2007/Sep/02

I knew... (3/3)

เสียงจากโทรทัศน์ยังคงดังคลอไปกับเสียงนาฬิกาที่เดินไปข้างหน้าอย่างเป็นจังหวะ ยูชอนนอนมองใบหน้าหวานของคนตรงหน้ายามหลับใหล ขนตายาวสวยทอรับบนแก้มใสระเรื่อสีอ่อนชวนมอง อาจไม่ได้สวยอย่างสมบูรณ์แบบ แต่ก็หวานใสกว่าเด็กผู้ชายทั่วไปในวัยเดียวกัน นัยน์ตาสีเข้มราวกับจะสะท้อนภาพความทรงจำมากมายระหว่างเขาทั้งคู่ ทั้งรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ หรือแม้แต่การพบกันครั้งแรกที่ยังคงชัดเจนในภาพของความทรงจำ

สวัสดีครับ ผมชื่อปาร์ค ยูชอน ผ่านการออดิชั่นมาจากอเมริกา ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ บอกแนะนำตัวสั้น ๆ ไปเท่าที่คิดว่าจำเป็น ก่อนมองไปรอบ ๆ ห้อง รู้สึกว่ามือของตัวเองนั้นเย็นเฉียบ โค้งเล็กน้อยแล้วนั่งลงที่เก้าอี้ตัวเดิม ลอบมองใบหน้าของมิสเตอร์อี หรือคุณอี ซูมานโปรดิวเซอร์ของโปรเจคท์วงที่เขากำลังจะเข้าร่วมเป็นสมาชิก ภายใต้กรอบแว่นสายตานั้นมีแววตาที่ดูเข้มงวดแม้จะมีรอยยิ้มบาง ๆ บนใบหน้านั้น ยูชอนยังเชื่อว่าคุณอี ซูมานนั้นเป็นคนที่พูดจริงทำจริงและคงไม่ลังเลที่จะตัดใครคนใดคนนึงออกจากห้อง หากฝีมือมีไม่มากพอ...และนั่นทำให้เขากดดันตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบมาที่เกาหลี

อเมริกาด้วยนะ ได้ยินเสียงกระซิบกระซาบที่ไม่ค่อยจะเบานักของคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เด็กหนุ่มตัวโตหันไปกระซิบกับเด็กหนุ่มตัวเล็กที่สวมเสื้อกันหนาวสีชมพูอ่อน แกล้งทำเป็นไม่ได้ยินคำพูดพวกนั้นก่อนก้มหน้าก้มตาอ่านชีทรายละเอียดและรูปแบบของวง

เอาล่ะ เห็นหน้ากันครบแล้วนะ เดี๋ยวจะให้เวลาทำความรู้จักกันสักสิบนาทีแล้วกัน คุณอี ซูมานเอ่ยขึ้นก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่หัวโต๊ะ แล้วขอตัวออกไปข้างนอก ทันทีที่ประตูปิดลงตามหลังคุณอี ซูมาน เสียงในห้องประชุมที่เงียบกริบก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง ได้ยินเสียงพูดคุยกันอย่างออกรสเมื่อคนในที่นี่ล้วนแล้วแต่รู้จักกันมาอยู่แล้ว ต่างจากเขาที่เพิ่งมาจากอเมริกาไม่มีเพื่อน ไม่มีครอบครัว...สลัดหัวไล่ความคิดที่จะนำมาซึ่งความเหงาและความเศร้าก่อนไล่สายตาอ่านตัวหนังสือบนกระดาษสีขาวสองสามแผ่นที่เย็บมุมไว้

ทงบังชินกิ...เทพเจ้าแห่งโลกตะวันออก...

เพียงแค่ชื่อวงก็ทำให้รู้สึกไม่ดีขึ้นมาเสียเฉย ๆ ในเมื่อเขานั้นไม่ใช่คนที่เติบโตมาในโลกตะวันออก แต่อเมริกาก็ไม่ใช่บ้านของเขาอยู่ดี...เหมือนกับไม่มีที่ให้ยืน...

นี่ มาจากอเมริกาเหรอ? งั้นแสดงว่าพูดภาษาอังกฤษเก่งน่ะสิ น่าอิจฉาจัง ฉันน่ะภาษาอังกฤษห่วยสุด ๆ เลยล่ะ ประโยคเริ่มบทสนทนานั้นยาวเหยียดเสียจนคนถูกชวนคุยทำหน้าไม่ถูก จู่ ๆ คนตัวเล็กเจ้าของเรือนผมสีทองสว่างก็เดินมานั่งข้าง ๆ อย่างถือวิสาสะแล้วก็พูดอะไรออกมายาวเหยียดจนฟังไม่ทัน แต่ไม่ได้ตอบอะไรออกไปเพียงแค่พยักหน้าหน่อย ๆ เท่านั้น...พยายามคิดชื่อคนตรงหน้า แต่ก็คิดไม่ออก...

แล้วนี่นายมาคนเดียวไม่เหงาเหรอ? คำถามที่ออกมาจากหน้าตาซื่อ ๆ ไม่ได้คิดอะไรมากนักกลับทำให้เขาเงียบไป ไม่เหงาเหรอ...นั่นสิ ถามตัวเองแบบนั้นเสมอ หลายครั้งที่อยากจะกลับไปที่อเมริกา แต่เพราะความฝันอยู่ที่นี่ จะถอยก็ไม่ได้ในเมื่อตัดสินใจก้าวมาแล้ว ก็ต้องก้าวต่อไป...แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการอยู่เพียงลำพังโดยปราศจากคนรู้จักและครอบครัวทำให้เหงาอย่างที่ไม่เป็นมาก่อน...ใช่ เหงามาก...

ถ้าเหงาก็คุยกันก็ได้นะ จากนี้ไปเราต้องทำงานด้วยกันอีกนาน ดูพี่อ้วน ๆ คนนั้นนะ คนที่เหมือนหมีขาวน่ะ คนนั้นชื่อยุนโฮเป็นหัวหน้าวงของเรา รายนั้นน่ะชอบทำหน้าดุไปอย่างนั้นล่ะ จริง ๆ แล้วบ้าพลังจะตายไป ฉันซี้กับพี่เขา รู้จักกันก็ประมาณสองปีได้แล้วมั้ง นั่งนับนิ้วพลางทำหน้าตาครุ่นคิดประกอบไปด้วย ยูชอนมองคนช่างเจรจาตรงหน้าแบบงงเล็กน้อย ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเจอคนที่เพิ่งรู้จักกันครั้งแรกแล้วมานั่งคุยเป็นตุเป็นตะแบบนี้ แต่ถึงคิดแบบนั้นก็หันไปมองตามนิ้วเล็ก ๆ ที่ชี้ไปที่ชายหนุ่มที่ดูโตที่สุดในวง...เด็กหนุ่มที่สวมเพียงเสื้อยืดสีขาวและกางเกงยีนส์สบาย ๆ กำลังนั่งคุยกับคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ใครคนนั้นที่มีใบหน้าหวานสวยเหมือนผู้หญิง ทั้งริมฝีปากสีแดงสดที่ดูได้รูปบนใบหน้าขาวใส

แล้วก็คนสวย ๆ ที่พี่ยุนโฮคุยด้วยน่ะ ชื่อพี่แจจุง เสียงเล็ก ๆ ที่ดังขึ้นทำเอายูชอนหลุดจากภวังค์ด้วยความตกใจ ก่อนแค่พยักหน้าเล็กน้อยเป็นอันรับรู้...ยุนโฮกับแจจุงสินะ...ว่าแต่คนที่นั่งพูดมากอยู่ข้าง ๆ นี่ชื่ออะไรเนี่ย...

พี่แจจุงน่ะ สวยใช่มะ? อีกฝ่ายถามยิ้ม ๆ ยูชอนได้แต่พยักหน้านิดหน่อยตามที่คิด ถ้าพูดกันตามตรง คนที่ชื่อพี่แจจุงนั้นดูสวยจนไม่อยากจะเชื่อว่าเป็นเด็กผู้ชาย แต่ก็ไม่ดูบอบบางและอ่อนแอมากนัก ซ้ำยังมีประกายบางอย่างในแววตาที่ทำให้เชื่อว่าคนคนนี้ผ่านชีวิตที่ยากลำบากมามาก...รู้สึกได้ถึงความเหมือนในบางสิ่งบางอย่างของคนที่ชื่อแจจุงกับตัวเขาเอง

แต่ว่ายุ่งไม่ได้หรอกนะ เขามีเจ้าของแล้ว แล้วก็นะ พี่เขาอายุมากที่สุดในวง มีอะไรก็ปรึกษาพี่เขาได้ พี่แจจุงใจดีมากเลยล่ะ เสียงเล็ก ๆ นั้นยังคงบรรยายสรรพคุณของคนที่ชื่อแจจุงอย่างละเอียดถี่ยิบแบบไม่ได้กลัวเลยว่าคนที่ถูกเอ่ยถึงจะไม่พอใจ แต่คงไม่ดูจากวิธีการพูดการจาและน้ำเสียงที่ฟังดูยังไงก็เหมือนเด็กที่เสียงยังไม่แตกหนุ่มดี การแสดงออกทางสีหน้านั้นดูน่ารักเสียจนเชื่อว่าคงไม่มีใครโกรธคนตรงหน้าได้ลงคอ

ส่วนเด็กคนที่นั่งกินขนมอยู่นั่นน่ะ ชื่อชางมิน หมอนี่เป็นเด็กอัจฉริยะ อายุน้อยที่สุดในกลุ่มพวกเรา ฉันเพิ่งรู้จักได้ประมาณสองสามเดือนเนี่ยล่ะ แต่ว่านะร้องเพลงเพราะสุด ๆ เลยล่ะ ตอนฉันฟังครั้งแรกขนลุกเลยล่ะ แบบว่าพลังเสียงสุดยอด แล้วก็ชางมินชอบกินเป็นชีวิตจิตใจ เพราะงั้นถ้าหิวแล้วไม่รู้จักร้านอร่อย ๆ ก็ไปถามชางมินได้เลยนะ ยูชอนมองไปที่เด็กหนุ่มร่างสูงที่กำลังนั่งกินขนมที่เสิร์ฟพร้อมน้ำชาอยู่ด้วยท่าทางมีความสุข ผิวสีน้ำผึ้งนั้นทำให้เด็กหนุ่มตรงหน้าดูโตกว่าวัย แต่จากรอยยิ้มที่ส่งมาให้ตอนที่เงยหน้าขึ้นมาสบตากันพอดีนั้นทำให้รู้ว่าคนคนนี้ยังเด็กอยู่มากจริง ๆ

แล้วนายล่ะ? จู่ ๆ คำถามก็พุ่งมาใส่แสกหน้าอึ้ง ๆ มึน ๆ ไม่รู้จะตอบว่าอะไรทั้ง ๆ ที่คนตัวเล็กตรงหน้าถามแค่ชื่อเท่านั้น

นายชื่ออะไรเหรอ? ฉันชื่อจุนซู..คิม จุนซู แนะนำตัวเองเสร็จสรรพพร้อมรอยยิ้มสดใสที่ราวกับแสงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณ อบอุ่นและอ่อนโยน...อาบไล้หัวใจที่อ่อนล้าให้สดชื่นขึ้นมาเหมือนดอกไม้แรกแย้ม ชั่ววูบที่นึกตกใจตัวเองที่คิดอะไรน้ำเน่าขนาดนี้ หากแต่รอยยิ้มบนใบหน้าหวานนั้นทำให้หัวใจเต้นถี่แรงขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ

ปาร์ค ยูชอน... ตอบไปสั้น ๆ ก่อนจะยิ้มตอบรอยยิ้มของคนตรงหน้า มือเล็ก ๆ ที่ยื่นมาตรงหน้า ความอบอุ่นที่กระชับไว้เบา ๆ ราวกับกำลังจะฉุดเขาให้ออกจากความเหงาในหัวใจ...ทั้ง ๆ ที่เพิ่งเจอกันครั้งแรก แต่กลับเชื่ออยู่ลึก ๆ ว่า คิม จุนซูคนนี้จะเป็นคนที่เปิดใจของเขาแน่นอน...

มันแปลกที่ยอมรับให้ใครก้าวเข้ามาในใจตั้งแต่วันแรกที่เจอ...

ชีนากาบอรี~~ เสียงเรียกเข้าเพลงบอลลูนของโทรศัพท์มือถือเครื่องบางที่วางอยู่บนโต๊ะหน้าโซฟาปลุกให้คนที่กำลังหลับอยู่ตื่นขึ้นมา พอดีกับที่ยูชอนแกล้งเบนสายตากลับไปมองที่โทรทัศน์เหมือนเดิม รายการโฆษณาสินค้าออกกำลังกายนั้นไม่ได้น่าดูเท่าไรนัก แต่ก็ทำหน้าเหมือนสนอกสนใจสุด ๆ คนตัวเล็กลุกขึ้นจากเก้าอี้ข้างเตียงแล้วส่งยิ้มง่วง ๆ ให้คนที่นั่งดูโทรทัศน์อยู่แล้วโซเซไปรับโทรศัพท์ ยูชอนถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกที่จุนซูไม่ทันเห็นว่าเขากำลังนอนจ้องหน้าอยู่

สวัสดีครับ จุนซูครับ เสียงนั้นฟังดูงัวเงียแถมยังตบท้ายด้วยการหาวออกมายาว ๆ อีกครั้ง ยูชอนแอบยิ้มอยู่คนเดียวกับอาการเผลอ ๆ ที่ดูน่ารักของร่างเล็ก

อ่อ...พี่แจจุงเหรอ? อืม ๆ ...มารับเลยก็ได้นะ เพราะว่าหมอมาตรวจรอบสุดท้ายไปแล้ว จุนซูบอกปลายสายก่อนนั่งลงบนโซฟาของห้องรับแขกแล้วคุยต่ออีกนิดหน่อยก่อนจะวางสายไป คนตัวเล็กลุกขึ้นยืดแขนขึ้นเหนือหัวก่อนบิดขี้เกียจสุดตัว

เดี๋ยวพี่แจจุงก็จะมารับแล้วนะ จุนซูบอกก่อนจะเดินลากขากลับมานั่งที่เก้าอี้ข้างเตียงอีกครั้ง มองหน้ายูชอนยิ้ม ๆ จนคนถูกมองแอบสงสัยนิด ๆ

มีอะไร?

เปล่า...แค่คิดว่าพอมองหน้ายูชอนแล้วง่วงดีจังเลย คำตอบตรง ๆ ซื่อ ๆ นั้นทำเอาคนที่กำลังนั่งอยู่ทำหน้าไม่ถูกแต่ที่แน่ ๆ คืองง...

อ่างั้นเหรอ? นี่หน้าฉันเป็นยานอนหลับรึไง? ยูชอนถามด้วยความสงสัย คิ้วเรียวได้รูปนั้นขมวดมุ่น มานั่งคิดดูกี่รอบ ๆ ก็ไม่เห็นจะฟังเป็นคำชมตรงไหน จุนซูรีบส่ายหน้าเป็นพัลวัน

ไม่ใช่ ๆ ไม่รู้สิ...แต่ว่าให้ความรู้สึกอบอุ่นแล้วก็ปลอดภัยน่ะ คนตัวเล็กรีบบอกเพราะกลัวอีกฝ่ายจะเข้าใจผิด แต่คำพูดนั้นกลับทำให้คนตรงหน้าทำหน้าไม่ถูกยิ่งกว่าเก่า ผิดกับคนพูดที่ดูเหมือนจะไม่ได้คิดอะไรก็เพียงพูดออกมาตามที่คิดเท่านั้น ร่างสูงกำลังนั่งเงียบ ๆ ห้ามหัวใจตัวเองที่เต้นโครมครามในอก

เดี๋ยวฉันมานะ ไปเข้าห้องน้ำก่อน จุนซูบอกก่อนจะลุกขึ้นไปจากเก้าอี้ข้างเตียงแล้วเดินเข้าห้องน้ำไป ทันทีที่ประตูห้องน้ำปิดลงน้ำตาที่ห้ามไว้ก็ไหลลงมาอย่างห้ามไม่ได้ มือเล็กล้วงลงไปในกระเป๋ากางเกงก่อนหยิบกระดาษลายท้องฟ้าสีสดยับยู่ขึ้นมา ก่อนจะกางออกอ่าน

วันอังคารกินข้าวกับยูชอนที่ร้าน K ฉลองยูชอนเรียนจบ ^--^

หยดน้ำตาร่วงหล่นลงบนตัวหนังสือที่ดูเป็นระเบียบจนหมึกสีดำซึมฟุ้งเป็นวงกว้าง ทำให้ยูชอนต้องเสียใจอีกแล้ว...เพียงแค่ความคิดนั้นจบลงจุนซูก็ปล่อยโฮออกมาอย่างกลั้นไว้ไม่ไหว ภาพยูชอนที่ร้องไห้ออกมาในวันนั้น ภาพใบหน้าซีด ๆ ของยูชอนตอนที่ไม่สบายทุกอย่างกำลังตอกย้ำถึงความผิดที่ทำไว้ ไม่ใช่แค่ผิดนัด แต่เป็นการผิดสัญญาในวันสำคัญของยูชอน...

ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ทำให้ยูชอนต้องเสียใจ หากแต่ยูชอนก็จะให้อภัยและยิ้มให้อย่างอ่อนโยนทุกครั้ง เพราะแบบนั้นถึงได้รู้สึกแย่ทุกครั้งที่ทำผิด เพราะรู้ว่ายูชอนจะไม่โกรธ เพราะรู้แบบนั้นถึงได้ร้องไห้ออกมา

แกร่ก...เสียงเปิดประตูห้องน้ำทำให้ร่างเล็กต้องรีบยกมือขึ้นเช็ดน้ำตา ก่อนพยายามยิ้มให้กับร่างสูงที่ยืนอยู่ตรงหน้า ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้ดวงตาแดงก่ำและขอบตาก็บวมช้ำจนสังเกตได้

เป็นอะไรไป? ยูชอนเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง น้ำเสียงที่อ่อนโยนนั้นกลับยิ่งทำให้รู้สึกผิดมากขึ้นอีก มองหลังมือที่มีสำลีและพลาสเตอร์แปะอยู่ของยูชอนนิ่ง ๆ ...ยูชอนเสียใจมาก แต่ก็ไม่เคยสักครั้งที่จะต่อว่าหรือโกรธเขาคนนี้ ถึงได้รู้สึกผิดมากขนาดนี้

ขอโทษนะ...ที่ฉันลืมนัดของเราเมื่อวันก่อน บอกเสียงอู้อี้และสั่นเครือ หลบตาลงไม่กล้าสบตากับคนตรงหน้า สัมผัสอ่อนโยนของมือใหญ่วางลงบนเรือนผมนุ่มเบา ๆ

ไม่เป็นไรหรอก ฉันไม่ได้โกรธนายซะหน่อย ยูชอนปลอบคนตรงหน้าน้ำเสียงอ่อนโยน จุนซูเงยหน้าขึ้นมองรอยยิ้มที่อ่อนโยนของคนตรงหน้า ก่อนเดินเข้าไปใกล้แล้วกอดอีกฝ่ายไว้แน่น

ฉันขอโทษ ยูชอน...ฉันขอโทษ แขนเล็ก ๆ โอบรอบเอวของร่างสูงไว้ก่อนจะซุกใบหน้าลงแน่นกับแผ่นอกแกร่ง ไหล่บาง ๆ นั้นสั่นสะท้านด้วยแรงสะอื้น ยูชอนก้มลงมองคนที่กำลังกอดเขาไว้แน่นด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย...มันมากเสียจนไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดใด ๆ ได้...มากเสียจนอัดแน่นจนเจ็บไปหมดทั้งอก สองแขนที่ยกขึ้นจะโอบกอดกลับชะงักไว้ ก่อนที่สองมือจะดันไหล่บางนั้นออกเบา ๆ

ไม่ร้องนะ ฉันไม่เป็นไรแล้ว ถ้าไม่หยุดร้องฉันโกรธจริง ๆ ด้วย จุนซูพยักหน้าเร็ว ๆ ก่อนยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาบนใบหน้าตัวเองลวก ๆ แต่ไม่ว่าจะเช็ดเท่าไรก็ไม่แห้งเสียที ยูชอนจับมือเล็ก ๆ นั้นไว้ ก่อนค่อย ๆ เช็ดน้ำตาบนแก้มใสนั้นด้วยปลายนิ้วโป้ง ไล้เรือนแก้มชื้นน้ำตาอย่างแผ่วเบาและอ่อนโยนที่สุด จุนซูได้แต่มองร่างสูงนิ่ง ริมฝีปากบางสั่นระริก ไม่สามารถเอื้อนเอ่ยคำใด ๆ ออกมาได้...

ฉันไม่อยากเห็นนายร้องไห้...เข้าใจมั้ย? เงียบไปอึดใจหนึ่งก่อนจะเอ่ยถามออกมา ราวกับชั่วครู่ที่เงียบไปนั้นได้เอ่ยอะไรออกมาผ่านสายลมที่แผ่วเบานั้น ยูชอนดึงแก้มยุ้ย ๆ นั้นให้ยิ้มออกมา

ฉันอยู่ที่ตรงนี้ เพื่อรอยยิ้มนี้ รอยยิ้มของนาย...รอยยิ้มของคนที่ฉันรัก...นายรู้มั้ย คิม จุนซู...

ยิ้มนะยิ้ม จุนซูพยายามยิ้มกว้างที่สุดเท่าที่จะทำได้ จนทำให้ยูชอนหลุดขำออกมาเพราะว่าใบหน้านั้นดูตลก หากแต่ยังคงดูน่ารักในสายตาของเขาอยู่ดี ยูชอนขยี้ผมอีกฝ่ายเบา ๆ แล้วหันหลังจะเดินกลับไปที่เตียง จุนซูเดินตามไปแต่เพราะไม่ทันระวังทำให้สะดุดขอบประตูห้องน้ำจนเสียหลักจะล้ม แต่ยูชอนหันกลับมาพอดี แขนแกร่งนั้นคว้าเอวบางของคนตัวเล็กไว้ แต่เพราะเพิ่งฟื้นไข้เรี่ยวแรงที่มีถึงไม่มากพอที่จะพยุงให้ตัวเองยืนอยู่ได้ สุดท้ายทั้งสองก็ล้มลงไปนอนที่พื้นทั้งคู่

อูย...เจ็บชะมัด จุนซูบ่นออกมา ยังดีที่ยูชอนใช้มือกันหัวของเขาไว้ไม่ให้กระแทกกับพื้น แต่ว่ารู้สึกหนักอึ้งเมื่อยูชอนกำลังนอนทับเขาอยู่

ขอโทษที ยูชอนรีบยกหัวขึ้นแต่ต้องชะงักไปเมื่อเห็นใบหน้าของจุนซูที่นอนอยู่ข้างล่าง ใบหน้าหวานนั้นอยู่ใกล้มาก ไม่รู้ว่านานแค่ไหนที่จ้องลึกลงไปในนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มของร่างเล็ก ความใกล้ชิดที่มากเกินไปนั้นทำให้แก้มใสแดงระเรื่อขึ้นมา ริมฝีปากบางแดงฉ่ำราวกับเย้ายวนให้สัมผัส ใบหน้าคมคายเลื่อนลงไปใกล้อีก...อยากสัมผัส...จุนซูหลับตาลงแน่น ยูชอนโน้มใบหน้าลงไปใกล้จนรู้สึกลมหายอุ่น ๆ ของอีกฝ่ายที่ปะทะอยู่ที่แก้ม...

เลือกแล้วใช่มั้ย...ที่จะสูญเสียทุกอย่างไป

พิธีกรสาวสวยของรายการเพลงของ Channel [V] กำลังทำหน้าที่ของเธออย่างคล่องแคล่ว พูดทั้งภาษาเกาหลีและภาษาอังกฤษสลับกันไปมา ระหว่างการประกาศอันดับเพลงฮิตประจำเดือน นับว่าเป็นรายการที่ทงบังชินกิทุกคนรอคอยเลยก็ว่าได้ เพราะจะได้ดีใจและตื่นเต้นกันทุกครั้งที่เห็นเพลงของพวกเขาติดหนึ่งในห้าสิบอันดับเพลงที่ถูกขอมากที่สุดของเดือน ทั้ง ๆ ที่เป็นแบบนั้นแต่วันนี้ห้องนั่งเล่นกลับเงียบกว่าที่คิดเมื่อมีเพียงแค่เพียงสมาชิกในวงคนเดียวนั่งรอลุ้นอันดับเพลงอย่างเหงา ๆ

จากวันนี้ไปอีกสามวันเป็นวันหยุดยาวของพวกเขาที่คุณอี ซูมานมอบให้เป็นของขวัญที่อัลบั้มขายดี ถึงจะแค่สามวันแต่มันก็มากพอที่ทำให้ทุกคนตัดสินใจเก็บกระเป๋ากลับบ้านที่ไม่ได้กลับไปแสนนานเพราะตารางงานที่แน่นเอี๊ยดแบบไม่มีเวลาพัก จะมีก็แค่คนที่กลับบ้านไม่ได้เพราะว่าเวลาไม่มากพออย่างยูชอนเท่านั้นที่ไม่ได้ไปไหน แม้ทั้งแจจุงและยุนโฮจะถามแล้วถามอีกว่าอยากกลับไปด้วยกันมั้ย แต่เขาก็รู้ดีว่าไม่ควรไปทำตัวเป็น กอ-ขอ-คอ คนรักเขาจะสวีทกัน ก็เลยไม่ไปดีกว่า ส่วนชางมินก็ถามเขามากกว่าสิบรอบและรอบที่สิบเอ็ดก่อนจะออกจากบ้านไปว่าจะกลับด้วยกันมั้ย แต่สุดท้ายแล้วเขาก็แค่ส่ายหน้าเท่านั้น รู้สึกซึ้งและขอบคุณในน้ำใจของทุกคนจริง ๆ ที่เป็นห่วงเขา แต่ตอนนี้เขาอยากอยู่คนเดียว...อย่างน้อยจะได้คิดอะไรเงียบ ๆ ตรึกตรองและทบทวนทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างไม่เร่งรีบ...
.
.
.
ทั้ง ๆ ที่คิดแบบนั้นแท้ ๆ ...

ปาร์ค ยูชอน ชายหนุ่มร่างสูงในชุดเสื้อยืดสีสดและกางเกงยีนส์กำลังนั่งมองฝูงลิงห้าตัวจากสิบสามที่มานอนเล่นเกมที่ห้องพักของพวกเขาอย่างไม่ได้เกรงอกเกรงใจเลยแม้แต่น้อย ทั้ง ๆ ที่ตั้งใจว่าจะนั่งดูรายการเพลงเพียงคนเดียวเงียบ ๆ แต่ตอนนี้สภาพห้องนั่งเล่นกลายเป็นกรงขังลิงดี ๆ นี่เอง นี่คงเป็นความหวังดีของแจจุงที่ไปบอกให้พวกพี่ฮีชอลมาอยู่ที่เป็นเพื่อน