2007/Jul/30

I knew... (2/3)

바보같다고 아직은 첨이라 바보같다고 해도
(เหมือนกับคนโง่ที่ยังคิดผูกพัน เหมือนกับคนโง่)

더 이상 흐를 수 없는 내 눈에 고인 눈물들만 가리고
(ผมเพียงแค่ไม่อยากเสียน้ำตาและเสียงร่ำไห้ไปมากกว่านี้)

เสียงเพลงนั้นขาดห้วงไปด้วยเสียงสะอื้นในลำคอ ท้องฟ้ากว้างนั้นมืดมิดเมื่อรัตติกาลมาเยือน แสงไฟจากตึกสูงที่รายล้อม ทำให้แสงดาวอ่อนแรงลงไปจนไม่สามารถมองเห็นได้ แม้แต่แสงจันทร์ที่เคยส่องสว่างกลับดูเลือนลางอยู่หลังหมู่เมฆสีเข้ม...

ตอนนี้อากาศรอบกายหนาวจัดจนแทบจะขยับตัวไม่ได้ ยูชอนก้มลงมองตัวเองที่สวมเพียงเสื้อเชิ้ตตัวบาง รองเท้าก็ไม่ได้ใส่ ก่อนจะแค่นหัวเราะออกมา ตลอดทั้งวันเขานั่งอยู่ที่นี่ ได้แต่นั่งเฉยๆ ปล่อยให้น้ำตามากมายรินไหลลงมา เฝ้าคิดถึงความทรงจำต่างๆ ...ซ้ำไปซ้ำมา...

ฮึก...พอที สบถกับตัวเองก่อนยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาบนใบหน้าอย่างลวกๆ อยากจะให้น้ำตาเหล่านี้เหือดแห้งไปเสียที ราวกับว่าสิ่งเดียวในร่างกายเขาที่ทำงานได้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยคือต่อมน้ำตา หัวใจดวงนี้เหนื่อยเหลือเกินที่จะเต้นต่อไป...

ทำตัวเป็นคนอกหักไปได้

ชั่ววูบหนึ่งที่คิดแบบนี้ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ คล้ายกับกำลังหัวเราะเยาะตัวเอง หัวเราะเยาะให้กับความอ่อนแอของตัวเอง อากาศรอบกายที่หนาวเย็นทำให้ยูชอนต้องกอดเข่าไว้เพื่อบรรเทาความหนาว ทั้งๆ ที่หนาวและหิวมากขนาดนี้ แต่แปลกที่ไม่มีความคิดอยากจะกลับบ้านเลยแม้แต่น้อย...อย่างน้อยก็ไม่ใช่ตอนนี้...

พี่ยูชอน!! เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้น ยูชอนเงยหน้าขึ้นมองไปตามเสียงเรียก ภาพตรงหน้าพร่าเลือนไปด้วยหยดน้ำตา...ใครกันนะ...

พี่ยุนโฮ นั่นไงฮะ พี่ยูชอน เสียงนั้นฟังดูใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ก่อนที่ร่างของเพื่อนร่วมวงทั้งสองคนจะชัดเจนขึ้นในสายตา เมื่อสองคนนั้นยืนอยู่ตรงหน้า ยุนโฮทรุดนั่งลงที่พื้นอย่างเหนื่อยอ่อน

ให้ตายเถอะ นายมาทำอะไรที่นี่ รู้มั้ยว่าทุกคนเค้าตามหากันขนาดไหน?! ยุนโฮพูดยาว ลมหายใจหอบถี่เพราะว่าวิ่งมาตลอดทางตั้งแต่หน้าสวนสาธารณะจนถึงตรงนี้

ไม่รู้...ผมไม่รู้... ยูชอนส่ายหน้าไปมาราวกับคิดอะไรไม่ออก ใช่...ไม่รู้ว่าตัวเองมาทำอะไรที่นี่ ไม่รู้แม้แต่ว่าน้ำตาพวกนี้รินไหลลงมาเพื่ออะไร

ยูชอน... ยุนโฮไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรออกมาเมื่อเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาของคนตรงหน้า ยูชอนที่หัวเราะอย่างสดใสตลอดเวลากำลังร้องไห้ ยุนโฮเอื้อมมือไปเช็ดน้ำตาให้คนตรงหน้าอย่างแผ่วเบา ก่อนโอบร่างนั้นมากอดไว้แน่น ได้ยินเพียงเสียงสะอื้นไห้ปริ่มจะขาดใจ...ราวกับรู้สึกได้ถึงหยดน้ำตา และความเจ็บปวด ยุนโฮสบตากับชางมินที่ยืนนิ่งอยู่ข้างๆ

ชางมินยืนมองยูชอนที่ร้องไห้อยู่ในอ้อมแขนของยุนโฮราวกับคนที่โง่ที่ไม่รู้ว่าควรจะทำอะไรต่อไปดี เขาไม่เคยเห็นยูชอนเป็นแบบนี้มาก่อน เขาไม่เคยคิดว่ายูชอนจะมาที่นี่เพื่อรินรดน้ำตาไว้ในที่สถานที่ที่มีค่าในความทรงจำ

พี่ยูชอนฮะ...กลับบ้านกันเถอะฮะ ชางมินบอกด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครืออย่างยากจะห้ามไหว เด็กหนุ่มถอดเสื้อกันหนาวที่สวมอยู่วางคลุมลงบนไหล่บางที่สั่นสะท้านนั้น ยุนโฮคลายอ้อมแขนออก ก่อนนั่งหันหลังให้อีกฝ่าย ยูชอนมองแผ่นหลังกว้างของเพื่อนก่อนจะโน้มตัวลงไปหา ซบหน้าลงกับไหล่กว้างอย่างอ่อนล้า ยุนโฮลุกขึ้นโดยให้ยูชอนขี่หลังก่อนที่ทั้งสามคนจะเดินออกจากสวนสาธารณะไปพร้อมกัน...

ห้องนั่งเล่นยังคงเงียบสงัดไม่มีแม้เสียงพูดคุยของคนสองคนที่นั่งนิ่งอยู่บนโซฟา มีเพียงเสียงนาฬิกาเรือนใหญ่ที่แขวนอยู่บนผนังเท่านั้นที่ยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

พี่แจจุง... เสียงเล็กๆ เอ่ยเรียกพี่คนโตของวงที่นั่งอยู่ข้างๆ โดยที่นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มคู่นั้นทอดมองออกไปข้างนอกวิวเมืองยามค่ำคืนอย่างไร้จุดหมาย

ยูชอนจะโกรธผมมั้ยนะ... จุนซูพูดเสียงเบาเจือความกังวลที่มากล้น แจจุงมองหน้าจุนซูนิ่ง ความกังวล ความห่วงใย ทุกอย่างที่แสดงออกอย่างมากมายทั้งทางการกระทำและแววตานั้นมีความรักอยู่บ้างมั้ยนะ...หากแต่แจจุงก็ไม่ได้เอ่ยถามอะไรออกไปได้แต่นั่งเงียบเพื่อรอให้อีกฝ่ายเล่าต่อเท่านั้น

เมื่อเที่ยงพวกเราคุยกัน...แล้วจู่ๆ ยูชอนก็ร้องไห้ออกมา แล้วเขาก็หนีไป... ร่างเล็กพิงศีรษะลงกับไหล่ของแจจุง ก่อนจะกดใบหน้าลงกับเสื้อกันหนาวสีครีมนั้นแน่นเพื่อกลั้นเสียงสะอื้น

ผมไม่รู้...พี่แจจุง... สิ้นเสียงหวานที่สั่นเครือนั้น จุนซูก็ปล่อยให้น้ำตารินไหลลงมาช้าๆ ไม่มีประโยชน์ใดๆ ที่จะเก็บกลั้นเอาไว้

จุนซู...พี่ว่า บางทียูชอนเขา... ทุกอย่างถูกขัดลงด้วยเสียงเปิดประตูอีกครั้ง ทั้งสองคนรีบวิ่งออกไปที่หน้าบ้านทันที ชางมินเดินนำเข้ามาก่อนตามมาด้วยยุนโฮและยูชอน แต่แจจุงกลับตกใจยิ่งกว่าเดิมเมื่อเห็นว่ายูชอนนั้นอยู่บนหลังของยุนโฮ

ยูชอนเป็นอะไรไป?! แจจุงถามด้วยความตกใจ

ชี่...เขาหลับอยู่ ยุนโฮบอกเสียงเบา ชางมินพยักหน้าเล็กน้อยแทนการยืนยันเมื่อแจจุงหันมาถามเหมือนต้องการคำตอบ ร่างบางถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

ไปเปิดประตูห้องให้พี่หน่อย ชางมิน ยุนโฮบอกเสียงเบาด้วยกลัวว่าจะรบกวนการนอนของคนที่กำลังหลับอยู่จนตื่นขึ้นมา ชางมินพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะเดินนำไปที่ประตู ยุนโฮถอดรองเท้าออกอย่างทุลักทุเลก่อนจะเดินตามเข้าไป
.
.
.
อย่าเพิ่งๆ ...โอเค...โอเคล่ะ แจจุงบอกก่อนค่อยๆ ประคองยูชอนให้นอนลงบนเตียงอย่างนุ่มนวลที่สุด ร่างบางห่มผ้าให้กับอีกฝ่ายที่ยังคงหลับใหลก่อนจะถอนหายใจออกมา

ฟู่...เมื่อยชะมัด ยุนโฮลุกขึ้นจากเตียงของยูชอนก่อนจะบิดตัวไปมาเพื่อยืดเส้นยืดสาย

ขอบคุณมากนะ แจจุงพูดขึ้นก่อนจะเดินไปใกล้ๆ คนรักที่ยืนอยู่หน้าหน้าต่างบานใหญ่ของห้องนอน ยุนโฮหันกลับมาหาก่อนเลิกคิ้วขึ้นเล็กๆ แขนแกร่งโอบรอบเอวของร่างบางเอาไว้ก่อนรั้งเข้ามาหาตัวเอง

ขอบคุณทำไม? ยูชอนก็เพื่อนฉันนะ กระซิบถามก่อนกดริมฝีปากลงบนแก้มนุ่มเย็นจัดจากไอแอร์ของคนในอ้อมแขน

ไม่รู้สิ...ถ้าวันนี้หายูชอนไม่เจอ ฉันคงเป็นบ้าแน่ๆ แจจุงพูดเสียงเบาก่อนซบใบหน้าลงบนไหล่กว้างของคนรัก อ้อมแขนที่คอยปลอบโยนเขาเสมอ เมื่อกี้เขาแทบควบคุมตัวเองไม่ได้ แต่เพราะอ้อมกอดของคนตรงหน้าทำให้เขาเชื่อมั่น...ว่าทุกอย่างจะต้องผ่านไปได้...ไม่รู้ว่ากี่ครั้งต่อกี่ครั้งที่อ้อมแขนนี้ฉุดรั้งให้เขากลับมาสู่ความเป็นจริง

ฉันก็เหมือนกันล่ะ... ยุนโฮอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกอีกครั้ง แสงไฟเข้ามาให้เห็นใบหน้าอ่อนล้าของคนที่กำลังหลับใหล กดปลายจมูกลงกับซอกคอขาวเนียนสูดกลิ่นหอมละมุนของเรือนร่างบอบบาง

จะว่าไป...แจจุงตอนประสาทเสียก็น่ารักดีเหมือนกันนะ รู้งี้เอายูชอนไปซ่อนไว้ดีกว่า ยุนโฮพูดติดตลก ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วตอนนั้นเขาแทบจะขำไม่ออก

ไอ้หมีบ้า! แจจุงฟาดแรงๆ ที่แขนของคนรักเป็นการตอบแทนมุกตลกไม่เข้าท่าของอีกฝ่าย

โอ้ย เจ็บๆๆ ยุนโฮโวยวายเสียงดังอย่างลืมตัว ก่อนที่เสียงจะเงียบไปเมื่อถูกมือเล็กๆ มาปิดปากไว้

ปล่อย แจจุงบอกเสียงเบา พยายามขืนตัวจากอ้อมแขนแข็งแรงที่กอดรัดรอบเอวอยู่ ยุนโฮแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินทั้งๆ ที่บนใบหน้านั้นมีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์อยู่ โน้มใบหน้าคมเข้าไปใกล้ใบหน้าหวานสวยของร่างบาง สัมผัสริมฝีปากบางระเรื่อสีชมพูนั้นอย่างแผ่วเบา ขบเบาๆ ที่ริมฝีปากล่าง ริมฝีปากจัดสีธรรมชาตินั้นนุ่มราวกับขนมหวานชวนลิ้มลอง ไล้ปลายลิ้นอย่างอ่อนโยนคล้ายกับจะขออนุญาตอย่างสุภาพ ก่อนจะแทรกลิ้นอุ่นเข้าไปในโพรงปากหวานละมุนนั้น

อื้อ... ร่างบางได้แต่ครางครือในลำคอเมื่อรสจูบนั้นอ่อนหวานหากแต่แฝงความเร่าร้อนหวามไหว เรียวลิ้นเล็กตอบสนองรสจูบของคนรักอย่างอ่อนหวาน มือเรียววางบนไหล่กว้างนั้นอย่างวางใจ รสจูบที่อ่อนหวานกำลังร้อนขึ้นเรื่อยๆ

พี่แจจุงฮะ ผมหิวแล้ววว ชางมินเปิดประตูพรวดเข้ามาโดยไม่ให้ซุ่มเสียงใดๆ ทั้งสองคนผละออกจากกันอย่างรวดเร็ว ยุนโฮแกล้งหันออกไปมองวิวข้างนอก ส่วนแจจุงก็แกล้งทำเป็นมองไปอีกทาง เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่นั่นก็เป็นพิรุธสุดๆ อย่างน้อยก็โชคดีที่ไฟปิดอยู่ทำให้ชางมินไม่ทันเห็นอะไร

อื้ม เดี๋ยวพี่ออกไปทำให้กินเดี๋ยวนี้ล่ะ แจจุงขานรับด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้เป็นปกติที่สุด แก้มใสนั้นแดงจัดด้วยความเขิน เหลือบตามองยุนโฮที่ยืนยิ้มอยู่โมโหนิดๆ

ฮะ...เร็วๆ นะ ผมหิวมากจนจะกินช้างได้แล้ว ชางมินบอกก่อนจะปิดประตูไป แจจุงได้แต่มองตามน้องเล็กไปก่อนจะนึกค่อนขอดในใจ ทำไมใครๆ ก็ต้องกินช้างด้วยนะ...ช้างออกจะน่ารัก...

...โถ คิม แจจุงสอบตกวิชาภาษานี่นะ...

พอเลยนะ ยุนโฮ ถ้าเมื่อกี้ชางมินจะทำไงห๊ะ? ร่างบางขืนตัวออกจากอ้อมแขนของหมีขาวตัวโตอย่างยุนโฮที่ยืนทำหน้ากวนประสาทอยู่

ก็ช่วยไม่ได้...นายทำตัวน่ารักเองนี่นา ฉันก็อดใจไม่ไหวเป็นธรรมด๊า~ ธรรมดา ยุนโฮพูดหน้าตายจนแจจุงคิดไม่ออกว่าจะด่าเป็นคำว่าอะไรดี แก้มใสร้อนผ่าวเพราะคำชมสั้นๆ คำนั้น...น่ารัก...

แล้วเมื่อกี้นายก็... ประโยคหลังกระซิบแผ่วเบาที่ข้างหู ก่อนจะหัวเราะเบาๆ ในคออย่างมีเลศนัย แจจุงหน้าแดงจัดด้วยความเขินก่อนที่มือเล็กจะฟาดแรงๆ บนแขนของอีกฝ่าย

อะ..อะ...ไอ้หมีหื่นโรคจิต!! ด่าเสร็จก็หันหลังเดินจ้ำออกไปจากห้องทันทีด้วยความเขิน ยุนโฮได้แต่มองตามอาการงอนน่ารักๆ ของคนรักก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ ร่างสูงนั่งลงบนเตียงของชางมินอีกครั้ง มองใบหน้าของคนที่กำลังหลับใหลอยู่เตียงข้างๆ อย่างพิจารณา แสงไฟภายนอกสะท้อนเรือนแก้มเลอะคราบน้ำตา ยื่นมือไปตรงหน้าไล้หลังมือแผ่วเบาบนรอยน้ำตาพวกนั้น ราวกับว่าจะช่วยลบเลือนมันไปได้

หลับสบายเชียวนะ...นายคงไม่รู้หรอกว่าถ้าตื่นมานายโดนแจจุงสวดยับแน่ ยุนโฮหัวเราะออกมาเบาๆ มือหนาลูบเรือนผมของอีกฝ่ายของอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา

ฝันดีนะ ยูชอน ดึงผ้าห่มผืนหนาขึ้นห่มให้อีกฝ่ายก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินออกจากห้องไป

ชางมิน เรียบร้อยแล้วนะ มากินก่อนก็ได้ แจจุงตะโกนบอกเด็กหนุ่มร่างสูงที่นั่งอ่านหนังสืออยู่บนโซฟา

คร้าบบบ ชางมินตอบรับเสียงสดใสก่อนวิ่งไปช่วยแจจุงยกจานอาหารมื้อดึกของพวกเขามาไว้ที่โต๊ะกินข้าว ชางมินมองไปรอบๆ ไม่ยักจะเห็นใครอยู่

กินก่อนเลยก็ได้ วันนี้ไม่ต้องรอกินพร้อมกันหรอก แจจุงพูดขึ้นเพราะดูสีหน้าของน้องเล็กแล้วดูท่าทางจะหิวจัด ทั้งๆ ที่เพิ่งกินขนมปังไปครึ่งถุงเมื่อชั่วโมงก่อน ชางมินพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มกว้างเหมือนเด็กๆ ก็แน่ล่ะเขาหิวจนจะกินช้างได้จริงๆ นะ...แจจุงมองน้องชายก่อนหัวเราะออกมาแล้วเดินไปเก็บอุปกรณ์ทำอาหารให้เข้าที่

ชางมิน เดี๋ยวไปตาม...อ่า...ไม่เป็นไรเดี๋ยวพี่ไปเองก็ได้ จากที่จะให้ชางมินไปตามคนอื่นมากินข้าวแต่ดูเหมือนว่าตอนนี้อีกฝ่ายกำลังยุ่งกับการกินและกินอย่างมุ่งมั่น แจจุงถอนหายใจออกมาก่อนจะยิ้มออกมาบางๆ ...เด็กหนอเด็ก...

เสียงสะอื้นแผ่วในลำคอดังแว่วมาจากหลังประตูห้องน้ำสีขุ่น แจจุงชะงักปลายเท้าก่อนนิ่งฟังเสียงสะอื้นแผ่วๆ นั้น มือเรียวผลักบานประตูกระจกสีขุ่นของห้องน้ำเข้าไป ร่างเล็กของใครคนนึงยื่นอยู่ข้างหน้าอ่างล้างหน้า แม้จะมีผ้าขนหนูสีขาวคลุมหัวอยู่แต่แจจุงก็รู้ว่าคนที่กำลังส่งเสียงร่ำไห้ที่แสนเศร้านี้คือใคร ร่างบางก้าวไปใกล้อีกฝ่าย วางมือลงบนไหล่ที่สั่นสะท้าน

จุนซู... ไม่มีคำพูดใดๆ หลุดออกมาอีกเมื่อร่างเล็กเอนศีรษะลงซบกับไหล่บางนั้นอย่างหาที่พึ่งพิง รู้สึกได้ถึงหยดน้ำตาที่รินรดเสื้อนอนของเขา แจจุงค่อยๆ ดึงผ้าขนหนูสีขาวที่คลุมอยู่บนเรือนผมนุ่มนั้นออกช้าๆ ภาพใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตาของจุนซู...สองแขนรั้งร่างเล็กมากอดไว้แน่น

ไม่เป็นไรแล้วนะ...เราเจอยูชอนแล้ว...ไม่เป็นไรแล้ว... กระซิบบอกน้ำเสียงอ่อนโยน รู้สึกว่าคนตัวเล็กพยักหน้าภายในอ้อมกอดเขา มีเสียงอู้อี้เจือเสียงสะอื้นคล้ายกับว่าคนในอ้อมแขนนี้ต้องการที่พูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายแล้วมันก็กลายเป็นเพียงถ้อยคำที่ถูกกลืนหายไปครั้งแล้วครั้งเล่า

ไม่ร้องนะ ไหนพี่ดูซิ รอยยิ้มของเซีย จุนซู...หืม? แจจุงถามน้ำเสียงอ่อนโยน ก่อนผละออกจากร่างเล็ก สองมือเรียวประคองใบหน้าเลอะน้ำตาของอีกฝ่ายไว้ ก่อนไล้ปลายนิ้วโป้งเกลี่ยหยดน้ำตาบนเรือนแก้มใสนั้นอย่างอ่อนโยน

ไหน...ยิ้มหน่อยซิ แกล้งยกปลายเสียงสูงก่อนยิ้มกว้าง จุนซูได้แต่ยิ้มตามอย่างห้ามไม่ได้ มือเล็กยกขึ้นเช็ดน้ำตาบนใบหน้าตัวเองลวกๆ ก่อนยิ้มออกมา

แบบนี้สิ จุนซูที่น่ารักของทงบังชินกิ...เอาล่ะ ล้างหน้าล้างตาให้เรียบร้อย แล้วก็ไปเรียกยูชอนมากินข้าวนะ แจจุงบีบจมูกของคนตรงหน้าเบาๆ อย่างหมั่นเขี้ยว จุนซูทำจมูกย่นใส่เมื่อโดนแกล้ง ใบหน้าหวานนั้นฉายแววกังวลอย่างเห็นได้ชัด

ยูชอนเขาไม่โกรธจุนซูหรอก...เชื่อพี่สิ แจจุงบอกพร้อมรอยยิ้มบางๆ ราวกับจะทำให้อีกฝ่ายมั่นใจ เมื่อเห็นว่าคนตัวเล็กดูเหมือนจะไม่อยากทำหน้าที่ที่เขามอบหมายให้สักเท่าไหร่ ขยี้ผมนุ่มสีเข้มที่เจ้าตัวเล็กหวงนักหวงหนาก่อนจะกอดอีกฝ่ายไว้ครู่หนึ่งแล้วคลายออก จุนซูหัวเราะเบาะๆ คล้ายกับกำลังเขินอายก่อนจะเดินไปล้างหน้า แจจุงมองตามเล็กน้อยก่อนจะเดินออกจากห้องน้ำไป

ประตูห้องนอนถูกเปิดออกอย่างแผ่วเบา ปลายเท้าเรียวเล็กค่อยๆ เขย่งก้าวเบาๆ บนพรมผืนนุ่มก่อนเดินตรงไปที่เตียงที่มีร่างสูงโปร่งกำลังหลับใหล ร่างเล็กนั่งลงบนเตียงนุ่มเบาๆ ฟูกนอนยวบหยุ่นลงไปตามน้ำหนักตัวที่ทิ้งลงมา นัยน์ตาเรียวสีเข้มทอดมองคนที่นอนหลับไม่รู้เรื่องนิ่งๆ

... ริมฝีปากบางได้รูปขยับเล็กน้อย หากแต่ไม่มีเสียงใดๆ หลุดออกมา มีเพียงลมแผ่วเบาเท่านั้น มือเล็กสั่นเทาค่อยๆ เอื้อมไปตรงหน้าก่อนสัมผัสเบาๆ บนแก้มที่เลอะคราบน้ำตาแห้งกรัง ขอบตานั้นบวมช้ำราวกับผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก แตะมือค้างอยู่ที่แก้มขาวเย็นจัดของเพื่อนร่วมวงนิ่ง ก่อนที่น้ำตาจะค่อยๆ เอ่อล้นและร่วงหล่นลงบนแก้มใสเรื่อสีอ่อน จุนซูยกมืออีกข้างขึ้นปิดปากตัวเองเพื่อกลั้