2008/Feb/26

La Fin de Journal

Author: Misaki
Category: Romantic drama
Pairing: Micky/Xiah, Yunho/Jaejoong
Rating: PG-13
Style: Yaoi

ผมขอโทษ
คำที่ผมอยากบอกคุณตั้งแต่วันแรกที่เราพบกัน

เสียงเปียโนแผ่วเบาเบื้องหลังประตูไม้สีขาว ติดขัดบ้างเป็นบางครั้ง บางครั้งก็หยุดเว้นและเงียบไป เป็นแบบนี้อยู่พักนึงก่อนที่เสียงเปียโนจะดังขึ้นอีกครั้ง นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนทอดมองภาพภายในห้องสีขาวผ่านกระจกบานเล็กบนประตู  ริมฝีปากอิ่มปรากฏรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้าคมคายนั้น เสียงของตัวโน้ตต่างจังหวะ ต่างระดับเสียงถูกบรรเลงจนเป็นเพลงที่ไพเราะ แม้จังหวะของเพลงนั้นจะแสนเศร้า หากแต่รอยยิ้มสดใสบนใบหน้าหวานสวยนั้นกำลังเปลี่ยนทำนองที่เศร้าหมองให้ไพเราะกว่าบทเพลงใดๆ

ใบหน้าด้านข้างยามระบายรอยยิ้มของร่างเล็กนั้นดูสว่างใสและพร่าเลือนราวกับอยู่ในห้วงความฝัน ปลายผมสีน้ำตาลอ่อนคลอเคลียแก้มเนียนระเรื่อสีอ่อนใส ไม่สวยงามเหมือนนางฟ้าหรือภาพวาด หากแต่สดใส อ่อนโยน และอบอุ่นดั่งอาทิตย์รุ่งอรุณ ชายร่างสูงแนบใบหน้าไปชิดกระจกอีกนิดเพียงเพราะอยากเห็นภาพตรงหน้าให้ชัดเจนขึ้น ยืนอยู่ที่ตรงนี้ทุกวัน เฝ้าคอยมองคนคนนี้จากอีกด้านของกระจก เพียงแค่นี้ก็สร้างรอยยิ้มบางๆ ได้ ก่อนที่จะทันได้คิดอะไรคนตัวเล็กที่กำลังเฝ้ามองก็หันกลับมาสบตาพร้อมกับส่งยิ้มให้ คนตัวสูงทำอะไรไม่ถูกได้แต่ยิ้มตอบกลับอย่างเจื่อนๆ พร้อมกับย้ายตัวเองไปนั่งที่เก้าอี้ข้างประตูห้องเหมือนเดิม

เสียงประตูที่เปิดออกทำให้ร่างสูงหันกลับไปมอง ประตูสีขาวถูกแง้มออกเล็กน้อย มือเรียวเล็กที่วางอยู่บนลูกบิดนั้นขาวซีด ก่อนที่ใบหน้าหวานสวยที่ฉายแววกังวลจะพ้นขอบประตูออกมา

“รอนานแล้วเหรอ?” เสียงหวานใสถาม คนถูกถามส่ายหน้าน้อยๆ ริมฝีปากอิ่มคลี่ยิ้มให้เจ้าของใบหน้าน่ารักนั้นเหมือนทุกครั้ง อีกฝ่ายพยักหน้าน้อยๆ แทนคำตอบว่าเข้าใจ ก่อนจะปิดประตูลงเหมือนเดิม รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นอีกครั้งบนใบหน้าของร่างสูง เพียงแค่การกระทำเล็กๆ น้อยๆ ของคนตัวเล็กกลับดูน่ารักไปเสียหมดในสายตาของเค้า...เพี้ยนไปแล้วแน่ๆ เรา...คิดแล้วหัวเราะกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะทอดสายตามองออกไปข้างนอกกระจกใสบานใหญ่ รถรามากมายวิ่งสวนกันไปมาเป็นเรื่องปกติของเวลาเลิกงานในเมืองหลวงที่ถูกฉาบเปื้อนไปด้วยความทันสมัยอย่างโซล

“การที่จะทำให้เสียงเปียโนดึงดูดคนฟังและสื่อความหมายได้อย่างที่ใจเราต้องการ เราต้องรู้สึกว่าเปียโนกับเราเป็นสิ่งเดียวกัน เพราะนอกจากเสียงดนตรีจะเข้าไปในโสตประสาทผู้ฟังแล้ว คนเล่นยังจะเข้าไปอยู่ในใจของผู้ฟังด้วย” เสียงหวานที่ดังผ่านประตูออกมาดูเคร่งเครียด ร่างสูงละสายตาจากภาพตรงหน้าหันกลับไปมองที่ประตูอีกครั้ง ก่อนที่ประตูสีขาวจะถูกเปิดออก คนตัวเล็กเดินออกมาพร้อมกับเด็กหนุ่มผิวสีน้ำผึ้งเจ้าของใบหน้าคมคายในแบบลูกผู้ดี อีกฝ่ายเพียงแค่พยักหน้าน้อยๆ เท่านั้น

“ถ้าชางมินเอาแต่เล่นตามโน้ตโดยไม่มีอารมณ์ร่วม คนดูเค้าก็ไม่มีอารมณ์ร่วมเข้าใจมั้ย?” คิ้วเรียวนั้นขมวดมุ่นแม้จะดูไม่เข้ากับใบหน้าหวานนัก แต่ก็พอจะทำให้เด็กหนุ่มตัวสูงที่ยืนอยู่กลัวได้ ร่างสูงที่นั่งรออยู่มองใบหน้าหมองๆ ของเด็กหนุ่มแล้วอดสงสารไม่ได้ ร่างสูงลุกขึ้นก่อนเดินไปใกล้ๆ คนตัวเล็ก

“ทำไมดุจังแฟนผม? อย่าดุนักสิ จุนซู ดูสิชางมินเค้ากลัวจะแย่แล้ว” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นก่อนจะเอื้อมมือไปดึงแฟ้มโน้ตเปียโนปึกหนามาจากอ้อมแขนของคนตัวเล็ก แขนเรียวโอบไหล่บางไว้ก่อนลูบผมอีกฝ่ายเบาๆ เป็นเชิงบอกให้ใจเย็น จุนซูค้อนตามองคนรักที่ยิ้มทะเล้นให้ ก่อนจะหันไปทำหน้าดุใส่นักเรียนที่ตอนนี้ยืนยิ้มอยู่

“ยังไงก็พยายามหน่อยนะ ใกล้จะแข่งแล้ว” เตือนอีกฝ่ายอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนขึ้น จริงๆ แล้วที่เค้าดุก็เพราะว่าเป็นห่วงชางมินหรอกนะ เด็กที่ต้องทำทุกอย่างให้ได้ตามที่พ่อแม่คาดหวังอย่างชางมินคงเหนื่อยไม่น้อย และดูเหมือนอีกฝ่ายก็จะเข้าใจในความเป็นห่วงของเค้า ถึงได้ยิ้มรับเวลาที่เค้าบ่น แต่คนข้างๆ นี่สิ เอาแต่เล่นไม่รู้จักเวลาเอาซะเลย

“งั้นผมไปนะครับ คุณครู...แล้วพบกันพรุ่งนี้ครับ” ชางมินบอกก่อนโค้งอย่างมีมารยาท โดยไม่ลืมที่จะโค้งให้กับร่างสูงด้วย ก่อนจะหันหลังเดินจากไป เมื่อเห็นว่านักเรียนเดินลับตาไปแล้ว จุนซูก็หันไปหยิกคนกะล่อนที่ยังเล่นไม่เลิกแรงๆ ทีนึง

“โอ๊ย จุนซู ผมเจ็บน้า” ร่างสูงเอี้ยวตัวหนีก่อนบ่นเสียงเบา มือเรียวลูบเบาๆ บนมือข้างที่โดนหยิก จุนซูมองคนรักที่ทำท่าทางเหมือนเจ็บนักเจ็บหนาก่อนหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะแผ่วเบานั้นเรียกชายร่างสูงให้หันกลับไปมองได้ อีกครั้งที่ริมฝีปากอิ่มปรากฏรอยยิ้มบางขึ้นมา

“ยิ้มอะไร?” คนตัวเล็กถามเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมองเค้านิ่งพร้อมรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้านั้น ไม่ใช่ไม่ชอบใจแต่เค้ารู้สึกเขินทุกครั้งที่ถูกคนตรงหน้าจ้องแบบนี้ ร่างสูงไม่ตอบอะไรเพียงแต่ส่ายหน้าน้อยๆ เท่านั้น อีกครั้งที่ไม่สามารถเอ่ยถ้อยคำที่อยากบอกออกไปได้...รัก...

เสียงดนตรีบรรเลงจังหวะเบาสบายที่ถูกเลือกมาเปิดให้เข้ากับบรรยากาศอบอุ่นของร้านขายขนมเค้กเล็กๆ ท่ามกลางความวุ่นวายของเมืองใหญ่ ผนังสีอ่อนถูกตกแต่งด้วยภาพวาดดอกไม้หลากชนิด เก้าอี้และโต๊ะที่มีจำนวนไม่มากนักสร้างความเป็นส่วนตัวและเป็นกันเอง กลิ่นขนมปังหอมอบอวลไปทั่วทั้งร้าน เค้กหน้าตาน่าทานเรียงรายอยู่ในตู้กระจกใสเพื่ออวดโฉมให้ผู้คนได้ซื้อไปลิ้มลอง

“นั่นก็น่ากิน นี่ก็น่ากิน จะเอาอันไหนดีน้า...” จุนซูพึมพำเสียงเบา ใบหน้าหวานใสแทบจะแนบลงไปกับกระจกใสตรงหน้า เค้กผลไม้สีสวยถูกตกแต่งอย่างประณีตด้วยผลไม้นานาชนิด ถัดไปก็เป็นเค้กช็อกโกแลตสีเข้มที่ตกแต่งด้วยครีมสีขาวและเชอร์รี่สีแดงสด คิ้วเรียวขมวดมุ่นเหมือนกำลังครุ่นคิดอย่างหนัก

“เค้กน่ะ เราซื้อให้พี่แจจุงนะครับ ไม่ใช่ให้จุนซูกินเอง” ร่างสูงเอ่ยแซวร่างเล็กที่ตอนนี้กำลังทำหน้าเครียดเหมือนกำลังต้องตัดสินใจเรื่องอะไรสักเรื่องที่สำคัญมากๆ จุนซูเงยหน้าขึ้นก่อนที่มือเล็กๆ จะตีไปที่แขนของคนตรงหน้าอย่างแรง

“เราก็ต้องตั้งใจเลือกใช่มั้ยล่ะ พี่แจจุงจะได้ดีใจ” เถียงไปข้างๆ คูๆ ทั้งๆ ที่เมื่อกี้ยังมีภาพตัวเองกับเค้กก้อนโตที่แสนน่ากินอยู่ในหัว และดูเหมือนอีกฝ่ายจะรู้ทันถึงได้หัวเราะออกมาแบบนั้น คนตัวเล็กทำหน้าไม่พอใจเล็กน้อยก่อนจะแลบลิ้นใส่ร่างสูง แล้วหันกลับไปเลือกเค้กต่อ ร่างสูงเดินไปข้างๆ ก่อนมองเข้าไปในตู้เค้ก แสงไฟสีอ่อนส่งให้เค้กที่เรียงอยู่ดูน่ากินไปเสียทุกชิ้น...เลือกยากจริงๆ ด้วย

"เห็นยังล่ะว่ามันน่ากินไปหมด" จุนซูหันมาถามพร้อมกับทำปากยื่นใส่อีกฝ่าย จนร่างสูงเผลอหลุดหัวเราะออกมาในความดื้อของคนรัก ก่อนจะรีบหุบยิ้มเมื่อเห็นว่าคนตัวเล็กทำหน้าไม่พอใจ

“ครับๆ ต้องตั้งใจเลือก...แต่ว่าพี่แจจุงไม่ชอบสตรอเบอร์รี่นี่นา เพราะฉะนั้นเค้กผลไม้กับเค้กสตรอเบอร์รี่ก็ตัดไปได้เลย” กวาดสายตาไปตามเค้กในตู้ก่อนหันไปมองคนตัวเล็กที่ทำหน้าเสียดายที่จะไม่ได้กินเค้กผลไม้ของโปรด ริมฝีปากบางขยับเล็กน้อยราวกับกำลังบ่นกับตัวเอง

“ถ้าแบบนั้นจะเอาเค้กอะไรล่ะ?” ร่างสูงลอบยิ้มเมื่อเห็นว่าจุนซูกำลังทำหน้าตาเหมือนเด็กที่ไม่ได้ของเล่นที่อยากได้ นัยน์ตาเรียวเล็กนั้นฉายแววเสียดายอย่างเห็นได้ชัด ร่างเล็กย่อตัวลงนั่งมองเค้กในตู้ชั้นล่าง ร่างสูงเขยิบไปใกล้คนตัวเล็กก่อนย่อตัวลงข้างๆ อีกฝ่าย

“พี่ยุนโฮไม่ชอบกินอะไรบ้างมั้ย?” ถามขึ้นเมื่อนึกถึงคนรักของพี่แจจุง จุนซูหันกลับไปมองคนรักอย่างสงสัย ก่อนที่เสียงหวานจะเอ่ยถาม

“ทำไมต้องถามว่าพี่ยุนโฮไม่กินอะไรด้วยล่ะ?” ร่างสูงหันไปมองใบหน้าหวานนั้นก่อนยิ้มออกมา

“อ้าว ก็พี่แจจุงรักพี่ยุนโฮจะตายไป ถ้าพี่ยุนโฮไม่กิน พี่แจจุงก็ไม่กินหรอก จริงมั้ย?” ถามอีกฝ่ายในคำถามที่ก็รู้คำตอบกันอยู่แล้ว จุนซูพยักหน้าน้อยๆ เป็นเชิงรับรู้ก่อนจะหันหน้ากลับไปมองในตู้เค้กอีกครั้ง นัยน์ตาสีเข้มของร่างเล็กลอบมองใบหน้าด้านข้างของคนรักเป็นระยะพร้อมคำถามในใจ หากแต่ไม่กล้าถามออกไป

“แล้วจุนซูไม่ชอบกินอะไรล่ะ” ในขณะที่กำลังคิดอยู่ว่าควรจะถามอะไรออกไปดีมั้ย ร่างสูงก็ชิงถามขึ้นมาก่อน ทำเอาคนที่กำลังคิดอะไรเพลินๆ อยู่นิ่งไปสักพักก่อนจะตอบออกมา

“อืม...ก็ไม่มีนี่ ก็กินได้หมดล่ะ” ตอบออกไปหลังจากพยายามนั่งคิดว่ามีอะไรบ้างที่ตัวเค้าไม่ชอบกิน จะว่าไปก็ไม่มีเลยสักอย่าง เพราะพี่แจจุงสอนให้เค้ากินอะไรง่ายๆ มาตั้งแต่เด็กแล้ว...ไม่ใช่เพราะว่าเค้าตะกละหรอกนะ แต่เพราะว่าพี่แจจุงสอนมาดีต่างหาก...คนตัวเล็กคิดแล้วพยักหน้ากับตัวเอง

“อย่างนี้ผมก็อ้วนพอดีสิ จุนซูเล่นกินได้ทุกอย่างแบบนี้” แกล้งแซวคนรักด้วยสีหน้าครุ่นคิดขัดกับรอยยิ้มกวนๆ บนใบหน้านั้น ยกแขนขึ้นกันมือเล็กๆ ที่อาจจะฟาดมาแต่ต้องแปลกใจเมื่อไม่เป็นอย่างที่คิด เหลือบมองคนตัวเล็กที่ตอนนี้เอาแต่ก้มหน้าก้มตามองพื้น แก้มใสนั้นแดงระเรื่อ แย้งไม่ได้เลยว่าคำถามที่เคยมีอยู่ในใจนั้นเลือนหายด้วยประโยคกวนประสาทของคนข้างๆ ร่างสูงมองอาการเขินที่ดูน่ารักของคนตัวเล็กยิ้มๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปลูบเบาๆ บนเรือนผมนุ่มนั้นแทนทุกคำพูดที่ควรจะพูดออกไป ร่างเล็กหันมาสบตากับอีกฝ่าย ไม่มีคำพูดใดๆ จากทั้งสองฝ่ายหากแต่ในหัวใจกำลังคิดถึงคำเดียวกัน คำสั้นๆ คำนั้น...รัก...

แสงแดดอ่อนละมุนที่ทอแสงอบอุ่นลงสู่พื้นเบื้องล่างดูบางเบาราวกับใยอากาศสีอ่อนเมื่ออากาศรอบตัวนั้นเย็นจัด สายลมหนาวพัดพากลับมาอีกครั้ง จุนซูยกไหล่ขึ้นก่อนซุกหน้าลงใต้เสื้อกันหนาวตัวหนาสีอ่อน สองแขนเล็กยกขึ้นกอดอกเพื่อบรรเทาความหนาว

“หนาวเหรอ?” ร่างสูงเอ่ยถามคนตัวเล็กข้างๆ อย่างเป็นห่วง จุนซูพยักหน้าน้อยๆ มือเรียวดึงผ้าพันคอสีเข้มที่ตนเองใช้อยู่ หันหน้ามาหาคนรักก่อนจัดแจงเอาผ้าพันคอพันรอบคอของอีกฝ่าย ออกแรงเพียงเล็กน้อยรั้งร่างบอบบางให้ก้าวมาใกล้ มือเรียวผูกผ้าพันคอสีเข้มผืนนุ่มอย่างตั้งอกตั้งใจ ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากันอย่างเป็นนิสัย จุนซูช้อนตาขึ้นมองคนรักนิ่ง ใบหน้าคมคายนั้นดูโดดเด่นด้วยเรือนผมสีทองซอยสั้นและแว่นตาทรงทันสมัย ภายนอกคนตรงหน้าอาจดูเป็นคนเย็นชาหากแต่จุนซูมั่นใจว่าคนตรงหน้าเค้านั้นทั้งอบอุ่นและอ่อนโยนยิ่งกว่าใคร

“เรียบร้อยแล้วครับ...อุ่นขึ้นมั้ย?” ถามอีกฝ่ายพร้อมรอยยิ้ม ไม่รู้ว่าเริ่มตั้งแต่เมื่อไรที่ทุกครั้งที่เห็นใบหน้าหวานนี้แล้วจะยิ้มออกมา ไม่รู้ว่าเริ่มตั้งแต่เมื่อไรที่รู้สึกว่าเสียงหวานนี้น่าฟังยิ่งกว่าสรรพเสียงใดๆ บนโลก ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไรกัน ที่ตาคู่นี้สะท้อนแต่ภาพของคนคนนี้...คิม จุนซู

“ขอบคุณครับ...” จุนซูพึมพำเสียงเบา นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนที่จ้องมองมาที่เค้านั้นให้ความรู้สึกอบอุ่นยิ่งกว่าเสื้อกันหนาวหรือผ้าพันคอผืนไหนๆ แก้มใสนั้นแดงระเรื่อขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะเสสายตาหันไปมองทางอื่นแทน ยิ่งอยู่ด้วยกันนานขึ้นเท่าไรยิ่งรู้สึกว่าตัวเองกำลังแพ้สายตาคนกะล่อนตรงหน้ามากขึ้นทุกที

“เอ๋...ทงบังชินกิออกอัลบั้มใหม่แล้วเหรอเนี่ย?” คนตัวเล็กพูดขึ้นเมื่อสายตากวาดไปเห็นภาพโปสเตอร์ที่แปะอยู่บนกระจกของร้านขายซีดีที่ฝั่งตรงข้าม ร่างสูงหันหน้าไปมองตามสายตาของคนรัก ภาพของชายหนุ่มห้าคนที่เป็นดั่งเทพเจ้าของวงบอยแบนด์ในเกาหลีดูโดดเด่นด้วยสีโทนเข้มอยู่บนกระจกใส

“งั้นจุนซูรออยู่นี่นะ เดี๋ยวผมไปซื้อมาให้” พูดจบก็ส่งกล่องเค้กใส่มือเล็กของอีกฝ่าย ก่อนจะวิ่งข้ามถนนไปที่ร้านขายซีดีที่อยู่ฝั่งตรงข้าม หายเข้าไปในร้านไม่นานนักร่างสูงก็เดินออกมาพร้อมถุงซีดีในมือ โบกไม้โบกมือให้คนตัวเล็กที่อยู่อีกฝั่ง ก่อนจะวิ่งข้ามมาหาคนรักเมื่อเห็นสัญญาณไฟเขียวโดยไม่ทันสังเกตเห็นรถคันนึงที่แล่นฝ่าไฟแดงมาด้วยความเร็ว

“ยูฮวาน!!!”

“พี่ยูชอน ทางนี้ๆๆๆ” เสียงของเด็กชายตัวเล็กพร้อมกับแรงดึงที่ข้อมือลากพาร่างกายที่บอบช้ำไปตามซอกซอยต่างๆ ก่อนจะเลี้ยวเข้าตรอกเล็กๆ ที่ลับตาคน ร่างสูงพิงตัวกับกำแพงชื้นก่อนทรุดลงนั่งอย่างหมดแรง หายใจหอบถี่ด้วยความเหนื่อย เอ่ยขอบคุณเสียงแผ่วเบาเสียจนยิ่งกว่าเสียงกระซิบ

“กลับบ้านก่อนเถอะ พี่ยูชอน ดูสภาพพี่สิ เดินไหวมั้ย?” เด็กชายตัวเล็กอายุสิบสองถามด้วยความเป็นห่วง นัยน์ตาวาวใสที่ไม่ได้ดูไร้เดียงสาหรือบริสุทธิ์เหมือนเด็กในวัยเดียวกันนั้นทอดมองภาพชายร่างสูงที่นั่งหมดสภาพอยู่ตรงหน้า บาดแผลมากมายตามแขนขารวมไปถึงรอยช้ำบนใบหน้านั้น ถึงแม้จะเห็นจนชินตาแต่ครั้งนี้ดูท่าทางจะมากไปหน่อย มือเล็กเอื้อมมารั้งร่างสูงให้ลุกขึ้น ก่อนพากันเดินออกไปจากตรอกนั้นเพื่อกลับที่พัก

ทั้งสองคนพากันกลับมาที่ห้องอย่างทุลักทุเล ยูชอนทิ้งตัวลงนอนบนโซฟาตัวเก่าก่อนที่เด็กชายตัวเล็กจะวิ่งหายไปในครัว รู้สึกมึนหัวตรงที่ถูกตี กลอกตามองเพดานเก่าๆ ที่มีรอยรั่วของน้ำฝน ห้องเช่าขนาดเล็กอยู่หลังตึกสูงใหญ่ย่านการค้า ที่นี่ก็ทั้งโทรมทั้งซอมซ่อเสียจนไม่อยากเชื่อว่ายังมีที่แบบนี้ในประเทศที่พลุกพล่านไปด้วยผู้คนท่ามกลางความเจริญของวัตถุอย่างอเมริกา ริมฝีปากอิ่มเหยียดยิ้มออกมา อเมริกา...ที่นี่เหรอดินแดนที่ความฝันจะเป็นจริง...

“เฮ้ย! ไอ้ลูกหมาโดนฟัดซะเละเชียว?” คำทักทายที่ฟังแล้วไม่น่าพิสมัยมากนักดังขึ้นจากในครัว ยูชอนเหลือบตามองคนพูดอย่างเคืองๆ ชายหนุ่มเจ้าของใบหน้าหวานสวยยิ่งกว่าผู้หญิงและวาจาเชือดเฉือนเดินมาใกล้ๆ โซฟาพร้อมกล่องยา มือก็ทำแผลให้ ปากก็ทั้งบ่นทั้งเหน็บแถมสมน้ำหน้าให้อีกดอกนึง

“หุบปากไปเลยฮีชอล” พึมพำเสียงเบาก่อนหลับตาฟังคำสบถหลากภาษาเท่าที่คนข้างๆ จะคิดได้อย่างเนือยๆ หรี่ตาขึ้นมองคนที่นั่งทำแผลให้ ใบหน้าหวานนั้นดูเข้ากับผมสีดำสนิทที่ถูกรวบไว้อย่างง่ายๆ

“มองหาอะไร?” ถามเสียงห้วนเมื่อเห็นว่าริมฝีปากอิ่มนั้นเอาแต่ยิ้ม หรือจะโดนตีจนสมองเอ๋อเนี่ย

“นายล่ะ ร้องไห้ทำไม?” ยูชอนเอ่ยถามเสียงกวนก่อนยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาบนแก้มใสนั้นเบาๆ ไม่มีคำพูดใดๆ หลุดออกมาอีก ฮีชอลซุกหน้าลงกับอกของอีกฝ่าย ไหล่บางนั้นสั่นสะท้าน ไม่มีแม้เสียงสะอื้นใดๆ มีเพียงหยดน้ำตาที่ทดแทนความเจ็บปวดทั้งหมด มือเรียวที่ถูกพันไว้ด้วยผ้าพันแผลลูบบนเรือนผมนุ่ม ก่อนจะเหลือบมองเด็กชายตัวเล็กที่ยืนร้องไห้เงียบๆ อยู่ข้างประตู

“มานี่มาซองมิน” เรียกอีกฝ่ายพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน เด็กชายตัวเล็กก้าวช้าๆ อย่างละล้าละลัง ยูชอนเอื้อมมือไปดึงร่างเล็กมาไว้ในอ้อมแขน ซองมินนั่งลงใกล้ๆ ฮีชอลก่อนซุกหน้าลงร้องไห้กับแขนของยูชอน เสียงสะอื้นเล็กๆ ดังขึ้นเรื่อยๆ อย่างน่าเศร้า

“เลิกเถอะยูชอน...เลิกทำงานแบบนี้เถอะนะ...พวกเราทำงานอย่างอื่นก็ได้นะ ยูชอน” คำขอร้องท่ามกลางเสียงสะอื้นไห้ของฮีชอลฟังแล้วน่าสงสาร ยูชอนแค่นยิ้มก่อนลูบผมอีกฝ่ายเบาๆ ที่แบบนี้ ที่ที่คนเอเชียเป็นยิ่งกว่าเศษขยะ จะหางานอะไรได้ ถ้าไม่ใช่งานแบบนี้...ถึงจะเสี่ยงแต่ก็ได้เงินพอที่จะกินกันได้เป็นเดือน

“ไม่ต้องห่วงหรอกน่า ฉันไม่ตายง่ายๆ หรอก ฉันจะดูแลพวกนายเอง” ปลอบใจครอบครัวเพียงสองคนของเค้า คงต้องขอบคุณพ่อที่พาเค้ามาอเมริกาแล้วทิ้งเค้าไว้ที่สถานีรถไฟโดยไม่มีเงินสักแดงเดียว ทำให้เค้าได้เรียนรู้ชีวิตแบบอดอยากปากกัดตีนถีบและสังคมที่แหลกเหลวเน่าเฟะของเมืองแห่งความฝันอันยิ่งใหญ่ และคงต้องขอบคุณพ่อที่การกระทำของพ่อทำให้เค้าได้พบกับสองคนนี้...

‘Hey! Are you OK?’

‘คุณเป็นใคร...’

‘พี่ฮีชอล เค้าเป็นคนเกาหลีล่ะ!’

‘มันอาจจะรกนิดหน่อยแต่ว่าก็อยู่ไปก่อนแล้วกันจนกว่าจะหายหรือมีที่ไป นายชื่ออะไรน