2007/Jul/30

I knew... (2/3)

바보같다고 아직은 첨이라 바보같다고 해도
(เหมือนกับคนโง่ที่ยังคิดผูกพัน เหมือนกับคนโง่)

더 이상 흐를 수 없는 내 눈에 고인 눈물들만 가리고
(ผมเพียงแค่ไม่อยากเสียน้ำตาและเสียงร่ำไห้ไปมากกว่านี้)

เสียงเพลงนั้นขาดห้วงไปด้วยเสียงสะอื้นในลำคอ ท้องฟ้ากว้างนั้นมืดมิดเมื่อรัตติกาลมาเยือน แสงไฟจากตึกสูงที่รายล้อม ทำให้แสงดาวอ่อนแรงลงไปจนไม่สามารถมองเห็นได้ แม้แต่แสงจันทร์ที่เคยส่องสว่างกลับดูเลือนลางอยู่หลังหมู่เมฆสีเข้ม...

ตอนนี้อากาศรอบกายหนาวจัดจนแทบจะขยับตัวไม่ได้ ยูชอนก้มลงมองตัวเองที่สวมเพียงเสื้อเชิ้ตตัวบาง รองเท้าก็ไม่ได้ใส่ ก่อนจะแค่นหัวเราะออกมา ตลอดทั้งวันเขานั่งอยู่ที่นี่ ได้แต่นั่งเฉยๆ ปล่อยให้น้ำตามากมายรินไหลลงมา เฝ้าคิดถึงความทรงจำต่างๆ ...ซ้ำไปซ้ำมา...

ฮึก...พอที สบถกับตัวเองก่อนยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาบนใบหน้าอย่างลวกๆ อยากจะให้น้ำตาเหล่านี้เหือดแห้งไปเสียที ราวกับว่าสิ่งเดียวในร่างกายเขาที่ทำงานได้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยคือต่อมน้ำตา หัวใจดวงนี้เหนื่อยเหลือเกินที่จะเต้นต่อไป...

ทำตัวเป็นคนอกหักไปได้

ชั่ววูบหนึ่งที่คิดแบบนี้ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ คล้ายกับกำลังหัวเราะเยาะตัวเอง หัวเราะเยาะให้กับความอ่อนแอของตัวเอง อากาศรอบกายที่หนาวเย็นทำให้ยูชอนต้องกอดเข่าไว้เพื่อบรรเทาความหนาว ทั้งๆ ที่หนาวและหิวมากขนาดนี้ แต่แปลกที่ไม่มีความคิดอยากจะกลับบ้านเลยแม้แต่น้อย...อย่างน้อยก็ไม่ใช่ตอนนี้...

พี่ยูชอน!! เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้น ยูชอนเงยหน้าขึ้นมองไปตามเสียงเรียก ภาพตรงหน้าพร่าเลือนไปด้วยหยดน้ำตา...ใครกันนะ...

พี่ยุนโฮ นั่นไงฮะ พี่ยูชอน เสียงนั้นฟังดูใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ก่อนที่ร่างของเพื่อนร่วมวงทั้งสองคนจะชัดเจนขึ้นในสายตา เมื่อสองคนนั้นยืนอยู่ตรงหน้า ยุนโฮทรุดนั่งลงที่พื้นอย่างเหนื่อยอ่อน

ให้ตายเถอะ นายมาทำอะไรที่นี่ รู้มั้ยว่าทุกคนเค้าตามหากันขนาดไหน?! ยุนโฮพูดยาว ลมหายใจหอบถี่เพราะว่าวิ่งมาตลอดทางตั้งแต่หน้าสวนสาธารณะจนถึงตรงนี้

ไม่รู้...ผมไม่รู้... ยูชอนส่ายหน้าไปมาราวกับคิดอะไรไม่ออก ใช่...ไม่รู้ว่าตัวเองมาทำอะไรที่นี่ ไม่รู้แม้แต่ว่าน้ำตาพวกนี้รินไหลลงมาเพื่ออะไร

ยูชอน... ยุนโฮไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรออกมาเมื่อเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาของคนตรงหน้า ยูชอนที่หัวเราะอย่างสดใสตลอดเวลากำลังร้องไห้ ยุนโฮเอื้อมมือไปเช็ดน้ำตาให้คนตรงหน้าอย่างแผ่วเบา ก่อนโอบร่างนั้นมากอดไว้แน่น ได้ยินเพียงเสียงสะอื้นไห้ปริ่มจะขาดใจ...ราวกับรู้สึกได้ถึงหยดน้ำตา และความเจ็บปวด ยุนโฮสบตากับชางมินที่ยืนนิ่งอยู่ข้างๆ

ชางมินยืนมองยูชอนที่ร้องไห้อยู่ในอ้อมแขนของยุนโฮราวกับคนที่โง่ที่ไม่รู้ว่าควรจะทำอะไรต่อไปดี เขาไม่เคยเห็นยูชอนเป็นแบบนี้มาก่อน เขาไม่เคยคิดว่ายูชอนจะมาที่นี่เพื่อรินรดน้ำตาไว้ในที่สถานที่ที่มีค่าในความทรงจำ

พี่ยูชอนฮะ...กลับบ้านกันเถอะฮะ ชางมินบอกด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครืออย่างยากจะห้ามไหว เด็กหนุ่มถอดเสื้อกันหนาวที่สวมอยู่วางคลุมลงบนไหล่บางที่สั่นสะท้านนั้น ยุนโฮคลายอ้อมแขนออก ก่อนนั่งหันหลังให้อีกฝ่าย ยูชอนมองแผ่นหลังกว้างของเพื่อนก่อนจะโน้มตัวลงไปหา ซบหน้าลงกับไหล่กว้างอย่างอ่อนล้า ยุนโฮลุกขึ้นโดยให้ยูชอนขี่หลังก่อนที่ทั้งสามคนจะเดินออกจากสวนสาธารณะไปพร้อมกัน...

ห้องนั่งเล่นยังคงเงียบสงัดไม่มีแม้เสียงพูดคุยของคนสองคนที่นั่งนิ่งอยู่บนโซฟา มีเพียงเสียงนาฬิกาเรือนใหญ่ที่แขวนอยู่บนผนังเท่านั้นที่ยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

พี่แจจุง... เสียงเล็กๆ เอ่ยเรียกพี่คนโตของวงที่นั่งอยู่ข้างๆ โดยที่นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มคู่นั้นทอดมองออกไปข้างนอกวิวเมืองยามค่ำคืนอย่างไร้จุดหมาย

ยูชอนจะโกรธผมมั้ยนะ... จุนซูพูดเสียงเบาเจือความกังวลที่มากล้น แจจุงมองหน้าจุนซูนิ่ง ความกังวล ความห่วงใย ทุกอย่างที่แสดงออกอย่างมากมายทั้งทางการกระทำและแววตานั้นมีความรักอยู่บ้างมั้ยนะ...หากแต่แจจุงก็ไม่ได้เอ่ยถามอะไรออกไปได้แต่นั่งเงียบเพื่อรอให้อีกฝ่ายเล่าต่อเท่านั้น

เมื่อเที่ยงพวกเราคุยกัน...แล้วจู่ๆ ยูชอนก็ร้องไห้ออกมา แล้วเขาก็หนีไป... ร่างเล็กพิงศีรษะลงกับไหล่ของแจจุง ก่อนจะกดใบหน้าลงกับเสื้อกันหนาวสีครีมนั้นแน่นเพื่อกลั้นเสียงสะอื้น

ผมไม่รู้...พี่แจจุง... สิ้นเสียงหวานที่สั่นเครือนั้น จุนซูก็ปล่อยให้น้ำตารินไหลลงมาช้าๆ ไม่มีประโยชน์ใดๆ ที่จะเก็บกลั้นเอาไว้

จุนซู...พี่ว่า บางทียูชอนเขา... ทุกอย่างถูกขัดลงด้วยเสียงเปิดประตูอีกครั้ง ทั้งสองคนรีบวิ่งออกไปที่หน้าบ้านทันที ชางมินเดินนำเข้ามาก่อนตามมาด้วยยุนโฮและยูชอน แต่แจจุงกลับตกใจยิ่งกว่าเดิมเมื่อเห็นว่ายูชอนนั้นอยู่บนหลังของยุนโฮ

ยูชอนเป็นอะไรไป?! แจจุงถามด้วยความตกใจ

ชี่...เขาหลับอยู่ ยุนโฮบอกเสียงเบา ชางมินพยักหน้าเล็กน้อยแทนการยืนยันเมื่อแจจุงหันมาถามเหมือนต้องการคำตอบ ร่างบางถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

ไปเปิดประตูห้องให้พี่หน่อย ชางมิน ยุนโฮบอกเสียงเบาด้วยกลัวว่าจะรบกวนการนอนของคนที่กำลังหลับอยู่จนตื่นขึ้นมา ชางมินพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะเดินนำไปที่ประตู ยุนโฮถอดรองเท้าออกอย่างทุลักทุเลก่อนจะเดินตามเข้าไป
.
.
.
อย่าเพิ่งๆ ...โอเค...โอเคล่ะ แจจุงบอกก่อนค่อยๆ ประคองยูชอนให้นอนลงบนเตียงอย่างนุ่มนวลที่สุด ร่างบางห่มผ้าให้กับอีกฝ่ายที่ยังคงหลับใหลก่อนจะถอนหายใจออกมา

ฟู่...เมื่อยชะมัด ยุนโฮลุกขึ้นจากเตียงของยูชอนก่อนจะบิดตัวไปมาเพื่อยืดเส้นยืดสาย

ขอบคุณมากนะ แจจุงพูดขึ้นก่อนจะเดินไปใกล้ๆ คนรักที่ยืนอยู่หน้าหน้าต่างบานใหญ่ของห้องนอน ยุนโฮหันกลับมาหาก่อนเลิกคิ้วขึ้นเล็กๆ แขนแกร่งโอบรอบเอวของร่างบางเอาไว้ก่อนรั้งเข้ามาหาตัวเอง

ขอบคุณทำไม? ยูชอนก็เพื่อนฉันนะ กระซิบถามก่อนกดริมฝีปากลงบนแก้มนุ่มเย็นจัดจากไอแอร์ของคนในอ้อมแขน

ไม่รู้สิ...ถ้าวันนี้หายูชอนไม่เจอ ฉันคงเป็นบ้าแน่ๆ แจจุงพูดเสียงเบาก่อนซบใบหน้าลงบนไหล่กว้างของคนรัก อ้อมแขนที่คอยปลอบโยนเขาเสมอ เมื่อกี้เขาแทบควบคุมตัวเองไม่ได้ แต่เพราะอ้อมกอดของคนตรงหน้าทำให้เขาเชื่อมั่น...ว่าทุกอย่างจะต้องผ่านไปได้...ไม่รู้ว่ากี่ครั้งต่อกี่ครั้งที่อ้อมแขนนี้ฉุดรั้งให้เขากลับมาสู่ความเป็นจริง

ฉันก็เหมือนกันล่ะ... ยุนโฮอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกอีกครั้ง แสงไฟเข้ามาให้เห็นใบหน้าอ่อนล้าของคนที่กำลังหลับใหล กดปลายจมูกลงกับซอกคอขาวเนียนสูดกลิ่นหอมละมุนของเรือนร่างบอบบาง

จะว่าไป...แจจุงตอนประสาทเสียก็น่ารักดีเหมือนกันนะ รู้งี้เอายูชอนไปซ่อนไว้ดีกว่า ยุนโฮพูดติดตลก ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วตอนนั้นเขาแทบจะขำไม่ออก

ไอ้หมีบ้า! แจจุงฟาดแรงๆ ที่แขนของคนรักเป็นการตอบแทนมุกตลกไม่เข้าท่าของอีกฝ่าย

โอ้ย เจ็บๆๆ ยุนโฮโวยวายเสียงดังอย่างลืมตัว ก่อนที่เสียงจะเงียบไปเมื่อถูกมือเล็กๆ มาปิดปากไว้

ปล่อย แจจุงบอกเสียงเบา พยายามขืนตัวจากอ้อมแขนแข็งแรงที่กอดรัดรอบเอวอยู่ ยุนโฮแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินทั้งๆ ที่บนใบหน้านั้นมีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์อยู่ โน้มใบหน้าคมเข้าไปใกล้ใบหน้าหวานสวยของร่างบาง สัมผัสริมฝีปากบางระเรื่อสีชมพูนั้นอย่างแผ่วเบา ขบเบาๆ ที่ริมฝีปากล่าง ริมฝีปากจัดสีธรรมชาตินั้นนุ่มราวกับขนมหวานชวนลิ้มลอง ไล้ปลายลิ้นอย่างอ่อนโยนคล้ายกับจะขออนุญาตอย่างสุภาพ ก่อนจะแทรกลิ้นอุ่นเข้าไปในโพรงปากหวานละมุนนั้น

อื้อ... ร่างบางได้แต่ครางครือในลำคอเมื่อรสจูบนั้นอ่อนหวานหากแต่แฝงความเร่าร้อนหวามไหว เรียวลิ้นเล็กตอบสนองรสจูบของคนรักอย่างอ่อนหวาน มือเรียววางบนไหล่กว้างนั้นอย่างวางใจ รสจูบที่อ่อนหวานกำลังร้อนขึ้นเรื่อยๆ

พี่แจจุงฮะ ผมหิวแล้ววว ชางมินเปิดประตูพรวดเข้ามาโดยไม่ให้ซุ่มเสียงใดๆ ทั้งสองคนผละออกจากกันอย่างรวดเร็ว ยุนโฮแกล้งหันออกไปมองวิวข้างนอก ส่วนแจจุงก็แกล้งทำเป็นมองไปอีกทาง เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่นั่นก็เป็นพิรุธสุดๆ อย่างน้อยก็โชคดีที่ไฟปิดอยู่ทำให้ชางมินไม่ทันเห็นอะไร

อื้ม เดี๋ยวพี่ออกไปทำให้กินเดี๋ยวนี้ล่ะ แจจุงขานรับด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้เป็นปกติที่สุด แก้มใสนั้นแดงจัดด้วยความเขิน เหลือบตามองยุนโฮที่ยืนยิ้มอยู่โมโหนิดๆ

ฮะ...เร็วๆ นะ ผมหิวมากจนจะกินช้างได้แล้ว ชางมินบอกก่อนจะปิดประตูไป แจจุงได้แต่มองตามน้องเล็กไปก่อนจะนึกค่อนขอดในใจ ทำไมใครๆ ก็ต้องกินช้างด้วยนะ...ช้างออกจะน่ารัก...

...โถ คิม แจจุงสอบตกวิชาภาษานี่นะ...

พอเลยนะ ยุนโฮ ถ้าเมื่อกี้ชางมินจะทำไงห๊ะ? ร่างบางขืนตัวออกจากอ้อมแขนของหมีขาวตัวโตอย่างยุนโฮที่ยืนทำหน้ากวนประสาทอยู่

ก็ช่วยไม่ได้...นายทำตัวน่ารักเองนี่นา ฉันก็อดใจไม่ไหวเป็นธรรมด๊า~ ธรรมดา ยุนโฮพูดหน้าตายจนแจจุงคิดไม่ออกว่าจะด่าเป็นคำว่าอะไรดี แก้มใสร้อนผ่าวเพราะคำชมสั้นๆ คำนั้น...น่ารัก...

แล้วเมื่อกี้นายก็... ประโยคหลังกระซิบแผ่วเบาที่ข้างหู ก่อนจะหัวเราะเบาๆ ในคออย่างมีเลศนัย แจจุงหน้าแดงจัดด้วยความเขินก่อนที่มือเล็กจะฟาดแรงๆ บนแขนของอีกฝ่าย

อะ..อะ...ไอ้หมีหื่นโรคจิต!! ด่าเสร็จก็หันหลังเดินจ้ำออกไปจากห้องทันทีด้วยความเขิน ยุนโฮได้แต่มองตามอาการงอนน่ารักๆ ของคนรักก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ ร่างสูงนั่งลงบนเตียงของชางมินอีกครั้ง มองใบหน้าของคนที่กำลังหลับใหลอยู่เตียงข้างๆ อย่างพิจารณา แสงไฟภายนอกสะท้อนเรือนแก้มเลอะคราบน้ำตา ยื่นมือไปตรงหน้าไล้หลังมือแผ่วเบาบนรอยน้ำตาพวกนั้น ราวกับว่าจะช่วยลบเลือนมันไปได้

หลับสบายเชียวนะ...นายคงไม่รู้หรอกว่าถ้าตื่นมานายโดนแจจุงสวดยับแน่ ยุนโฮหัวเราะออกมาเบาๆ มือหนาลูบเรือนผมของอีกฝ่ายของอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา

ฝันดีนะ ยูชอน ดึงผ้าห่มผืนหนาขึ้นห่มให้อีกฝ่ายก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินออกจากห้องไป

ชางมิน เรียบร้อยแล้วนะ มากินก่อนก็ได้ แจจุงตะโกนบอกเด็กหนุ่มร่างสูงที่นั่งอ่านหนังสืออยู่บนโซฟา

คร้าบบบ ชางมินตอบรับเสียงสดใสก่อนวิ่งไปช่วยแจจุงยกจานอาหารมื้อดึกของพวกเขามาไว้ที่โต๊ะกินข้าว ชางมินมองไปรอบๆ ไม่ยักจะเห็นใครอยู่

กินก่อนเลยก็ได้ วันนี้ไม่ต้องรอกินพร้อมกันหรอก แจจุงพูดขึ้นเพราะดูสีหน้าของน้องเล็กแล้วดูท่าทางจะหิวจัด ทั้งๆ ที่เพิ่งกินขนมปังไปครึ่งถุงเมื่อชั่วโมงก่อน ชางมินพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มกว้างเหมือนเด็กๆ ก็แน่ล่ะเขาหิวจนจะกินช้างได้จริงๆ นะ...แจจุงมองน้องชายก่อนหัวเราะออกมาแล้วเดินไปเก็บอุปกรณ์ทำอาหารให้เข้าที่

ชางมิน เดี๋ยวไปตาม...อ่า...ไม่เป็นไรเดี๋ยวพี่ไปเองก็ได้ จากที่จะให้ชางมินไปตามคนอื่นมากินข้าวแต่ดูเหมือนว่าตอนนี้อีกฝ่ายกำลังยุ่งกับการกินและกินอย่างมุ่งมั่น แจจุงถอนหายใจออกมาก่อนจะยิ้มออกมาบางๆ ...เด็กหนอเด็ก...

เสียงสะอื้นแผ่วในลำคอดังแว่วมาจากหลังประตูห้องน้ำสีขุ่น แจจุงชะงักปลายเท้าก่อนนิ่งฟังเสียงสะอื้นแผ่วๆ นั้น มือเรียวผลักบานประตูกระจกสีขุ่นของห้องน้ำเข้าไป ร่างเล็กของใครคนนึงยื่นอยู่ข้างหน้าอ่างล้างหน้า แม้จะมีผ้าขนหนูสีขาวคลุมหัวอยู่แต่แจจุงก็รู้ว่าคนที่กำลังส่งเสียงร่ำไห้ที่แสนเศร้านี้คือใคร ร่างบางก้าวไปใกล้อีกฝ่าย วางมือลงบนไหล่ที่สั่นสะท้าน

จุนซู... ไม่มีคำพูดใดๆ หลุดออกมาอีกเมื่อร่างเล็กเอนศีรษะลงซบกับไหล่บางนั้นอย่างหาที่พึ่งพิง รู้สึกได้ถึงหยดน้ำตาที่รินรดเสื้อนอนของเขา แจจุงค่อยๆ ดึงผ้าขนหนูสีขาวที่คลุมอยู่บนเรือนผมนุ่มนั้นออกช้าๆ ภาพใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตาของจุนซู...สองแขนรั้งร่างเล็กมากอดไว้แน่น

ไม่เป็นไรแล้วนะ...เราเจอยูชอนแล้ว...ไม่เป็นไรแล้ว... กระซิบบอกน้ำเสียงอ่อนโยน รู้สึกว่าคนตัวเล็กพยักหน้าภายในอ้อมกอดเขา มีเสียงอู้อี้เจือเสียงสะอื้นคล้ายกับว่าคนในอ้อมแขนนี้ต้องการที่พูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายแล้วมันก็กลายเป็นเพียงถ้อยคำที่ถูกกลืนหายไปครั้งแล้วครั้งเล่า

ไม่ร้องนะ ไหนพี่ดูซิ รอยยิ้มของเซีย จุนซู...หืม? แจจุงถามน้ำเสียงอ่อนโยน ก่อนผละออกจากร่างเล็ก สองมือเรียวประคองใบหน้าเลอะน้ำตาของอีกฝ่ายไว้ ก่อนไล้ปลายนิ้วโป้งเกลี่ยหยดน้ำตาบนเรือนแก้มใสนั้นอย่างอ่อนโยน

ไหน...ยิ้มหน่อยซิ แกล้งยกปลายเสียงสูงก่อนยิ้มกว้าง จุนซูได้แต่ยิ้มตามอย่างห้ามไม่ได้ มือเล็กยกขึ้นเช็ดน้ำตาบนใบหน้าตัวเองลวกๆ ก่อนยิ้มออกมา

แบบนี้สิ จุนซูที่น่ารักของทงบังชินกิ...เอาล่ะ ล้างหน้าล้างตาให้เรียบร้อย แล้วก็ไปเรียกยูชอนมากินข้าวนะ แจจุงบีบจมูกของคนตรงหน้าเบาๆ อย่างหมั่นเขี้ยว จุนซูทำจมูกย่นใส่เมื่อโดนแกล้ง ใบหน้าหวานนั้นฉายแววกังวลอย่างเห็นได้ชัด

ยูชอนเขาไม่โกรธจุนซูหรอก...เชื่อพี่สิ แจจุงบอกพร้อมรอยยิ้มบางๆ ราวกับจะทำให้อีกฝ่ายมั่นใจ เมื่อเห็นว่าคนตัวเล็กดูเหมือนจะไม่อยากทำหน้าที่ที่เขามอบหมายให้สักเท่าไหร่ ขยี้ผมนุ่มสีเข้มที่เจ้าตัวเล็กหวงนักหวงหนาก่อนจะกอดอีกฝ่ายไว้ครู่หนึ่งแล้วคลายออก จุนซูหัวเราะเบาะๆ คล้ายกับกำลังเขินอายก่อนจะเดินไปล้างหน้า แจจุงมองตามเล็กน้อยก่อนจะเดินออกจากห้องน้ำไป

ประตูห้องนอนถูกเปิดออกอย่างแผ่วเบา ปลายเท้าเรียวเล็กค่อยๆ เขย่งก้าวเบาๆ บนพรมผืนนุ่มก่อนเดินตรงไปที่เตียงที่มีร่างสูงโปร่งกำลังหลับใหล ร่างเล็กนั่งลงบนเตียงนุ่มเบาๆ ฟูกนอนยวบหยุ่นลงไปตามน้ำหนักตัวที่ทิ้งลงมา นัยน์ตาเรียวสีเข้มทอดมองคนที่นอนหลับไม่รู้เรื่องนิ่งๆ

... ริมฝีปากบางได้รูปขยับเล็กน้อย หากแต่ไม่มีเสียงใดๆ หลุดออกมา มีเพียงลมแผ่วเบาเท่านั้น มือเล็กสั่นเทาค่อยๆ เอื้อมไปตรงหน้าก่อนสัมผัสเบาๆ บนแก้มที่เลอะคราบน้ำตาแห้งกรัง ขอบตานั้นบวมช้ำราวกับผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก แตะมือค้างอยู่ที่แก้มขาวเย็นจัดของเพื่อนร่วมวงนิ่ง ก่อนที่น้ำตาจะค่อยๆ เอ่อล้นและร่วงหล่นลงบนแก้มใสเรื่อสีอ่อน จุนซูยกมืออีกข้างขึ้นปิดปากตัวเองเพื่อกลั้นเสียงสะอื้น...

ยูชอน... เสียงเรียกนั้นแผ่วเบาเสียจนแทบไม่ได้ยิน นิ้วมือที่สั่นระริกค่อยๆ สัมผัสเบาๆ บนเปลือกตาบางที่หลับพริ้มของคนตรงหน้า ไม่รู้สาเหตุของน้ำตาที่รินไหล ไม่รู้ไม่เข้าใจอะไรเลยแม้แต่น้อย รู้เพียงแต่ว่าไม่อยากเห็นคนคนนี้ต้องเจ็บปวด...ละปลายนิ้วออกจากใบหน้าคมคายนั้น ก่อนยกมือขึ้นปิดหน้าแล้วร้องไห้ออกมาอย่างสุดจะกลั้น เพราะไม่รู้และไม่เข้าใจ...ไม่รู้แม้แต่ว่าทำไมตัวเองต้องร้องไห้

จุนซู... อาจเป็นเพราะเสียงนี้แห้งแหบและแผ่วเบา คนตัวเล็กถึงได้ไม่ได้ยิน จุนซูยังคงนั่งร้องไห้ปล่อยเสียงสะอื้นแผ่วๆ และแสนเศร้าให้สัมผัสได้ ร่างสูงมองภาพคนตัวเล็กที่นั่งร้องไห้อยู่ตรงหน้านิ่งๆ คล้ายกับภาพตรงหน้านั้นเลือนลาง...อยู่ในฝัน...แต่เสียงสะอื้นนั้นราวกับจะบอกว่านี่คือความจริง สองแขนยันตัวให้ลุกขึ้นนั่งก่อนเอื้อมมือไปแตะเบาๆ บนไหล่บางที่สั่นสะท้านนั้น

ร้องไห้ทำไม? ยูชอนเอ่ยถามเสียงเบา จุนซูเงยหน้าขึ้นจากฝ่ามืออุ่นจัดของตัวเองก่อนมองคนตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจจะเอื้อนเอ่ยออกมาเป็นคำพูดใดๆ ร่างสูงเอื้อมมือไปเช็ดน้ำตาบนแก้มนิ่มนั้นอย่างอ่อนโยน ก่อนเอ่ยถามซ้ำอีกครั้ง ร้องไห้ทำไม หืม?

จุนซูเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะฟาดมือเล็กๆ ลงไปบนแก้มของร่างสูงเบาๆ เบามากเสียจนไม่รู้สึกเจ็บใดๆ

อย่าทำแบบนี้อีกนะ ร่างเล็กเอ่ยขอร้องด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ก่อนที่น้ำตาที่เพิ่งถูกเช็ดให้แห้งไปรินไหลลงมาอีกครั้ง แขนเล็กเอื้อมไปตรงหน้าแล้วรั้งร่างสูงมากอดไว้แน่น ใบหน้าหวานซุกแน่นที่ไหล่กว้างของอีกฝ่าย ปลดปล่อยหยดน้ำตาให้ไหลริน

อย่าทำแบบนี้อีก ฮึก อย่าหนีไปไหนอีกนะ รู้มั้ยว่าฉันกังวลแค่ไหน...ฮึก...ฮือ... คำพูดที่พรั่งพรูนั้นสั่นเครือฟังแล้วน่าสงสาร ยูชอนค่อยๆ ยกแขนขึ้นโอบร่างเล็กกลับก่อนลูบเบาๆ บนเรือนผมนุ่ม ในหัวนั้นว่างเปล่า ราวกับถูกแสงไฟนับร้อยๆ ดวงสาดใส่จนขาวโล่งไปหมด...ราวกับคนโง่ที่คิดอะไรไม่ออก

ขอโทษ

เพียงคำขอโทษของฉันคงไม่เพียงพอ...สำหรับน้ำตาของนาย

นายโกรธอะไรฉันน่ะ ยูชอน? คำถามที่ฟังดูอู้อี้และแทบฟังไม่รู้เรื่องจากเสียงเล็กๆ นั้นทำให้ร่างสูงตื่นจากภวังค์

ฉันไม่ได้โกรธอะไร...ฉันแค่บ้าไปเอง จุนซู ตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่มีไว้เพียงเพื่อคนในอ้อมแขนนี้ ใช่ ก็แค่บ้า...บ้าที่คิดอะไรไม่เข้าท่าจนทำให้จุนซูต้องร้องไห้แบบนี้ ต่อให้เอ่ยขอโทษอีกกี่พันครั้งก็ไม่อยากให้อภัยตัวเอง...ปาร์ค ยูชอน มันบ้าอย่างไม่น่าให้อภัย

นายจะบ้าอะไรก็บ้าไป บอกฉันบ้างสิ จะบ้าที่ไหน...อย่าทิ้งฉันไว้แบบนี้...ถ้านายเป็นอะไรไปฉันจะอยู่ยังไง...ฮือ... มือเล็กรั้งเสื้อสีเทาเข้มแน่นจนยับยู่ น้ำตารินรดซึมลงเป็นวงกว้าง ความชื้นที่หัวไหล่ราวกับยาพิษที่ค่อยๆ ซึมซาบลงทำร้ายหัวใจของร่างสูง...

... ไม่มีแม้คำพูดใดๆ หรือคำขอโทษที่หลุดออกมาจากริมฝีปากอิ่ม ร่างสูงเพียงแต่รั้งร่างเล็กมากอดไว้ให้แน่นขึ้นอีก เพียงคำพูดที่อ่อนโยนและราวกับจะบอกว่าตัวเองนั้นมีค่ามากแค่ไหนสำหรับคนคนนี้...ยูชอนเม้มปากแน่นจนเป็นเส้นตรง...ทั้งๆ ที่ควรจะยิ้มแต่ทำไมนะถึงเจ็บจนอยากจะร้องไห้ออกมาแบบนี้

ยูชอนผละตัวเองออกจากอ้อมแขนเล็กๆ นั้น ก่อนค่อยๆ ไล้นิ้วมือเช็ดน้ำตาบนใบหน้านั้นอีกครั้ง จุนซูมองจ้องคนตรงหน้า

สัญญานะ ว่าจะไม่ทิ้งฉันไป ร่างเล็กเอ่ยขอคำสัญญาที่สร้างรอยยิ้มเศร้าหมองบนใบหน้าคมคายนั้น ร่างสูงไม่ตอบอะไรออกมา ริมฝีปากอิ่มขยับเล็กน้อยคล้ายกับต้องการจะเอื้อนเอ่ยอะไรออกมาแต่สุดท้ายก็ไม่มีคำพูดใดๆ หลุดออกมา

เฮ้อ...พี่แจจุงจะมีอะไรให้ฉันกินมั้ยเนี่ย? ร่างสูงลุกขึ้นจากเตียงก่อนบิดขี้เกียจสุดตัว แล้วมองออกไปข้างนอกภาพเมืองยามค่ำคืนนั้นสวยงามด้วยแสงไฟจากตึกต่างๆ...

จริงด้วย พี่แจจุงให้ฉันมาตามนายไปกินข้าวน่ะ จุนซูพูดเมื่อนึกขึ้นได้ ร่างเล็กยกมือขึ้นขยี้จมูกฟุดฟิด ยูชอนหันกลับมาก่อนขยี้ผมคนตรงหน้าเบาๆ จ้องหน้าคนตัวเล็กก่อนยิ้มออกมา

ฉันเพิ่งรู้...นอกจากนายเป็นโลมาแล้วนะ นายยังเป็นปลาทองอีกต่างหาก พูดจบเท่านั้นก็ลงไปนั่งกองบนเตียงของชางมินด้วยแรงผลักจากอีกฝ่าย

ไอ้หนูบ้า คนตัวเล็กว่าใส่อีกดอกนึงก่อนจะเดินจ้ำหนีออกไปอย่างงอนๆ ยูชอนมองตามไปเล็กน้อยก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินตามออกไป

สัญญานะ ว่าจะไม่ทิ้งฉันไป

ฉันสาบานกับตัวเองตั้งแต่วันแรกที่ได้เห็นรอยยิ้มของนาย

...แต่นายคงไม่รู้หรอก...คิม จุนซู...

ห้องนอนของทงบังชินกิวันนี้ก็ยังคงเหมือนเดิม แสงสว่างจากหลอดไฟนีออนให้แสงสว่างกับห้องนอนที่มีเพียงแค่เตียงอย่างเดียวเท่านั้น ยุนโฮยืนมองภาพตรงหน้าที่ดูเป็นปกติแล้วถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปสบตากับคนรักที่เงยหน้าขึ้นมาพอดี แจจุงยิ้มบางๆ ก่อนจะก้มลงอ่านหนังสือเล่มบางในมืออยู่อีกครู่หนึ่งแล้วปิดลง

เอาล่ะ จะปิดไฟแล้วนะ... ยุนโฮพูดขึ้น ชางมินที่กำลังอ่านหนังสืออยู่รีบพับหนังสือเก็บวางไว้ข้างหมอน ก่อนถอดแว่นสายตาเก็บใส่กล่องแล้ววางไว้บนหนังสืออีกที ก่อนซุกตัวเข้าใต้ผ้าห่มทำท่าเตรียมหลับอย่างดี แต่ดูเหมือนอีกสองคนที่นอนฟังเพลงด้วยกันอยู่บนเตียงข้างๆ นั้นจะไม่ได้ยินเสียงของยุนโฮเลยสักนิด

ลองฟังสิ เพลงออกใหม่ของ K จุนซูบอกร่างสูงที่นั่งพิงหัวเตียงอยู่ข้างๆ ก่อนชี้ให้ดูชื่อเพลงที่ขึ้นอยู่บนหน้าจอเครื่อง iPod สีขาว ยูชอนก้มหน้าลงไปดูใกล้ๆ เพราะมองเห็นไม่ค่อยชัดนักในเวลาที่ไม่ได้ใส่คอนแท็กเลนส์แบบนี้

Da-Ki-Shi-Me-Tai...Dakishimetai? ยูชอนค่อยๆ อ่านชื่อเพลงก่อนทวนซ้ำอีกครั้ง จุนซูหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะรีบหยุดขำเมื่อเห็นสายตาค่อนขอดของคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ภายในวงนั้นยูชอนเป็นคนที่มีปัญหากับภาษาญี่ปุ่นมากที่สุด และนั่นก็เป็นเรื่องที่ทำให้แจจุงหัวเราะเยาะอย่างมีความสุขเมื่อคะแนนทดสอบของแจจุงนั้นมากกว่ายูชอน...สองคะแนน...

เพราะมั้ยล่ะ? จุนซูถามขึ้น ยูชอนถึงได้เรียกสติกลับมาตั้งใจฟังเพลงอีกครั้ง เสียงเปียโนคอร์ดฟังสบายคลอเคล้ากับเสียงนักร้องชายที่นุ่มนวล ร่างสูงพยักหน้าเล็กน้อย แม้จะยังจับความหมายของเพลงไม่ค่อยได้ก็ตามที...รู้เพียงความหมายของชื่อเพลงเท่านั้น อยากกอด ชั่วครู่ที่ความคิดลอยเข้ามาในหัวสายตาก็หันกลับไปมองที่ร่างเล็กที่กำลังฮัมเพลงเบาๆ อยู่ข้างๆ

Shit! ยูชอนสบถกับตัวเองเบาๆ แล้วถอนหายใจออกมาอย่างหงุดหงิดตัวเองที่กำลังคิดอะไรบ้าๆ ก่อนจะรีบยิ้มเล็กน้อยให้กับจุนซูที่หันกลับมามองงงๆ ร่างสูงยกมือขึ้นนวดก้านคอตัวเองเบาๆ เพื่อคลายความเมื่อยล้า

เรานอนกันดีกว่ามั้ย ห้าทุ่มแล้ว จุนซูเอ่ยขึ้นหลังจากนั่งฟังเพลงไปอีกแค่ครู่หนึ่ง ก่อนเอื้อมมือไปดึงหูฟังสีขาวออกให้อีกฝ่าย ก่อนลุกแล้วลงจากเตียงไป

พี่ยุนโฮ ปิดไฟเลยก็ได้นะ จุนซูบอกเสียงสดใสก่อนจะเดินไปนอนที่เตียงในสุดของตัวเอง ยุนโฮมองตามร่างเล็กก่อนเลิกคิ้วขึ้น...นี่ที่ฉันพูดไปไม่ได้ยินกันเลยใช่มั้ยเนี่ย...

เอาล่ะๆ ปิดไฟแล้วนะ ยุนโฮถามซ้ำอีกครั้ง และเมื่อเห็นทุกคนพยักหน้า ปลายนิ้วก็ออกแรงกดเพียงเล็กน้อยเพื่อให้ไฟทั้งห้องดับลง ยุนโฮเดินกลับไปที่เตียงของตัวเองก่อนซุกตัวเข้าใต้ผ้าห่มสีม่วงอ่อน

ฝันดี ทงบังชินกิ ทั้งห้าคนพูดขึ้นมาพร้อมกัน ก่อนจะหลับตาลงเพื่อพักผ่อนสำหรับวันพรุ่งนี้ที่มีคิวงานยาวเหยียดให้ต้องรับผิดชอบ ความมืดสลัวมาเยือนพร้อมกับนิทราที่แสนสุขของทั้งห้าคน

ติ๊ดๆ เสียงนาฬิกาข้อมือดังบอกเวลาครบชั่วโมงนั้นแผ่วเบาอยู่ใต้หมอน หากแต่กลับปลุกให้ร่างเล็กลุกพรวดขึ้นนั่งก่อนมองไปรอบๆ อย่างตกใจ มือเล็กลูบใบหน้าที่ชื้นเหงื่อของตัวเองก่อนถอนหายใจออกมาเบาๆ เมื่อสิ่งที่เห็นนั้นเป็นแค่ฝัน

ฝันหรอกเหรอ... ร่างเล็กพึมพำกับตัวเองเสียงเบา ตอนนี้ห้องนอนทั้งห้องมืดสนิท ความฝันเมื่อครู่ยังคงเลือนลางในความคิด จำได้เพียงแค่ว่าวิ่งขึ้นบันไดไปเรื่อยๆ ราวกับกำลังหนีอะไรบางอย่างอยู่ แม้จะมองไม่เห็นว่ากำลังวิ่งหนีอะไรแต่ก็หยุดไม่ได้...น่ากลัวชะมัด

จุนซูเอื้อมมือคลำหานาฬิกาข้อมือของตัวเองที่น่าจะวางอยู่บนเตียง ก่อนหยิบขึ้นมากดดูเวลา พรายน้ำสีเขียวสว่างทำให้เห็นเลขดิจิตอลบอกเวลาขึ้นอยู่...ตีสองแล้ว...ร่างเล็กวางนาฬิกาลงที่เดิมก่อนจะล้มตัวลงนอนอีกครั้ง หากแต่นอนไปเพียงแค่พักเดียวคนตัวเล็กก็กระสับกระส่ายพลิกตัวไปมา ก่อนจะลุกขึ้นนั่งอีกครั้ง สองแขนอุ้มหมอนสีขาวใบใหญ่ของตัวเองขึ้นมากอดไว้ก่อนลุกขึ้นไปเตียงข้างๆ

พี่ยุนโฮ พี่ยุนโฮ... ร่างเล็กสะกิดยุนโฮที่กำลังนอนหันหลังให้พร้อมกับเรียกอย่างเบาๆ เพราะว่ากลัวว่าคนอื่นจะตื่นมาด้วย

อื้อ...แบมบี้ พ่ออยู่นี่ลูก~ ร่างสูงงึมงำในลำคอก่อนจะพลิกตัวกลับมาแล้วพาดแขนหนักๆ ลงบนไหล่บางๆ ของคนตัวเล็กจนอีกฝ่ายแทบทรุด

พี่ยุน...โอ้ย พี่บ้า เอาแขนออกไปนะ คนตัวเล็กพยายามยกแขนหนักๆ ของอีกฝ่ายออก ก่อนจะก้มลงหยิบตุ๊กตากวางตัวกลมหรือ แบมบี้ลูกรักพ่อยุนโฮ ขึ้นมาจากพื้นแล้วยัดใส่ให้ในอ้อมแขนของคนที่หลับอยู่ จุนซูถอนหายใจออกมาเบาๆ ...แบบนี้ปลุกไปก็ไม่ตื่นแน่ๆ

จุนซูกอดหมอนไว้แน่นแนบอกก่อนค่อยๆ เดินย่องไปที่อีกเตียงหนึ่ง แม้จะไม่ได้เปิดไฟไว้แต่สายตาที่เริ่มชินกับความมืด และแสงไฟจากข้างนอกก็ทำให้เห็นว่าบนเตียงนั้นมีใครสักคนนอนอยู่ใต้ผ้าห่มที่คลุมจนมิดเห็นเพียงปลายผมสีทองสว่าง

ยูชอน... เสียงเล็กๆ เอ่ยเรียกพร้อมกับสะกิดอีกฝ่ายเบาๆ ก่อนที่รอยยิ้มจะปรากฏขึ้นบนใบหน้าของคนตัวเล็กเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายดึงผ้าห่มที่คลุมอยู่ออก ก่อนหรี่ตาขึ้นมองมาที่เขา

ฉันฝันไม่ค่อยดีน่ะ ขอนอนด้วยได้มั้ย? จุนซูถามเสียงเบา ร่างสูงไม่ตอบอะไรนอกจากนอนหรี่ตามองคนตัวเล็กเหมือนยังไม่ตื่นดี ก่อนจะเขยิบไปนอนชิดกับผนังจนบนเตียงเหลือเนื้อที่ว่างมากพอสำหรับคนที่ยืนอยู่

ขอบคุณนะ จุนซูบอกพร้อมรอยยิ้มกว้างก่อนวางหมอนของตัวเองลงข้างๆ หมอนของร่างสูง แล้วนอนลงบนฟูกนอนที่ร่างสูงเหลือเนื้อที่ไว้ให้

ราตรีสวัสดิ์นะ ยูชอนไม่ตอบอะไรนอกจากพยักหน้าเล็กน้อยเท่านั้น ร่างสูงแบ่งผ้าห่มคลุมร่างเล็กที่นอนอยู่ข้างๆ ก่อนที่จะซุกหน้าลงกับหมอนแล้วดึงผ้าห่มขึ้นคลุมโปงอีกครั้งพร้อมเสียงงึมงำในลำคอเบาๆ จุนซูมองแผ่นหลังกว้างนั้นยิ้มๆ ก่อนเขยิบเข้าไปใกล้อีกฝ่าย ซุกใบหน้าลงกับแผ่นหลังอุ่นนั้น ก่อนจะหลับตาลงปล่อยตัวเองให้จมลงในห้วงนิทราอีกครั้ง

ทั้งๆ ที่เพิ่งรู้สึกเคลิ้มๆ จะหลับไปเพียงห้านาทีเท่านั้น แผ่นหลังที่สั่นสะท้านของร่างสูงทำให้จุนซูลุกขึ้นนั่งแล้วเขย่าแขนเรียกคนที่นอนอยู่ข้างๆ เบาๆ

ยูชอน...ยูชอน จุนซูเรียกอีกฝ่ายด้วยความไม่สบายใจ ไม่รู้ว่ารู้สึกไปเองรึเปล่าที่ว่าแผ่นหลังนั้นสั่นสะท้าน ได้ยินเสียงหายใจหอบถี่ของตรงหน้า มือเล็กเปิดผ้าห่มที่คลุมตัวร่างสูงออก แสงไฟที่สาดผ่านเข้ามาทำให้เห็นร่างสูงที่นอนขดตัวอยู่ริมเตียง

ยูชอน ยูชอน! มือเล็กเขย่าคนตรงหน้าแรงขึ้นพอๆ กับเสียงที่ดังขึ้นจนสามารถปลุกให้ยุนโฮที่หลับอยู่ตื่นขึ้นมานั่งบนเตียงอย่างหงุดหงิดนิดๆ

อะไรน่ะ จุนซู ดึกแล้วทำไมไม่นอน? ยุนโฮถามเสียงงัวเงียปนหงุดหงิดที่ตื่นขึ้นมากลางคันในช่วงเวลาที่ใกล้รุ่งเช้า หากแต่คนตัวเล็กไม่ตอบอะไร มือเล็กๆ ยังคงเขย่าไหล่หนาของคนที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง เสียงหวานก็ยังคงพร่ำเรียกชื่อร่างสูงไม่หยุด ยุนโฮรู้สึกถึงความผิดปกตินั้นจึงลุกขึ้นจากเตียงแล้วเดินไปเปิดไฟ แสงไฟที่สว่างขึ้นทำให้จุนซูหันกลับไปมองพี่ชายร่างสูงที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ประตูพร้อมน้ำตาคลอตา

พี่ยุนโฮ...พี่ยุนโฮ...ช่วยยูชอน... จุนซูบอกยุนโฮที่ยืนทำหน้าง่วงๆ อยู่ด้วยเสียงสั่นเครือ ทันทีที่ได้ยินประโยคนั้นร่างสูงที่กำลังสะลึมสะลืออยู่ถึงกับตาสว่างขึ้นมาทันที ก่อนจะรีบสาวเท้าไปที่เตียงของยูชอน พร้อมกับที่แจจุงลืมตาตื่นขึ้นมาเพราะแสงไฟในห้องก่อนจะหันไปมองตามเสียง

ยูชอนๆ ...เฮ้ย ยูชอน ได้ยินพี่มั้ย? ได้ยินเสียงยุนโฮที่ฟังดูร้อนรนแบบนั้น แจจุงก็รุดลงจากเตียงด้วยความตกใจ ก่อนจะเดินไปที่เตียงริมสุดที่จุนซูและยุนโฮกำลังยืนอยู่

ยูชอนตัวร้อนมากเลย แจจุง ยุนโฮหันมาบอกคนรักที่เดินแทรกเข้ามา แจจุงไม่ตอบอะไรนอกจากเอื้อมมือไปแตะหลังมือเบาๆ บนหน้าผากและซอกคอ ใบหน้าคมคายของคนที่กำลังหลับใหลไม่ได้สตินั้นซีดขาวทั้งๆ ที่ริมฝีปากแดงจัด ร่างบางชักมือออกเมื่อสัมผัสที่มือนั้นร้อนจัด

ยูชอน ยูชอน! แจจุงเขย่าคนที่นอนอยู่แรงๆ จนอีกฝ่ายสะเทือนไปทั้งตัว ร่างโปร่งหรี่ตาขึ้นมองก่อนยิ้มออกมาบางๆ

แม่ฮะ... เสียงแห้งแหบนั้นเรียกหาบุพการีที่อยู่ห่างไกลอีกซีกโลกออกมา แจจุงถึงกับหน้าเสียก่อนจับปลายนิ้วเย็นจัดนั้นไว้แน่น

ผมหนาว... ยูชอนพึมพำเสียงเบาและสั่นเครือ ไหล่กว้างนั้นสะท้านสั่นด้วยพิษไข้

ไม่ได้แล้ว ยุนโฮ ต้องพาไปโรงพยาบาล จุนซูโทรเรียกแท็กซี่เร็ว แจจุงพูดขึ้น ยุนโฮพยักหน้าก่อนสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนช้อนมือสอดเข้าใต้ร่างโปร่งแล้วออกแรงยกร่างนั้นขึ้นไว้ในอ้อมแขน แจจุงรีบเปิดประตูให้ก่อนวิ่งไปหยิบเสื้อกันหนาวที่กองอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่นแล้ววิ่งตามไป โดยมีจุนซูที่โทรศัพท์ตามแท็กซี่ก้าวยาวๆ ตามไปอีกคน

แท็กซี่บอกว่าอีกห้านาทีฮะ พี่แจจุง จุนซูรายงานตามที่ศูนย์รถแท็กซี่บอก แจจุงพยักหน้าเล็กน้อยก่อนคลุมเสื้อกันหนาวให้กับยุนโฮที่ยืนอยู่ ร่างสูงหันกลับมาขอบคุณคนรักเบาๆ แจจุงส่งเสื้อกันหนาวอีกตัวให้กับจุนซูที่ยืนมองตัวเลขสีแดงที่กำลังวิ่งอย่างช้าๆ อยู่

ขอบคุณฮะ... จุนซูรับเสื้อกันหนาวมาก่อนสวมไว้ ร่างเล็กมองตัวเลขของลิฟต์ที่ค่อยๆ ลงจากชั้นสิบเอ็ดมาสู่ชั้นหนึ่งอย่างเชื่องช้า ทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดออกทุกคนก็รีบวิ่งออกไปที่หน้าอพาร์ทเมนท์ทันที ข้างหน้าอพาร์ทเมนท์นั้นมีรถแท็กซี่สีเหลืองจอดรออยู่แล้ว แจจุงวิ่งไปเปิดประตูข้างหลังก่อนรีบเข้าไปนั่งข้างในเพื่อรอช่วยยุนโฮประคองยูชอนที่เพ้อไม่ได้สติให้นั่งพิงตัวเองไว้ ก่อนที่ยุนโฮจะตามเข้ามานั่ง

ไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดครับ จุนซูรีบบอกทันทีที่ขึ้นนั่งบนเบาะหน้า คนขับพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะออกรถทันที

อดทนไว้นะ ยูชอน...อดทนไว้นะ แจจุงบอกร่างสูงที่นั่งพิงตัวเองอยู่อย่างไร้เรี่ยวแรง ราวกับสัมผัสได้ถึงไอร้อนจากคนที่กำลังไม่ได้สติ มีเพียงเสียงครางครือในลำคอ มือเรียวปัดป่ายไปทั่วราวกับจะไขว่คว้าหาสัมผัสใดๆ ก็ตามที่ทำให้ไม่หนาวเหน็บอีกต่อไป ยุนโฮคว้ามือเรียวนั้นไว้ก่อนเอาเสื้อที่สวมอยู่คลุมให้ยูชอน

พี่แจจุง ผมไม่หนาว เอาเสื้อของผมให้ยูชอนก็ได้ จุนซูถอดเสื้อกันหนาวของตัวเองออกก่อนส่งให้แจจุงที่นั่งอยู่ข้างหลัง เขาไม่อาจทนเห็นยูชอนนอนหนาวสั่นและพร่ำเพ้อหาคุณแม่ที่อยู่อีกฝั่งโลกได้ อย่างน้อย...ก็ขอให้อุ่นขึ้นมาบ้างอีกสักนิด...

ไม่ได้ นายต้องใส่ไว้ เดี๋ยวจะไม่สบายไปอีกคน แจจุงบอกปัดก่อนส่งเสื้อกันหนาวคืนให้คนตัวเล็กที่นั่งอยู่ข้างหน้า จุนซูหันกลับมาคิดจะเถียงและแจจุงก็ยังคงเป็นแจจุงที่รู้ว่าคนตรงหน้าต้องการจะพูดอะไร

นายคิดว่าเขาจะดีใจเหรอ? ถ้านายไม่สบายไปอีกคนเพราะว่าช่วยเขาน่ะ?! แจจุงสวนขึ้นมาก่อนที่จุนซูจะได้อ้าปากพูดอะไรออกมา ยุนโฮหันกลับไปมองคนรักอย่างเงียบๆ จุนซูเพียงแต่แค่พยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะดึงเสื้อกันหนาวกลับมาสวมไว้เหมือนเดิม

ยุนโฮถอนหายใจออกมาก่อนทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้หน้าห้องฉุกเฉิน ไม่มีใครพูดอะไรมาตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว ร่างสูงหันกลับไปมองที่ประตูสีเงินตรงหน้า ไม่รู้ว่ายูชอนจะเป็นยังไงบ้าง...

ขอโทษนะคะ ไม่ทราบว่าใครเป็นญาติคุณปาร์ค ยูชอนคะ? พยาบาลสาวคนนึงเดินออกมาจากประตูกระจกที่อยู่ข้างห้องนั้นถามขึ้น ทั้งสามลุกขึ้นก่อนเดินตรงไปหาเธอทันที

ผมครับ พยาบาลสาวมองหน้าชายหนุ่มสามคนตรงหน้าอย่างงงๆ เล็กน้อย เมื่อทั้งสามคนนั้นยืนยันพร้อมกันว่าเป็นญาติของคนไข้ที่นอนอยู่ในห้อง ทั้งสามคนมองหน้ากันไปมาก่อนที่ยุนโฮจะพูดขึ้นอีกครั้ง

ผมครับ

เอ่อ...งั้นเดี๋ยวเชิญทางนี้เลยนะคะ เธอบอกกับยุนโฮก่อนเดินนำเข้าไปในห้องที่เธอเดินออกมาเมื่อครู่ ทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้องนั้นกลิ่นยาในห้องสีขาวสะอาดนี้รุนแรงกว่าข้างนอกหลายเท่า จนยุนโฮต้องยกมือขึ้นขยี้จมูกตัวเองเบาๆ เขาเดินตามพยาบาลไปเรื่อยๆ ผ่านเตียงสองสามเตียงที่ล้วนแล้วแต่มีคนไข้นอนอยู่จนไปถึงเตียงริมสุด

ยูชอน... ยุนโฮพึมพำชื่อเพื่อนร่วมวงที่นอนหลับอยู่บนเตียงเสียงเบา ใบหน้านั้นซีดขาวที่มือมีสายน้ำเกลือเจาะอยู่ ร่างสูงค่อยๆ ก้าวเข้าไปใกล้เตียงนั้นก่อนเอื้อมมือไปแตะเบาๆ บนหลังมือขาวซีดของคนที่ยังคงไม่ได้สติ

ญาติคนไข้ใช่มั้ยครับ? เสียงคุณหมอถามขึ้นจากข้างหลัง ยุนโฮหันกลับไปก่อนโค้งแทนการขอบคุณให้กับคุณหมอร่างท้วมท่าทางใจดีตรงหน้า

ไม่ต้องกังวลนะครับ เดี๋ยวไข้ก็ลดเพราะว่าหมอฉีดยาให้แล้ว แต่ว่าคนไข้สูญเสียน้ำในร่างกายมาก เลยต้องให้น้ำเกลือ นอนพักสักคืนก็คงดีขึ้น...พรุ่งนี้ก็คงกลับไปพักที่บ้านได้ คุณหมออธิบายอาการเสร็จสรรพจนยุนโฮไม่มีคำถามใดๆ จึงเพียงแค่พยักหน้าเล็กน้อยแทนการรับรู้เท่านั้น

เดี๋ยวหมอจะย้ายคนไข้ไปห้องธรรมดาแล้วกัน ยังไงถ้ายังไม่มีบัตรโรงพยาบาลก็ไปติดต่อกับคุณพยาบาลได้เลยนะ คุณหมอคนเดิมบอกอีกครั้ง ยุนโฮโค้งอีกครั้งก่อนจะเดินตามพยาบาลออกมาทางเดิม

ยูชอนเป็นยังไงบ้าง!? ทันทีที่ร่างสูงก้าวออกมาจากห้องนั้นก็ถูกคนสองคนที่ยืนรออยู่ถามคำถามเดียวกัน

ไม่เป็นไรแล้วล่ะ หมอบอกว่าให้นอนโรงพยาบาลสักคืนน่ะ เดี๋ยวฉันไปทำบัตรโรงพยาบาลให้ยูชอนก่อนนะ ยุนโฮบอกให้ทั้งสองคนสบายใจก่อนจะเดินตามคุณพยาบาลที่ยืนรออยู่ไป แจจุงมองตามคนรักเล็กน้อยก่อนจะถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก

ขอโทษทีนะ จุนซู...เมื่อกี้พี่พูดแรงไป แจจุงเอ่ยขึ้นหลังจากนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อกี้บนรถแท็กซี่เขาเผลอแสดงอารมณ์เกรี้ยวกราดใส่น้องทั้งๆ ที่จุนซูไม่ได้ทำอะไรผิด ทั้งจุนซูและเขาก็แค่เป็นห่วงยูชอนเหมือนกัน...เขาเองก็กลัวว่าจุนซูจะไม่สบายไปอีกคน...แต่ไม่ว่าจะเพราะอะไร เขาก็ควรจะเอ่ยขอโทษคนตรงหน้า

ไม่หรอกครับ ผมรู้ว่าพี่เป็นห่วงพวกเรา จุนซูส่ายหน้าเล็กน้อยก่อนยิ้มออกมาให้พี่คนโตของวง เขารู้ดีว่าแจจุงเป็นห่วงพวกเขาทุกคนมากแค่ไหน แจจุงยิ้มเล็กน้อยก่อนตบไหล่ร่างเล็กเบาๆ

งั้นจุนซูรอยูชอนตรงนี้นะ เดี๋ยวพี่ไปโทรบอกชางมินก่อน เดี๋ยวตื่นมาจะงง แจจุงหัวเราะออกมาเมื่อนึกถึงหน้าน้องเล็กที่จะตื่นมาในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าแล้วพบว่าทุกคนในบ้านหายไปหมด เดี๋ยวจะพาลคิดมากอีกว่าไม่บอกไม่กล่าว ก่อนจะเดินออกไปโทรศัพท์ข้างนอก

จุนซูมองตามไปก่อนยิ้มออกมาเมื่อนึกตามที่แจจุงพูด ก่อนที่รอยยิ้มจะจางลงไปอีกครั้งเมื่อหันกลับไปมองที่ประตูสีเงินของห้องฉุกเฉิน จริงอยู่ว่ายูชอนปลอดภัยแล้ว แต่เขากลับยังรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไรนัก ยืนรออยู่เพียงครู่เดียวเตียงของยูชอนก็ถูกเข็นออกมาโดยบุรุษพยาบาล จุนซูรีบเดินตรงไปที่เตียงนั้น ก่อนเอื้อมมือไปแตะเบาๆ บนปลายมือเย็นเฉียบของคนที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงที่ถูกเข็นไปตามทาง

ยูชอน...ฉันอยู่นี่แล้วนะ บอกเสียงเบาแม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายคงไม่ได้ยิน ได้แต่หวังว่าความอบอุ่นและความห่วงใยทั้งหมดจะถูกส่งผ่านสัมผัสนี้ไปให้อีกฝ่ายได้รับรู้

แสงอาทิตย์ของรุ่งอรุณที่แสนสงบสาดผ่านผ้าม่านสีขาวสะอาดที่ประตูระเบียงเข้ามานั้นปลุกให้ร่างสูงโปร่งที่กำลังหลับใหลตื่นขึ้นมาจากห้วงนิทรา เปลือกตาบางขยับเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆ เปิดขึ้นรับภาพรอบกาย ยูชอนกลอกตามองรอบๆ อย่างมึนๆ เบลอๆ เพดานฝ้าสีขาวสะอาด เสาน้ำเกลือที่ตั้งอยู่ข้างๆ นั้นทำให้มั่นใจได้ว่าที่นี่ไม่ใช่ห้องนอนที่บ้าน คงเป็นโรงพยาบาลสักที่ใกล้ๆ บ้านล่ะมั้ง ตะแคงหน้าหันไปมองที่โซฟาตัวยาวสีหม่นเห็นแจจุงกำลังนอนหนุนตักยุนโฮอยู่

พี่แจ...อ่ะ แค่กๆ รู้สึกคอแห้งจนเสียงที่เรียกชื่อเพื่อนออกมานั้นกลายเป็นเสียงไอ และพอพยายามจะเรียกอีกครั้งก็ไม่มีเสียงใดๆ ออกมา จิ๊ปากอย่างหงุดหงิดก่อนจะเอื้อมมือข้างที่ไม่ได้เจาะน้ำเกลือไปหยิบน้ำ แต่ต้องชะงักไว้หันกลับไปมองอีกฝั่งของเตียงมีใครบางคนนั่งฟุบหน้าลงกับแขน มือเล็กนั้นบีบมือของเขาไว้แน่นจนชาไปหมด ยูชอนค่อยๆ ดึงมือตัวเองออกจากมือเล็กนั้นอย่างเบาที่สุดเพื่อไม่ปลุกให้คนที่กำลังพักผ่อนต้องตื่นขึ้นมา เอื้อมมือไปหยิบผ้าห่มอีกผืนที่ไม่ได้ใช้มาคลุมไหล่ให้คนตัวเล็กที่กำลังนอนหลับไม่รู้เรื่องอย่างอ่อนโยน

เป็นยังไงบ้าง ดีขึ้นรึยัง? เสียงหวานที่คุ้นเคยเอ่ยถามขึ้น ยูชอนหันกลับไปก่อนยิ้มบางๆ ให้กับร่างบางที่นั่งอยู่ที่โซฟา แจจุงลุกขึ้นก่อนสะกิดให้ยุนโฮนอนลงดีๆ อาจจะด้วยเพราะความง่วงยุนโฮถึงไม่ได้สนใจว่ายูชอนนั้นตื่นขึ้นมาแล้ว ร่างบางเดินมาใกล้ที่เตียงก่อนแตะมือเบาๆ ที่หน้าผากของคนตรงหน้า

ตัวไม่ร้อนแล้วล่ะ ดื่มน้ำหน่อยมั้ย? แจจุงถามก่อนเดินไปรินน้ำให้โดยไม่รอคำตอบใดๆ ปล่อยให้ยูชอนนั่งมองตามยิ้มๆ เท่านั้น ร่างบางกดปุ่มข้างๆ เตียงเพื่อยกหัวเตียงขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะประคองร่างสูงโปร่งของอีกฝ่าย จรดแก้วน้ำกับริมฝีปากอิ่มนั้นแล้วค่อยๆ ยกแก้วขึ้นช้าๆ แค่ครู่เดียวยูชอนก็ยกมือขึ้นแตะแก้วเป็นเชิงว่าพอแล้ว

เป็นไง?

ก็ดีครับ แต่ว่าเจ็บคอนิดหน่อย ร่างสูงตอบก่อนกระแอมไอเล็กน้อย เมื่อเสียงพูดที่ออกมานั้นแห้งแหบฟังดูแล้วตลกชอบกล คิ้วได้รูปขมวดมุ่น พยายามคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ จำได้เพียงแค่ว่าเขารู้สึกเหมือนกำลังจะไม่สบาย...แล้วยังไงต่อนะ...

นายตัวร้อนมาก เรียกยังไงก็ไม่รู้สึกตัว พวกพี่ก็เลยพามาโรงพยาบาล แจจุงตอบคำถามทั้งหมดที่อยู่บนใบหน้าครุ่นคิดของยูชอน จนคนป่วยหัวเราะออกมาเบาๆ ร่างบางเอื้อมมือไปติดกระดุมเสื้อกันหนาวไหมพรมสีอ่อนของอีกฝ่าย ยูชอนได้แต่มองมือนั้นยิ้มๆ

พี่แจจุง เหมือนแม่ของผมจริงๆ นะ รู้ตัวรึเปล่า? แจจุงค้อนตามองน้องชายที่นั่งยิ้มกวนๆ อยู่ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ

รู้สิ ก็พี่เป็นคุณแม่ของวงไม่ใช่รึไง? แจจุงถามก่อนจะยิ้มออกมา วางมือลงบนเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนก่อนขยี้เบาๆ อย่างหมั่นเขี้ยว ยังไงก็พักผ่อนมากๆ แล้วกัน ไม่ต้องไปทำงานหรอกวันนี้ เดี๋ยวพวกฉันจัดการเอง

แต่ว่า...แล้วงานที่ถ่ายแบบล่ะ? ยูชอนถามสีหน้ากังวล เพราะคอนเซ็ปท์ของการถ่ายแบบให้นิตยสารเล่มนี้คือทงบังชินกิทั้งห้า...แล้วเขาอยู่ในสภาพแบบนี้คงไปไม่ได้แน่ๆ ...เงยหน้าขึ้นมองน้ำเกลือในถุงที่แขวนอยู่ก่อนถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อๆ...

เอาน่า พวกเราจัดการได้ นายน่ะพักผ่อนให้เต็มที่เถอะ ยังไงพอหายออกไปก็คงต้องทำงานกันยาวเลยล่ะ แจจุงบอกก่อนยิ้มให้อีกฝ่ายสบายใจ ก่อนที่คิ้วเรียวสวยจะขมวดมุ่นขึ้นมาแล้วมองยูชอนตาดุจนคนป่วยตามอารมณ์ไม่ทัน

ฟังนะ ปาร์ค ยูชอน...พวกเราทุกคนเป็นห่วงนาย แล้วก็ที่อยู่ตรงนี้ก็คือครอบครัวของนายเหมือนกัน...เพราะงั้น...

ผมรู้ครับ ขอบคุณนะครับ ยูชอนพูดขึ้นก่อนที่แจจุงจะพูดจบ แจจุงถอนหายใจก่อนพยักหน้าเล็กน้อยแล้วยิ้มให้คนตรงหน้า ก่อนเหลือบมองจุนซูที่นั่งหลับอยู่ข้างเตียง

นั่นก็เหมือนกัน...บอกให้ไปนอนดีๆ ก็ไม่ไป แจจุงว่าคนที่นั่งหลับอยู่ ก่อนจะเผลอยิ้มออกมาเมื่อเห็นว่ายูชอนมองไปที่จุนซูอย่างอ่อนโยน ชั่วครู่ที่รอยยิ้มบางๆ นั้นจางหายไปจากใบหน้าหวาน มือเรียวเล็กเอื้อมไปแตะเบาๆ บนแก้มของคนที่เปรียบเสมือนน้องชายแท้ๆ ยูชอนละสายตาจากร่างเล็กนั้นก่อนหันกลับมาสบตากับนัยน์ตาสีรัตติกาลคู่สวยของร่างบางตรงหน้า

สัญญากับพี่นะ...ไม่ว่าจะเป็นยังไง ก็จะไม่ทำร้ายตัวเอง แจจุงเอ่ยถามขอสัญญาจากอีกฝ่าย ยูชอนนิ่งไปเม้มริมฝีปากแน่นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มให้คนตรงหน้าแล้วพยักหน้าเล็กน้อย

ครับ...ผมสัญญา ยกนิ้วก้อยขึ้นเกี่ยวกับนิ้วก้อยเล็กๆ ของแจจุง ก่อนยิ้มอย่างสดใสให้คนตรงหน้าสบายใจ...

สัญญา...ที่ไม่อาจรักษา...

อืม... เสียงครางในลำคอเหมือนหงุดหงิดที่ถูกปลุกของคนตัวเล็กที่นั่งหลับอยู่ทำให้บทสนทนานั้นเงียบลงทันที จุนซูเงยหน้าขึ้นก่อนมองไปรอบๆ อย่างงัวเงียเหมือนทุกเช้า

อรุณสวัสดิ์ ยูชอนเอ่ยขึ้นทักทายคนตัวเล็กที่นั่งจ้องหน้าเขาอย่างง่วงๆ พร้อมรอยยิ้ม

โอ๊ะ ยูชอนร้องออกมาอย่างตกใจเมื่อจู่ๆ คนตัวเล็กก็โผเข้ามากอดเขาไว้แน่น

ยูชอน ไอ้บ้า เดี๋ยวก็หายไป เดี๋ยวก็ไม่สบาย ฉันเป็นห่วงนายแทบแย่ ฮึก...ยูชอนอ่า เสียงหวานนั้นสั่นเครือ สองแขนกอดคนตรงหน้าไว้แน่น น้ำตาร่วงหล่นจากนัยน์ตาเรียวนั้น ก่อนที่สองแขนจะกอดกระชับแน่นกว่าเดิมเมื่อร่างสูงวางมือลงเบาๆ บนเรือนผมสีเข้มของตน

จุนซู...ฉันหายใจ...ไม่ออก ยูชอนพูดอย่างยากลำบากเมื่อสองแขนนั้นกอดเขาแน่นมากเกินไป มือเรียวตบลงบนหลังอีกฝ่ายเบาๆ เป็นเชิงขอให้ปล่อยก่อน จุนซูรีบผละตัวออกจากอีกฝ่ายด้วยความตกใจ มือเล็กๆ นั้นจับเบาๆ ตามใบหน้าของร่างสูง

ขอโทษ...นายโอเคแล้วใช่มั้ย? ถามเสียงอู้อี้ ปลายจมูกเล็กๆ นั้นแดงเพราะเจ้าตัวเอาแต่ขยี้จมูกเพื่อไม่ให้ร้องไห้ออกมา ยูชอนมองใบหน้าหวานใสตรงหน้าก่อนจะยิ้มออกมาและพยักหน้าเล็กน้อย จุนซูจ้องหน้าอีกฝ่ายนิ่ง ใบหน้าคมคายนั้นยังคงซีดขาวหากแต่ก็ดูมีสีเลือดมากกว่าเมื่อคืน

ฉันอยากกอดนายนี่นา ฮึก... ร่างเล็กเบะปากก่อนบ่นพึมพำออกมา ยูชอนขำพรืดออกมาเสียงดัง ก่อนจะไอออกมาไม่หยุด แต่บนใบหน้านั้นก็ยังคงมีรอยยิ้มอยู่ จุนซูมองค้อนใส่ร่างสูงอย่างโกรธๆ

มาสิมา... ยูชอนกางสองแขนออกรอรับร่างเล็กที่จะโผเข้ามาหา ก่อนจะโอบคนในอ้อมแขนไว้แน่น ได้ยินเพียงเสียงสะอื้นแผ่วๆ และหยดน้ำตาที่ชื้นอยู่บนบ่า

ขอโทษนะ...ฉันไม่เป็นไรแล้วล่ะ กระซิบบอกคนในอ้อมแขนเบาๆ นึกโกรธตัวเองที่เผลอสัมผัสริมฝีปากลงบนเรือนผมนุ่มหอมละมุนนั้นอย่างฉวยโอกาส...กัดริมฝีปากตัวเองแรงๆ จนรู้สึกเจ็บ ก่อนจะผละออกจากคนตัวเล็ก เอื้อมมือไปเช็ดน้ำตาบนแก้มใสอย่างอ่อนโยน

ขอโทษนะ... ยูชอนบอกเสียงเบา ในขณะที่จุนซูเอาแต่ส่ายหน้าเท่านั้น ยูชอนยิ้มออกมาบางๆ ก่อนเงยหน้าขึ้นสบตากับแจจุงที่ยืนอยู่ข้างเตียงก่อนที่รอยยิ้มนั้นจะเปลี่ยนไป รอยยิ้มที่ดูเศร้าหมอง คำขอโทษที่ไม่อาจล่วงรู้ความหมาย...

ขอโทษ...ได้ยินใช่มั้ย...ฉันขอโทษ

ผมไม่ได้นั่งคิดอะไรเงียบๆ แบบนี้คนเดียวมานานแค่ไหนแล้วนะ

ท้องฟ้าข้างนอกนั่นมืดครึ้ม...ฝนคงกำลังจะตก...

ฝนตกแน่เลย...ดูสิ เสียงหวานที่เอ่ยขึ้นเรียกให้ใบหน้าคมคายนั้นหันกลับมา ยูชอนมองคนตรงหน้าอย่างเงียบๆ ชั่ววูบที่คิดถึงคนคนนี้ พอหันกลับมาคนตัวเล็กคนนี้ก็มาอยู่ตรงหน้าแล้ว ริมฝีปากอิ่มคลี่ยิ้มตอบกับรอยยิ้มสดใสของคนตัวเล็กที่เดินไปเปิดถ้วยข้าวต้มโรงพยาบาลดู

นี่ไม่กินข้าวเลยเหรอ? จุนซูถามก่อนมองลงไปในถ้วยกระเบื้องสีขาวที่ยังมีข้าวต้มอยู่เต็ม

ฉันรอให้มันเย็นก่อนน่ะ ร่างสูงตอบเลี่ยงๆ ไป ไม่ได้รอให้เย็น แต่ไม่อยากกินต่างหาก ไม่อยากโทษว่าข้าวต้มของโรงพยาบาลนั้นไม่อร่อย เลยได้แต่คิดว่าอาจจะเป็นเพราะว่าไม่สบายรสชาติข้าวต้มในถ้วยนั้นถึงได้จืดชืดและไร้รสชาติสุดๆ

แล้วคนอื่นล่ะ? ยูชอนถามขึ้นแล้วมองผ่านแผ่นหลังของคนตัวเล็กไปที่ประตู ไม่มีวี่แววที่ประตูจะถูกเปิดออกโดยใครสักคนที่ตามมา นั่นหมายความว่าจุนซูมาที่นี่คนเดียว

อ่อ พี่แจจุงกับพี่ยุนโฮไปถ่ายรายการ X-Man แล้วก็...ชางมินไปเรียนน่ะ จุนซูตอบโดยที่ไม่ได้มองหน้าอีกฝ่าย มือเล็กเข็นโต๊ะปรับระดับที่มีข้าวต้มวางอยู่มาตรงหน้ายูชอนที่นั่งอยู่ ร่างสูงมองถ้วยข้าวต้มตรงหน้าสลับกับคนตัวเล็กอย่างงงๆ

ก็รอมันเย็นไม่ใช่เหรอ ตอนนี้น่ะมันเย็นจนชืดแล้ว กินซะสิจะได้กินยา จุนซูสั่งพลางหยิบกระดาษที่แนบมากับถ้วยใส่ยาใบเล็ก...ทานหลังอาหาร... สีหน้าที่ดูจริงจังของคนตัวเล็กทำให้ยูชอนเผลอหลุดขำออกมา

ขำอะไร? คนตัวเล็กถามเสียงห้วน ยูชอนยกมือขึ้นขยี้ตาตัวเองสองสามทีแล้วทำท่าจ้องหน้าคนตัวเล็กนิ่ง จนอีกฝ่ายทำหน้าแบบระแวงหน่อยๆ จะมาไม้ไหนเนี่ย...

เปล่า...ฉันก็แค่สงสัยว่าที่ยืนอยู่เนี่ย เป็นจุนซูหรือว่าพี่แจจุง จบคำพูดนั้นมือเล็กๆ ก็ฟาดลงมาแรงๆ บนต้นแขนของร่างสูงจนเจ้าตัวสะดุ้ง

อู้ยยย จุนซู ฉันเป็นคนป่วยนะ! ยูชอนโวยวายลูบต้นแขนตัวเองแรงๆ เห็นตัวเล็กหน้าตาน่ารักแบบนี้มือหนักเป็นบ้า

คนป่วยน่ะ เขาไม่พูดมากหรอกนะ จุนซูว่าก่อนจะผลักที่อกร่างสูงแรงๆ อีกที แล้วเดินไปลากเก้าอี้มานั่งข้างๆ เตียง ริมฝีปากบางเบะยื่น สายตามองค้อน อาการแบบนี้ดูแค่แวบเดียวก็รู้แล้วว่า ปาร์ค ยูชอนกำลังถูก งอน อยู่ ยูชอนมองอาการงอนน่ารักๆ นั้นก่อนพยายามจะกลั้นหัวเราะไว้

หยุดขำเลยนะ ไอ้หนูบ้า! จุนซูที่หันมาเห็นพอดีว่ายูชอนกำลังนั่งหัวเราะแหวใส่ ก่อนจะลุกเดินหนีไปนั่งที่โซฟาแทน มือเล็กหยิบหนังสือการ์ตูนที่ยุนโฮวางทิ้งไว้เมื่อเช้าขึ้นมากางออก

กินข้าวด้วย จะได้กินยา จุนซูบอกเสียงดุผ่านหนังสือการ์ตูนที่กางบังหน้าไว้ ยูชอนหันกลับไปมองก่อนจะยิ่งหัวเราะเสียงดังกว่าเดิม จนคนตัวเล็กนึกค่อนขอดในใจ ขำบ้าอะไรเล่า คนอุตส่าห์เป็นห่วง ไอ้หนูบ้านี่

จุนซู...ฮะฮะ...คือ หนังสือมันกลับหัวน่ะ ยูชอนบอกกลั้วหัวเราะ จุนซูรีบมองหน้ากระดาษตรงหน้าก่อนจะวางหนังสือการ์ตูนลงบนโต๊ะหน้าโซฟา แล้วทำเป็นไม่สนใจเดินไปเปิดโทรทัศน์ดูแทน ยูชอนมองใบหน้าด้านข้างที่ดูเขินอายของเพื่อนตัวเล็กก่อนจะยิ้มออกมาบางๆ แก้มใสนั้นแดงระเรื่อ จุนซูหันมามองตาดุก่อนบู้ปากใส่แล้วหันกลับไปดูโทรทัศน์ต่อ ปล่อยให้ยูชอนนั่งขำอยู่คนเดียว

ยูชอนนั่งมองข้าวต้มสีขาวจืดชืดในถ้วยก่อนจะถอนหายใจออกมา หยิบช้อนขึ้นมาคนดูในถ้วยข้าวต้มพยายามหาอะไรบางอย่างที่เรียกว่าเนื้อหมูตามที่กระดาษที่แปะอยู่บนฝ้าถ้วยเขียนไว้ วางช้อนลงข้างๆ ถ้วยก่อนถอนหายใจออกมาอีกครั้ง อยากกินข้าวต้มฝีมือพี่แจจุงจังเลยน้า~ คิดในใจก่อนที่ภาพอาหารฝีมือคุณแม่ของวงจะลอยเข้ามาในหัวและสลายหายไปเหมือนฟองสบู่แตกเมื่อเสียงหวานถามขึ้น

ทำไมไม่กินล่ะ? จุนซูที่แอบนั่งมองอยู่แล้วไม่เห็นว่ายูชอนจะตักข้าวขึ้นมากินสักคำ เอาแต่นั่งคนข้าวเล่นอยู่ ทนนั่งเฉยๆ ไม่ไหวก็เลยเดินกลับมานั่งที่เก้าอี้ข้างเตียงอีกครั้ง โดยไม่ลืมทำตาดุใส่คนที่นั่งอมยิ้มเป็นการเตือนว่าห้ามเล่นอะไรไม่เข้าเรื่อง

หรือว่ามีตัวอะไรตกลงไป? จุนซูถามขึ้นก่อนคนหาสิ่งแปลกปลอมในถ้วยด้วยช้อนกระเบื้องสีขาว คิ้วเรียวขมวดมุ่นเมื่อไม่เห็นจะมีความผิดปกติใดๆ ยูชอนมองชามข้าวต้มตรงหน้าอย่างแหยงๆ แค่นี้ก็ไม่อยากกินอยู่แล้ว แค่คิดว่าจะมีตัวอะไรตกลงไปอีก...ไม่แตะเด็ดขาด

ก็ไม่เห็นมีอะไรซะหน่อย คนตัวเล็กเงยหน้าขึ้นมามองยูชอนที่จ้องลงไปในถ้วยข้าวต้มด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน

มันไม่มีอะไรหรอก...ก็แค่มันไม่อร่อยน่ะ ยูชอนตอบเสียงเบา ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบช้อนขึ้นมาตักข้าวต้มในถ้วยขึ้นมา ร่างสูงเพ่งมองลงไปที่ข้าวในช้อนก่อนจะกลั้นใจเพื่อทำใจกับรสชาติที่อาจจะได้รับแล้วตัดสินใจกินเข้าไป...อย่างที่คิด ไม่อร่อย แถมเพราะว่าข้าวต้มเย็นชืด ทำให้รสชาติแย่กว่าเดิมถึงสองเท่า ยูชอนวางช้อนลงในถ้วยก่อนยกมือเป็นเชิงว่ายอมแพ้ ไม่กินแล้ว

ไม่อร่อยก็ต้องกินสิ ถ้าไม่กินจะกินยาได้ไง จุนซูบ่นก่อนจะยกถ้วยข้าวต้มมาไว้ในมือ แล้วใช้ช้อนตักข้าวต้มขึ้นมาอีกคำ ก่อนยื่นให้คนตรงหน้า

กินสิ เดี๋ยวฉันป้อนเอง จุนซูบอกก่อนยื่นช้อนที่มีข้าวต้มจืดชืดอยู่เต็มไปใกล้ริมฝีปากของร่างสูง จนยูชอนผงะถอยออกอย่างลืมตัว

ไม่เป็นไรๆ ฉันกินเองได้ ยูชอนรีบบอกก่อนจะเอื้อมมือมาหยิบช้อนจากมือเล็กๆ แต่จุนซูชักมือหนีพร้อมกับส่ายหน้าน้อยๆ

ไม่เอา เดี๋ยวนายก็เอาแต่คนข้าวเล่นไม่กินซะที จุนซูบอกเสียงดุ ไม่ดุแค่เสียงยังทำหน้าดุใส่อีกฝ่ายแถมด้วย ยูชอนอ้าปากจะเถียงแต่ก็พูดไม่ออกเมื่อเห็นหน้าดุๆ ของคนตัวเล็กตรงหน้า ภาพของแจจุงเวลาหงุดหงิดลอยเข้ามาในหัวทันที ขอแค่เวลาโกรธอย่าโหดแบบแจจุงก็แล้วกันนะ...ยูชอนถอนหายใจออกมา ถึงจะคิดแบบนั้นแต่ก็ไม่กล้าเสี่ยง

ก็ได้ ยูชอนพึมพำเสียงเบา ก่อนจะอ้าปากเล็กน้อยรอรับข้าวต้มชืดๆ ในช้อน จุนซูยิ้มกว้างก่อนจะป้อนข้าวต้มให้อีกฝ่ายคำแล้วคำเล่า...ข้าวต้มชืดๆ กับรอยยิ้มที่ดูสดใสของคนตัวเล็กตรงหน้า ไม่รู้ว่าคิดไปเองรึเปล่า ทั้งๆ ที่เมื่อกี้ไม่มีอาการอยากจะกินเลยสักนิด แต่ตอนนี้กลับรู้สึกว่าข้าวต้มชืดๆ ในถ้วยมันอร่อยขึ้นมาเฉยๆ จนนึกอยากให้มีอีกสักถ้วยสองถ้วย

หมดแล้ว เก่งมากเลย ยูชอน จุนซูวางถ้วยข้าวต้มลงบนโต๊ะก่อนปรบมือให้เหมือนชมเด็กเวลากินข้าวหมดถ้วย ยูชอนได้แต่ยิ้มแหยๆ รับ นี่เขากินข้าวต้มรสชาติทุเรศแบบนั้นเข้าไปจนหมดได้ยังไงเนี่ย ร่างเล็กจัดการส่งยาและน้ำให้กับร่างสูงที่นั่งทำหน้าพะอืดพะอมอยู่ ก่อนที่อีกฝ่ายจะรับไปแล้วกินยาเข้าไปรวดเดียวทั้งสามเม็ด

เด็กดีมากเลย ยูชอน จุนซูได้ทีลูบหัวคนตัวสูงกว่ายิ้มๆ เหมือนเล่นพ่อแม่ลูกเลย คนตัวเล็กนึกคนเดียวในใจก่อนจะหัวเราะออกมา เอื้อมมือไปรับแก้วน้ำเปล่ามาจากคนตรงหน้า แล้วเดินเอาไปเก็บที่อ่างล้างจาน ยูชอนมองตามแผ่นหลังบอบบางนั้นไปก่อนจะรีบเสสายตาไปมองนอกระเบียงเมื่อจุนซูหันกลับมามอง

ยูชอน... จุนซูที่ยืนอยู่ที่อ่างล้างจานเรียกชื่อคนที่นอนอยู่บนเตียงเสียงเบาแต่มันก็ดังพอที่จะให้เจ้าของชื่อนั้นหันกลับมา ร่างเล็กไม่ได้หันกลับไปมองหรือสบตาหากแต่แค่สูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนถอนหายใจออกมา คล้ายกับกำลังครุ่นคิด...จุนซูเดินกลับมาที่เตียงอีกครั้ง ก่อนนั่งลงที่เก้าอี้ข้างเตียงเงียบๆ ใบหน้าหวานก้มต่ำ ยูชอนมองอาการของคนตรงหน้าอย่างเป็นกังวล จะเอื้อมมือไปแตะที่ไหล่บางนั้นแต่ก็ต้องชะงักไว้เมื่อเสียงเล็กๆ นั้นเอ่ยขึ้นมาก่อน

นี่นะ...เวลาที่ไม่สบายน่ะ นายจะคิดถึงฉันก็ได้นะ คำพูดสั้นๆ และแผ่วเบานั้นกลับทำให้หัวใจเต้นอย่างรุนแรงและหนักหน่วงในอกจนเหมือนจะหลุดออกมา ยูชอนมองร่างเล็กที่นั่งอยู่ข้างๆ นิ่ง ไม่สามารถแม้แต่จะเห็นสีหน้าว่าอีกฝ่ายรู้สึกแบบไหน ความเงียบครอบคลุมอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จุนซูจะพูดขึ้นต่อ

แบบว่า...เมื่อคืนนี้ตอนที่นายไข้สูงมาก นายเรียกคุณแม่ของนายน่ะ...ไม่รู้สิ มันอาจจะดูไร้สาระนะ แต่ว่าฉันรู้สึกเหมือนกับนายไม่ได้อยู่ที่นี่ ไม่ได้อยู่กับพวกฉัน...ฉันรู้ว่าครอบครัวก็สำคัญ แล้วก็รู้ว่านายคงคิดถึงครอบครัวของนายที่อเมริกามาก แต่ว่าพวกฉันก็เป็นครอบครัวของนายเหมือนกันนะ เสียงเล็กนั้นอู้อี้จนฟังแทบไม่รู้เรื่อง ชั่ววูบที่ยูชอนนึกแปลกใจตัวเองนิดหน่อยที่ยังสามารถจับใจความของประโยคยาวๆ นั้นได้ทุกถ้อยคำ

จุนซู... ยูชอนได้แต่เรียกชื่อคนตรงหน้าออกมาเท่านั้น เขาไม่รู้ว่าควรจะเอ่ยคำว่าอะไรออกไปดี แม้แต่ความหมายของประโยคเมื่อครู่เขายังคิดไม่ค่อยจะออก ทำไมต้องเกิดสมองช้าขึ้นมาเฉยๆ แบบนี้ก็ไม่รู้ ความคิดทั้งหมดถูกหยุดลงด้วยสัมผัสอุ่นที่หลังมือ มือเล็กๆ นั้นกอบกุมมือเรียวที่ซีดขาวไว้แน่น

ฉันแค่ไม่อยากให้นายผิดหวัง ถ้าตื่นมาแล้วไม่เจอคุณแม่...ให้ตายเถอะ...ขอโทษนะ ฉันอาจพูดอะไรที่ไม่เข้าท่า แต่ว่ายังไงนายก็คิดถึงฉันได้จริงๆ นะ แบบว่า...

ขอบคุณนะ...ขอบคุณจริงๆ ยูชอนเอ่ยขึ้นก่อนที่คนตัวเล็กจะพูดอะไรจบ จุนซูเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้ร่างสูงตรงหน้านัยน์ตาเอ่อคลอด้วยน้ำอุ่นใส ก่อนทั้งสองคนจะหัวเราะออกมาพร้อมกัน

ฉันคิดถึงนายมาตลอด จุนซู

แต่นายคงไม่รู้...

ภาพสต๊าฟหลายคนที่กำลังวิ่งวุ่นจัดการเก็บฉากและอุปกรณ์ต่างๆ ที่ดูคุ้นตานั้นสร้างรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้าหวานสวยได้อย่างทุกครั้ง ในขณะที่สต๊าฟกำลังเริ่มทำงานของตัวเองหลังการถ่ายทำเสร็จสิ้นนั้นเหล่านักร้องและดารารับเชิญก็ได้เวลากลับบ้านไปพักผ่อน หรือเดินทางจากสตูดิโอแห่งนี้ไปสู่งานชิ้นต่อไป ไม่ต่างอะไรกับร่างสูงที่กำลังเดินออกมาจากห้องแต่งตัว

รอแป๊บนะ ยุนโฮยกมือเล็กน้อยก่อนบอกคนรักเสียงเบา แจจุงพยักหน้าก่อนจะนั่งรอที่เก้าอี้เหมือนเดิม มองภาพคนรักที่วิ่งไปกล่าวขอบคุณสต๊าฟและผู้เกี่ยวข้องทุกคนของรายการอย่างนอบน้อมหลังงานเสร็จ รอยยิ้มอ่อนโยนจุดขึ้นบนใบหน้าของร่างบาง ก่อนจะรีบทำสีหน้าเป็นปกติเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายหันกลับมายิ้มให้ มือเรียวเล็กตบแก้มตัวเองเบาๆ เมื่อรู้สึกว่าแก้มนั้นร้อนผ่าว

ถึงจะเป็นคนรักกัน แต่ยองวุง แจจุงนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับแฟนเพลงทั่วไปที่อยากจะมองใบหน้าคมคายและอดจะเขินไม่ได้ถ้าได้สบตากับยูโนว์ ยุนโฮแห่งวงทงบังชินกิตรงๆ แบบนี้

ขอโทษนะ รอนานรึเปล่า? ยุนโฮเอ่ยขึ้นทันทีที่วิ่งมาถึงที่ร่างบางนั่งรออยู่ แจจุงเพียงแค่ส่ายหน้าเล็กน้อยเท่านั้น ร่างสูงมองคนตรงหน้ายิ้มๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปปัดผมที่ปรกหน้าอีกฝ่ายออกอย่างอ่อนโยน เป็นจังหวะเดียวกันกับที่แจจุงหยิบผ้าเช็ดหน้าสีอ่อนในกระเป๋าขึ้นมาจะซับหน้าให้คนรัก มือเล็กๆ นั้นชะงักไว้ก่อนที่จะพยายามห้ามรอยยิ้มที่กำลังจะเกิดขึ้นบนใบหน้านั้นด้วยความเขินอาย

ยิ้มก็ได้...คนสวย สิ้นคำพูดที่กระซิบแผ่วเบาข้างใบหูนั้นรอยยิ้มหวานก็เกิดขึ้นบนใบหน้าขาวจัด แก้มใสนั้นแดงระเรื่อ ก่อนที่ร่างบางจะหัวเราะออกมาเบาๆ มือเล็กเอื้อมไปซับเหงื่อบนใบหน้าคมคายของคนรักเบาๆ ด้วยผ้าเช็ดหน้าผืนเล็ก

ยุนโฮมองใบหน้าหวานสวยของคนรักที่ดูตั้งอกตั้งใจ ดวงตากลมโตสีรัตติกาลนั้นดูลึกลับน่าค้นหา ริมฝีปากได้รูปแดงสดดั่งผลเชอร์รี่ ทั้งๆ ที่ปราศจากการแต่งแต้มใดๆ จากเครื่องสำอาง แต่คนตัวบางตรงหน้ากลับดูสวยยิ่งกว่าภาพวาดของนางฟ้าในหนังสือนิทานเล่มไหนๆ

อะแฮ่ม สวีทกันจังนะ ยุนยุน แจแจ เสียงแซวจากสต๊าฟแต่งหน้าที่คุ้นเคยกันดีทำให้ทั้งสองคนผละออกจากกันโดยอัตโนมัติ ยุนโฮส่งยิ้มร่าเริงให้ช่างแต่งหน้าคนนั้นผิดกับแจจุงที่ทำหน้าไม่ถูก ทั้งตกใจและสงสัยในคำพูดของหญิงสาวเจ้าของเรือนผมดัดหยิกและใบหน้าที่ดูสวยแบบผู้ใหญ่

พวกพี่กลับบ้านก่อนนะ กลับดีๆ ล่ะทั้งสองคน สต๊าฟสาวอีกคนที่เดินตามมาบอกก่อนจะยิ้มแบบมีความนัยแฝงให้ทั้งยุนโฮและแจจุง ก่อนที่จะเดินตามเพื่อนๆ สต๊าฟออกไป แจจุงมองตามไปเล็กน้อยก่อนจะหันขวับกลับมามองคนรักที่ยืนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่ข้างๆ

เราก็กลับบ้านกันบ้างดีกว่า ยุนโฮบอกน้ำเสียงร่าเริงก่อนจะหันกลับมาคว้าข้อมือคนรัก แต่ต้องชะงักไปเมื่อเห็นสายตาแบบคาดคั้นความจริงจากคนตัวบางตรงหน้า

เมื่อกี้มันหมายความว่ายังไงยุนโฮ? ทำไมพี่เขาถึงรู้...

รู้อะไร? ยุนโฮถามเสียงสูงขึ้นขัดอย่างมีพิรุธที่สุด แจจุงถอนหายใจออกมาก่อนหยิบกระเป๋าเป้ใบย่อมขึ้นพาดบ่าแล้วเดินนำออกไปที่รถ โดยไม่ลืมที่จะหันมากำชับคนรักที่ยืนทำหน้าไม่ถูกอยู่ข้างหลัง

เราต้องคุยกันยุนโฮ...ไม่สิ ยุนยุน เสียงเย็นๆ นั้นทำเอายุนโฮยกมือขึ้นมาปาดเหงื่อแทบไม่ทัน ตายแน่ๆ ยุนโฮ ถ้าพูดก็ตาย ไม่พูดก็ตายอยู่ดี...มีแต่ตายกับตายเท่านั้น ยุนโฮถอนหายใจออกมาก่อนหันไปบอกลาทีมงานหลายคนที่ยังคงอยู่ในสตูดิโอ แล้วเดินตามคนรักออกไปที่ลานจอดรถ

แจจุงจ๋า...อย่าเงียบสิ ยุนโฮกลัวนะเนี่ย ยุนโฮเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ้อนๆ เมื่อแจจุงไม่ยอมพูดอะไรตั้งแต่ขึ้นรถมา อาการเงียบสนิทแบบนี้แปลได้สองอย่างคือ โกรธ กับ งอน ซึ่งทั้งสองอย่างก็ไม่เห็นจะมีอันไหนดีสักอัน แจจุงหันกลับมามองคนรักก่อนจะยิ้มออกมา...เป็นรอยยิ้มที่น่ากลัวที่สุดในโลก...จอง ยุนโฮได้แต่คิดในใจคนเดียว

เอาล่ะ ยุนยุน ไหนเล่าให้แจแจฟังหน่อยสิ ว่ามันอะไรกันเมื่อกี้ แม้เสียงเย็นๆ ของแจจุงนั้นจะไม่ได้เอ่ยถามอะไรมาก แต่ยุนโฮกลับเข้าใจคำถามที่อีกฝ่ายถามอย่างตรงจุดแทงจึ๊กเข้าจี้ใจดำอย่างแรง ยุนโฮได้แต่กลืนน้ำลายเอื้อก ก่อนแกล้งทำเป็นสนใจถนนนักหนาทั้งๆ ที่รถกำลังติดไฟแดงอยู่

ก็แบบว่านะ...มันก็มีหลุดๆ กันบ้าง ยุนโฮบอกเสียงเบาอยากจะกระโจนหนีออกไปจากรถให้มันรู้แล้วรู้รอด เพราะแจจุงโหมดเงียบนั้นเป็นแจจุงแบบที่เขากลัวมากที่สุด

อะไรที่ว่าหลุด แจจุงถามเสียงห้วนลงอีก ยุนโฮได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างปลงได้ในชะตากรรม ร่างสูงยกมือขึ้นยอมแพ้

โอเค เล่าก็ได้ ยุนโฮบอกก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อหลายชั่วโมงก่อนให้คนรักฟัง...
.
.
.
หลายชั่วโมงก่อน ที่ห้องแต่งตัวของสตูดิโอรายการ X-Man นั้นก็ดูวุ่นวายและเจี้ยวจ้าวด้วยเสียงพูดคุยกันของทั้งช่างแต่งหน้าและสต๊าฟเสื้อผ้า บทสนทนานั้นออกรสจัดขึ้นไปอีกเมื่อได้พาดพิงถึงบุคคลที่สามที่ไม่ได้อยู่ด้วย...ยุนโฮนั่งอ่านสคริปท์รายการในมืออย่างไม่ได้ใส่ใจกับเสียงพูดคุยนั้นมากนัก จนกระทั่ง...

ดูสิ ยูชอนกับแจจุงล่ะ น่ารักจังเลย ยุนโฮเงยหน้าขึ้นมองภาพสะท้อนของกระจกบานใหญ่ตรงหน้า เห็นกลุ่มสต๊าฟสาวกำลังรุมนิตยสารบันเทิงเล่มหนึ่งอยู่

ว้ายย น่ารักมากเลยล่ะ ดูสิๆ ช่างแต่งหน้าคนหนึ่งกรี๊ดกร๊าดแล้วเรียกเพื่อนที่กำลังยืนจัดเสื้อผ้าอยู่ให้หันกลับมาดู ก่อนที่ทุกคนจะอยู่ในอาการเดียวกัน จนยุนโฮทนความอยากรู้อยากเห็นไม่ไหวลุกขึ้นไปดูกับเขาด้วยคน

เธอว่าพวกเขาแบบว่า...มั้ยล่ะ? ช่างแต่งหน้าสาวผมหยิกหันไปถามช่างแต่งหน้าอีกคนที่ดูเหมือนจะเป็นเพื่อนสนิท พร้อมกับทำท่ายกนิ้วก้อยขึ้นมาแทนสัญลักษณ์ที่รู้ๆ กันดีอยู่แล้ว

ไม่หรอก ยูชอนน่ะต้องกับจุนซู แล้วก็แจจุงน่ะต้องกับ... เสียงกระซิบกระซาบนั้นเบาลงก่อนที่เธอจะแอบชี้นิ้วไปตรงที่เก้าอี้ที่ร่างสูงเคยนั่งอยู่โดยไม่ได้สังเกตเลยว่ายุนโฮนั้นยืนอยู่ข้างหลังแล้ว ร่างสูงยืนฟังพร้อมรอยยิ้มที่แสนจะมีความสุข ก็ออกจะมีความสุขไม่ต้องประกาศบอกใครที่ไหน เขาก็รู้กันเอง...

ไม่แน่หรอกนะ ดูสิใกล้ขนาดนี้เลย แทบจะ... คำพูดของเธอเงียบลงเมื่อยุนโฮที่ยืนทำหน้ายุ่งอยู่เอื้อมมือมาหยิบหนังสือที่ทุกคนกำลังรุมอยู่ขึ้นมาดูใกล้ๆ อยากจะรู้นักว่ารูปไหนที่มันมากลบรังสีหวานชื่นคู่รักแห่งปีอย่างเขากับแจจุงได้ ภาพในกรอบเล็กๆ ของคอลัมน์รีพอร์ททัวร์คอนเสิร์ตในมาเลเซียของทงบังชินกิคือภาพที่แจจุงเกือบจะหอมแก้มยูชอน

ไอ้รูปนี้อีกแล้วเหรอ? ยุนโฮกัดฟันกรอดๆ บ่นพึมพำคนเดียวจนเหมือนกับกำลังสวดคาถาอะไรสักอย่าง ภาพในหัวของยุนโฮตอนนี้คือภาพของตัวเขาเองฉีกหนังสือเล่มนี้ออกจากกันแล้วกระทืบๆๆ ช่างสะใจดีแท้...

ยุนโฮ...ยุนโฮจ๊ะ เสียงของสต๊าฟสาวคนนึงที่เรียกขึ้นปลุกยุนโฮให้ตื่นจากภาพจินตนาการสมจริงของตัวเอง ก่อนจะรีบหันไปยิ้มให้เธอ

ครับ?

พี่ขอหนังสือคืนนะ เธอบอกเสียงเบาพร้อมกับชี้ไปที่นิตยสารในมือของยุนโฮที่ตอนนี้ทำท่าเหมือนจะขาดออกจากกันด้วยน้ำมือของร่างสูง ยุนโฮรีบปิดนิตยสารก่อนส่งคืนให้เจ้าของก่อนยิ้มออกมาเล็กน้อยเพื่อกลบเกลื่อนสีหน้าที่ดูหงุดหงิดจนน่ากลัวเมื่อครู่

จริงสิ ยุนโฮ...พี่ขอถามหน่อยสิ เรื่องยูชอนกับแจจุงน่ะ แบบว่าเขา...รึเปล่า ทีมงานใจกล้าคนนึงถามขึ้นท่ามกลางความตกตะลึงของกลุ่มเพื่อน แต่ถึงแบบนั้นทุกคนก็เงียบฟังคำตอบของร่างสูงอย่างตั้งใจ ใบหน้าเรียบเฉยของยุนโฮนั้นปรากฏรอยยิ้มบางๆ ขึ้นมา

ถ้าทำแบบนั้นแล้วมองว่าเป็นแฟน ผมกับแจแจคงเป็นมากกว่านั้นอีกครับ ยุนโฮตอบอย่างเลี่ยงๆ แต่ก็ไม่เบนประเด็นมากนัก เป็นคำตอบที่คลุมเครือและคงจะพอทำให้พวกเธอคิดได้ว่าความจริงนั้นเป็นอย่างไร ทั้งๆ ที่ใจจริงแล้วเขาอยากจะตะโกนบอกทุกคนบนโลกให้รู้ว่าเขากับแจจุงนั้นรักกันมากแค่ไหน ความคิดสติแตกของยุนโฮชะงักลงอีกครั้งด้วยเสียงของสต๊าฟคนนึง

แจแจ? เธอทวนคำช้าๆ ก่อนทำสีหน้าสงสัยใส่ร่างสูงที่ยืนหน้าซีดกะทันหันอยู่ ยุนโฮเบือนหน้าหนีสายตาอยากรู้ของกลุ่มสต๊าฟก่อนเดินหนีกลับไปนั่งเก้าอี้ของตัวเอง ก่อนหยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาอ่านอีกครั้ง คล้ายกับได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักของเหล่าสต๊าฟสาวที่นั่งอยู่ข้างหลัง นั่งเงียบอยู่นานร่างสูงจึงหันกลับไปมองพวกเธออีกครั้ง

อย่าบอกใครนะครับ เอ่ยขอพร้อมสีหน้าอ้อนวอนก่อนโค้งนิดๆ แล้วหันกลับไปนั่งอ่านหนังสือต่อทั้งๆ ที่ไม่มีสมาธิเลยสักนิด เขารู้ดีว่าถึงไม่พูดอะไรออกมา แต่พวกเธอก็คงจะพอเดาเรื่องทั้งหมดได้อย่างง่ายดาย เพราะรายการ X-man กับทงบังชินกินั้น ถ้าเปรียบแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับญาติสนิทที่ให้ความช่วยเหลือกันมาตลอด...แต่ถึงแบบนั้นก็เถอะนะ...
.
.
.
ก็แค่นี้ล่ะ ยุนโฮทำน้ำเสียงหงอยๆ เหมือนสำนึกผิดเต็มที่ก่อนจะทำหน้าเศร้าๆ เหมือนลูกหมาตัวเล็กๆ ที่น่าสงสาร เพราะรู้ดีว่าถ้าแจจุงรู้จะต้องโกรธมากแน่ๆ ...และก็อย่างที่คิด...

ยุนโฮนายบ้าไปแล้วใช่มั้ย!? ทำไมถึงได้พูดออกไปแบบนั้นห๊ะ? แจจุงถามเสียงดังทำเอายุนโฮที่นั่งขับรถอยู่อยากจะมุดตัวเข้าไปซ่อนใต้เบาะนั่งให้รู้แล้วรู้รอด ก่อนจะหันกลับมายิ้มแหยๆ ให้คนรัก ทำใจดีสู้เสือไว้...จอง ยุนโฮ...

อย่าโกรธฉันเลยนะ ฉันก็แค่แบบว่า...หึงน่ะ

หึง? นายหึงกับยูชอนเนี่ยนะ!? ให้ตายเถอะ!! แจจุงถอนหายใจออกมาเสียงดังก่อนกอดอกแน่น แล้วมองออกไปข้างนอกหน้าต่าง รถราวิ่งสวนกันไปมาอีกฝั่งถนนนั้นชวนให้หงุดหงิดมากขึ้นอีก ใบหน้าหวานสวยของนางฟ้าแห่งทงบังชินกินนั้นดูน่ากลัวเสียจนยุนโฮไม่กล้าหันไปมองมากนัก

ก็แบบว่า...ก็...

ไม่ต้องมาก็เก้ออะไรเลยนะ นายไม่ควรพูดแบบนั้น ถ้าคนอื่นรู้ขึ้นมาจะทำยังไงห๊ะ? ถ้าเป็นข่าวล่ะ? น้องๆ ก็จะพลอยเดือดร้อนไปด้วย ไหนจะครอบครัวนายอีก เขาไม่รู้ซะหน่อยเรื่องที่เราคบกัน ถ้าพวกเขารู้แล้วรับไม่ได้...ทำไมพูดอะไรไม่คิดแบบนี้นะ! แจจุงถอนหายใจออกมาอีกครั้งอย่างหัวเสีย จนยุนโฮอดกลัวไม่ได้ ตอนนี้ยูโนว์ ยุนโฮหัวหน้าวงที่แสนน่านับถือของทงบังชินกิ นักร้องหนุ่มที่มีเสน่ห์ล้นเหลือ แชมป์ไอกีโด้จังหวัดกำลังกลายร่างเป็นเด็กชายจอง ยุนโฮที่กำลังโดนคุณแม่ดุ จนหน้าหดเหลือแค่สองนิ้ว...หรืออาจจะเล็กกว่านั้น

ก็จริงอยู่ แต่ว่าพวกพี่เขาก็เชื่อใจได้อยู่หรอก... ยุนโฮบอกเสียงงึมงำในคอ ไม่กล้าพูดอะไรมากนักเพราะมันจะกลายเป็นว่าเถียง แล้วก็จะพาลทำให้แจจุงโกรธจัด

ยุนโฮ...นายจะคบกับฉันแค่นี้ใช่มั้ย ถึงได้พูดแบบนั้น น้ำเสียงห้วนนั้นกลับกลายเป็นน้ำเสียงเรียบเฉย ร่างบางถอนหายใจออกมาเบาๆ ราวกับเหนื่อยใจ ประโยคสั้นๆ นั้นทำให้ยุนโฮหันขวับกลับมามองคนรักทันที

นายหมายความว่าไง? น้ำเสียงทุ้มนั้นห้วนขึ้นมาทันที ความน้อยใจฉายในแววตาของร่างสูงอย่างเห็นได้ชัด

ถ้ามันเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน ทำให้นายกับฉันต้องเลิกกัน นายเคยคิดถึงมันบ้างมั้ย? แจจุงถามเสียงเบา ก่อนมองไฟแดงที่สว่างอยู่ตรงหน้า รถบีเอ็มสีดำคันสวยจอดนิ่งตามสัญญาณไฟ ร่างบางยกมือขึ้นนวดขมับตัวเองเบาๆ เพื่อผ่อนคลาย ไม่อยากจะคิดถ้าเกิดเรื่องหลุดออกไป คุณอี ซูมานเป็นคนแรกที่จะจัดการพวกเขา...และนั่นคงหมายถึงน้องๆ อีกสามคนด้วย...ถึงคุณอี ซูมานจะชอบแฟนเซอร์วิสขำๆ ของพวกเขา แต่คงขำไม่ออกถ้ารู้ว่ามันเป็นความจริง

ฉันไม่เคยคิด ยุนโฮตอบก่อนเอื้อมมือไปปิดวิทยุให้ทั้งรถเงียบลง ได้ยินเพียงเสียงลมหายใจแผ่วๆ ของร่างบางที่นั่งอยู่ข้างๆ แจจุงเบือนหน้าหนีก่อนพิงศีรษะลงกับเบาะอย่างเหนื่อยๆ

เพราะฉันจะไม่มีวันยอมเลิกกับนาย ไม่ว่าจะเพราะอะไรก็ตามที ฉันจะไม่ยอมเลิกกับนายแน่ๆ น้ำเสียงที่ฟังดูไม่พอใจนั้นกลับแฝงความจริงจังเอาไว้จนอีกฝ่ายสัมผัสได้ แก้มใสของคนฟังขึ้นสีระเรื่อ แจจุงอยากจะด่าตัวเองในใจนักที่แค่นี้ก็เขินทำตัวเป็นเด็กสาววัยรุ่นไปได้

แจจุง...นายรู้ใช่มั้ย ว่าฉันรักนาย... ยุนโฮที่นั่งเงียบอยู่เอ่ยถามขึ้น ก่อนหันกลับไปมองคนรักที่นั่งอยู่ข้างๆ แจจุงเสสายตาไปทางอื่นทันที พลางนึกในใจ ไอ้หมีบ้า ใครเขาให้ถามตรงๆ แบบนี้ เสียงแตรจากรถคันข้างหลังทำให้รู้ว่าไฟเขียวแล้ว แต่ยุนโฮกลับยังไม่ยอมขยับรถ

ยุนโฮไฟเขียวแล้ว แจจุงบอกยุนโฮที่นั่งนิ่งไม่ยอมขยับ

ตอบก่อนสิ ถ้าไม่ตอบฉันก็จะจอดมันไว้งี้ล่ะ ยุนโฮบอกเสียงหนักแน่นจนแจจุงต้องหันกลับไปมองอีกฝ่ายอย่างดุๆ แต่ก็ดุไม่ออกเมื่อเห็นสีหน้าของคนรัก ถึงแม้ยุนโฮจะดูเฉยๆ หรือดูมีความเป็นผู้นำเวลาอยู่ต่อหน้าทุกคน แต่คนตรงหน้าก็เป็นแค่เด็กหนุ่มอายุยี่สิบเอ็ดที่มีมุมเอาแต่ใจไม่ต่างจากคนอื่นๆ แจจุงมองคนรักที่นั่งทำหน้ายุ่งอยู่ก่อนจะยิ้มออกมา ใบหน้าหวานเลื่อนเข้าไปใกล้ก่อนที่ริมฝีปากอุ่นจะสัมผัสเบาๆ บนแก้มของคนรัก

ฉันรู้...แล้วนายล่ะรู้มั้ยว่าฉันรักนาย กระซิบถามเสียงเบา ยุนโฮเพียงแต่พยักหน้านิดๆ เท่านั้น แจจุงมองแก้มที่แดงขึ้นมาของคนตรงหน้าก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ

งั้นเราไปรับยูชอนกันนะ ยุนยุน ยุนโฮหันกลับมายิ้มกว้างกับเสียงหวานที่เรียกชื่อที่เคยรู้กันเพียงสองคน ถึงตอนนี้จะมีใครหลายคนรู้ด้วย แต่ความหมายหรือคุณค่าของมันก็ไม่ได้ลดลง เมื่อไม่มีใครเรียกชื่อนี้ด้วยความรักได้เท่ากับคนตรงหน้า

รับทราบ แจแจ ยุนโฮตอบรับเสียงร่าเริงขึ้นมาทันตาเห็น ก่อนจะรีบออกรถทันที ทั้งสองคนสบตากันเล็กน้อยก่อนจะเบนสายตาไปทางอื่น

ผมรู้อยู่แล้วว่า...เรารักกัน

TBC

izzei's Talk

ความจริงในฟิคชั่น ความจริงในชีวิตจริง ไม่ได้ต่างกัน ฟิคชั่นเกิดจากจินตนาการ การประสบพบเจอ กอปรกับการบอกเล่า จากความจริง ดังนั้น ไม่ต่างกัน

กำลังอยู่ในช่วงสอบครับ จนกระทั่งวันที่ 10 กว่าๆ ใครที่อยู่ในช่วงสอบเหมือนกัน ก็ขอให้อ่านหนังสืออย่างพอเพียง และได้คะแนนกันอย่างเพียงพอกันถ้วนหน้า

สวัสดีครับ

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
Captcha: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
หวาน... อ่อนโยน... ละเอียด... นุ่มละมุน... เต็มไปด้สวยความรัก


...ขอบคุณสําหรับฟิคนะค่ะ


หวังว่า... จุนซู มีใจให้ปาร์คยูชอน
#1  by  Tiddee At 2007-07-30 15:30, 
ง่า.....ความจริงช้านต้องเม้นคนแรกซิ ฮือๆ T_____T
.
.
อุจส่าห์พิมพ์ซะยาว error เฉยเลย หึหึ
.
.
อ่านกี่ครั้งกี่ครั้ง ก็ยังประทับใจฟิกเรื่องนี้จริงๆ
.
ชอบเรื่องนี้มากๆเลยค่ะ

แบบว่า ยุนแจ สวีทกันมากๆเลยเรื่องนี้555+

แต่ ยูซู นี่ Sad มากมาย

ถ้าแนนเป็นยูชอนคงเศร้ามากๆ
แต่ยังไงก็ยังรักจุนซูอยู่ดีหล่ะ ^^

ก็เรื่องหัวใจมันห้ามกันไม่ได้นี่คะ จริงม๊ะ?? 55+

อ่านแล้วโดนอ่ะค่ะ เหอๆ

รีบๆออกมาเร็วๆนะคะ รออยู่ค่ะ

เมื่อวันที่ 23 ที่ผ่านมาแนนไป มข. มาด้วย

ก็อยากไปหาพี่สาวนะคะ
แต่แนนไปก็ดึกแล้ว
ไปเจอหลานรหัสพี่ด้วย
แหมๆๆ สงสัยอาหารการกินที่นั่นดี
ทำเอาเพื่อนแนน อวบขึ้นเยอะเลย55+

ฝากความคิดถึงไปให้พี่ด้วย

ไม่รู้พี่ได้รับรึปล่าว

คิดถึงพี่มากมายนะคะ พี่มิซากิ

ช่วงนี้สอบหรอคะ

อ่านหนังสือเยอะๆ แต่อย่าหักโหมนะคะ

พี่อิศก็เช่นกันนะคะ
.
.
รักพี่ๆค่ะ

น้องแนน
#2  by  [ 시기,,I'm cassiopeia ★ ] At 2007-07-30 15:52, 


0.0

หวานละมุนละไม อยู่ในทุกตอน ~
หวานทุกความรู้สึก ไม่มีวันจางหายไป
อยากให้หัวใจ เก็บความหวานทุกเรื่องราวของคุณ

ก๊ากกกกก !



+



หวานสอบเสร็จแล้วล่าเฮีย (:
ดูท่าจะโอเคด้วยแหละ
ไม่อยากตก T____T ;; แง๊ว !


ขอให้คะแนนออกมาดีดีนะคะ ^ ^
#3  by  nymph . (58.8.64.142) At 2007-07-30 16:22, 
sorry that I can't comment in Thai, but I will try my best to tell in English na krub

smooth, but so sweet and flow fluently
like Misaki has developed herself again

this time I felt a little sad and a little of happiness in the same time, Misaki can mix the two different emotions together to be such a perfect mixture, I love it.

Cheer up for Misaki and Izzei for your tests and cheer up for the other members too.
Hope you can pass the exam well na krub
And lastly, cheer up for hanulzora to be such a heaven like this forever

with love and respect,
Faku Haku

PS. I really miss the "bamby" of Yunho, su cute mak mak na krub
#4  by  faku haku (202.5.81.209) At 2007-07-30 18:04, 
ผมรู้อยู่แล้วว่า...
#5  by  A_ay (203.113.51.132) At 2007-07-31 21:03, 
เรียกน้ำตาได้มากมายเลยค่า

หวังว่าจะรักกันนะ

ขอบคุณค่า
#6  by  น้องสาว ParkYooChun*Micky ~~ At 2007-07-31 21:42, 
ผมรู้อยู่แล้วว่า...‘เรารักกัน’

อันก้อรักพวกเค้าอ่าาา...

เหมือนชีวิตจิงเลยค่ะ...

เขียนไปเเบบว่าเหมือนชีวิตจิงเลย...

หง่าตาปาร์คเส้าจัง...

#7  by  BO*HO (58.64.40.190) At 2007-07-31 22:21, 
อ๋ายยยย รอตอน 3 นะคะ
ฟิคเรื่องนี้ ไม่ว่าจะอ่านกี่รอบ หรือจะมีกี่เวอร์ชั่น
ก็ยังคงรู้สึกและสัมผัสได้ถึง
ความรู้สึกถึงความรักที่มันเอ่อล้นของยูชอนที่มีต่อจุนซู
ความอบอุ่นและมิตรภาพที่มีให้กันและกันของทงบังชินกิ
ไม่เปลี่ยนแปลง

รอตอนจบ (อีกครั้ง) ของเรื่องนี้น้า
รักเรื่องนี้ไม่เปลี่ยนแปลงคะ ^^
อยากอ่านที่เป็นภาคต่อเร็วๆจัง
#8  by  kook (168.120.64.154) At 2007-08-01 10:09, 
ขอบคุณสำหรับของขวัญวันสอบเสร็จนะคะ

ปลื้มจาย~*

อยากร้องไห้อยู่พอดี

สมใจอยากเลย 5555+

สู้ๆนะคะ

แต่งมาเร็วๆเน้~ จะได้เยียวยาพวกหนูให้มีชีวิตรอดต่อไป

ปล. ระหว่างอ่านฟิคเปิดเพลงของที่เทอไม่รักของพี่อ๊อฟแล้วได้ฟิวจิงๆ หุหุ
#9  by  ayaki-o (125.25.68.49) At 2007-08-02 02:40, 
อ่านแล้วมีความสุขตาม ยุนแจ ค่ะ หวานซะ อยากให้หวานแบบนี้นาน ๆ
ขอแบบ ยุนแจ อีกนะคะ ชอบคู่นี้มากเลยค่ะ ขอบคุณค่ะ ตอน 3 มาไว ๆ นะคะ
#10  by  หวานแอบเปรี้ยว (124.120.211.85) At 2007-08-02 20:37, 
ไม่รู้ทำไมวันนี้อ่านอย่างเนือยๆ
คงจะเป็นเพราะเป็น reinnovate
ทำให้พอรู้เรื่องมาก่อนแล้วด้วย
อ่านแล้วก้อลื่นขึ้นเยอะค่ะ
เซียขี้แยจังนะ 55+ มินก้อเอาแต่เรียน

ตอนนี้สอบเสร็จแล้ววค่ะ เป็นกำลังใจให้ทุกคนน้า
#11  by  " Sorbet (124.120.225.164) At 2007-08-02 21:59, 
งื่อ...อ่านยุนแจแล้วมีความสุขค่ะ อิอิ
แต่ยูซุนี่สิ อ๊า เมื่อไหร่จารู้ใจกันสักที
สงสารมิคมากๆเลยอ่า
ไมเข้าใจเซียด้วย สรุปว่าเซียชอบมิคไหมเนี่ย อ๊าๆๆ
อยากอ่านต่อจางเลยอ่า
พี่มาต่อไวๆน๊าคะ เป็นก่ะลังใจให้
จุ๊บๆ
#12  by  winny (203.113.38.12) At 2007-08-03 19:01, 
ดีจ้ะ มิซากิกะคุณผู้จัดการ ไม่ได้เจอกันตั้งน๊าน นาน นาน
หวังว่าทั้งสองคนจะสบายดีนะคะ

เอามาโคฟเวอร์ใหม่ก็ยังละมุนละไมไม่ต่างกัน อยากให้เรื่องนี้ Happy ending จะมีหวังไม๊จ๊ะ โฮ่ๆ ยูซูๆน่ะ

รออีกเรื่องอยู่น๊า ยังมิลืมหุหุ
#13  by  minjoo (124.121.208.93) At 2007-08-05 17:17, 
ฉบับRewriteน่าติดตามมากๆค่ะ
เชื่อว่า่หลายๆคนคงคิดแบบเดียวกับเราแน่ๆว่าเวอร์ชั่นนี้ยูซอนจะสมหวังไหม? แต่สิ่งหนึ่งที่อ่านแล้วรู้สึกได้คือความเป็นทงบังชินกิความสัมพันธ์ที่ไม่ต่างจากครอบครัว ความอบอุ่นแบบนี้แหละค่ะ ซีนที่ทุกคนเข้ามาแก้ปัญหาที่ยูซอนหายไป และ ตอนที่พายูซอนไปส่งโรงพยาบาล

โดยเฉพาะตอนที่ยูซอนบอกว่าแจจุงเหมือนคุณแม่อีกคนของเขา ทำให้เรายิ้มตามไปเลยเราเองก็คิดเหมือนยูซอนนะ แจจุงเอาใจใส่ทุกคนเหมือนคุณแม่ ชอบมากๆค่ะ

แต่ที่ชอบที่สุดคงไม่พ้นฉากสวีทของยุนยุนกับแจแจ ที่น่ารักมากๆเลยทีเดียว
#14  by  chuka (124.120.14.95) At 2007-08-06 23:16, 
อ่านแล้วให้ความรู้สึกอบอุ่นกับคู่ยุนแจมากเลยค่ะ

แต่อีกคู่กลับรู้สึก..อึดอัด
เห็นใจมิกมากมาย
แบบว่าน้องไม่ยอมรู้ความรู้สึกซะทีแล้วดันแสดงออกว่ารักอีก.....เครียดมากมายเวลาอ่านไป


สนุกมากค่ะ
เป็นกำลังใจให้นะ

สู้ๆๆ
#15  by  JIkaO (202.28.27.3) At 2007-08-09 10:17, 
เฮ้อ ยูซู ทำไม so sad อย่างนี้อะ

เศร้าจังเลยอะ มิกผู้ยึดมั่นในความรักนุ้งโลมา
#16  by  loverken (210.213.18.150) At 2007-08-10 17:45, 
ยิ่งอ่าน ยิ่งชอบ
อ่านหลายครั้งก็ไม่รู้สึกเบื่อ

อ่านเรื่องนี้ทีไรยิ้มไปกับความรักของยุนกะแจจ๋าทุกที
แต่ก็กลับเศร้าทุกที่นึกถึงความรักที่ปาร์คกี้มีให้โลมาตัวน้อย

ทั้ง ๆ ที่ดูเหมือนว่าใจจะตรงกัน แต่กลับไม่กล้าเอ่ยมันออกไป
เพียงเพราะกลัวว่าจะเสียไป แม้กระทั่งคำว่าเพื่อน
เฮ้ออออ เศร้าแทนปาร์คจริงๆ

จะรอตอนต่อนะจ๊ะ มิซากิสุดที่รัก
#17  by  mody (71.112.24.62) At 2007-08-12 04:05, 
สนุกมากกกอ่า
มาอัพต่อไวๆนะค่ะ
กำลังลุ้นนนน จุนซูคงจารักมิกกี้ใช่ไหมอ่า
#18  by  '* YUNJAE *' At 2007-08-13 14:26, 
ขอบคุณสำหรับฟิคค่า...สนุกดี
#19  by   (124.121.33.102) At 2007-08-18 11:59, 

<< Home


HanulZora
View full profile