2007/Dec/19





Part 2: Purity Sin

Author: Misaki
Couple: Jaechun & 2U
Rating: PG-13
Genre: Yaoi

แค่หวังให้เธอได้ยินคำนี้...

ฉันขอโทษ...ได้ยินมั้ย...

แสงแดดที่สาดส่องผ่านหน้าต่างใสบานใหญ่ที่หัวเตียงนำพาไออุ่นของรุ่งอรุณให้สัมผัสผิวกายในวันที่อากาศหนาวเหน็บ ห้องนอนสีขาวดูสงบเงียบเมื่อทุกคนยังคงหลับใหลในห้วงแห่งความฝัน หากแต่ร่างโปร่งบางใต้ผ้าห่มผืนหนากลับยังคงลืมตาอยู่ ผ้าห่มสีเข้มอุ่นสะท้อนด้วยลมหายใจร้อนของตัวเอง รู้สึกปวดเนื้อปวดตัวเหมือนจะเป็นไข้

ยูชอนข่มตาลงแน่นนับหนึ่งถึงสิบอยู่ในใจก่อนค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาช้า ๆ ทำแบบนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะหวังเพียงว่าหากลืมตาตื่นขึ้นมาทุกอย่างที่ผ่านไปจะกลายเป็นเพียงแค่ความฝัน เฝ้าทำแบบนั้นราวกับคนโง่...ก็รู้อยู่แล้วว่าไม่มีทางเป็นไปได้

‘ฉันรักนาย ยูชอน’

...เพื่อน...

คำ ๆ นี้เปราะบาง เพียงแค่สัมผัสอาจแตกสลาย หากแต่คำที่แสนเปราะบางนี้กลับใช้แทนความไว้ใจ ความเชื่อมั่น และความรักที่ต้องการความมั่นคงและความหนักแน่น…

ทุกครั้งที่หลับตาลงสิ่งที่เห็นกลับมีเพียงภาพบทรักร้อนแรงของตนกับเพื่อนร่างสูง กัดริมฝีปากล่างของตัวเองแรง ๆ จนรู้สึกถึงรสชาติและกลิ่นคาวของเลือด รอยแดงที่ข้อมือขาวนั้นราวกับจะตอกย้ำให้หัวใจนั้นเจ็บปวด มือเล็กดึงแขนเสื้อกันหนาวสีดำให้เลื่อนมาปิดเห็นเพียงปลายนิ้วซีดขาว น้ำอุ่นใสเอ่อล้นนัยน์ตาทั้งคู่ก่อนจะรินรดลงบนแก้มใส สองแขนกอดตัวเองไว้แน่น ไหล่บางสั่นสะท้านด้วยแรงสะอื้น...

เสียงสะอื้นที่แผ่วเบา
ทำไมผมถึงได้ยินมันนะ...

ยูชอน...ฉันขอโทษ

“ยูชอน...ยูชอน...” เสียงที่คุ้นหูเรียกให้ตื่นจากห้วงความฝัน หลับไปทั้งที่จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าง่วงตอนไหน อาจเป็นเพราะความเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ สุดท้ายแล้วก็ไม่สามารถฝืนร่างกายไหวจนจมลงในห้วงความฝันไปอย่างง่ายดาย...

ปวด...คงเป็นคำเดียวที่อธิบายสภาพร่างกายในตอนนี้ได้ดีที่สุด ร่างโปร่งบางนอนนิ่งใต้ผ้าห่มผืนหนา ไม่อยากแม้แต่จะขยับตัว เปลือกตาหนักอึ้งและร้อนผ่าว นี่เค้ากำลังถูกไข้หวัดโจมตีอีกแล้วสินะ...

“ยูชอน...สายแล้วนะ” รู้สึกถึงแรงเขย่าเบา ๆ ที่ไหล่ของเจ้าของเสียงนั้น ก่อนที่ผ้าห่มที่คลุมอยู่จนมิดหัวจะถูกเปิดออก ยูชอนค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมองคนที่ยืนอยู่ข้างเตียง เส้นผมสีทองสว่างจนเหมือนสีขาวนั้นกลืนไปกับใบหน้าขาวสะอาด มือเรียวเย็นจัดแตะลงบนหน้าผากเนียน ไล่เรื่อยมาถึงลำคอ นัยน์ตาสีน้ำตาลกลอกตามองตามมือเรียวนั้นสลับกับใบหน้าของคนรัก คิ้วเรียวนั้นขมวดมุ่น ใบหน้าที่ดูเรียบเฉยกลับฉายแววกังวลให้เห็น ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันเหมือนทุกครั้ง

“แจ...” ทั้ง ๆ ที่อยากเรียกคนตรงหน้าแต่เสียงทั้งหมดกลับถูกกลืนหายไปในลำคอ เพราะไข้หวัดหรือก้อนสะอื้นที่อยู่ที่คอกันแน่นะ เสียงที่แหบแห้งของร่างโปร่งบางที่นอนอยู่บนเตียง ทำให้คนที่ยืนอยู่นั้นนั่งลงบนพื้นข้างเตียง มองใบหน้าที่เคยดูสดใสแต่ตอนนี้กลับแดงก่ำด้วยพิษไข้ หมอนใบหนานุ่มจนดูเหมือนใบหน้านี้จะจมหายลงไปเกือบครึ่ง ไล้มือเบา ๆ ตามแก้มใสที่ร้อนจัด ยูชอนนิ่งมองคนรักรู้สึกเหมือนน้ำตาจะเอ่อคลอเสียจนภาพคนตรงหน้าดูพร่าเลือนลงไป

“ไม่ร้องไห้นะ ยูชอน...” น้ำเสียงและรอยยิ้มที่อ่อนโยนถูกวาดขึ้นบนใบหน้าที่ดูเรียบเฉย รอยยิ้มที่มีไว้ให้คนตรงหน้าเท่านั้น...นิ้วเรียวเช็ดน้ำตาบนแก้มใสนั้นเบา ๆ แก้มใสแดงระเรื่อด้วยพิษไข้ ริมฝีปากอิ่มนั้นแดงจัดและสั่นระริก น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าร่วงหล่นลงบนหมอนสีขาว แขนเรียวเล็กเอื้อมคว้าคนรักไว้ แจจุงโอบแขนก่อนรั้งร่างบอบบางนั้นมาแนบชิด

“ฮึก...แจจุง...” ไหล่บางนั้นสั่นสะท้าน เสียงสะอื้นไห้นั้นฟังดูทรมาน แจจุงกระชับอ้อมกอดแน่นเข้าอีก สัมผัสได้ถึงอุณหภูมิจากผิวกายอุ่นจัดนั้น ยูชอนซุกใบหน้ากับไหล่ของคนรัก มือเรียวเล็กนั้นทึ้งเสื้อยืดราคาแพงของอีกฝ่ายไว้แน่น

“ไม่เป็นไรนะ...พี่จะอยู่กับยูชอนนะ...” สารพัดถ้อยคำปลอบโยนที่คิดได้ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านน้ำเสียงอบอุ่น และอ้อมกอดกระชับแน่น ก่อนจะคลายอ้อมแขนออกแล้วให้อีกฝ่ายนอนลงบนหมอนเหมือนเดิม

“นอนพักซะนะ เดี๋ยวพี่ไปเอายามาให้” เกลี่ยมือจัดเส้นผมสีน้ำตาลอ่อนที่ยุ่งเหยิง ก่อนลุกขึ้นเพื่อออกไปเอายาข้างนอก หากแต่โดนมือเล็กดึงเสื้อไว้ จนต้องหันกลับมาอีกครั้ง

“อย่าไปไหนนะ...อย่าทิ้งผมนะ” บอกออกไปคล้ายจะอ้อนวอนด้วยเสียงแผ่วเบา แจจุงยิ้มบาง ๆ ก่อนนั่งลงบนเตียงนุ่ม โน้มใบหน้าลงใกล้ ลมหายใจร้อนติดขัดนั้นปะทะกับผิวหน้า จรดริมฝีปากลงเบา ๆ บนหน้าผากอุ่นนั้น ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มเล็กน้อย

“พี่เคยทิ้งยูชอนเหรอ? หืม?” ถามอีกฝ่ายที่นอนอยู่ ยูชอนส่ายหน้าน้อย ๆ นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนนั้นหรุบต่ำใต้แพขนตายาวสวย แจจุงยิ้มออกมาอีกครั้งก่อนจรดริมฝีปากที่เปลือกตาบางนั้นอย่างอ่อนโยน ไซ้จมูกโด่งไปตามแก้มใส สูดกลิ่นกายหอมเป็นเอกลักษณ์ของร่างบอบบางข้างใต้

“พี่แจจุงรักผมนะ...ต้องรักผมนะ” ปลายเสียงยกสูงคล้ายกับจะเป็นคำถามที่ดูเอาแต่ใจ แจจุงหัวเราะเบา ๆ กับคำขอร้องของคนขี้อ้อน เงยหน้าขึ้น มองลึกลงไปในนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนตรงหน้า ก่อนจูบเบา ๆ ที่ริมฝีปากอิ่มสวยนั้น ไม่รุกล้ำหรือเร่งเร้า หากแต่เป็นจูบที่อ่อนโยนและเต็มไปด้วยรักก่อนจะผละออกอย่างเชื่องช้า

“อย่าลืมสิว่า คิม แจจุงคนนี้ รักปาร์ค ยูชอนที่สุด” แขนเล็กยกขึ้นโอบแจจุงไว้ ทำเอาเจ้าตัวเผลอตกใจเล็กน้อย เพราะที่ผ่านมายูชอนไม่เคยแสดงออกแบบนี้มาก่อน แต่แจจุงก็เข้าใจเพราะความรักไม่ใช่สิ่งที่ต้องเร่งเร้า ปล่อยให้ทุกอย่างค่อย ๆ เป็นไปตามธรรมชาติ ยูชอนบอบบางและอ่อนไหวเสียยิ่งกว่าแก้วบางที่ต้องทะนุถนอม แค่ความต้องการเพียงชั่วคืนไม่ใช่สิ่งที่เค้าจะฝืนใจคนตรงหน้าให้ทำและจบความสัมพันธ์ทั้งหมดลง

“ฮะ...ผมรู้”ตอบรับเสียงเบายิ่งกว่าทุกครั้ง แจจุงผละตัวออกก่อนจะลุกขึ้น โดยไม่ลืมจะคลุมผ้าห่มขึ้นให้ร่างบนเตียงก่อนจะเดินออกจากห้องไป ประตูสีขาวปิดลงเหลือเพียงยูชอนอยู่คนเดียวในห้อง

เพราะรู้ว่าแจจุงรักมากแค่ไหน ถึงได้เกลียดตัวเองมากเท่านั้น...ถ้าหากแจจุงไม่รักร่างกายนี้คนคนนี้ก็คงไม่มีค่าใด ๆ อีกแล้ว ถ้าไม่มีอ้อมกอดที่ปลอบประโลมยามเหงา คนคนนี้ก็ไม่สามารถยืนอยู่ได้อีกต่อไป...ถ้าไม่มีความรักที่แจจุงมอบให้...คิดถึงตรงนี้ความหวาดกลัวมากมายก็ถาโถมเข้าหาเสียจนน้ำตาที่เพิ่งเหือดแห้งกลับเอ่อล้นขึ้นมาอีกครั้ง หลับตาลงขับน้ำใสให้หยดริน

หัวใจดวงนี้อ่อนล้า...เหลือเกิน...

อย่าทิ้งผมนะ...อย่าเลิกรักผม...
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น...ก็รักแค่ผม...ได้มั้ย?

ทำไมเห็นแก่ตัวแบบนี้...ยูชอน?

“ผมกับชางมินไม่ไปเรียนก็ได้นะครับ” เด็กหนุ่มผมสีดำซอยสั้นพูดขึ้นหลังจากแผนการที่เสนอไปว่าให้ผู้จัดการมาดูแลยูชอนให้ก่อนไม่ได้ผล เพียงเพราะเหตุผลที่ว่า ‘ยูชอนเค้าไม่ยอมหรอกถ้าไม่ใช่คนในวงนายก็รู้’ และข้อนั้นเค้าเองก็รู้ดี ถึงได้นั่งคิดแผนใหม่ขึ้นมาก่อนจะจบลงที่การโดดเรียน หันไปหาเพื่อนร่างสูงที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ชางมินพยักหน้าน้อย ๆ

“วันนี้พวกนายมีสอบไม่ใช่เหรอ?” แจจุงที่ยืนอยู่หลังหน้าตาแก๊สถามน้ำเสียงกังวล มือเรียวถือพายไม้สีอ่อนคนน้ำซุปในหม้อร้อน ๆ จุนซูกับชางมินพยักหน้าเล็กน้อย แจจุงถอนหายใจออกมาคิ้วเรียวนั้นขมวดมุ่นราวกับกำลังใช้ความคิด ถึงยูชอนจะไม่ได้ป่วยหนักเข้าขั้นอันตรายหรืออะไรมากนัก แต่มิกกี้ยูชอนตอนป่วยนั้นไม่เหมือนคนทั่วไป เค้าจะยิ่งต้องการความรักและการเอาใจใส่ที่มากกว่าปกติ ดังนั้นถ้ายูชอนป่วยสิ่งเดียวที่ห้ามทำคือการทิ้งให้ยูชอนต้องอยู่คนเดียว ซึ่งเรื่องนี้ทุกคนในวงก็รู้กันดี

“ทำไมต้องเป็นวันนี้ด้วยวะ” แจจุงพึมพำอยู่คนเดียว ถ้าไม่ใช่งานในวันนี้เค้าคงจะปฏิเสธแล้วปล่อยให้ยุนโฮไปคนเดียวโดยอ้างว่าเค้าไม่สบายไปอีกคน แต่รายการนี้ทั้งเจ้าของงานและทีมงานจะเรียกว่าผู้มีพระคุณของทงบังชินกิก็คงไม่มีผิดนัก และคงไม่ดีถ้าจะผิดสัญญาที่ให้ไว้ ยกมือขึ้นขยี้ผมตัวเองอย่างหงุดหงิด ไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงดี

“ผมมีสอบตอนบ่ายสาม พี่แจจุงคงกลับมาทันอยู่ใช่มั้ยล่ะครับ?” ชางมินนั่งมองพี่ใหญ่ของวงที่ทำหน้าหงุดหงิดจนเหมือนจะเทเกลือทั้งกระปุกลงไปในซุปอย่างหวาด ๆ ก่อนเสนอความคิดที่ดูเข้าท่าที่สุดขึ้นมา
 
“ยุนโฮ นายว่าไง ทันมั้ย?” แจจุงหันไปถามความเห็นจากหัวหน้าวงที่นั่งเงียบอยู่ที่โต๊ะกินข้าวมาตั้งแต่เริ่ม ยุนโฮกลับไม่ตอบอะไร ดวงตาเรียวเล็กนั้นทอดมองไปที่แก้วน้ำใสที่อยู่ตรงหน้าราวกับว่าในน้ำนั้นมีตัวร้อยขาหรือแบคทีเรียอะไรที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

“เฮ้ย ยุนโฮ!” เรียกอีกฝ่ายเสียงดังจนร่างสูงสะดุ้งสุดตัว ก่อนหันกลับไปหาเพื่อนพร้อมสีหน้าคล้ายกับจะถาม

“ฉันถามว่าพวกเราจะกลับมาที่นี่ก่อนบ่ายมั้ย?” ทวนคำถามอีกครั้งก่อนถอนหายใจออกมากับอาการประหลาดของเพื่อนร่วมวง ยุนโฮพยักหน้าเล็กน้อยไม่ได้ตอบอะไรออกมา

“งั้นชางมิน พี่ฝากยูชอนด้วยนะ” บอกน้องคนเล็กที่ตอนนี้กำลังเริ่มตักข้าวใส่จานของตัวเองเป็นรอบที่สาม ชางมินพยักหน้าก่อนหันไปสนใจกับข้าวในจานต่อ แจจุงส่ายหน้าน้อย ๆ ก่อนจะตักน้ำซุปหอมน่ากินใส่ลงในถ้วยสีขาวเพื่อเอาไปให้คนไม่สบายกิน พูดกันตามตรงไม่อยากทิ้งกระต่ายป่วยไว้กับเจ้าเด็กไอคิวสูงนี่เลยจริง ๆ ถ้าจะให้พูดตรงกว่านั้นคืออยากจะอยู่ดูแลกระต่ายป่วยขี้เหงาด้วยตัวเองต่างหาก...ถอนหายใจออกมาก่อนจะเดินไปทางห้องนอน โดยไม่รู้สึกถึงสายตาเศร้าของใครบางคนที่มองตามมา

“พี่ยุนโฮ...เป็นอะไรรึเปล่าฮะ?” จุนซูถามร่างสูงที่นั่งมองไปทางห้องนอนด้วยสีหน้าเศร้า ๆ ยุนโฮส่ายหน้ายิ้ม ๆ เพื่อกลบเกลื่อนก่อนจะตักข้าวเปล่าในจานมากิน...จืดสนิท ไร้รสชาติ...จุนซูมองพี่ชายอีกคนอย่างงง ๆ ก่อนจะหันไปคุยกับชางมินที่กำลังตั้งหน้าตั้งตากินหลังจากเสนอความคิดของตัวเองออกไป

“พี่ยูชอนโชคดีเนอะ ที่มีพี่แจจุงคอยดูแล” จุนซูว่าก่อนมองไปทางห้องนอนยิ้ม ๆ ก่อนที่คิ้วได้รูปนั้นจะขมวดเข้าหากัน พี่แจจุงทั้งดูแลทั้งทะนุถนอมพี่ยูชอนยังกับไข่ในหิน ถ้าเทียบกับไอ้ไก่แจ้ของเค้าแล้ว พี่แจจุงดูเป็นยิ่งกว่าคนรักที่ดีเสียอีก รายนั้นเห็นว่าเป็นสนิทกันมาก่อน เจอกันทีนึงแทนที่จะกอดจะหอมให้หายคิดถึง ดันชวนกันไปเตะบอลซะนี่...แต่ก็สนุกดีน่ะนะ...คิดแล้วยิ้มอยู่คนเดียวอย่างมีความสุข

“ก็มันเป็นหน้าที่ของพี่แจจุงนี่นา ก็คนเค้ารักกันนี่” ชางมินตอบคล้ายกับจะไม่ใส่ใจในเรื่องชาวบ้านมากนัก ก็ตอนนี้อาหารแสนอร่อยฝีมือพี่ใหญ่ของวงอยู่ตรงหน้าแล้วนี่นา...

“เฮ้ย ไอ้ชางมิน แกกินไก่ทอดหมดได้ไง!!” จุนซูโวยวายเสียงดังเมื่อก้มลงมองบนจานที่ตอนนี้ว่างเปล่าไม่มีแม้แต่ร่องรอยของไก่ทอดเหลืองกรอบน่ากินบนจานใบนี้ ก่อนที่มือเล็ก ๆ จะฟาดไม่ยั้งที่ไหล่ของน้องเล็ก ทุกอย่างดูวุ่นวายผิดกับใครบางคนที่นั่งเงียบมาตั้งแต่แรกและถึงตอนนี้ ...

‘ก็มันเป็นหน้าที่ของพี่แจจุงนี่นา ก็คนเค้ารักกันนี่’

ทุกถ้อยคำที่ได้ยินราวกับมีดคมที่ค่อย ๆ บาดลึกลงในหัวใจที่เจ็บปวด
หน้าที่ของคนรักสินะ? ริมฝีปากอิ่มแค่นยิ้มราวกับจะหัวเราะเยาะตัวเอง...

แล้วตัวนายล่ะเป็นใคร?
คนรักก็ไม่ใช่ คำว่าเพื่อนก็ไม่เหลือ
นายเป็นใครมีสิทธิ์อะไรไปห่วงเค้า...จอง ยุนโฮ

เสียงโทรศัพท์มือถือที่ดังอยู่บนชั้นสีขาวทำให้ชางมินถอนหายใจออกมาก่อนเดินไปรับโทรศัพท์

“ครับ พี่แจจุง” เอ่ยชื่ออีกฝ่ายออกมาโดยที่ไม่ต้องมองด้วยซ้ำ เพราะรู้อยู่แล้วใครเป็นคนโทรมา ตั้งแต่แจจุงออกไปทำงานถ้ารวมครั้งนี้ด้วยก็เป็นครั้งที่สิบสองที่แจจุงโทรเข้ามาหาเค้า แล้วถามถึงคนป่วยที่นอนหลับอยู่ในห้อง

“ครับ...ให้กินยาแล้วครับ” รู้สึกเหมือนเค้าจะตอบคำถามนี้ทั้งหมดสิบสองครั้ง จะให้กินยาอะไรนักหนาเดี๋ยวพี่ยูชอนชักตาตั้งขึ้นมาเพราะกินยาเกินขนาดจะทำไงเนี่ย

“อ่า ผมอ่านหนังสืออยู่ที่โต๊ะกินข้าวน่ะครับ”

“ไม่ต้องห่วงครับ จุนซูดูแลอยู่” ชางมินตอบพลางพยายามกลั้นหัวเราะทันทีที่พี่ใหญ่ของเค้าโวยวายว่าเค้าทิ้งให้ยูชอนต้องอยู่คนเดียวในห้องนอน...

“ครับ รับทราบครับ” พูดจบก็กดวางสายไปไม่ให้อีกฝ่ายได้พูดต่อ เงยหน้าขึ้นมองนาฬิกาเล็กน้อย ก่อนจะเดินกลับไปอ่านหนังสือต่อ มุมปากบางยกยิ้มเล็กน้อยเมื่อคิดถึงพี่ใหญ่ของวงที่ดูเหมือนคนเสียสติที่ไม่ได้ดูแลคนรักด้วยตัวเอง โทรมาถามทุกห้านาทีหรือไม่ก็คงทุกเบรกที่เค้าสั่งคัท ป่านนี้คงรีบทำงานจนหัวปั่นหมดแล้วล่ะมั้ง คิดถึงสีหน้าของพี่ใหญ่ที่คอยตีหน้าเฉยตลอดในตอนนี้ออกแล้วก็หัวเราะอยู่คนเดียว

“ยองวุง จะรีบไปไหนน่ะ?” เสียงหวานใสของนักร้องสาวชื่อดังร่วมค่ายถามชายหนุ่มเจ้าของผมสีทองสว่างที่กำลังพยายามยัดทุกอย่างลงในกระเป๋าในเล็กแต่ดูเหมือนว่ายิ่งรีบทุกอย่างจะยิ่งช้าไปใหญ่

“กลับบ้านน่ะ” ตอบสั้น ๆ ก่อนพยายามจะยัดเสื้อกันหนาวสีเข้มลงในกระเป๋าใบเดิม

“นี่ จะไม่เปลี่ยนชุดก่อนเหรอ?” เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสงสัยเมื่อเห็นว่าแจจุงกำลังจะใส่ชุดสีชมพูสดแสบตาออกไปจากห้อง กระเป๋าใบเล็กนั้นปิดไม่สนิทดีเท่าไร แขนเสื้อกันหนาวสีเข้มห้อยออกมาด้วยความเร่งรีบ แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่ได้ใส่ใจมากนัก ตอนนี้ในใจเป็นห่วงกระต่ายตัวเล็กที่นอนป่วยที่ห้องจะแย่อยู่แล้ว

“เดี๋ยวค่อยส่งมาคืนน่ะ ฉันไปนะ” พูดจบก็ถลาออกจากห้องไปทั้งเสื้อสีแสบตา โดยไม่สนใจเพื่อนร่วมค่ายที่ยืนงงอยู่เลยแม้แต่น้อย ขาเพรียวก้าวเร็ว ๆ ไปที่ลานจอดรถ แต่ยังไม่ทันที่จะก้าวออกจากประตูไปก็ถูกเสียงของใครคนนึงเรียกไว้

“ยองวุง!! อยู่นี่เองตามหาตั้งนาน” ทีมงานคนนึงที่วิ่งตามมาพูดด้วยเสียงกระหืดกระหอบก่อนจะพยายามเรียบเรียงคำพูดให้เข้าที่ เพราะกว่าจะวิ่งตามคนตรงหน้าทันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ

“ซีนเมื่อกี้น่ะมันมีปัญหานิดหน่อยตรงช่วงของยองวุง กับคังตะน่ะ” ทีมงานคนเดิมบอกก่อนพยายามกางกระดาษสีขาวที่ยับยู่ในมือแล้วชี้ให้ดูว่าช่วงเวลาไหน ผิดกับเด็กหนุ่มผมทองอย่างลิบลับตอนนี้แจจุงยืนนิ่งจนเหมือนถูกสาปให้เป็นหินไปเรียบร้อยแล้ว สุดท้ายก็เดินตามแรงดึงของทีมงานไปจนถึงห้องแต่งตัวอีกครั้ง

แจจุงทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาอย่างเซ็ง ๆ ก่อนเหลือบมองนาฬิกาบนผนังนี่มันบ่ายสองกว่าแล้ว พวกชางมินต้องไปสอบ ถ้าถ่ายซ่อมยังไงก็ไม่ทันบ่ายสามแน่ ๆ เอาไงดีวะ...

“อ้าว แจจุง?” ยุนโฮที่เพิ่งเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จทักคนที่นั่งอยู่บนโซฟาอย่างงง ๆ ไหนเมื่อกี้คนอื่นบอกว่ากลับไปแล้วไง...แจจุงเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนร่วมวงสีหน้านั้นดูเหมือนเซ็งสุด ๆ ก่อนจะค่อยมีประกายความหวังขึ้นมา

“เฮ้ย ยุนโฮ!! ขอบใจมากที่นายยังอยู่ที่นี่” พูดจบก็โผเข้ากอดเพื่อนสนิทแน่น ก่อนผละออก

“นายไปดูยูชอนแทนฉันทีสิ ฉันต้องถ่ายซ่อมอีกสองซีนน่ะ” พูดเรื่องที่ต้องการจะรบกวนอีกฝ่ายทันทีโดยไม่ต้องอ้อมค้อม เพราะเป็นเพื่อนกันมานานกว่าสิบปี ถ้าถามว่าคนตรงหน้าเป็นใครคงตอบได้ว่าเป็นเพื่อนแท้ อยู่ด้วยกันมานาน ช่วยเหลือกันมาตลอด ทำให้เวลาที่อยู่ข้างนอกกอดกันบ้างหอมกันบ้างจนคนทั่วไปเข้าใจผิด แต่ก็ไม่ได้คิดจะสนใจมากนัก

“เอ่อ...ก็ได้” ยุนโฮพยักหน้าเล็กน้อยก่อนตอบตกลง ทั้ง ๆ ที่ยังคิดไม่ออกด้วยซ้ำว่าควรจะตอบว่าอะไรกันแน่ แจจุงยิ้มออกมาอย่างโล่งอกทันที อย่างน้อยยูชอนก็ไม่ต้องอยู่คนเดียวที่ห้อง

“งั้นนายรีบกลับบ้านเลยนะ พวกชางมินต้องไปสอบแล้ว ฉันทำซุปไว้ในตู้เย็น เอาออกมาอุ่นให้ยูชอนด้วยล่ะ แล้วก็เอายาในถุงที่ฉันเตรียมไว้ให้เค้ากินนะ แล้วก