฟลอร์กว้าง และฤทธิ์ของแอลกอฮอล์สีสันสดใสในแก้วทรงสวยที่อยู่ในมือกำลังทำให้ค่ำคืนนี้ยาวนานกว่าที่เคย ทั้งๆ ที่ล่วงเข้าสู่วันใหม่แล้วแต่ทุกคนที่นี่กลับไม่มีสีหน้าง่วงงุนใดๆ ซ้ำยังกำลังสนุกสนานกับบทสนทนาระหว่างเพื่อนสมัยเรียนที่ไม่ได้เจอกันมานาน วันนี้เป็นวันรวมกลุ่มของเพื่อนสนิทสมัยเรียนมหาวิทยาลัย โต๊ะตัวเตี้ยถูกวางติดกันเป็นแนวยาวสำหรับงานสังสรรค์เล็กๆ นี้

แจจุงนั่งเงียบมองภาพรอยยิ้มที่ดูมีความสุขของเพื่อนๆ บางครั้งก็แสร้งหัวเราะตามไปด้วย ทั้งๆ ที่บทสนทนานั้นฟังดูคล้ายกับเสียงจากวิทยุที่ไม่มีคลื่น ร่างบางเอนหลังลงกับพนักพิง มือเรียวเล็กยกแก้วคอกเทลรสหวานขึ้นจิบ ได้แต่หวังว่าฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่มีอยู่น้อยนิดในของเหลวสีสดนี้จะทำให้ตัวเองนั้นมีความสุขไปกับบทสนทนาพวกนี้ได้บ้าง หากแต่เสียงที่ยังได้ยินชัดในทุกห้วงความรู้สึกกลับเป็นเสียงของใครบางคนที่เค้ากำลังพยายามจะลบให้มันหายไป ในทุกๆ วินาทีที่พยายามจะลืมไปกลับไม่ต่างอะไรกับการตอกย้ำให้จดจำ
.
.
เมื่อไม่มีความรักใดๆ หลงเหลือให้ สิ่งสุดท้ายที่ทำได้ก็คงมีเพียงแค่ยิ้มและบอกลากัน ไม่เหนี่ยวรั้งอีกฝ่ายไว้...แบบนั้นใช่มั้ยที่ตัวเค้าต้องทำ...แจจุงเฝ้าทบทวนคิดถามตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่าหากแต่ก็ยังไม่มีคำตอบใดๆ ร่างบางนั่งกอดเข่าอยู่บนเตียงมองภาพคนรักที่กำลังเอาเสื้อผ้าที่แขวนจากในตู้ออกมาพับใส่ลงกระเป๋าเดินทางใบย่อมที่นอนอยู่บนเตียง

อันนั้นของผม แจจุงเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่ายุนโฮกำลังจะหยิบเอาเสื้อยืดสีน้ำตาลที่พับวางอยู่ใส่กระเป๋าลงไปด้วย ชายหนุ่มร่างสูงชะงักเล็กน้อย ก่อนเงยหน้าขึ้นมายิ้มแหยๆ ให้เจ้าของแววตาวาววับและใบหน้าหวานสวยนั้น

ขอโทษที เห็นตัวมันใหญ่ผมก็เลยคิดว่าเป็นของตัวเอง แล้วผมใส่มาตลอดเลยนะเนี่ย พูดไปพลางคลี่เสื้อในมือออกดู พลิกกลับไปกลับมาราวกับจะจดจำทุกถ้อยคำในบทกลอนภาษาอังกฤษที่เพนท์อยู่บนเสื้อ ไม่ต่างไปจากเจ้าของเรือนผมสีดำสนิทที่กำลังมองใบหน้าคมคายของคนรักนิ่งราวกับจะจดจำทุกสีหน้าของคนที่กำลังจะจากไป

ถ้ายุนโฮชอบ...เอาไปก็ได้นะ บอกอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงเรียบก่อนจะพยายามฝืนยิ้มออกมาเล็กน้อยเมื่อยุนโฮหันกลับมามอง ไม่รู้ว่ารอยยิ้มนี้จะน่ามองเหมือนเก่ามั้ย รู้เพียงรสชาติน้ำตาที่ขมปร่ากำลังไหลล้นอยู่ภายในใจ หวาดกลัวจนแทบจะร้องไห้ออกมาเมื่อต้องคิดถึงวันพรุ่งนี้ที่จะไม่มีคนคนนี้อยู่เคียงข้าง

ไม่เป็นไรหรอก มันเป็นของของแจจุง