2007/Sep/02

I knew... (3/3)

เสียงจากโทรทัศน์ยังคงดังคลอไปกับเสียงนาฬิกาที่เดินไปข้างหน้าอย่างเป็นจังหวะ ยูชอนนอนมองใบหน้าหวานของคนตรงหน้ายามหลับใหล ขนตายาวสวยทอรับบนแก้มใสระเรื่อสีอ่อนชวนมอง อาจไม่ได้สวยอย่างสมบูรณ์แบบ แต่ก็หวานใสกว่าเด็กผู้ชายทั่วไปในวัยเดียวกัน นัยน์ตาสีเข้มราวกับจะสะท้อนภาพความทรงจำมากมายระหว่างเขาทั้งคู่ ทั้งรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ หรือแม้แต่การพบกันครั้งแรกที่ยังคงชัดเจนในภาพของความทรงจำ

สวัสดีครับ ผมชื่อปาร์ค ยูชอน ผ่านการออดิชั่นมาจากอเมริกา ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ บอกแนะนำตัวสั้น ๆ ไปเท่าที่คิดว่าจำเป็น ก่อนมองไปรอบ ๆ ห้อง รู้สึกว่ามือของตัวเองนั้นเย็นเฉียบ โค้งเล็กน้อยแล้วนั่งลงที่เก้าอี้ตัวเดิม ลอบมองใบหน้าของมิสเตอร์อี หรือคุณอี ซูมานโปรดิวเซอร์ของโปรเจคท์วงที่เขากำลังจะเข้าร่วมเป็นสมาชิก ภายใต้กรอบแว่นสายตานั้นมีแววตาที่ดูเข้มงวดแม้จะมีรอยยิ้มบาง ๆ บนใบหน้านั้น ยูชอนยังเชื่อว่าคุณอี ซูมานนั้นเป็นคนที่พูดจริงทำจริงและคงไม่ลังเลที่จะตัดใครคนใดคนนึงออกจากห้อง หากฝีมือมีไม่มากพอ...และนั่นทำให้เขากดดันตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบมาที่เกาหลี

อเมริกาด้วยนะ ได้ยินเสียงกระซิบกระซาบที่ไม่ค่อยจะเบานักของคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เด็กหนุ่มตัวโตหันไปกระซิบกับเด็กหนุ่มตัวเล็กที่สวมเสื้อกันหนาวสีชมพูอ่อน แกล้งทำเป็นไม่ได้ยินคำพูดพวกนั้นก่อนก้มหน้าก้มตาอ่านชีทรายละเอียดและรูปแบบของวง

เอาล่ะ เห็นหน้ากันครบแล้วนะ เดี๋ยวจะให้เวลาทำความรู้จักกันสักสิบนาทีแล้วกัน คุณอี ซูมานเอ่ยขึ้นก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่หัวโต๊ะ แล้วขอตัวออกไปข้างนอก ทันทีที่ประตูปิดลงตามหลังคุณอี ซูมาน เสียงในห้องประชุมที่เงียบกริบก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง ได้ยินเสียงพูดคุยกันอย่างออกรสเมื่อคนในที่นี่ล้วนแล้วแต่รู้จักกันมาอยู่แล้ว ต่างจากเขาที่เพิ่งมาจากอเมริกาไม่มีเพื่อน ไม่มีครอบครัว...สลัดหัวไล่ความคิดที่จะนำมาซึ่งความเหงาและความเศร้าก่อนไล่สายตาอ่านตัวหนังสือบนกระดาษสีขาวสองสามแผ่นที่เย็บมุมไว้

ทงบังชินกิ...เทพเจ้าแห่งโลกตะวันออก...

เพียงแค่ชื่อวงก็ทำให้รู้สึกไม่ดีขึ้นมาเสียเฉย ๆ ในเมื่อเขานั้นไม่ใช่คนที่เติบโตมาในโลกตะวันออก แต่อเมริกาก็ไม่ใช่บ้านของเขาอยู่ดี...เหมือนกับไม่มีที่ให้ยืน...

นี่ มาจากอเมริกาเหรอ? งั้นแสดงว่าพูดภาษาอังกฤษเก่งน่ะสิ น่าอิจฉาจัง ฉันน่ะภาษาอังกฤษห่วยสุด ๆ เลยล่ะ ประโยคเริ่มบทสนทนานั้นยาวเหยียดเสียจนคนถูกชวนคุยทำหน้าไม่ถูก จู่ ๆ คนตัวเล็กเจ้าของเรือนผมสีทองสว่างก็เดินมานั่งข้าง ๆ อย่างถือวิสาสะแล้วก็พูดอะไรออกมายาวเหยียดจนฟังไม่ทัน แต่ไม่ได้ตอบอะไรออกไปเพียงแค่พยักหน้าหน่อย ๆ เท่านั้น...พยายามคิดชื่อคนตรงหน้า แต่ก็คิดไม่ออก...

แล้วนี่นายมาคนเดียวไม่เหงาเหรอ? คำถามที่ออกมาจากหน้าตาซื่อ ๆ ไม่ได้คิดอะไรมากนักกลับทำให้เขาเงียบไป ไม่เหงาเหรอ...นั่นสิ ถามตัวเองแบบนั้นเสมอ หลายครั้งที่อยากจะกลับไปที่อเมริกา แต่เพราะความฝันอยู่ที่นี่ จะถอยก็ไม่ได้ในเมื่อตัดสินใจก้าวมาแล้ว ก็ต้องก้าวต่อไป...แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการอยู่เพียงลำพังโดยปราศจากคนรู้จักและครอบครัวทำให้เหงาอย่างที่ไม่เป็นมาก่อน...ใช่ เหงามาก...

ถ้าเหงาก็คุยกันก็ได้นะ จากนี้ไปเราต้องทำงานด้วยกันอีกนาน ดูพี่อ้วน ๆ คนนั้นนะ คนที่เหมือนหมีขาวน่ะ คนนั้นชื่อยุนโฮเป็นหัวหน้าวงของเรา รายนั้นน่ะชอบทำหน้าดุไปอย่างนั้นล่ะ จริง ๆ แล้วบ้าพลังจะตายไป ฉันซี้กับพี่เขา รู้จักกันก็ประมาณสองปีได้แล้วมั้ง นั่งนับนิ้วพลางทำหน้าตาครุ่นคิดประกอบไปด้วย ยูชอนมองคนช่างเจรจาตรงหน้าแบบงงเล็กน้อย ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเจอคนที่เพิ่งรู้จักกันครั้งแรกแล้วมานั่งคุยเป็นตุเป็นตะแบบนี้ แต่ถึงคิดแบบนั้นก็หันไปมองตามนิ้วเล็ก ๆ ที่ชี้ไปที่ชายหนุ่มที่ดูโตที่สุดในวง...เด็กหนุ่มที่สวมเพียงเสื้อยืดสีขาวและกางเกงยีนส์สบาย ๆ กำลังนั่งคุยกับคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ใครคนนั้นที่มีใบหน้าหวานสวยเหมือนผู้หญิง ทั้งริมฝีปากสีแดงสดที่ดูได้รูปบนใบหน้าขาวใส

แล้วก็คนสวย ๆ ที่พี่ยุนโฮคุยด้วยน่ะ ชื่อพี่แจจุง เสียงเล็ก ๆ ที่ดังขึ้นทำเอายูชอนหลุดจากภวังค์ด้วยความตกใจ ก่อนแค่พยักหน้าเล็กน้อยเป็นอันรับรู้...ยุนโฮกับแจจุงสินะ...ว่าแต่คนที่นั่งพูดมากอยู่ข้าง ๆ นี่ชื่ออะไรเนี่ย...

พี่แจจุงน่ะ สวยใช่มะ? อีกฝ่ายถามยิ้ม ๆ ยูชอนได้แต่พยักหน้านิดหน่อยตามที่คิด ถ้าพูดกันตามตรง คนที่ชื่อพี่แจจุงนั้นดูสวยจนไม่อยากจะเชื่อว่าเป็นเด็กผู้ชาย แต่ก็ไม่ดูบอบบางและอ่อนแอมากนัก ซ้ำยังมีประกายบางอย่างในแววตาที่ทำให้เชื่อว่าคนคนนี้ผ่านชีวิตที่ยากลำบากมามาก...รู้สึกได้ถึงความเหมือนในบางสิ่งบางอย่างของคนที่ชื่อแจจุงกับตัวเขาเอง

แต่ว่ายุ่งไม่ได้หรอกนะ เขามีเจ้าของแล้ว แล้วก็นะ พี่เขาอายุมากที่สุดในวง มีอะไรก็ปรึกษาพี่เขาได้ พี่แจจุงใจดีมากเลยล่ะ เสียงเล็ก ๆ นั้นยังคงบรรยายสรรพคุณของคนที่ชื่อแจจุงอย่างละเอียดถี่ยิบแบบไม่ได้กลัวเลยว่าคนที่ถูกเอ่ยถึงจะไม่พอใจ แต่คงไม่ดูจากวิธีการพูดการจาและน้ำเสียงที่ฟังดูยังไงก็เหมือนเด็กที่เสียงยังไม่แตกหนุ่มดี การแสดงออกทางสีหน้านั้นดูน่ารักเสียจนเชื่อว่าคงไม่มีใครโกรธคนตรงหน้าได้ลงคอ

ส่วนเด็กคนที่นั่งกินขนมอยู่นั่นน่ะ ชื่อชางมิน หมอนี่เป็นเด็กอัจฉริยะ อายุน้อยที่สุดในกลุ่มพวกเรา ฉันเพิ่งรู้จักได้ประมาณสองสามเดือนเนี่ยล่ะ แต่ว่านะร้องเพลงเพราะสุด ๆ เลยล่ะ ตอนฉันฟังครั้งแรกขนลุกเลยล่ะ แบบว่าพลังเสียงสุดยอด แล้วก็ชางมินชอบกินเป็นชีวิตจิตใจ เพราะงั้นถ้าหิวแล้วไม่รู้จักร้านอร่อย ๆ ก็ไปถามชางมินได้เลยนะ ยูชอนมองไปที่เด็กหนุ่มร่างสูงที่กำลังนั่งกินขนมที่เสิร์ฟพร้อมน้ำชาอยู่ด้วยท่าทางมีความสุข ผิวสีน้ำผึ้งนั้นทำให้เด็กหนุ่มตรงหน้าดูโตกว่าวัย แต่จากรอยยิ้มที่ส่งมาให้ตอนที่เงยหน้าขึ้นมาสบตากันพอดีนั้นทำให้รู้ว่าคนคนนี้ยังเด็กอยู่มากจริง ๆ

แล้วนายล่ะ? จู่ ๆ คำถามก็พุ่งมาใส่แสกหน้าอึ้ง ๆ มึน ๆ ไม่รู้จะตอบว่าอะไรทั้ง ๆ ที่คนตัวเล็กตรงหน้าถามแค่ชื่อเท่านั้น

นายชื่ออะไรเหรอ? ฉันชื่อจุนซู..คิม จุนซู แนะนำตัวเองเสร็จสรรพพร้อมรอยยิ้มสดใสที่ราวกับแสงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณ อบอุ่นและอ่อนโยน...อาบไล้หัวใจที่อ่อนล้าให้สดชื่นขึ้นมาเหมือนดอกไม้แรกแย้ม ชั่ววูบที่นึกตกใจตัวเองที่คิดอะไรน้ำเน่าขนาดนี้ หากแต่รอยยิ้มบนใบหน้าหวานนั้นทำให้หัวใจเต้นถี่แรงขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ

ปาร์ค ยูชอน... ตอบไปสั้น ๆ ก่อนจะยิ้มตอบรอยยิ้มของคนตรงหน้า มือเล็ก ๆ ที่ยื่นมาตรงหน้า ความอบอุ่นที่กระชับไว้เบา ๆ ราวกับกำลังจะฉุดเขาให้ออกจากความเหงาในหัวใจ...ทั้ง ๆ ที่เพิ่งเจอกันครั้งแรก แต่กลับเชื่ออยู่ลึก ๆ ว่า คิม จุนซูคนนี้จะเป็นคนที่เปิดใจของเขาแน่นอน...

มันแปลกที่ยอมรับให้ใครก้าวเข้ามาในใจตั้งแต่วันแรกที่เจอ...

ชีนากาบอรี~~ เสียงเรียกเข้าเพลงบอลลูนของโทรศัพท์มือถือเครื่องบางที่วางอยู่บนโต๊ะหน้าโซฟาปลุกให้คนที่กำลังหลับอยู่ตื่นขึ้นมา พอดีกับที่ยูชอนแกล้งเบนสายตากลับไปมองที่โทรทัศน์เหมือนเดิม รายการโฆษณาสินค้าออกกำลังกายนั้นไม่ได้น่าดูเท่าไรนัก แต่ก็ทำหน้าเหมือนสนอกสนใจสุด ๆ คนตัวเล็กลุกขึ้นจากเก้าอี้ข้างเตียงแล้วส่งยิ้มง่วง ๆ ให้คนที่นั่งดูโทรทัศน์อยู่แล้วโซเซไปรับโทรศัพท์ ยูชอนถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกที่จุนซูไม่ทันเห็นว่าเขากำลังนอนจ้องหน้าอยู่

สวัสดีครับ จุนซูครับ เสียงนั้นฟังดูงัวเงียแถมยังตบท้ายด้วยการหาวออกมายาว ๆ อีกครั้ง ยูชอนแอบยิ้มอยู่คนเดียวกับอาการเผลอ ๆ ที่ดูน่ารักของร่างเล็ก

อ่อ...พี่แจจุงเหรอ? อืม ๆ ...มารับเลยก็ได้นะ เพราะว่าหมอมาตรวจรอบสุดท้ายไปแล้ว จุนซูบอกปลายสายก่อนนั่งลงบนโซฟาของห้องรับแขกแล้วคุยต่ออีกนิดหน่อยก่อนจะวางสายไป คนตัวเล็กลุกขึ้นยืดแขนขึ้นเหนือหัวก่อนบิดขี้เกียจสุดตัว

เดี๋ยวพี่แจจุงก็จะมารับแล้วนะ จุนซูบอกก่อนจะเดินลากขากลับมานั่งที่เก้าอี้ข้างเตียงอีกครั้ง มองหน้ายูชอนยิ้ม ๆ จนคนถูกมองแอบสงสัยนิด ๆ

มีอะไร?

เปล่า...แค่คิดว่าพอมองหน้ายูชอนแล้วง่วงดีจังเลย คำตอบตรง ๆ ซื่อ ๆ นั้นทำเอาคนที่กำลังนั่งอยู่ทำหน้าไม่ถูกแต่ที่แน่ ๆ คืองง...

อ่างั้นเหรอ? นี่หน้าฉันเป็นยานอนหลับรึไง? ยูชอนถามด้วยความสงสัย คิ้วเรียวได้รูปนั้นขมวดมุ่น มานั่งคิดดูกี่รอบ ๆ ก็ไม่เห็นจะฟังเป็นคำชมตรงไหน จุนซูรีบส่ายหน้าเป็นพัลวัน

ไม่ใช่ ๆ ไม่รู้สิ...แต่ว่าให้ความรู้สึกอบอุ่นแล้วก็ปลอดภัยน่ะ คนตัวเล็กรีบบอกเพราะกลัวอีกฝ่ายจะเข้าใจผิด แต่คำพูดนั้นกลับทำให้คนตรงหน้าทำหน้าไม่ถูกยิ่งกว่าเก่า ผิดกับคนพูดที่ดูเหมือนจะไม่ได้คิดอะไรก็เพียงพูดออกมาตามที่คิดเท่านั้น ร่างสูงกำลังนั่งเงียบ ๆ ห้ามหัวใจตัวเองที่เต้นโครมครามในอก

เดี๋ยวฉันมานะ ไปเข้าห้องน้ำก่อน จุนซูบอกก่อนจะลุกขึ้นไปจากเก้าอี้ข้างเตียงแล้วเดินเข้าห้องน้ำไป ทันทีที่ประตูห้องน้ำปิดลงน้ำตาที่ห้ามไว้ก็ไหลลงมาอย่างห้ามไม่ได้ มือเล็กล้วงลงไปในกระเป๋ากางเกงก่อนหยิบกระดาษลายท้องฟ้าสีสดยับยู่ขึ้นมา ก่อนจะกางออกอ่าน

วันอังคารกินข้าวกับยูชอนที่ร้าน K ฉลองยูชอนเรียนจบ ^--^

หยดน้ำตาร่วงหล่นลงบนตัวหนังสือที่ดูเป็นระเบียบจนหมึกสีดำซึมฟุ้งเป็นวงกว้าง ทำให้ยูชอนต้องเสียใจอีกแล้ว...เพียงแค่ความคิดนั้นจบลงจุนซูก็ปล่อยโฮออกมาอย่างกลั้นไว้ไม่ไหว ภาพยูชอนที่ร้องไห้ออกมาในวันนั้น ภาพใบหน้าซีด ๆ ของยูชอนตอนที่ไม่สบายทุกอย่างกำลังตอกย้ำถึงความผิดที่ทำไว้ ไม่ใช่แค่ผิดนัด แต่เป็นการผิดสัญญาในวันสำคัญของยูชอน...

ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ทำให้ยูชอนต้องเสียใจ หากแต่ยูชอนก็จะให้อภัยและยิ้มให้อย่างอ่อนโยนทุกครั้ง เพราะแบบนั้นถึงได้รู้สึกแย่ทุกครั้งที่ทำผิด เพราะรู้ว่ายูชอนจะไม่โกรธ เพราะรู้แบบนั้นถึงได้ร้องไห้ออกมา

แกร่ก...เสียงเปิดประตูห้องน้ำทำให้ร่างเล็กต้องรีบยกมือขึ้นเช็ดน้ำตา ก่อนพยายามยิ้มให้กับร่างสูงที่ยืนอยู่ตรงหน้า ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้ดวงตาแดงก่ำและขอบตาก็บวมช้ำจนสังเกตได้

เป็นอะไรไป? ยูชอนเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง น้ำเสียงที่อ่อนโยนนั้นกลับยิ่งทำให้รู้สึกผิดมากขึ้นอีก มองหลังมือที่มีสำลีและพลาสเตอร์แปะอยู่ของยูชอนนิ่ง ๆ ...ยูชอนเสียใจมาก แต่ก็ไม่เคยสักครั้งที่จะต่อว่าหรือโกรธเขาคนนี้ ถึงได้รู้สึกผิดมากขนาดนี้

ขอโทษนะ...ที่ฉันลืมนัดของเราเมื่อวันก่อน บอกเสียงอู้อี้และสั่นเครือ หลบตาลงไม่กล้าสบตากับคนตรงหน้า สัมผัสอ่อนโยนของมือใหญ่วางลงบนเรือนผมนุ่มเบา ๆ

ไม่เป็นไรหรอก ฉันไม่ได้โกรธนายซะหน่อย ยูชอนปลอบคนตรงหน้าน้ำเสียงอ่อนโยน จุนซูเงยหน้าขึ้นมองรอยยิ้มที่อ่อนโยนของคนตรงหน้า ก่อนเดินเข้าไปใกล้แล้วกอดอีกฝ่ายไว้แน่น

ฉันขอโทษ ยูชอน...ฉันขอโทษ แขนเล็ก ๆ โอบรอบเอวของร่างสูงไว้ก่อนจะซุกใบหน้าลงแน่นกับแผ่นอกแกร่ง ไหล่บาง ๆ นั้นสั่นสะท้านด้วยแรงสะอื้น ยูชอนก้มลงมองคนที่กำลังกอดเขาไว้แน่นด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย...มันมากเสียจนไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดใด ๆ ได้...มากเสียจนอัดแน่นจนเจ็บไปหมดทั้งอก สองแขนที่ยกขึ้นจะโอบกอดกลับชะงักไว้ ก่อนที่สองมือจะดันไหล่บางนั้นออกเบา ๆ

ไม่ร้องนะ ฉันไม่เป็นไรแล้ว ถ้าไม่หยุดร้องฉันโกรธจริง ๆ ด้วย จุนซูพยักหน้าเร็ว ๆ ก่อนยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาบนใบหน้าตัวเองลวก ๆ แต่ไม่ว่าจะเช็ดเท่าไรก็ไม่แห้งเสียที ยูชอนจับมือเล็ก ๆ นั้นไว้ ก่อนค่อย ๆ เช็ดน้ำตาบนแก้มใสนั้นด้วยปลายนิ้วโป้ง ไล้เรือนแก้มชื้นน้ำตาอย่างแผ่วเบาและอ่อนโยนที่สุด จุนซูได้แต่มองร่างสูงนิ่ง ริมฝีปากบางสั่นระริก ไม่สามารถเอื้อนเอ่ยคำใด ๆ ออกมาได้...

ฉันไม่อยากเห็นนายร้องไห้...เข้าใจมั้ย? เงียบไปอึดใจหนึ่งก่อนจะเอ่ยถามออกมา ราวกับชั่วครู่ที่เงียบไปนั้นได้เอ่ยอะไรออกมาผ่านสายลมที่แผ่วเบานั้น ยูชอนดึงแก้มยุ้ย ๆ นั้นให้ยิ้มออกมา

ฉันอยู่ที่ตรงนี้ เพื่อรอยยิ้มนี้ รอยยิ้มของนาย...รอยยิ้มของคนที่ฉันรัก...นายรู้มั้ย คิม จุนซู...

ยิ้มนะยิ้ม จุนซูพยายามยิ้มกว้างที่สุดเท่าที่จะทำได้ จนทำให้ยูชอนหลุดขำออกมาเพราะว่าใบหน้านั้นดูตลก หากแต่ยังคงดูน่ารักในสายตาของเขาอยู่ดี ยูชอนขยี้ผมอีกฝ่ายเบา ๆ แล้วหันหลังจะเดินกลับไปที่เตียง จุนซูเดินตามไปแต่เพราะไม่ทันระวังทำให้สะดุดขอบประตูห้องน้ำจนเสียหลักจะล้ม แต่ยูชอนหันกลับมาพอดี แขนแกร่งนั้นคว้าเอวบางของคนตัวเล็กไว้ แต่เพราะเพิ่งฟื้นไข้เรี่ยวแรงที่มีถึงไม่มากพอที่จะพยุงให้ตัวเองยืนอยู่ได้ สุดท้ายทั้งสองก็ล้มลงไปนอนที่พื้นทั้งคู่

อูย...เจ็บชะมัด จุนซูบ่นออกมา ยังดีที่ยูชอนใช้มือกันหัวของเขาไว้ไม่ให้กระแทกกับพื้น แต่ว่ารู้สึกหนักอึ้งเมื่อยูชอนกำลังนอนทับเขาอยู่

ขอโทษที ยูชอนรีบยกหัวขึ้นแต่ต้องชะงักไปเมื่อเห็นใบหน้าของจุนซูที่นอนอยู่ข้างล่าง ใบหน้าหวานนั้นอยู่ใกล้มาก ไม่รู้ว่านานแค่ไหนที่จ้องลึกลงไปในนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มของร่างเล็ก ความใกล้ชิดที่มากเกินไปนั้นทำให้แก้มใสแดงระเรื่อขึ้นมา ริมฝีปากบางแดงฉ่ำราวกับเย้ายวนให้สัมผัส ใบหน้าคมคายเลื่อนลงไปใกล้อีก...อยากสัมผัส...จุนซูหลับตาลงแน่น ยูชอนโน้มใบหน้าลงไปใกล้จนรู้สึกลมหายอุ่น ๆ ของอีกฝ่ายที่ปะทะอยู่ที่แก้ม...

เลือกแล้วใช่มั้ย...ที่จะสูญเสียทุกอย่างไป

พิธีกรสาวสวยของรายการเพลงของ Channel [V] กำลังทำหน้าที่ของเธออย่างคล่องแคล่ว พูดทั้งภาษาเกาหลีและภาษาอังกฤษสลับกันไปมา ระหว่างการประกาศอันดับเพลงฮิตประจำเดือน นับว่าเป็นรายการที่ทงบังชินกิทุกคนรอคอยเลยก็ว่าได้ เพราะจะได้ดีใจและตื่นเต้นกันทุกครั้งที่เห็นเพลงของพวกเขาติดหนึ่งในห้าสิบอันดับเพลงที่ถูกขอมากที่สุดของเดือน ทั้ง ๆ ที่เป็นแบบนั้นแต่วันนี้ห้องนั่งเล่นกลับเงียบกว่าที่คิดเมื่อมีเพียงแค่เพียงสมาชิกในวงคนเดียวนั่งรอลุ้นอันดับเพลงอย่างเหงา ๆ

จากวันนี้ไปอีกสามวันเป็นวันหยุดยาวของพวกเขาที่คุณอี ซูมานมอบให้เป็นของขวัญที่อัลบั้มขายดี ถึงจะแค่สามวันแต่มันก็มากพอที่ทำให้ทุกคนตัดสินใจเก็บกระเป๋ากลับบ้านที่ไม่ได้กลับไปแสนนานเพราะตารางงานที่แน่นเอี๊ยดแบบไม่มีเวลาพัก จะมีก็แค่คนที่กลับบ้านไม่ได้เพราะว่าเวลาไม่มากพออย่างยูชอนเท่านั้นที่ไม่ได้ไปไหน แม้ทั้งแจจุงและยุนโฮจะถามแล้วถามอีกว่าอยากกลับไปด้วยกันมั้ย แต่เขาก็รู้ดีว่าไม่ควรไปทำตัวเป็น กอ-ขอ-คอ คนรักเขาจะสวีทกัน ก็เลยไม่ไปดีกว่า ส่วนชางมินก็ถามเขามากกว่าสิบรอบและรอบที่สิบเอ็ดก่อนจะออกจากบ้านไปว่าจะกลับด้วยกันมั้ย แต่สุดท้ายแล้วเขาก็แค่ส่ายหน้าเท่านั้น รู้สึกซึ้งและขอบคุณในน้ำใจของทุกคนจริง ๆ ที่เป็นห่วงเขา แต่ตอนนี้เขาอยากอยู่คนเดียว...อย่างน้อยจะได้คิดอะไรเงียบ ๆ ตรึกตรองและทบทวนทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างไม่เร่งรีบ...
.
.
.
ทั้ง ๆ ที่คิดแบบนั้นแท้ ๆ ...

ปาร์ค ยูชอน ชายหนุ่มร่างสูงในชุดเสื้อยืดสีสดและกางเกงยีนส์กำลังนั่งมองฝูงลิงห้าตัวจากสิบสามที่มานอนเล่นเกมที่ห้องพักของพวกเขาอย่างไม่ได้เกรงอกเกรงใจเลยแม้แต่น้อย ทั้ง ๆ ที่ตั้งใจว่าจะนั่งดูรายการเพลงเพียงคนเดียวเงียบ ๆ แต่ตอนนี้สภาพห้องนั่งเล่นกลายเป็นกรงขังลิงดี ๆ นี่เอง นี่คงเป็นความหวังดีของแจจุงที่ไปบอกให้พวกพี่ฮีชอลมาอยู่ที่เป็นเพื่อนเขาแน่ ๆ แต่ดูเหมือนความหวังดีของแจจุงกำลังทำร้ายเขาให้เจ็บมากยิ่งกว่าตอนที่ต้องอยู่คนเดียวเสียอีก

ฮยอกแจ ไอ้บ้า อย่าโกงสิ! จุนซูผู้เรียบร้อยกำลังโวยวายเสียงดัง พร้อมกับใช้เท้าเล็ก ๆ ถีบเพื่อนสนิทที่นั่งอยู่ข้าง ๆ จนล้ม ก่อนจะหัวเราะเสียงดัง การแสดงออกที่เป็นกันเองนั้นพอจะบอกได้ถึงสถานะ พิเศษ ของเจ้าของชื่อนั้น...ฮยอกแจ

นั่งเหม่ออะไรอยู่? พี่ฮีชอลที่เดินมานั่งลงข้าง ๆ ถามขึ้น ก่อนส่งน้ำอัดลมให้หนึ่งกระป๋อง ยูชอนรับมาจิบก่อนจะหันกลับไปมองคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ อย่างอึ้ง ๆ เมื่อรสชาติของน้ำอัดลมที่น่าจะหวานซ่านั้นกลับขมจัด ฮีชอลขยิบตานิด ๆ เป็นอันรู้กันแค่สองคน ก่อนที่จะยกน้ำอัดลมรสขมขึ้นจิบเหมือนกัน

ว่าไง เหม่ออะไรอยู่? ฮีชอลถามซ้ำอีกครั้ง เรือนผมสีเข้มยาวระบ่านั้นถูกรวบไว้อย่างลวก ๆ ดูสบาย ๆ สมกับเป็นวันหยุดที่ไม่ต้องทำงานใด ๆ แต่ถึงแบบนั้นใบหน้าสวยราวกับผู้หญิงนั้นก็ไม่ได้คลายความน่ามองไปเลยแม้แต่น้อย ยูชอนเพียงแค่ส่ายหน้าเล็กน้อยเท่านั้น

ขอโทษทีเถอะนะ ตอนแรกพี่ก็ว่าจะมาคนเดียวน่ะล่ะ แต่ว่าสุดท้ายกลายเป็นว่ามันขอตามกันมาด้วยเป็นฝูงเลย ฮีชอลบ่นเบื่อ ๆ ก่อนจะถอนหายใจออกมา มองชินดงกับคังอินที่นั่งกินขนมเชียร์ฮยอกแจกับจุนซูที่นั่งเล่นเกมอยู่ ในขณะที่ซองมินกำลังนั่งจิบน้ำฟักทองของโปรดอยู่เงียบ ๆ แต่สายตานั้นก็มองนิ่งบนหน้าจอโทรทัศน์ขนาดใหญ่ตรงหน้า

ไม่เป็นไรหรอกครับ พี่แจจุงไปบอกพี่เหรอครับว่าผมอยู่คนเดียว ยูชอนถามยิ้ม ๆ ก่อนจะยกเบียร์ในกระป๋องน้ำอัดลมขึ้นจิบ นับถือในความพยายามของพี่ฮีชอลจริง ๆ ที่นั่งกรอกเบียร์ลงไปในกระป๋องโค้กแบบนี้

อื้อ...เปล่า ๆ จุนซูต่างหาก เขาบอกว่าทุกคนกลับบ้านกันหมดตอนวันหยุด แต่นายไม่ได้กลับก็เลยชวนพวกฉันมาเล่นที่นี่ นายจะได้ไม่เหงา ฮีชอลตอบก่อนหัวเราะออกมาเสียงดังเมื่อเห็นว่าฮยอกแจกับจุนซูกำลังล็อคคอทะเลาะกันเหมือนเด็ก ๆ หากแต่ยูชอนกลับขำไม่ออกเขามองภาพตรงหน้านิ่ง ราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างในใจ

พี่ฮีชอลครับ...

หืม?

พี่เคยรักใครแล้วทรมานมั้ยครับ...แบบว่าทรมานจนแทบตาย... ทั้ง ๆ ที่เป็นประโยคคำถามแต่น้ำเสียงของร่างสูงนั้นกลับราบเรียบราวกับกำลังพูดอยู่กับตัวเอง ฮีชอลมองใบหน้าคมคายที่ดูอ่อนล้านั้นด้วยความสงสาร ก่อนเอื้อมมือไปแตะเบา ๆ บนไหล่กว้างนั้น

ความรักไม่เคยทำให้ใครเจ็บหรอกยูชอน...มีแต่ความผิดหวังเท่านั้นที่ทำให้เราเจ็บปวด...เข้าใจใช่มั้ย? ฮีชอลมองใบหน้าด้านข้างของยูชอนนิ่ง ร่างสูงเพียงแค่พยักหน้าเล็กน้อยเท่านั้น เข้าใจแล้ว...แล้วก็รู้แล้วว่าควรจะเดินไปทางไหนต่อดี...

พวกพี่กลับแล้วนะ อยู่กันสองคนอย่าทำบ้านรกล่ะ เดี๋ยวพี่แจจุงจะกลับมาจัดการเอา ฮีชอลบอกทิ้งท้ายก่อนที่จุนซูและยูชอนจะเดินไปส่งเพื่อนร่วมค่ายที่ลิฟต์

ฮยอกแจ แล้วเจอกันนะ จุนซูกอดเพื่อนหัวทองแน่นเพราะนาน ๆ ทีจะได้เจอกัน ฮยอกแจลูบหัวคนตรงหน้าเบา ๆ ก่อนจะเดินเข้าลิฟต์ไป จุนซูถอนหายใจออกมาก่อนทำหน้าเศร้า ๆ

แย่จัง...กว่าจะได้เจอฮยอกแจอีกก็ไม่รู้เมื่อไร... คนตัวเล็กบ่นพึมพำเสียงเบาแต่ก็ดังมากพอที่จะทำให้ร่างสูงที่เดินอยู่ข้าง ๆ ได้ยิน ยูชอนนิ่งเงียบไม่ได้พูดอะไรออกมาเพียงแต่เอื้อมมือไปจะลูบผมคนตรงหน้าอย่างปลอบโยน แต่ก็ชะงักไว้ก่อนวางมือลงบนไหล่บางแล้วบีบเบา ๆ

พรุ่งนี้เราไปเที่ยวกันดีกว่า ยูชอน คนตัวเล็กหันกลับมาชวนเสียงใส ยูชอนเพียงแค่ยิ้มเล็กน้อยก่อนพยักหน้าตกลงเท่านั้น...ฉันจะทำทุกอย่างที่นายอยากให้ฉันทำจุนซู...ฉันจะไม่ให้นายต้องเจ็บปวดเพราะความผิดหวังในตัวฉัน...เพื่อนเลว ๆ อย่างฉัน...เพื่อนที่มันรักนาย...

Once I say I love you I think that you would be gone Oh Baby~ เสียงโทรศัพท์มือถือที่ดังอยู่ทำให้คนตัวเล็กชะงักไปมือเล็กล้วงไปในกระเป๋ากางเกงก่อนหยิบมือถือขึ้นมารับสาย

คุณแม่เหรอฮะ! ...อ่า คือ ผมกลับบ้านไม่ได้หรอกฮะ จุนซูบอกเสียงเศร้า แต่ถึงแบบนั้นเขาก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองตัดสินใจผิดที่จะอยู่เป็นเพื่อนยูชอน จุนซูหันไปตามแรงสะกิดเบา ๆ เห็นยูชอนยิ้มให้เขานิด ๆ เหมือนทุกครั้ง ก่อนกระซิบเสียงเบา นายกลับบ้านก็ได้

ไม่เอา ฉันไม่ทิ้งนายไว้คนเดียวหรอกน่า จุนซูเอามือปิดโทรศัพท์ไว้ก่อนบอกยูชอน ร่างสูงคว้าโทรศัพท์แย่งมาจากมือเล็กนั้น

สวัสดีครับคุณแม่ นี่ยูชอนนะครับ เดี๋ยวผมจะพาจุนซูไปส่งเองครับ ไม่ต้องห่วงนะครับ คืนนี้เลยครับ ยูชอนพูดจบก่อนจะยิ้มออกมาเมื่อได้ยินน้ำเสียงที่ดูมีความสุขของคุณแม่ของจุนซู เธอคงจะคิดถึงจุนซูมาก...ร่างสูงยิ้มกวนก่อนส่งโทรศัพท์คืนให้กับคนตัวเล็กที่ยืนทำหน้ายุ่งอยู่

ฮะ...กลับฮะ แล้วเจอกันนะฮะ...ผมรักแม่นะฮะ เสียงหวานนั้นเอ่ยออดอ้อนไปตามสายก่อนที่จะกดวางสายไป จุนซูมองหน้ายูชอนงง ๆ

นายจะอยู่คนเดียวได้ยังไง? กลับบ้านไปกับฉันมั้ย? จุนซูถามด้วยความเป็นห่วง ใคร ๆ ก็รู้ว่ายูชอนขี้เหงาแค่ไหน ถ้าอยู่คนเดียวยูชอนก็จะต้องร้องไห้แน่ ๆ เขาไม่อยากทิ้งยูชอนไว้คนเดียวในขณะที่ทุกคนกลับบ้านไปหาครอบครัวกันหมด...

ฉันไม่ได้จะอยู่คนเดียวซะหน่อย ฉันจะไปหาเพื่อนสมัยประถมที่บ้านเกิดหน่อยน่ะ ยูชอนโกหกหน้าตาเฉย นึกขอบคุณแจจุงที่สอนวิธีโกหกเนียน ๆ แบบนี้ให้กับเขาบ่อย ๆ เพราะฉะนั้นทั้งสีหน้าและน้ำเสียงของยูชอนจึงฟังดูปกติที่สุด

เพราะงั้นก็ไม่ต้องกังวล ไปเก็บกระเป๋าเถอะ เดี๋ยวฉันขับรถไปส่ง ยูชอนบอกยิ้ม ๆ ก่อนจะแตะไหล่ให้คนตัวเล็กเดินนำไปก่อน จุนซูหันกลับมามองร่างสูงอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ ยูชอนเพียงแค่พยักหน้าเล็กน้อยแทนการยืนยัน พร้อมกับทำท่าหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาเพื่อนเพื่อคุยกันเรื่องการนัดเจอวันพรุ่งนี้...ทั้ง ๆ ที่ปลายสายนั้นเงียบเชียบ...เมื่อไม่ได้กดโทรออก...

ก้าวแรกกำลังจะเริ่มขึ้น ในขณะที่ทุกอย่างกำลังจะจบลง
.
.
.
ฉันไม่หลับหรอกน่า จะนั่งเป็นเพื่อนคุยยูชอนไง จำได้ว่าพูดแบบนั้นแต่หลังจากนั้นแค่สิบนาที คิม จุนซูก็หลับไปซะแล้ว ยูชอนมองคนตัวเล็กที่นั่งหลับหัวพิงกระจกอยู่ข้าง ๆ ก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ ...แล้วบอกว่าจะคุยเป็นเพื่อน...ร่างสูงเอื้อมมือไปที่เบาะหลังก่อนหยิบเสื้อกันหนาวตัวหนาที่วางอยู่มาห่มให้ร่างเล็ก ก่อนหันกลับไปสนใจถนนต่อ นิ้วเรียวกดเพิ่มเสียงของเครื่องเล่นซีดีบนรถให้ดังขึ้นอีกเล็กน้อย

เพลงรักที่แสนเศร้ากำลังเล่นไปท่ามกลางแสงจันทร์ที่อ่อนแรงและหัวใจที่อ่อนล้า...

ถึงแล้วจุนซู มือเรียวเอื้อมไปสะกิดคนตัวเล็กที่ยังคงนั่งหลับอยู่ ได้ยินเพียงเสียงจิ๊ปากอย่างหงุดหงิดที่โดนปลุกของคนตัวเล็ก ก่อนที่จุนซูจะลืมตาขึ้นมองภาพรอบ ๆ บ้านหลังใหญ่ในชานเมืองที่ห่างจากโซลถึงสองร้อยกิโลเมตรนั้นดูสงบเงียบ หากแต่แสงไฟที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างมานั้นทำให้รู้ได้ว่าทุกคนยังไม่ได้เข้านอน

ถึงเร็วจังเลย จุนซูบอกเสียงงัวเงียก่อนยกมือขึ้นขยี้ตาตัวเองเบา ๆ เพื่อไล่ความง่วงงุน ก่อนเหลือบมองนาฬิกาดิจิตอลบนหน้าจอจีพีเอสของรถ...เกือบจะเที่ยงคืนแล้ว ร่างเล็กบิดขี้เกียจเล็กน้อยก่อนจะลงจากรถ โดยมีร่างสูงถือกระเป๋าเป้เดินตามไป ก่อนจะหยุดลงที่หน้าประตูบ้าน จุนซูเอื้อมมือไปกดกริ่งเบา ๆ ยืนรออยู่แค่ไม่นานนักคุณนายคิมหรือคุณแม่ของจุนซูก็เดินออกมาในชุดเสื้อคลุมสีอ่อน เธอเดินเข้ามากอดร่างเล็กไว้แน่นก่อนหอมแก้มยุ้ยนั้นเบา ๆ อย่างรักใคร่ แม่คิดถึงจุนซูมากเลยรู้มั้ย?

ผมก็คิดถึงแม่ฮะ จุนซูหอมแก้มเธอตอบเบา ๆ คุณนายคิมยิ้มกว้างอย่างชื่นใจที่ได้พบหน้าลูกชายหลังจากได้แต่คอยตามดูข่าวอยู่ห่าง ๆ ความโด่งดังและความสำเร็จที่ท่วมท้นของลูกชายคนเล็กคนนี้ก็ทำให้เธอยิ้มได้...ไม่ใช่เพราะความโด่งดังหรือเงินทอง แต่เป็นเพราะความรักอันมากมายที่ลูกชายของเธอคนนี้ได้รับต่างหาก...

ยูชอน มาให้แม่กอดหน่อยมา คุณนายคิมดึงร่างสูงไปกอดไว้แน่นก่อนลูบเบา ๆ บนเรือนผมสีทองสว่างสะท้อนแสงไฟนั้น ยูชอนหลับตาลงซึมซับความอบอุ่นของอ้อมกอดที่กระชับแน่น ไม่ใช่เพียงแต่แม่ของจุนซู แต่ครอบครัวของสมาชิกในวงทุกคนล้วนแล้วแต่ให้การต้อนรับเขาเป็นอย่างดี คอยดูแลเขาไม่ต่างจากลูกแท้ ๆ ...ในขณะที่ได้รับความรักและความเมตตาจากทุกคนมากขนาดนี้สิ่งที่เขาทำได้กลับมีเพียงแค่คำขอบคุณเท่านั้น...เขาขอบคุณทุก ๆ คนในใจนับพัน ๆ ครั้ง...ขอบคุณเหลือเกินที่ทำให้เขาไม่รู้สึกเดียวดาย...

ผอมลงนะเนี่ย จุนซูแย่งกินเหรอลูก? เธอถามหลังจากผละออก แววตาอ่อนโยนนั้นมองเขาพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ บนใบหน้า มือเรียวเล็กจับเบา ๆ บนแก้มที่ซูบลงเล็กน้อยของร่างสูง ยูชอนเพียงแค่ส่ายหน้าเล็กน้อยเท่านั้น ก่อนที่ทั้งสองคนจะหัวเราะออกมาเมื่อคนตัวเล็กโวยวายที่แม่ว่า ยูชอนยืนคุยต่ออีกเพียงครู่เดียวก่อนขอตัวกลับโซล

ยูชอน นี่ก็ดึกแล้วนายนอนค้างบ้านฉันมั้ยคืนนี้? คนตัวเล็กเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง ไม่อยากให้เพื่อนต้องขับรถในเวลากลางคืนแบบนี้คนเดียว

ไม่เป็นไรหรอก ขับแค่สองชั่วโมงก็ถึงแล้ว ยูชอนบอกก่อนหันไปโค้งเล็กน้อยให้กับคุณนายคิม จุนซูเบะปากเล็กน้อยอย่างไม่พอใจ

ผมลานะครับ คุณแม่ ยูชอนโค้งอีกครั้ง ก่อนจะหันไปโบกมือให้จุนซูที่ยืนทำหน้ายุ่งอยู่ข้าง ๆ แล้วหัวเราะออกมาเบา ๆ แล้วเดินหันหลังก้าวออกมาจากรั้วบ้านหลังใหญ่ ราวกับทั้งสองขาถูกถ่วงไว้ด้วยเหล็กที่หนักอึ้ง ก้าวทุกก้าวอย่างยากลำบาก นี่ไม่ใช่เพียงแค่การก้าวออกมาจากบ้านของจุนซูเท่านั้น...เขาตัดสินใจแล้วว่าทุกก้าวต่อจากนี้คือการก้าวออกมาจากชีวิตของจุนซู...จนกว่าความรู้สึกที่มากมายนี้จะจางหายไปกับกาลเวลา...ในสักวันหนึ่ง

ยูชอนยืนนิ่งมองหน้าต่างห้องนอนของจุนซูที่เขาเคยมานอนค้างเล่นหลายครั้ง ยูชอนก้มหน้าลงเม้มริมฝีปากแน่นเพื่อห้ามไม่ให้น้ำตาไหลออกมา...จะไม่เสียใจและจะไม่ร้องไห้อีกแล้ว เพราะทุกอย่างจากนี้ไปไม่ใช่เพื่อตัวเอง...แต่เพื่อจุนซู...

ยูชอน!! เสียงหวานที่เรียกทำให้เงยหน้ากลับขึ้นไปมอง เห็นคนตัวเล็กยืนโบกมือให้อยู่ที่ระเบียงห้องนอน ขับรถดี ๆ นะ ยูชอนมองภาพรอยยิ้มบนใบหน้านั้นก่อนจะยิ้มออกมา

ฝันดีนะ จุนซู บอกเสียงสดใสทั้ง ๆ ที่น้ำตากำลังไหลลงมา...ที่ตรงนี้คงไกลพอที่นายจะไม่เห็นน้ำตาของฉัน...ฉันได้แต่ขอให้เป็นแบบนั้น...

ไม่รู้ว่านานแค่ไหนกว่าที่แสงไฟในห้องนอนนั้นจะมืดลง อากาศเย็นที่รายล้อมรอบกายไม่ได้ทำให้ร่างสูงย้ายตัวเองไปนั่งรอในรถ เขายังคงยืนนิ่งอยู่แบบนั้นราวกับกำลังทบทวนทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้นระหว่างเขาและจุนซู...ก่อนที่จะเก็บความทรงจำทั้งหมดเก็บลงไปในกล่องที่จะไม่มีวันเปิดออกมาอีกเป็นครั้งที่สอง...

ลาก่อน จุนซู...

ร้านขนมเค้กเล็กภายในแคนทีนของอพาร์ทเมนท์ที่พักนั้นยังคงหอมกรุ่นด้วยกลิ่นขนมปังและกลิ่นกาแฟหอมหวนเหมือนทุกวัน เด็กหนุ่มร่างสูงมองพี่ชายตัวเล็กที่นั่งเหม่อมองออกไปที่ประตูกระจกเบื้องนอกนั้นราวกับกำลังเฝ้ารอใครสักคนอยู่ ชางมินลอบถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนตักเค้กชิ้นสุดท้ายในจานกระเบื้องใบเล็กขึ้นมากิน แล้วกวักมือเรียกพนักงานสาวตัวเล็กที่ยืนเช็ดโต๊ะอยู่

ขอเค้กส้มเพิ่มอีกชิ้นหนึ่งครับ ชางมินสั่งเพิ่ม ก่อนจะหันกลับมายิ้มให้จุนซูที่หันขวับกลับมาจ้องเขาเขม็ง ร่างเล็กละสายตาจากใบหน้ายิ้ม ๆ ของน้องชายตรงหน้า เบนไปที่กองจานกระเบื้องที่เรียงกันสูงเป็นตั้ง

เค้กส้มที่สั่งได้รับแล้วนะคะ เสียงหวานของพนักงานสาวสวยเอ่ยขึ้นก่อนที่จานเค้กส้มหน้าตาน่ากินจะถูกวางลงบนโต๊ะ เธอโค้งให้อย่างสุภาพก่อนถอยออกไป

นายกินมากไปแล้ว ชางมิน จุนซูบอกก่อนเริ่มนับจานที่อยู่ตรงหน้า นี่ชางมินกินอะไรเข้าไปบ้างแล้วเนี่ย แค่ชั่วโมงเดียวชางมินกินได้เยอะขนาดนี้เลยเหรอ...จุนซูนึกถามตัวเองในใจว่าคิดถูกมั้ยที่ขอให้ชางมินมานั่งเป็นเพื่อน

ก็ต้องกินสิฮะ พี่จุนซูเลี้ยงทั้งที ชางมินบอกพร้อมรอยยิ้มแห่งความสุขเมื่อตักเค้กส้มเข้าปากไปคำแรก รสหวานอมเปรี้ยวของส้มและเนื้อเค้กนุ่มลิ้นนั้นราวกับจะทำให้ลอยล่องในอากาศ จุนซูถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อก่อนบ่นเสียงเบา ไอ้เด็กเห็นแก่กิน

พี่จุนซูรอใครอยู่เหรอฮะ นัดใครไว้? ชางมินเงยหน้าจากจานเค้กก่อนถามคนตรงหน้า จุนซูขอให้เขาลงมานั่งรอที่แคนทีนเป็นเพื่อนโดยจะเลี้ยงเค้ก ด้วยความดีใจที่จะได้กินเค้กฟรีแบบไม่อั้นทำให้ไม่ทันฟังว่าจุนซูพูดว่าอะไรต่อ ก็รีบวิ่งนำลงมาก่อนเลย

รอยูชอนน่ะสิ...พี่ว่าพี่บอกนายแล้วนะ จุนซูบอกเสียงเบามือเล็กแกว่งหลอดคนไปมาเบา ๆ ในน้ำส้มคั้นที่น้ำแข็งละลายจนรสชาติของน้ำส้มนี้ชืดสนิท

หะหะ สงสัยตอนนั้นผมมัวแต่ดีใจที่พี่จุนซูจะเลี้ยงเค้กน่ะฮะ ก็เลยไม่ทันฟัง ชางมินยอมรับหน้าตาสำนึกผิดนิด ๆ จุนซูเงยหน้าขึ้นมาย่นจมูกใส่น้องเล็กอย่างไม่พอใจนิด ๆ

แล้วพี่รอพี่ยูชอนทำไมเหรอฮะ? ทำไมไม่รอที่ห้องล่ะ? เด็กหนุ่มร่างสูงถามต่อก่อนตักเค้กขึ้นมากินอีกคำ จุนซูนิ่งไปหลังจากฟังคำถามนั้นจบ ใบหน้าหวานสวยดูเศร้าลงกะทันหัน ก่อนที่เสียงเล็กที่ฟังดูอู้อี้นั้นจะตอบออกมาเบา ๆ

ถ้าเขายอมอยู่ที่ห้อง ฉันจะต้องมารอเขาเหรอ? จุนซูยกมือขึ้นขยี้ปลายจมูกจนแดง นัยน์ตาที่เคยดูสดใสกลับดูหมองลงอย่างเห็นได้ชัด ชางมินละสายตาจากเค้กสุดอร่อยตรงหน้าแล้ววางช้อนลงก่อนมองใบหน้าหมอง ๆ ของพี่ชายตัวเล็กตรงหน้านิ่ง เขาไม่ใช่เด็กที่จะไม่รู้เรื่องอะไรภายในวง ความรู้สึกของพี่ชายอีกคนทำไมเขาจะไม่รู้...เพียงแต่เขารู้ดีว่าอะไรควรพูดหรือไม่ควรพูด และเขาก็คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของคนสองคน ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะเข้าไปยุ่งได้

ยูชอน... ร่างเล็กเอ่ยเรียกชื่อของร่างสูงที่เพิ่งเดินผ่านประตูเข้ามา จุนซูลุกขึ้นจากเก้าอี้ก่อนวิ่งออกไปจากแคนทีนทันทีเพื่อไปหาเจ้าของชื่อนั้น โดยมีชางมินมองตามไปเงียบ ๆ
.
.
.
ยูชอน! จุนซูเรียกอีกฝ่ายไว้เสียงดัง ยูชอนหันกลับมามองเพียงเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปมองที่ตัวเลขของลิฟต์ที่วิ่งอยู่ตรงหน้า ปลายเท้าเล็กหยุดชะงักที่ข้างหลังร่างสูงไม่กล้าเดินไปยืนข้าง ๆ คนตรงหน้าเหมือนทุกครั้ง วันนี้ยูชอนใส่เสื้อกันหนาวพอดีตัวสีดำสนิท มันทำให้รู้สึกว่าแผ่นหลังกว้างนี้ดูเศร้าหมองกว่าที่เคย

พรุ่งนี้เราซ้อมเต้นรึเปล่า? จุนซูถามขึ้นด้วยน้ำเสียงสดใส พยายามทำให้ทุกอย่างเป็นปกติที่สุด หากแต่ยูชอนกลับทำเหมือนไม่รู้สึกตัวว่ามีใครอีกคนกำลังพูดด้วย นัยน์ตาสีอ่อนนั้นยังคงมองที่ตัวเลขสีแดงที่บอกว่าลิฟต์อยู่ชั้นสี่ราวกับสนอกสนใจเสียเต็มประดา

แล้วนี่นายไปอัดรายการกับพี่ยุนโฮมาไม่ใช่เหรอ? แล้วพี่ยุนโฮล่ะ? เป็นอีกครั้งที่ไม่มีคำตอบใด ๆ จากคนตรงหน้า ราวกับริมฝีปากนั้นไม่สามารถเอื้อนเอ่ยถ้อยคำใด ๆ ออกมาได้ คนตัวเล็กมองแผ่นหลังกว้างนั้นอย่างไม่พอใจนิด ๆ ...เป็นบ้าอะไรของเขาเนี่ย!?

ยูชอน นายเป็นอะไรของนาย!?! จุนซูถามเสียงดัง มือเล็กนั้นคว้าแขนอีกฝ่าย เป็นอีกครั้งยังคงไม่มีคำตอบใด ๆ ของคำถามที่ถามออกไป ร่างสูงเพียงแค่หันกลับมาก่อนก้มมองมือเล็ก ๆ ที่กำลังบีบแขนของเขาไว้แน่น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองคนตัวเล็กตรงหน้าราวกับจะให้อีกฝ่ายปล่อยมือเสียที

ยูชอน... จุนซูพูดอะไรไม่ออกนอกจากเรียกชื่อคนตรงหน้าออกมาเท่านั้น สายตาเย็นชาที่กำลังจ้องมองมานั้น ไม่มีแววความอ่อนโยนใด ๆ ที่เคยได้รับจากตาคู่นั้น ราวกับคนตรงหน้าไม่ใช่ยูชอนคนเดิมที่เขาเคยรู้จัก

ติ๊ง...เสียงสัญญาณดังก่อนที่ประตูลิฟต์จะเปิดออกอย่างช้า ๆ ยูชอนละสายตาจากอีกฝ่ายก่อนออกแรงเพียงเล็กน้อย มือเล็ก ๆ ที่ไร้เรี่ยวแรงนั้นปล่อยแขนของร่างสูงอย่างง่ายดาย ปราศจากการหันกลับมามองอีกครั้ง ยูชอนเดินเข้าลิฟต์ไปโดยไม่พูดอะไรออกมาอีก จุนซูได้แต่มองภาพของอีกฝ่ายที่มองผ่านเขาไปราวกับเขาไม่มีตัวตนก่อนที่ประตูลิฟต์จะปิดลงช้า ๆ

ราวกับถูกตบหน้าแรง ๆ จนใบหน้าชาไปหมด ร่างเล็กเดินลากขากลับไปที่แคนทีนอย่างเชื่องช้า ในใจนั้นเฝ้าแต่ถามคำถามที่ไม่มีคำตอบใด ๆ ทำไม

พี่จุนซูฮะ? ชางมินเรียกชื่อคนที่ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตรงข้ามกับเขาด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยสู้ดีเท่าไรนัก

เขาเป็นอะไรของเขาน่ะ จุนซูพึมพำเสียงเบาราวกับกำลังถามตัวเอง ทบทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่เข้าใจเหตุผลใด ๆ ของสิ่งที่กำลังเป็นไปอยู่ในตอนนี้ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นท่ามกลางความสัมพันธ์ของพวกเขาสองคน

ปาร์ค ยูชอนนั้นชอบกลั่นแกล้งคิม จุนซูเป็นชีวิตจิตใจ จนบางครั้งจุนซูทนไม่ไหวต้องว่าต้องดุ แต่อีกฝ่ายก็ดูเหมือนจะไม่สนใจกลับยิ่งกวนประสาทเขามากขึ้นไปอีก แต่ว่ายูชอนก็อ่อนโยนกับเขาเสมอ ไม่ใช่เพียงแค่รอยยิ้มหรือสายตาที่มองมา แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่ยูชอนทำคือความอ่อนโยนที่เขาสัมผัสได้จากคนขี้เหงาอย่างยูชอน...ยูชอนมักทำให้เขารู้สึกเหมือนตัวเองนั้นเป็นเพื่อนคนพิเศษ...

แต่วันนี้ภาพที่เห็นตรงหน้ากลับไม่มีสิ่งใดที่เป็นเหมือนเดิม ไม่มีปาร์ค ยูชอนที่คอยกลั่นแกล้งให้เขาโมโหเล่น ไม่มีแม้แต่คำพูดใด ๆ ที่มีไว้สำหรับเขาอีกแล้ว ไม่มีอะไรสักอย่าง...

ยูชอนบ้า...ฮึก... เสียงหวานสั่นเครือต่อว่าคนที่ไม่อยู่ที่ตรงนี้ก่อนที่น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้จะรินไหลลงมาเรื่อย ๆ ชางมินทิ้งช้อนลงบนจานทันทีที่เห็นว่าพี่ชายของเขากำลังร้องไห้ เด็กหนุ่มเอื้อมมือไปหยิบทิชชู่ก่อนส่งให้คนตรงหน้า

ไอ้ยูชอนบ้า...บ้า ๆๆ บ้าที่สุด ฮึก...โฮ... จุนซูปล่อยโฮออกมาโดยไม่สนใจสายตาของผู้คนที่กำลังมองมาที่เขาเลยแม้แต่น้อย ชางมินตกใจจนทำอะไรไม่ถูกเมื่อจู่ ๆ ร่างเล็กตรงหน้าปล่อยโฮออกมาแบบนี้

พี่จุนซูฮะ ใจเย็นนะฮะ เดี๋ยวเรากลับห้องกันนะฮะ ชางมินบอกเสียงละล่ำละลัก เอื้อมมือออกไปแตะไหล่คนตรงหน้าเบา ๆ หากแต่สัมผัสนั้นกลับทำให้คนตรงหน้าร้องไห้หนักเข้าไปอีก ชางมินมองไปรอบ ๆ เห็นคนที่กำลังเดินผ่านไปผ่านมากำลังจ้องมาที่จุนซูเป็นตาเดียวกัน

คิดเงินด้วยครับ ชางมินกวักมือเรียกพนักงาน ก่อนจะรีบจ่ายเงินแล้วพาพี่ชายตัวเล็กที่ยังไม่หยุดร้องไห้กลับขึ้นห้อง ขืนอยู่นานกว่านี้คงมีข่าวพาดหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ทุกฉบับพรุ่งนี้แน่ ๆ เซียจุนซู ทงบังชินกิ สติแตกร้องไห้กลางร้านอาหาร ชางมินรีบส่ายหัวไล่ความคิดเมื่อครู่ออกไปก่อนพยุงคนตัวเล็กเข้าลิฟต์ไป...

ห้องนอนกว้างตอนนี้ดูเศร้าหมองด้วยเสียงสะอื้นแผ่ว ๆ ของคนตัวเล็กที่ซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มสีม่วงอ่อนผืนใหญ่ ชางมินมองภาพคนตรงหน้าด้วยความสงสาร วางมือลงแผ่นหลังบางที่สั่นสะท้านด้วยแรงสะอื้นภายใต้ผ้าห่มผืนหนา

พี่จุนซูฮะ...ไม่เป็นไรนะฮะ... ชางมินปลอบคนตรงหน้าเสียงเบา

ไม่เป็นไรหรอกชางมิน ขอโทษนะ...แต่ว่าพี่อยากอยู่คนเดียว เสียงหวานดังอู้อี้ออกมาจากใต้ผ้าห่ม ได้ยินเพียงเสียงสะอื้นที่แสนเศร้า ชางมินได้แต่ถอนหายใจออกมาเบา ๆ

งั้นผมอยู่ที่ห้องนั่งเล่นนะฮะ ชางมินบอกก่อนลุกออกจากห้องไป ปิดประตูอย่างเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ มองไปรอบ ๆ ห้องไม่ยักจะเห็นเงาของพี่ชายอีกคนที่เดินขึ้นมาก่อน...ไปไหนของเขานะ...

เสียงเปิดประตูห้องทำให้ชางมินหันกลับไปมอง เห็นพี่ชายตัวต้นเหตุกำลังยืนเก็บรองเท้าใส่ตู้อยู่พอดี ชั่วครู่ที่เผลอทำสีหน้าไม่พอใจใส่อีกฝ่าย ไม่ได้เข้าข้างพี่จุนซู แต่ทำให้พี่จุนซูต้องร้องไห้นี่คงมากไปหน่อย

ไม่ไปเรียนเหรอวันนี้? ยูชอนถามขึ้นด้วยสีหน้าและน้ำเสียงที่ดูเป็นปกติที่สุดจนชางมินอดฉุนไม่ได้ เด็กหนุ่มมองใบหน้าคมคายของคนตรงหน้านิ่ง ๆ ราวกับต้องการจะค้นหาความจริงอะไรบางอย่างในสายตาคู่นั้น ไม่ใช่ไม่รู้ถึงความผิดปกติ เมื่อจู่ ๆ คนที่ตัวติดกันเป็นปาท่องโก๋อย่างพี่ยูชอนกับพี่จุนซูมาไม่พูดกันแบบนี้ ไม่ว่าใคร ๆ ก็รู้สึกได้ทั้งนั้นล่ะ

ผมอยู่เป็นเพื่อนพี่จุนซูน่ะฮะ ชางมินตอบพลางเน้นหนักที่ชื่อของพี่ชายตัวเล็กที่นอนร้องไห้อยู่ในห้อง สีหน้าที่เฉยชาจนเหมือนไร้ความรู้สึกของร่างสูงถูกฉาบขึ้นมาทันทีที่ได้ยินชื่อนั้น ยูชอนเพียงแค่พยักหน้าเล็กน้อยเท่านั้น...ทำเหมือนไม่ใส่ใจ...

งั้นพี่ไปแต่งเพลงต่อนะ ยูชอนบอกก่อนจะเดินผ่านน้องชายที่ยืนนิ่งอยู่ไป แต่ต้องชะงักด้วยเสียงเรียกของอีกฝ่าย

พี่ยูชอนฮะ... ชางมินกลั้นใจเรียกอีกฝ่ายออกไป เห็นเพียงใบหน้าที่มีรอยยิ้มบาง ๆ ของอีกฝ่ายคล้ายกับจะถามว่ามีอะไร...มันอ่อนโยนมากเกินไป...จนดูเหมือนเสแสร้ง...ชางมินนิ่งคิดถึงคำพูดของยุนโฮและแจจุงที่มักจะบอกเขาเสมอว่า ถึงจะเป็นเพื่อนร่วมวงแต่เรื่องบางเรื่องเราก็เข้าไปยุ่งไม่ได้ แต่สองคนนั้นก็เคยบอกเหมือนกันว่า...ความสุขของเพื่อนทุกคนคือสิ่งสำคัญที่สุด...

พี่โกรธอะไรพี่จุนซูรึเปล่าฮะ? ชางมินถามออกมาก่อนนิ่งรอฟังคำตอบใด ๆ ที่จะหลุดออกมาจากริมฝีปากอิ่มของคนตรงหน้า ชั่ววูบที่เขาเห็นประกายแปลก ๆ ในแววตาคู่นั้นคล้ายกับ...ตกใจ เสียใจ...ไม่แน่ใจมากนัก เพราะมันเป็นเพียงแค่วูบเดียวเท่านั้นก่อนที่จะกลับมาเหมือนเดิมอีกครั้ง

เปล่าซะหน่อย ยูชอนตอบก่อนจะยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่ดูอ่อนล้าจนเหมือนกำลังจะล้มลงได้ทุกเมื่อ ชางมินที่คิดจะถามต่อกลับพูดอะไรไม่ออกได้แต่พยักหน้าเล็กน้อยเท่านั้น

งั้นพี่ไปทำงานแล้วนะ ยูชอนบอกก่อนเดินหายไปทางห้องทำงาน ชางมินมองแผ่นหลังกว้างของพี่ชายภายใต้เสื้อกันหนาวสีดำที่ดูเศร้าหมอง...ราวกับพี่ชายของเขาคนนี้มีเพียงความโศกเศร้าที่ยากจะเอ่ยออกมาหากแต่ฉาบทับไว้ด้วยรอยยิ้มที่อ่อนล้านั่น...

ผมควรจะทำยังไงดีฮะ... ชางมินเอ่ยถามอย่างแผ่วเบากับตัวเอง...ไม่มีคำตอบใด ๆ เมื่อตัวเขาเองก็ไม่เคยมีความรัก ไม่รู้ว่าความเจ็บปวดพวกนั้นมันมากมายขนาดไหน...หรือว่าบางทีนี่อาจจะเป็นเรื่องที่เขาเข้าไปยุ่งไม่ได้กันนะ...

แกร่ก...เสียงเปิดประตูห้องนอนที่ดังขึ้น ส่งให้ร่างเล็กรีบกลั้นเสียงสะอื้นไว้ ฟูกที่นอนข้างกายยวบหยุ่นลงเมื่อมีคนทิ้งน้ำหนักลงนั่งบนเตียง

ชางมิน ออกไปก่อนนะ จุนซูบอกเสียงอู้อี้ในลำคอทุกถ้อยคำเอ่ยออกมาอย่างยากลำบากและติดขัด เขารู้ว่าเขาไม่ควรร้องไห้ต่อหน้าชางมิน แต่ตอนนี้เขาไม่อาจทำแบบนั้นได้ เขาไม่สามารถทนความเหงาที่ขาดยูชอนไปได้ไหว...แรงบีบกระชับเบา ๆ ที่ไหล่นั้นราวกับจะปลอบเขาอย่างอ่อนโยน

ยูชอนเขาคงเกลียดพี่แล้วล่ะ เสียงที่ลอดจากใต้ผ้าห่มนั้นฟังแทบไม่รู้เรื่อง มือใหญ่และอุ่นนั้นกระชับแรงขึ้นอีกนิดบนไหล่บางนั้น ชั่วครู่ที่จุนซูเผลอคิดว่าถ้าเป็นยูชอนก็คงจะปลอบเขาแบบนี้...อ่อนโยนแบบนี้...

เกลียด...เพียงคำนี้แวบเข้ามาในหัว น้ำตาที่กลั้นไว้ก็เริ่มไหลลงมาอย่างห้ามไม่ได้ ไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่...ไม่รู้ว่านานแค่ไหนที่ไม่ได้ยินเสียงของยูชอนเรียกชื่อของเขา แต่มันก็นานพอจะทำให้เขาเรียนรู้คำว่า เหงา แม้เวลาอยู่กับเพื่อน ๆ จะหัวเราะได้อย่างสนุกสนานแต่ในใจกลับรู้สึกว่าขาดอะไรบางอย่างที่แสนสำคัญไป

พี่...พี่อยากอยู่คนเดียวชางมิน จุนซูพึมพำเสียงเบา ร่างสูงเพียงแค่พยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะลุกขึ้นจากเตียงแล้วเดินออกจากห้องไป เหลือเพียงร่างเล็กนอนร้องไห้อยู่เพียงลำพังเบื้องหลังประตูสีขาวบานนั้น เสียงสะอื้นปริ่มจะขาดใจยังคงดังชัดในหัวใจ ราวกับเข็มเล็ก ๆ นับพันเล่มที่ทิ่มแทงในใจ มือเรียวละจากลูกบิดประตูเย็นเยียบ ก่อนที่จะทรุดตัวลงนั่งกับประตูอย่างไร้เรี่ยวแรง


ฉันขอโทษ... ยูชอนเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบา ก่อนหลับตาลงอย่างอ่อนล้า...นายจะได้ยินมันมั้ยนะ จุนซู...เพียงแค่คำนี้คำเดียวเท่านั้นที่ฉันอยากบอก เพียงถ้อยคำเดียวที่สามารถพูดออกมาได้...

ได้โปรดเถอะพระเจ้า...ขอให้ทุกอย่างกลับมาเป็นเหมือนเดิมเสียที...

ห้องนั่งเล่นของทงบังชินกิวันนี้เงียบสงบไม่มีเสียงเพลงจากเครื่องเล่นซีดีแข่งกับเสียงเกม หรือว่าเสียงโวยวายเล็ก ๆ ของใครบางคนที่กำลังจะเล่นเกมแพ้ ทั้ง ๆ ที่เงียบอย่างที่เคยอยากให้เป็นแท้ ๆ เจ้าของเรือนผมสีดำสนิทและใบหน้าหวานสวยกลับกำลังหงุดหงิด

ฉันคิดว่าตัวเองกำลังประสาทเสีย แจจุงโพล่งออกมาอย่างอดทนต่อไปไม่ไหว ทำเอาน้องเล็กที่กำลังนั่งดูโทรทัศน์อยู่อย่างเบื่อ ๆ หันกลับมามองพี่ชายหน้าสวยที่กำลังถอนหายใจออกมาอย่างสุดจะทนทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาแรง ๆ จนสะเทือนไปทั้งเบาะ ส่วนยุนโฮก็ได้แต่นั่งเก็บกล่องดีวีดีที่เตรียมมานอนดูกันพร้อมหน้าในวันหยุด หลังจากสมาชิกสองคนเกิดอาการ หมดอารมณ์จะดู แล้วลุกหนีกันไปเสียเฉย ๆ

สองคนนั้นมันอะไรกัน? แจจุงถามขึ้น ถึงแม้จะไม่ได้เอ่ยชื่อออกมาแต่ทั้งยุนโฮและชางมินเองก็รู้ดีว่าแจจุงกำลังเอ่ยถึงใครอยู่ สองคนที่ว่าคือยูชอนที่เดินหนีเข้าห้องทำงานไปทันทีที่เห็นจุนซูเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่น ส่วนอีกคนก็จุนซูคู่กรณีที่ขอตัวออกไปเที่ยวกับเพื่อนแทนที่จะดูหนังด้วยกันอย่างที่วางแผนไว้

พี่ยูชอนกับพี่จุนซูทะเลาะกันรึเปล่าฮะ? ชางมินถามขึ้นมาอย่างสงสัย แจจุงกอดอกนิ่งใช้ความคิดก่อนจะส่ายหน้าเล็กน้อย

พี่คิดว่าไม่ใช่ สองคนนั้นเวลาทะเลาะกันมันโวยวายเสียงดังกันจะตายไป แต่นี่มันเงียบ...เงียบ...เงียบ แล้วก็เงียบ ยุนโฮพูดขึ้น แจจุงเพียงแค่พยักหน้าเล็กน้อยเท่านั้น อาการเงียบแบบนี้มันพาลทำให้ทั้งวงเงียบเหงาไปด้วย เพราะขาดมุกตลกโปกฮาของยูชอน แล้วก็เสียงโวยวายของจุนซู

ฉันจะไปถามเอง พูดจบแจจุงก็ลุกพรวดขึ้นเดินจ้ำไปที่ห้องทำงานโดยไม่ฟังเสียงห้ามใด ๆ ของสองคนที่นั่งอยู่เลยแม้แต่น้อย...แต่ก็แน่นอนไม่ได้มีใครคิดจะห้าม เพราะทุกคนก็ต่างรู้สึกเหมือนกันว่า ทงบังชินกิเริ่มห่างไกลคำว่าครอบครัวไปทุกที เมื่อสมาชิกสองคนเอาแต่เงียบไม่ยอมคุยกัน หนำซ้ำยังทำเหมือนอีกฝ่ายไม่มีตัวตนในโลกอีก...จริงอยู่ที่งานไม่ได้เสีย เพราะทั้งสองคนนั้นแยกงานกับเรื่องส่วนตัวออกจากกันได้ แต่ถึงแบบนั้นความเงียบระดับกดดันแบบนี้ก็พาลจะทำให้อีกสามคนที่เหลือพลอยเฉาไปด้วย

แจจุงยืนนิ่งอยู่หน้าประตูห้องทำงาน สูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วผ่อนลมหายใจออกช้า ๆ ทำแบบนั้นซ้ำไปซ้ำมาราวกับกำลังจะเข้าไปต่อสู้กับอะไรบางอย่างในห้องนั้นและต้องใช้พลังอย่างมาก ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วก็แค่ไปพูดคุยกับเพื่อนคนนึงเท่านั้นเอง เพียงแต่หัวข้อที่จะเข้าไปคุยนั้นคงไม่ง่ายและไม่สนุกอย่างทุกครั้ง มือเรียววางลงบนลูกบิดก่อนออกแรงเล็กน้อยผลักประตูเข้าไป

ห้องทำงานสำหรับสามคนที่รกจนน่าเวียนหัวนั้นกลับให้ความรู้สึกว่างเปล่าทั้ง ๆ ที่ข้าวของยังคงระเกะระกะเหมือนทุกวัน ไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศกำลังทำให้อากาศในห้องเย็นจัด แจจุงมองไปที่มุมโต๊ะทำงานของคนที่เขาต้องการจะคุยด้วย ก่อนเดินเข้าไปใกล้ ๆ ได้ยินเสียงขีดเขียนอะไรบางอย่างเร็ว ๆ ลงบนกระดาษของร่างสูง แจจุงยืนนิ่งมองแผ่นหลังกว้างนั้นเงียบ ๆ

Fuck!! คำสบถหยาบคายที่ไม่เคยคิดว่าจะได้ยินจากเจ้าของรอยยิ้มอ่อนโยนอย่างยูชอนนั้นดังขึ้น ก่อนที่กระดาษแผ่นบางจะถูกขยำจนยับยู่แล้วถูกเขวี้ยงลงบนพื้นแรง ๆ ด้วยอารมณ์ของร่างสูง แจจุงมองอาการหงุดหงิดหัวเสียของคนตรงหน้าอย่างตกใจนิด ๆ ...คนที่เขาคิดว่าเขารู้จักดีอย่างยูชอนกลับกลายเป็นคนที่เขาไม่เคยรู้จักอะไรเลยสักนิด...อย่างน้อยเขาก็ไม่เคยเห็นด้านนี้ของยูชอน...

ร่างสูงยังคงไม่ได้รู้สึกถึงการมาถึงของร่างบาง มือเรียวเอื้อมไปเปิดลำโพงจนสุดเสียงเพลงดังกระหึ่มลั่นห้องทำงานเล็ก ๆ นี้ เพลงรักแสนเศร้าที่จังหวะฟังดูเหงา ๆ ด้วยเสียงเปียโนกลับฟังดูก้าวร้าวราวกับคลื่นที่โหมซัดใส่หน้าผาอย่างบ้าคลั่งเพราะความดังของเสียงที่มากเกินไป แต่ดูเหมือนยูชอนจะไม่ได้สนใจมากนัก ร่างสูงหลับตาลงช้า ๆ ก่อนชกลงบนโต๊ะทำงานแม้จะไม่แรงมากนัก แต่การทำซ้ำ ๆ ครั้งแล้วครั้งเล่าก็สร้างรอยแดงช้ำบนมือเรียวนั้น และยูชอนก็คงจะไม่หยุดทำแบบนั้น ถ้าหากแจจุงไม่ห้ามขึ้นมา

พอได้แล้วยูชอน!! เสียงหวานตวาดขึ้นหลังจากยืนเงียบดูอยู่นาน สองมือเล็กคว้าข้อมือของร่างสูงไว้ ยูชอนสะดุ้งเล็กน้อยสีหน้านั้นดูตกใจเพราะไม่คิดว่าแจจุงจะอยู่ตรงนี้

พี่แจจุงมีอะไรเหรอครับ? ยูชอนถามขึ้นก่อนเอื้อมมือไปลดเสียงที่ลำโพงข้างมอนิเตอร์ พยายามทำสีหน้าให้เป็นปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้ หากแต่คนตรงหน้าไม่ตอบอะไร นัยน์ตาคู่สวยนั้นเอ่อคลอขึ้นด้วยน้ำอุ่นใส

นายผิดสัญญากับพี่! ไหนสัญญาแล้วไงว่าจะไม่ทำร้ายตัวเอง แจจุงถามเสียงดังจนทั้งยุนโฮและชางมินที่นั่งรออยู่ลุกขึ้นมาหยุดยืนที่หน้าห้อง แต่ไม่ได้เข้าไป บางทีถ้ามีแค่แจจุงยูชอนอาจจะยอมพูดอะไรออกมาก็ได้

ผมไม่ได้ทำร้ายตัวเอง ยูชอนบอกเสียงเบา รู้สึกเจ็บร้าวไปหมดที่มือข้างขวารอยแดงนั้นคงกลายเป็นรอยช้ำในวันรุ่งขึ้น แจจุงมองหน้าเด็กหนุ่มตรงหน้านิ่ง จ้องลึกไปในนัยน์ตาอ่อนแสงของอีกฝ่าย ชั่ววูบที่รู้สึกกลัวคนตรงหน้า...เมื่อไม่รู้สึกถึงอารมณ์ใด ๆ ทั้งบนใบหน้าและนัยน์ตาคู่นั้น...มันว่างเปล่า...

ยูชอน...บอกพี่ได้มั้ยว่านี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ถามด้วยน้ำเสียงอ่อนลง ไม่คาดคั้นเอาคำตอบ ถ้าหากไม่อยากที่จะพูด...ยูชอนเพียงแค่ส่ายหน้าเล็กน้อยเท่านั้น

ยูชอน...ถ้ามีอะไรนายบอกพี่ได้ทุกเรื่องนะ แจจุงบอกคนที่กำลังก้มลงเก็บเศษกระดาษที่ขยำทิ้งไว้ตามพื้นห้อง ก่อนที่ร่างสูงจะหันกลับมาหาร่างบางที่มีสีหน้าเป็นห่วง...

ไม่มีอะไรหรอกครับ พี่อย่ากังวลไปเลย...เดี๋ยวทุกอย่างก็จะดีขึ้นเอง ร่างสูงตอบน้ำเสียงเรียบก่อนจะยิ้มออกมาบาง ๆ ให้อีกฝ่ายสบายใจ แต่รอยยิ้มที่ดูราวกับสวมหน้ากากนั้นกลับทำให้แจจุงรู้สึกเหมือนถูกผลักให้ตกลงไปในห้วงของความเศร้าที่มืดมิด

ผมแค่กำลังจะทำให้ทุกอย่างกลับไปเป็นเหมือนเดิม เสียงของยูชอนนั้นเรียบเฉยราวกับกำลังพูดถึงเรื่องที่แสนจะธรรมดา

เนี่ยเหรอเหมือนเดิมของนาย! มันมีอะไรที่เหมือนเดิมยูชอน!! ยิ่งนายทำแบบนี้ทุกอย่างมันก็จะยิ่งแย่ลง แล้วสักวันมันก็จะไม่มีวันกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีก ได้ยินมั้ยยูชอน!! นายไม่ได้ทำร้ายแค่ตัวเอง แต่นายกำลังทำร้ายจุนซูด้วย!! แจจุงตวาดลั่นสองมือเล็กนั้นเขย่าไหล่อีกฝ่ายแรง ๆ ราวกับต้องการเรียกสติของคนตรงหน้าให้เลิกทำอะไรบ้า ๆ แบบนี้เสียที

พี่แจจุง...ผมทำร้ายจุนซูมาตลอด...นี่เป็นวิธีเดียวที่เขาจะเจ็บน้อยที่สุด จบคำพูดนั้น มือเล็กก็ฟาดลงแรง ๆ บนแก้มของอีกฝ่ายจนใบหน้าคมคายนั้นหันไปตามแรงมือ

นายมันโง่ ปาร์ค ยูชอน!! เสียงหวานแผดลั่น ก่อนที่แจจุงไม่สามารถเอื้อนเอ่ยถ้อยคำใด ๆ ออกมาได้อีก เมื่อรอยยิ้มบาง ๆ เกิดขึ้นอีกครั้งบนใบหน้านั้น...ไม่ใช่ไม่รู้สึกอะไร แต่เจ็บปวดมากเสียจนไม่สามารถรู้สึกอะไรได้อีกแล้ว...ไม่ได้ว่างเปล่า...แต่ถูกถมทับด้วยความเจ็บปวดภายในใจ...

ผมขอโทษ ยูชอนพูดเสียงเบาก่อนจะเดินผ่านร่างบางไป ชะงักปลายเท้านิ่งเมื่อได้ยินเสียงสะอื้นเบา ๆ ของร่างบางที่ยืนอยู่กลางห้อง แจจุงร้องไห้ออกมาอย่างสุดจะทนไหว ยูชอนหลับลงแน่นข่มความรู้สึกมากมายที่ทะลักล้นออกมา ริมฝีปากอิ่มเม้มแน่น ก่อนที่จะก้าวออกจากห้องทำงานไป

เสียงนับจังหวะเต้นคล้องกับจังหวะดนตรีที่ดังออกมาจากลำโพงสองตัวที่มุมห้อง กระจกเงาบานยาวสะท้อนภาพเด็กหนุ่มห้าคนที่เป็นตัวแทนของเทพเจ้าแห่งโลกตะวันออก ทุกคนกำลังขยับร่างกายไปตามจังหวะที่ซักซ้อมอย่างพร้อมเพรียง ก่อนที่เสียงเพลงจะหยุดลง

เอาล่ะ วันนี้พอแค่นี้ สิ้นเสียงบอกของครูฝึกเต้นก็ได้ยินเสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ของทั้งห้าคน การซ้อมสำหรับคอนเสิร์ตครั้งใหญ่ที่กำลังจะมาถึงในอีกสามเดือนข้างหน้านั้นหนักมาก เพื่อความพร้อมอย่างที่สุดของทุกคน

ขอบคุณมากครับ เสียงเด็กหนุ่มทั้งห้าประสานขึ้นก่อนโค้งเล็กน้อยให้ครูฝึกเต้น ก่อนที่ยุนโฮจะเดินออกไปส่ง สี่คนที่เหลือต่างแยกย้ายไปตามมุมของตัวเองก่อนจะทิ้งตัวลงนอนที่พื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง

ยากชะมัด ฉันตายแน่ ๆ แจจุงบ่นงึมงำออกมาก่อนวางผ้าขนหนูชุบน้ำคลุมหัวตัวเองเพื่อไล่ความร้อนที่ชวนหงุดหงิดทั้ง ๆ ที่แอร์แรงจัด ยุนโฮมองภาพคนรักร่างบางที่นั่งบ่นพึมพำเหมือนคนแก่ก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ เอื้อมมือไปแตะเบา ๆ ที่ไหล่บางนั้น

นายทำได้แจจุง เชื่อฉันสิ ยุนโฮให้กำลังใจคนรักอย่างทุกครั้ง แจจุงเงยหน้าขึ้นมาก่อนส่งยิ้มบาง ๆ ให้กับคนรัก ก่อนหันกลับไปหาน้องเล็กที่นั่งค้นหาอะไรกินอยู่ในกระเป๋า แจจุงหัวเราะออกมาเบา ๆ เมื่อเห็นว่าชางมินหยิบขนมปังห่อใหญ่ออกมาจากกระเป๋า กระเป๋าเป้ของชิมชางมินนั้นมักเต็มและหนักไปด้วยขนมไม่ใช่หนังสือเรียนแบบที่ใครหลายคนคิดไว้

มีเรียนค่ำไม่ใช่เหรอ? แจจุงถามชางมินเพียงแค่พยักหน้าเล็กน้อยไม่ได้ตอบอะไรมากมายเพราะตอนนี้ปากกำลังไม่ว่างด้วยขนมปังคำใหญ่ที่เพิ่งกัดเข้าไป

งั้นเดี๋ยวพี่ไปล้างหน้าก่อนนะ เดี๋ยวออกไปส่ง แจจุงบอกน้องคนเล็กที่ไม่สนใจอะไรนอกจากขนมปังตรงหน้าเสียแล้ว ร่างบางลุกขึ้นจะเดินไปล้างหน้าที่ห้องน้ำข้างนอก

ฉันไปด้วยสิ แจจุง เจ้าหมียักษ์เดินตามแจจุง ก่อนจะโอบเอวแจจุงมาจนชิดกับตัวเองโดยไม่สนใจสายตาของน้อง ๆ ในวงที่กำลังมองอย่างยิ้ม ๆ แจจุงพยายามขืนตัวออกจากอ้อมแขนที่แน่นหนาของคนรัก ถึงจะไม่ได้เป็นความลับอะไร แต่ก็ไม่ใช่ว่าชอบแสดงออกขนาดนั้นซะหน่อย

ไม่ให้ไปก็ไม่ปล่อยอ่ะ เจ้าหมีตัวโตเริ่มแสดงอาการเอาแต่ใจเหมือนเด็ก ๆ แถมยังทำท่าแบบที่พูดอีกต่างหาก ทำให้แจจุงได้แต่พยักหน้าน้อย ๆ แทนทางเลือกสุดท้ายและทางเลือกเดียวที่มีอยู่

ไปก็ไปสิ ใครห้ามเล่า เสียงหวานบ่นอุบอิบ แก้มใสนั้นขึ้นสีจัดเพราะความเขินอาย สายตาน้อง ๆ แต่ละคนที่มองมานี่ดูไม่น่าไว้ใจกันทั้งนั้น หมีขาวตัวโตยอมปล่อยก่อนจะแปลงร่างเป็นลิงยักษ์วิ่งกระโดดไปมาทั่วห้องเหมือนเด็ก ๆ แจจุงได้แต่มองภาพหัวหน้าวงที่แสนจะน่านับถือก่อนส่ายหน้าอย่างเอือม ๆ

จุนซูมองภาพตรงหน้ายิ้ม ๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบขวดน้ำในลังน้ำแข็งโดยไม่ทันสังเกตว่ามีอีกมือหนึ่งที่จับขวดน้ำนั้นไว้อยู่ก่อนแล้ว

ขอโทษ ๆ เสียงเล็กเอ่ย ๆ ขึ้นก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นไปเจอกับเจ้าของมือเรียวที่จับขวดน้ำขวดเดียวกันอยู่ ใครคนนั้นที่ไม่ได้คุยกันมาเกือบเดือนแล้ว แม้จะนั่งกินข้าวข้างกันทุกวัน แต่ก็ราวกับว่าอีกฝ่ายไม่มีตัวตนอยู่ เพียงแค่อาศัยและพักอยู่ในที่เดียวกัน ทำงานร่วมกันเท่านั้น...ไม่มีสักครั้งที่จะคุยกันเหมือนเมื่อก่อน

นายเอาไปเถอะ เสียงทุ้มของยูชอนที่เหมือนจะไม่ได้ยินมานานแสนนานนั้นทำให้คนตัวเล็กนิ่งอึ้ง...แม้จะห่างเหินแต่น้ำเสียงนั้นยังคงอ่อนโยนอยู่เสมอ มือเรียวเย็นจัดจับขวดน้ำใส่มือเล็ก ๆ ให้ก่อนจะเดินออกไป จุนซูได้แต่มองตามแผ่นหลังกว้างที่ห่างออกไปเรื่อย ๆ ...

พี่จุนซูฮะ... ชางมินที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เรียกร่างเล็กที่กำลังมองตามแผ่นหลังนั้นด้วยความเป็นห่วง จุนซูหันกลับมายิ้มเล็กน้อยให้น้องคนเล็กราวกับจะให้อีกฝ่ายสบายใจ ก่อนที่ร่างเล็กจะเดินไปนั่งลงที่อีกมุมห้องแล้วลอบมองยูชอนที่นั่งอยู่อีกฝั่ง ร่างสูงกำลังนั่งฟังเพลงจากเครื่อง iPod สีดำเครื่องใหม่ ไม่ใช่เครื่องที่เขาซื้อให้ ยูชอนคงทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาให้ไปแล้ว...ยูชอนคงทิ้งมันไปพร้อม ๆ กับความเป็นเพื่อนที่มี...จุนซูพิงศีรษะลงกับกระจกเงาก่อนหลับตาลงอย่างอ่อนล้า...

ทั้ง ๆ ที่นั่งอยู่ในห้องเดียวกัน ทั้ง ๆ ที่ห้องนี้มันก็ไม่ได้กว้างอะไรนักหนา ทั้ง ๆ ที่เป็นแบบนั้น กลับรู้สึกว่าห่างไกล...ไกลเหลือเกิน...

ว่ากันว่าเรามักจะฝันถึงเรื่องที่เราคิดก่อนจะหลับ และมันคงจะจริงภาพความฝันที่ดูลางเลือนนั้นยังคงย้ำชัดและจำได้ดีว่าเป็นภาพวันที่เขากับยูชอนเจอกันครั้งแรก ไม่รู้ว่าเพราะแววตาระแวงคนรอบข้างหรือว่ารอยยิ้มเหงา ๆ นั้นกันแน่ที่ทำให้เข้าไปทักทายเด็กนอกที่นั่งทื่อไม่ยอมพูดอะไรสักคำแบบนั้น...

จุนซู...จุนซู... เสียงที่คุ้นเคยปลุกให้ตื่นขึ้นจากความฝัน ร่างเล็กลืมตาขึ้นอย่างหงุดหงิดเล็กน้อย อยากจะด่าคนที่มาปลุกนัก...เพราะฝันแบบนั้นทำให้มีความสุข ทำไมต้องมาทำลายมันด้วย...ความคิดทั้งหมดหยุดลงเมื่อเห็นหน้าคนที่มาปลุกชัด ๆ

...ยูชอน...ทั้ง ๆ ที่ชื่อนี้ถูกตะโกนลั่นในใจแต่กลับไม่มีเสียงใด ๆ ที่เอื้อนเอ่ยออกมา

ยุนโฮโทรมาบอกให้พวกเรากลับกันเอง ร่างเล็กพยักหน้าหงึกหงักแทนการรับรู้ ยูชอนมองเล็กน้อยก่อนจะลุกเดินไปที่มุมห้องแล้วหยิบกระเป๋าเป้สีดำของตัวเองขึ้นพาดบ่าแล้วก้าวยาว ๆ ออกจากห้องซ้อมไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมา...จุนซูมองแผ่นหลังที่ลับตาไปก่อนที่น้ำตาจะไหลลงมา

เขาสูญเสียไปแล้ว...ยูชอนคนนั้น ยูชอนที่เป็นเพื่อนคนสำคัญคนนั้น...ไม่มีอีกแล้ว...ไม่มีอีกแล้วยูชอนที่นั่งคอยเขาอัดเสียงจนเสร็จไม่ว่าจะดึกแค่ไหน ไม่มีอีกแล้วยูชอนที่นั่งขำกับมุกตลกฝืด ๆ ของเขา ไม่มีอีกแล้วสายตาและรอยยิ้มที่อ่อนโยนในวันที่แสนเศร้า...ไม่มียูชอนคนนั้นอีกต่อไปแล้ว...

เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นปลุกร่างเล็กให้ตื่นจากภวังค์ มือเล็กยกขึ้นเช็ดน้ำตาบนใบหน้าก่อนกระแอมในคอเพื่อให้เสียงฟังดูเป็นปกติที่สุด ก่อนมองเบอร์ที่โทรเขาพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า

ฮัลโหล แม่เหรอฮะ จุนซูกรอกเสียงลงไปตามสายด้วยน้ำเสียงร่าเริงที่สุดเท่าที่จะทำได้ในเวลานี้ ปลายสายดูตื่นเต้นเล็กน้อย นับจากวันหยุดคราวนั้นก็ไม่ได้เจอคุณแม่เลย

ผมสบายดีฮะ จุนซูบอกให้ปลายสายสบายใจ พระเจ้าอาจจะลงโทษที่โกหก แต่เขาไม่อยากให้แม่ไม่สบายใจไปอีกคน ถึงได้ตอบแบบนั้นทั้ง ๆ ที่ตอนนี้คือช่วงเวลาที่แย่ที่สุดในชีวิตของเขา...แย่เสียยิ่งกว่าตอนที่นอนป่วยอยู่เฉย ๆ แล้วไปทำงานไม่ได้เสียอีก เพราะถึงจะป่วยก็จะมียูชอนอยู่ข้าง ๆ เสมอ...

คิดถึงแม่จัง... จุนซูหัวเราะออกมาเบา ๆ เมื่อแม่หาว่าเขาอ้อนแม่อีกแล้ว คุยกับแม่ต่ออีกพักใหญ่ ๆ ก่อนที่จะวางสายไป รู้สึกพูดอะไรไม่ออกตอนที่แม่ถามถึงยูชอนเพื่อนสนิทของเขา เขาก็ทำได้เพียงแค่ตอบเลี่ยง ๆ ไปเท่านั้น ได้แต่หวังว่าแม่จะไม่รู้เรื่องที่กำลังทำให้เขาไม่สบายใจอยู่ตอนนี้

ห้าทุ่มแล้วเหรอเนี่ย? จุนซูพึมพำกับตัวเองหลังจากมองนาฬิกาเรือนใหญ่ที่อยู่เหนือกระจกในห้องซ้อมเต้น ร่างเล็กรีบวิ่งไปปิดไฟกับปิดแอร์ให้เรียบร้อยก่อนที่จะเดินออกจากห้องไป หลังจากกดล็อคเรียบร้อยมือเล็กก็ดึงประตูให้ปิดลงก่อนจะหันกลับมาเจอร่างสูงที่ยืนพิงอยู่ข้างประตู

ยะ...ยูชอน...ลืมของเหรอ? ทั้ง ๆ ที่เป็นคำถามที่ฟังดูธรรมดาไม่ได้มีอะไรแปลกไป แต่จุนซูกลับรู้สึกว่าเสียงของตัวเองสั่นเครือและฟังกระท่อนกระแท่นจนน่าโมโห ร่างสูงไม่ได้ตอบอะไรออกมานอกจากมองเขาเพียงเล็กน้อยก่อนจะเดินนำไปที่ลิฟต์ จุนซูได้แต่มองตามก่อนจะรีบวิ่งตามไป ในใจเฝ้าสงสัยว่ายูชอนรอเขาอยู่รึเปล่านะ...แต่ก็ไม่มีคำถามใด ๆ ที่หลุดออกไป

ถนนสายยาวที่เคยพลุกพล่านไปด้วยผู้คนในช่วงกลางวัน ตอนนี้กลับเงียบสงัด แม้แต่ร้านรวงที่สร้างสีสันและเสียงเพลงก็ปิดเงียบ อาจเป็นเพราะอากาศที่หนาวเหน็บ หรือเพราะเวลาที่ล่วงเลยมาจนเกือบจะก้าวเข้าสู่วันใหม่ ส่งให้ทุกชีวิตที่เหนื่อยล้ามาตลอดวันหลับใหลและพักผ่อนเพื่อเตรียมตัวสำหรับวันพรุ่งนี้...มีเพียงแสงไฟจากเสาไฟต้นเล็กเท่านั้นที่ยังคงส่องสว่างให้กับเส้นทางสายนี้ไม่ให้มืดมิดและเงียบเหงาจนเกินไป

ยูชอน... จุนซูตัดสินใจเรียกชื่อคนที่เดินนำอยู่ข้างหน้า แต่อีกฝ่ายกลับดูเหมือนไม่ได้ยิน เพราะปลายเท้านั้นยังคงก้าวต่อไปเรื่อย ๆ ไม่ได้หยุด...ไม่รู้ว่าไม่ได้ยินหรือว่าแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินกันแน่...จุนซูมองแผ่นหลังกว้างที่ดูเศร้าหมองของคนตรงหน้า รู้สึกอึดอัดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ระยะห่างที่ยูชอนสร้างกั้นเขาไว้นั้นเหมือนกำแพงหนาที่คอยผลักไสเขาให้ห่างออกจากยูชอนตลอดเวลา

ไม่เข้าใจ...ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นระหว่างเขากับยูชอนกันแน่...

จุนซูหยุดเดินก่อนจะเอื้อมมือไปคว้าแขนอีกฝ่ายไว้ มือเล็กนั้นบีบแขนของอีกฝ่ายไว้แน่น อย่างน้อยถ้าถูกสะบัดออกเขาก็จะไม่ยอมปล่อยแน่ ๆ

ทำไมต้องทำกับฉันแบบนี้... ถามคนตรงหน้าเสียงเบา ทั้ง ๆ ที่อยู่ห่างกันไม่ถึงก้าว ทั้ง ๆ ที่ใกล้กันมากขนาดนี้ ทั้ง ๆ ที่เขาจับแขนของยูชอนไว้แน่นขนาดนี้...แต่กลับไม่รู้สึกว่ายูชอนยืนอยู่ที่นี่เลยแม้แต่น้อย...

ฉันทำอะไรผิด นายบอกฉันสิ...ยูชอน... น้ำเสียงหวานนั้นสั่นเครือราวกับกำลังอ้อนวอนร้องขอคนตรงหน้าอย่างสิ้นหวัง มองไม่เห็นแม้แต่หนทางใด ๆ ให้ก้าวต่อไป เขาบอกตัวเองเสมอว่า จากนี้ไปจะไม่มีวันเหงาเพราะเชื่อว่ายูชอนจะอยู่เคียงข้าง...เพราะแบบนั้นเขาถึงไม่แน่ใจว่าตัวเองจะสามารถก้าวต่อไปเพียงลำพังได้อีกครั้ง...

บอกฉันสิ ว่าฉันทำอะไรให้นายไม่พอใจ ทำไมต้องทำกับฉันแบบนี้ล่ะ ยูชอน บอกฉันมาสิว่าจะให้ฉันทำยังไง บอกมาสิ!!! จุนซูแผดถามเสียงดัง ไม่ไหวอีกแล้ว...เขาทนให้มันเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมายูชอนทำเหมือนมองไม่เห็นเขาทั้ง ๆ ที่ยังพูดคุยกับเพื่อน ๆ ทุกคนอย่างปกติ แต่กับเขายูชอนไม่แม้แต่จะสบตา...น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้เวลาอยู่ต่อหน้าคนตรงหน้ากลับไหลลงมาอย่างห้ามไม่ได้

นายเกลียดฉันแล้วเหรอ ยูชอน? พูดอะไรสักคำสิ...พูดสิ ยูชอน!!! เสียงหวานนั้นร้องถาม มือเล็กเขย่าแขนอีกฝ่ายแรง ๆ ราวกับจะบังคับให้พูดออกมา ยูชอนเอนไปเอนมาตามแรงเขย่าของมือนั้น...น้ำเสียงที่ดูเหมือนจะโมโหกลับฟังดูคล้ายกับกำลังอ้อนวอนคนตรงหน้า น้ำตามากมายรินรดลงบนเรือนแก้มใสที่แดงจัดเพราะความหนาว

... ไม่มีแม้แต่คำพูดใด ๆ ยูชอนก้มมองคนตัวเล็กตรงหน้าด้วยหัวใจที่เจ็บปวด ทั้ง ๆ ที่ตัดสินใจแล้วแท้ ๆ ว่าจะตัดความรู้สึกนี้ออกไปจากใจ...แต่ทำไมถึงได้ยังเจ็บแบบนี้นะ...

หิมะสีขาวร่วงหล่นลงบนไหล่บางนั้น อากาศรอบตัวเย็นลงเรื่อย ๆ มือเรียวดึงผ้าพันคอผืนใหญ่ออกจากคอตัวเองก่อนจะคลุมให้ร่างเล็ก จุนซูเงยหน้าขึ้นมองการกระทำของร่างสูงทั้งน้ำตา มือข้างที่ไม่ได้ถูกจับไว้กำลังพันผ้าพันคอให้เขาอย่างติดขัดเล็กน้อย ความอบอุ่นที่เกิดขึ้นจากผ้าพันคอผืนหนากลับไม่ได้ช่วยให้หัวใจที่เหน็บหนาวดวงนี้อุ่นขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย

ฮึก...บอกว่านายเกลียดฉันก็ได้ยูชอน ได้โปรดเถอะ อย่าเงียบแบบนี้...พูดอะไรก็ได้...ขอร้องล่ะ เสียงหวานนั้นแผ่วเบาลงเรื่อย ๆ พร้อม ๆ กับที่มือเรียวเล็กปล่อยแขนของอีกฝ่ายให้เป็นอิสระก่อนจะร่วงลงมาข้างตัวอย่างไร้เรี่ยวแรง ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นสบตากับอีกฝ่าย ไม่อยากเห็นสายตาที่เย็นชาแบบนั้นอีกแล้ว... ริมฝีปากบางได้แต่เรียกชื่อร่างสูงครั้งแล้วครั้งเล่า ราวกับคิดอะไรไม่ออกอีกต่อไป...ถึงแม้จะบอกว่าพูดอะไรก็ได้ แต่ในใจนี้ก็กลัวเหลือเกินที่จะได้ยินคำว่าเกลียดจากคนตรงหน้า...

ยูชอน...ฉันอยากให้พวกเรากลับไปเป็นเหมือนเดิม... เสียงเล็กพึมพำอย่างแผ่วเบา น้ำตามากมายถูกกลั่นออกมาจากความเศร้าและความเหงาที่เกินจะเข้าใจ...

... ริมฝีปากอิ่มขยับเพียงเล็กน้อยคล้ายกับพยายามจะพูดอะไรบางอย่าง หากแต่กลับไม่มีเสียงใด ๆ เล็ดลอดออกมา ยูชอนมองไหล่บางที่สั่นสะท้านด้วยแรงสะอื้นอย่างเจ็บปวด ราวกับห้ามตัวเองต่อไปอีกไม่ได้ มือเรียวเย็นจัดเอื้อมไปประคองใบหน้าหวานที่ชื้นเปียกด้วยหยดน้ำตาให้เงยขึ้น นิ้วเรียวไล้เช็ดน้ำตาบนเรือนแก้มใสนั้นครั้งแล้วครั้งเล่าราวกับจะให้มันเหือดแห้งไป นัยน์ตาสีเข้มที่แดงก่ำมองคนตรงหน้าที่กำลังเช็ดน้ำตาให้เขาอย่างอ่อนโยนด้วยความไม่เข้าใจ

ฉันขอโทษ... คำขอโทษจากร่างสูงนั้นแผ่วเบายิ่งกว่าเสียงกระซิบ มือเรียวประคองใบหน้าหวานไว้ ไล้ปลายนิ้วอย่างแผ่วเบาบนริมฝีปากบางสีระเรื่อ ก่อนจะโน้มใบหน้าลงไปใกล้...ใกล้เสียจนได้ยินเสียงลมหายใจที่ติดขัดของคนตรงหน้า หลับตาลงช้า ๆ ก่อนที่ริมฝีปากแห้งผากจะสัมผัสลงไปบนริมฝีปากอุ่นของร่างเล็กอย่างแผ่วเบา จุนซูเบิกตาโพลงด้วยความตกใจกับการกระทำของฝ่าย หากแต่รสสัมผัสที่ริมฝีปากนั้นอ่อนโยนเหลือเกิน...จุนซูหลับตาลงช้า ๆ ...มือเรียวเล็กยกขึ้นแตะเบา ๆ บนแก้มของร่างสูงก่อนจะสัมผัสได้ถึงหยดน้ำตาที่ร่วงหล่นบนหลังมือนั้น...นิ่งค้างอยู่แบบนั้นเนิ่นนานก่อนที่ยูชอนจะเป็นฝ่ายผละออกไปก่อน จุนซูลืมตามองใบหน้าของเพื่อนร่างสูงด้วยความตกใจกับสิ่งตัวเองทำลงไปเมื่อครู่ ทั้ง ๆ ที่จะผลักยูชอนออกก็ได้ แต่เขากลับไม่ทำแบบนั้น...

ยูชอน ฉัน... ถ้อยคำทั้งหมดถูกหยุดด้วยปลายนิ้วเรียวเย็นจัดที่แตะลงเบา ๆ บนริมฝีปาก ราวกับขอร้องให้เงียบฟังในสิ่งที่กำลังจะพูด...ถ้อยคำที่ไม่คิดจะพูดไปจนชั่วชีวิต
.
.
.
ฉันรักนาย จุนซู
.
.
.
หิมะสีขาวสะอาดที่กำลังร่วงหล่นลงมากจากฟากฟ้าสีเข้มนั้นราวกับจะย้อมให้ทั้งเมืองกลายเป็นสีขาวและหนาวเหน็บ..

ล้อเล่นใช่มั้ย ยูชอน... จุนซูถามออกมาเสียงเบาเสียจนเหมือนพูดอยู่กับตัวเอง มือเรียวเล็กยกขึ้นแตะริมฝีปากตัวเองนิ่ง ๆ ...จูบเมื่อกี้...มันมีความหมายที่มากมายขนาดนี้เชียวเหรอ...แม้จะไม่มีคำตอบใด ๆ จากร่างสูง แต่ความเงียบก็คงเป็นคำตอบที่ดีที่สุดของคำถามเมื่อครู่

พวกเราเป็นเพื่อนกัน...ยูชอน ยูชอนเบือนหน้าหนีความจริงที่ถูกตอกย้ำด้วยคำพูดของคนตัวเล็กตรงหน้า จุนซูเบนสายตาออกไปมองข้างทางเห็นเพียงหิมะสีขาวที่ร่วงหล่นอย่างเชื่องช้า...ราวกับหมุนเข็มนาฬิกาให้ช้าลงไปด้วย

อืม...ฉันรู้ ร่างสูงพยักหน้าช้า ๆ หยดน้ำบนใบหน้านั้นราวกับจะเหือดแห้งไป ทำไมกันนะ ทำไมน้ำตาถึงไม่ยอมไหลออกมาอีก ทั้ง ๆ ที่เจ็บมากขนาดนี้แท้ ๆ ...ไหลออกมาอีกสิ ร้องไห้ออกมาอีก...เผื่อน้ำตาจะช่วยลบล้างความเจ็บปวดออกไปได้บ้าง...

หิมะร่วงหล่น ทับถม...ราวกับบาดแผลที่ถูกกรีดให้ลึกลงเรื่อย ๆ ด้วยมือของตัวเอง...

ยูชอน...ฉัน... เสียงหวานขาดห้วงไป ร่างเล็กก้มหน้าลงหยดน้ำอุ่นใสร่วงหล่นลงบนหิมะสีขาวสะอาด ถ้อยคำที่อยากพูดกลับพูดออกมาไม่ได้ ปลายเท้าเรียวเล็กค่อย ๆ ก้าวเข้าไปใกล้ร่างสูง ก่อนที่สองแขนจะกอดยูชอนไว้ อ้อมกอดที่กระชับแน่นราวกับจะแทนคำ ๆ นึงที่มีความหมายมากมาย...ขอโทษ...

ขอโทษที่ฉันไม่ได้รักนาย...

... ไม่มีคำพูดใด ๆ จากร่างสูงในใจได้แต่พร่ำบอกคนตัวเล็ก...อย่าขอโทษฉันเลยจุนซู...นายไม่ได้ผิดอะไรเลยสักนิด...ฉันต่างหากที่ผิด...ผิดที่รักนาย...

ท่ามกลางหิมะที่ร่วงหล่นและอากาศที่หนาวเหน็บ ท่ามกลางความเจ็บปวดที่ไม่สามารถจะร้องไห้ออกมาได้...ขอแค่เพียงคนคนนี้เท่านั้น ขอแค่นายอย่าร้องไห้ ขอแค่นายเท่านั้นที่ยังมีความสุข...ไม่ว่าจะเจ็บแค่ไหนฉันก็จะทน...ยูชอนหลับตาลงช้า ๆ ปล่อยให้น้ำตาไหลริน ก่อนยกแขนขึ้นกอดคนตัวเล็กตอบ แทนคำนึง...คำเดียวกัน...ขอโทษ...

ขอโทษที่ฉันรักนาย

แสงจันทร์คืนนี้ยังคงอ่อนแรงเมื่อเทียบกับแสงไฟจากตึกสูงในเมืองใหญ่ แต่ดวงดาวยังคงส่องแสงอยู่เคียงข้างแสงจันทร์เสมอ แม้ว่าจะไม่สามารถมีใครคนไหนมองเห็นประกายแสงที่สวยงามของมันได้ก็ตามที...

จุนซู...จุนซู.. มือเรียวสะกิดไหล่บางของคนตัวเล็กที่นั่งหลับอยู่ข้าง ๆ จุนซูงึมงำในคออย่างหงุดหงิดเล็กน้อยเหมือนทุกครั้ง ก่อนจะลืมตาตื่นขึ้นแล้วนั่งนิ่งอยู่แบบนั้นพักนึงเพื่อไล่ความง่วง ก่อนจะหันกลับมายิ้มให้ร่างสูงที่นั่งอยู่ข้าง ๆ

ขอบใจที่มาส่งนะ จุนซูบอกขอบคุณอีกฝ่ายยิ้ม ๆ ร่างสูงเพียงแค่พยักหน้าเล็กน้อยเท่านั้น ก่อนจะเอื้อมมือไปปัดผมที่ปรกหน้าอีกฝ่ายออกให้อย่างอ่อนโยน ร่างเล็กยิ้มอีกครั้งแทนคำขอบคุณ

ฮยอกแจลงมาแล้วนั่นไง ไปเถอะ... ยูชอนบอกเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มเจ้าของผมสีทองกัดสว่างเดินออกมาจากประตูกระจกของอพาร์ทเมนท์ จุนซูมองตามมือเล็กน้อยก่อนจะยิ้มออกมาเมื่อเห็นอีกฝ่ายยืนรออยู่จริง ๆ

งั้นฉันไปนะ ร่างเล็กบอกก่อนเอื้อมมือมาปลดเข็มขัดนิรภัยที่คาดอยู่ ก่อนจะเปิดประตูลงกำลังจะก้าวลงไปแต่ก็ชะงักไว้ ก่อนหันกลับมาหายูชอนที่นั่งมองมาที่เขาอยู่

ยูชอน...ฝันดีนะ...แล้วก็..ฉันรักนายนะ ร่างเล็กบอกก่อนยิ้มออกมาบาง ๆ แล้วลงจากรถไป ยูชอนมองตามร่างเล็กที่วิ่งไปหาฮยอกแจที่ยืนรออยู่หน้าอพาร์ทเมนท์ ภาพทั้งสองคนยิ้มและหยอกล้อกันอย่างมีความสุขสร้างรอยยิ้มเล็ก ๆ บนใบหน้าคมคาย...

ฉันก็รักนาย จุนซู...

ฉันรู้ว่านายไม่ได้รักฉัน...แต่ฉันรักนาย...คิม จุนซู

End

ติดตามภาค 2 (...but I) ได้ในรวมเล่ม

izzei's talk

จบไปแล้วครับ สำหรับการ Renovate ภาคแรกของ I knew but I แต่เรื่องราวไม่ได้มีอยู่แค่นี้แน่นอนครับ ยังมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครอบครัว "ทงบังชินกิ" อีกมากมาย สามารถติดตามได้ในรวมเล่มเร็วๆ นี้ ไม่นานเกินรอครับ

สำหรับผู้ที่เคยสั่งซื้อ Freind? ผมจะมีอีเมลล์ของท่านในฐานข้อมูล แล้วผมจะแจ้งข่าวไป หากมีความคืบหน้าใหม่ๆ นะครับ

แล้วเจอกันใน entry หน้า "การสั่งจองฟิคชั่นทั้งหมดทั้งมวล" ครับ

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
Captcha: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ว๊ากกกกกกกกกกกกกกกกก !!
ปลาบปลื้มมมม TOT ลงจนได้ ~


เฮียขา T____T ;; เป็นปลื้มค่า !





อ่านแล้วน้ำตาคลอๆ TwT
เรื่องมันเศร้า .
แงงงงงงงงงงงงงงง ,,

มันโดนกับชีวิตเมื่อก่อนอ้ะ
ฮ่าฮ่า +



*


รออ่าน but i เน๊ค๊า >___< ,,




ปอปลาลอลิง .
อยากคุยกะมี๊ !



#1  by  nymph (58.8.61.44) At 2007-09-02 16:23, 

น้ำตื้นขึ้นมา ตอนที่ยูชอนเย็นชากับจุนซู

นึกถึงภาพตัวเองที่เคยโดนแบบนั้นเลย...


เหมือนเดิมทุกครั้ง ดีใจมากที่ได้มาอ่าน ฟิคของพี่ Misaki ขอบคุณสำหรับฟิคนะคะ

กำลังรอ เอนทรีหน้าใจจดจ่อ...

เตรียมเงนคบแล้วนะค่ะ ^^
คาดว่าน่าจะซื้อได้ทุกเล่ม รวมทั้ง Friend? ที่พลาดไปครั้งที่แล้วด้วยค่ะ


ปล. ฟิคตอนนี้ รู้สึกได้ ของความมีชีวิตของตัวละครมากเลย ^^ พี่ Misaki พี่ izzei รักษาสุขภาพด้วยนะค่ะ , รอปกอีก 2 เรื่งอยู่นะค่ะ ^^
#2  by  Tiddee At 2007-09-02 19:45, 
อา... เศร้ามากๆเลยค่ะ.....

ชอบฟิคที่ คุณ มิซากิ แต่งมากมายยยยย...........

จะติดตามผลงานเรื่อยๆนะคะ

แล้วก็จะรอเอนทรี่หน้า(เอนทรี่สั่งจอง)ด้วยค่ะ^^
#3  by  .。✿*゚ Zeri-Chan ゚*✿。.` ♥ SM ! At 2007-09-02 21:55, 
เย้ๆๆๆๆ..... >_____<

มาแล้วๆๆๆๆ

อ่านแล้วเศร้าอ่ะค่ะ

อยากได้หนังสือจังๆๆๆ
#4  by  [ 시기,,I'm cassiopeia ★ ] At 2007-09-03 10:50, 
อ๊ากกกกกก อยากได้รวมเล่มใจจะขาดแล้วค่า >O<

ไม่ว่าจะเป็นเวอร์ใหม่เวอร์เก่า ยังคงความเศร้าไม่เปลี่ยนแปลง
อ่านกี่รอบก็จะร้องไห้อ่า TOT

อ๋ายย แล้วก็ดีใจมั่กค่า ที่เอาตอนี้มาลงแล้ววว แบบว่าเข้ามาดูทุกวันเลย ^_^

อ๊ากก อยากได้ๆรวมเล่มๆ
#5  by  kook (58.8.57.16) At 2007-09-04 00:38, 
ซึ้งมากมายคะพี่ ติดตามอยู่นะคะ จะสั่งซื้อทางไปรษณีย์ต้องทำไงคะ
#6  by  ปุณ (202.57.176.210) At 2007-09-05 00:13, 
อ่านแล้วก็อึ้ง
ยิ่งอ่านก็ยิ่งอึ้ง

อ่านแล้วก็ชอบ
ยื่งอ่านก็ยิ่งชอบ

อ่านแล้วก็ประทับใจ
ยิ่งอ่านก็ยิ่งประทับใจ....


พี่มิซากิยังเก่งมากมายเหมือนเดิม และก็ยิ่งกว่าเดิมด้วย
อ่านแล้วรูสึกได้มากขึ้นมากๆ ชอบจังเลยฮะแบบนี้

แล้วก็อยากจะบอกว่ารออีกเหมือนกันที่เป็นภาคต่อ but I
(เอ อันที่แล้วมีหรือเปล่า...จำไม่ได้แฮะ เอาเป็นว่าเชียร์สุดแรงใจขาดดิ้นนะครับ...)

เหมือนพี่มิซากิเอาเรื่องจริงมาแต่งฟิคเลยอ้ะ... ประทับใจ และซึ้งมากจริงๆ

เทพบนฟ้าก็ยังคงเป็นเทพอยู๋วันยันค่ำ เนอะ...

ขอบคุณนะครับที่มีผลงานดีๆ ซึ้งๆ มาให้อ่านอยู่เรื่อยๆ...

ปล. ไม่ค่อยมียุนแจเลยเน้ แต่ก็มะเป็นไรครับ
#7  by  faku haku (124.120.193.186) At 2007-09-07 22:13, 
ขอโทษครับ!

ขอโทษจริงๆ ฮะ ไม่ได้ตั้งใจจะพิมพ์ "เน้" กับคำว่า "มะ" นะครับ
ลืมไปว่าตอนนี้เขากำลังรณรงค์ให้อ่านและเขียนภาษาไทยอย่างถูกต้อง
ขนาดพี่อิสยังลงทุนเปิดพจนานุกรม ผมจะถือเป็นแบบอย่างนะครับ

ขอโทษอีกครั้งครับกับความเลินเล่อและสะเพร่า
#8  by  faku haku (124.120.193.186) At 2007-09-07 22:16, 
จริงๆชอบงานเขียนของมิซากิมากๆ แต่...เราจะสั่งเรื่องนี้ไม่ลงเพราะมันเศร้าเหลือหลาย ชายปาร์คสุดที่รักของเราโคตรเศร้า

ถ้าตอนจบไม่ได้กัน จุนซูไม่รักลูกชายแม่ กี๊ดดดดดดดดดด

เจ็บปวด (แต่ก็ยังอ่านนะป้า)

อึดอัดมากมาย วะเฮ้ยๆๆๆ

มิซากิที่รัก อีกเรื่องล่ะจ๊ะ อยากอ่านง่ะ แง๊วๆ

อย่าลืมรักษาสุขภาพนะคะ
#9  by  minjoo (124.120.248.60) At 2007-09-09 21:06, 
สวัสดีค่ะ

เพิ่งมาคอมเม้นท์เป็นครั้งแรกค่ะ (เพราะเพิ่งรู้จักเว็บนี้ค่ะ ช้าไปมั้ยคะเนี่ย)

ชอบฟิคทุกเรื่องที่มิซากิแต่งเลยค่ะ เรื่องแรกที่ได้อ่านก็เรื่อง friend ค่ะ ชอบการเขียนของมิซากิ ที่ใช้ภาษาได้สวยมาก อ่านแล้วให้ความรู้สึกดีจริง ๆ ค่ะ ทั้งสุข เศร้า ซึ้ง กินใจ หลากหลายอารมณ์

ขอเป็นกำลังใจให้มิซากิคะ แต่งมาให้ได้อ่านกันอีกนะคะ

ตอนนี้ก็กำลังรอรวมเล่มอย่างใจจดใจจ่อเลยค่ะ

ขอบคุณที่แต่งฟิคดี ๆ มาให้ได้อ่านกันค่ะ จะติดตามผลงานต่อไปเรื่อย ๆ ค่ะ
#10  by  pooky (222.123.228.182) At 2007-09-12 15:42, 
หนุ่มๆขี้แยกันจังน้า
เฮ้อ อ่านเรื่องนี้แล้วซึมๆแฮะ
จะรออ่านเรื่องต่อไปนะคะ
โดยเฉพาะ My Destiny อ่า
#11  by  "Sorbet (124.120.216.199) At 2007-09-12 21:03, 
อ่านรอบที่สามแล้ว แต่ก็ยังแอบน้ำตาซึมมันทุกครั้ง

เฮ้ออออ


มันโดนจริงๆนะนี่นะ

#12  by  fay (202.44.135.35 /172.27.96.33) At 2007-09-24 19:53, 


ร้ากกกก คู่นี้ โคดๆๆ
#13  by  mikisia At 2008-02-26 14:18, 
อ่านมาหลายรอบแล้ว ยังประทับใจอยู่ อยากอ่านภาค 2 มีรวมเล่มเมื่อไหร่แจ้งด้วยนะค่ะ จะติดตามผลงานต่อไปค่ะ
#14  by  Xiasalhee At 2008-07-10 22:22, 

<< Home


HanulZora
View full profile