Author: Misaki
Couple: 2U
Rating: PG-13
Genre: Shonen-ai
Part 2
あの日出会って見詰め合って 指が触れて愛しさ知った
วันนั้นที่เราได้พบกัน สบตากัน ปลายนิ้วที่สัมผัสกัน ทำให้ผมรู้จักความรัก
เสียงกดชัดเตอร์และแสงแฟลชสะท้อนกับสร้อยเงินและจี้รูปตัว U บนแผงอกของร่างสูง เสื้อแขนกุดสีเทาเข้มเผยให้เห็นท่อนแขนที่กระชับด้วยกล้ามเนื้อ สัญลักษณ์คุ้นตาที่ปักอยู่บนเสื้อนั้นทำให้พอจะทราบถึงราคาที่แพงไม่ใช่เล่นของเสื้อทรงทันสมัยตัวนี้ กางเกงยีนส์สีเข้มดูเข้ากันกับเรียวขาแข็งแรงและรองเท้าสีควันบุหรี่ยี่ห้อเดียวกับเสื้อที่สวมอยู่
“ยูโนว์ เงยหน้าขึ้นอีกหน่อย...แบบนั้นล่ะ ดีมาก”
แสงแดดอ่อนๆ ทอแสงลงกระทบกับใบหน้าคมคาย เครื่องสำอางราคาแพงที่แต่งแต้มอยู่บนใบหน้านั้นมีเพียงลิปมันสีใสและแป้งเนื้อบางเท่านั้น เส้นผมสีน้ำตาลอ่อนที่ถูกเซ็ตเป็นทรงแปลกตา จมูกโด่งได้รูป ผิวเนียนละเอียดราวกับถูกบำรุงมาอย่างดี นัยน์ตาเรียวสะท้อนเงาภาพตรงหน้า ทุกอย่างที่รวมเป็นคนคนนี้คือสิ่งที่ดีที่สุด...
ราวกับประติมากรรมจากศิลปินชั้นเอก...รูปปั้นที่งดงาม...แต่ไร้ชีวิตและหัวใจ...
“โอเค เยี่ยมมากยูโนว์ เดี๋ยวลงไปพักก่อนแล้วกันนะ” ชายร่างท้วมบอกหลังกดดูภาพที่อยู่ในกล้องสีดำตัวใหญ่ที่อยู่ในมือ ก่อนจะเดินมาหาร่างสูงที่กำลังปีนลงมาจากเวทีไม้ขนาดเล็กที่สร้างขึ้นอย่างง่ายๆ เพื่อการถ่ายแบบในครั้งนี้ มืออ้วนสั้นตบลงเบาๆบนบ่าของร่างสูงก่อนจะส่งยิ้มให้อีกฝ่ายแทนคำชมและคำขอบคุณ สิ่งที่ได้รับกลับมาคือรอยยิ้มบางๆของอีกฝ่ายเท่านั้น
ร่างสูงเดินจากที่ถ่ายแบบไปถึงเตนท์ชั่วคราวที่อยู่ไม่ไกลนัก ตลอดทางมีรั้วสีเหลืองกั้นไว้ ข้างหลังรั้วนั่นมีวัยรุ่นจำนวนมากยืนออกันอยู่ เสียงผู้คนอื้ออึง กระซิบกระซาบ กรีดร้อง เรียกชื่อ เพียงเพราะต้องการให้เจ้าของใบหน้าหล่อเหลานั้นหันมามองตัวเอง
ร่างสูงชายหางตามองเหล่าแฟนคลับที่ยืนอยู่ที่ริมรั้ว ก่อนที่ริมฝีปากอิ่มเหยียดยิ้ม รอยยิ้มแบบที่เป็นเอกลักษณ์...รอยยิ้มที่อ่อนโยนขัดกับนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มที่ดูเย็นชา...
รอยยิ้มของยูโนว์
แสงแดดสีขาวบริสุทธิ์ทำให้อากาศข้างนอกร้อนขึ้นกว่าทุกวัน แต่ภายในรถนี้กลับเย็นเฉียบด้วยลมเบาๆจากเครื่องปรับอากาศที่เบาะหน้า เสียงเพลงจากวิทยุจบลงก่อนที่ดีเจสาวเสียงใสจะเริ่มทำหน้าที่ของเธอ
‘ค่ะ เพลงต่อไปเป็นเพลงที่อยู่อันดับ 1ของชาร์ตในตอนนี้ค่ะ และจะเป็นของใครไปไม่ได้นอกเสียจากนักร้องหนุ่มหน้าใสขวัญใจวัยรุ่นในตอนนี้ ยูโนว์ค่ะ เพลงนี้เป็นเพลงโปรโมทเพลงที่สองในอัลบั้มนี้นะคะ เชิญรับฟังได้เลยค่ะกับเพลง tada aitakute’
เมโลดี้เรียบง่ายด้วยเครื่องดนตรีเพียงชิ้นเดียวเริ่มต้นขึ้น เสียงเปียโนที่ดูบอบบางแต่กลับหนักแน่นในเวลาเดียวกันทำให้ชายแก่ที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยเอื้อมมือไปเพิ่มเสียงขึ้นอีก จังหวะถูกเว้นไว้เพียงเล็กน้อยก่อนที่เสียงทุ้มกังวานจะดังขึ้น ความหมายของเพลงรักที่แสนเศร้า
‘ฉันแค่เพียงอยากพบกับเธออีกครั้ง แต่ฉันก็ไม่สามารถทำแบบนั้นได้อีกแล้ว...’
“ยูโนว์ร้องเพลงเพราะดีนะครับ” ชายคนขับรถเริ่มบทสนทนากับผู้โดยสารที่ตอนนี้นั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง แต่กลับไม่มีเสียงใดตอบกลับมา อดไม่ได้ที่จะมองร่างบางที่นั่งอยู่หลังรถผ่านกระจกมองหลัง นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนนั้นทอดมองออกไปข้างนอกหน้าต่างราวกับว่าไม่ได้ยินประโยคเมื่อครู่ มีเพียงความเงียบและเสียงเพลงที่ดังมาจากวิทยุเท่านั้นที่ยังคงดังอยู่...
‘ถ้าตอนนี้ฉันได้พบเธอ ฉันจะไม่มีวันลืมช่วงเวลานี้ไปเลย’
อากาศที่เย็นจัดในรถทำให้ลมหายใจอุ่นๆของร่างบาง สร้างไอสีขาวบนกระจก เมื่อใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัยเขยิบไปใกล้กระจกอีกนิด เพราะเงาสะท้อนจากฟิล์มกรองแสงสีดำเข้ม ทำให้สิ่งที่เห็นมีเพียงแต่ใบหน้าของตัวเองเท่านั้น มือเรียวเล็กเช็ดไอบนกระจกออกก่อนจะมองออกไปข้างนอก ร้านรวงมากมายเรียงรายอยู่ริมถนน ผู้คนบางตาเพราะยังไม่ใช่เวลาพักเที่ยง แต่ถึงแบบนั้นสิ่งที่เหมือนเดิมคือใบหน้าที่เรียบเฉยและไม่มีรอยยิ้ม
โลกอิสระที่ไขว่คว้า...
มันคือสิ่งต้องการแล้วจริงๆเหรอ?...
ถ้าไม่ใช่...แล้วอะไรล่ะที่ต้องการ?
เกลียดผู้คนที่วุ่นวาย
‘ทางนี้เร็วสิ นี่เสื้อผ้าได้รึยังน่ะห๊ะ?’
เกลียดเสียงดังที่อยู่ข้างหลังนั่น
‘คุณยูโนว์ช่วยตอบคำถามด้วยครับ?’
เกลียดรอยยิ้มที่เสแสร้ง
‘ยูโนว์วันนี้ทำได้ดีมากเลยนะ’
เกลียดเสียงที่เรียกชื่อนั้น
‘ยูโนว์! ยูโนว์!’
เกลียดที่สุด...เกลียดคนตรงหน้า
..ยูโนว์…
“เมื่อกี้นี้น่ะ ทำไมถึงได้พูดไปแบบนั้น?” เสียงของชายหนุ่มวัยกลางคนถามร่างสูงที่นั่งอยู่บนเก้าอี้สีเข้ม ก่อนที่เจ้าของเสียงนั้นจะถอนใจออกมาเบาๆ เมื่อเห็นสีหน้าที่ดูก็รู้ว่าไม่สบอารมณ์ของอีกฝ่าย ไม่อยากต่อล้อต่อเถียงหรือถามให้มากความ ที่อยู่ใกล้คนอารมณ์ร้อนภายใต้หน้ากากที่มีรอยยิ้มฉาบไว้นี่ก็เพราะงานและเงินเท่านั้น
“ผมบอกไปแล้วว่าผมไม่ตอบเรื่องส่วนตัว” น้ำเสียงเรียบเอ่ยขึ้นอย่างข่มอารมณ์โกรธที่พุ่งพล่านอยู่ พร้อมนัยน์ตาสีน้ำตาลที่ดูหงุดหงิดสะท้อนความไม่พอใจทั้งหมดผ่านกระจกใสบานใหญ่ตรงหน้า
“เราห้ามไม่ให้นักข่าวถามไม่ได้ ทุกคนสนใจเรื่องของนาย อย่าลืมสิว่านายเป็นใคร...ยูโนว์” อีกฝ่ายดูยังพยายามเอาน้ำเย็นเข้าลูบ เมื่อรู้ว่าคนตรงหน้ากำลังโมโหและอาจจะอาละวาดได้ง่ายๆ ภาพที่ทุกคนเห็นกับสิ่งที่เป็นจริงผิดกันราวฟ้ากับเหว ไม่มียูโนว์คนที่สุขุมและอ่อนโยนอยู่บนโลกใบนี้หรอก...ทั้งหมดก็แค่หน้ากากเท่านั้น
“ผมรู้แล้ว แต่ผมก็อยากมีเวลาส่วนตัวบ้าง ผมไม่ใช่ของสาธารณะนะ!” ร่างสูงลุกขึ้นอย่างเร็วจนเก้าอี้ที่นั่งอยู่ล้มลงไป เสียงทุ้มที่เคยร้องเพลงสะกดใจทุกคนที่ได้ฟัง ตอนนี้กลับกลายเป็นเสียงดังก้องที่กำลังเถียงกับชายตรงหน้า คิ้วเรียวได้รูปนั้นขมวดมุ่นบ่งบอกถึงอารมณ์โกรธที่ไม่สามารถระงับไว้ได้ ไม่จำเป็นต้องเสแสร้งหรือแกล้งทำในเมื่อก็รู้กันดีอยู่แล้ว ว่าทำงานร่วมกันเพราะอะไร
“ถ้าไม่อยากตอบคำถาม ก็ไม่ต้องมาเป็นนักร้อง ไม่ต้องมาร้องเพลง นายเป็นคนของประชาชน เรื่องส่วนตัวก็คือเรื่องสาธารณะ ถ้าไม่อยากให้คนอื่นเค้าสนใจก็ไม่ต้องมาทำงานนี้!” ดูเหมือนอีกฝ่ายจะอ่านสีหน้าของร่างสูงออกทั้งถ้อยคำและน้ำเสียงถึงได้เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ริมฝีปากนั้นเหยียดยิ้มราวกับจะเย้ยหยัน เยาะเย้ย ตอกย้ำ...กับสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังเป็นอยู่
“นายไม่มีวันหนีจากชีวิตแบบนี้ได้หรอก ตราบใดที่นายยังเป็นยูโนว์อยู่!!”
หุบปากไปซะ
“อย่าลืมว่าที่คนเค้าสนใจนายก็เพราะนายคือยูโนว์”
อย่าเรียกชื่อนั้น
“ฉันจะบอกอะไรให้นะ ถ้านายไม่ใช่ยูโนว์ก็ไม่มีใครเค้าอยากจะยุ่งกับนายหรอก”
ไม่อยากได้ยิน
“ไม่งั้นก็ไปหาสิ ทีที่ไม่มีใครรู้จักนาย ที่ที่คนเค้าจะรักนายที่ไม่ใช่ยูโนว์” สิ้นคำพูดนั้น ขาเรียวก้าวไปจนชิดกับผู้จัดการ นัยน์ตาสีน้ำตาลนั้นวาวโรจน์ก่อนที่ริมฝีปากจะเหยียดยิ้มที่ยากจะเข้าใจความหมายออกมา
“คุณคอยดูแล้วกัน” พูดจบก็เดินออกไปจากห้องทันที เสียงปิดประตูดังลั่นแสดงให้เห็นถึงอารมณ์ของคนที่พึ่งเดินออกไปได้เป็นอย่างดี...ปลายเท้าเรียวก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่มีจุดหมาย ไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน รู้แค่เพียงไม่อยากอยู่ที่นี่...ไม่อยากได้ยินชื่อนี้อีก...
อย่าเรียกฉันด้วยชื่อนั้น
ฉันไม่ใช่…
ได้ยินมั้ย...ฉันไม่ใช่...
ยูโนว์
เส้นผมสีน้ำตาลอ่อนทอประกายแสงแดด ปลิวสะบัดไปตามแรงลมจนแทบไม่เหลือทรงผมที่ถูกเซ็ตมาด้วยความเร็วของรถคันสวยที่กำลังทะยานอยู่บนถนน ราวกับว่าคนขับไม่ได้ใส่ใจหรือหวาดกลัวอันตรายใดๆที่อาจจะเกิดขึ้นกับตัวเองเลยแม้แต่น้อย รองเท้าหนังมันปลาบเพิ่มแรงลงไปที่คันเร่งเพื่อเพิ่มความเร็วขึ้นอีก ราวกับต้องการจะหนีอะไรบางอย่าง
หนีอะไรอยู่....
ภาพลวงตา...หรือว่า...ความจริง...?
เสียงเพลงจากเครื่องเสียงราคาแพงที่อยู่ภายในรถสปอร์ตสีแดงคันหรูกำลังดังแข่งกับเสียงของลมที่พัดผ่านด้วยความเร็วของรถ ปลายนิ้วเรียวเคาะบนพวงมาลัยตามจังหวะเสียงเบสและกลองที่ดังอยู่ นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มตอนนี้ถูกปิดไว้ด้วยแว่นกันแดดยี่ห้อดังจากปารีส ร่างสูงมองภาพสีชาของเมืองหลวงอย่างชินชา ไม่ว่ามองไปทางไหนก็ต้องเห็นภาพของใครบางคน ชายเจ้าของเส้นผมสีน้ำตาลอ่อน ใบหน้าที่ดูน่าหลงใหล....
“หึ...” แค่นยิ้มออกมาราวกับกำลังหัวเราะเยาะ จะมีใครรู้มั้ยว่ายูโนว์คนนั้นไม่มีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้...
ไม่มีหรอกยูโนว์ที่เพรียบพร้อม แสนดี...
ไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่ไม่มีตัวตน...
ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากันเล็กน้อยตามนิสัยที่ทำเป็นประจำเวลาที่ไม่รู้ว่าควรจะทำอะไร ทอดสายตามองข้างทางร้านค้าหลากลายตั้งเรียงรายกัน ผู้คนเดินสวนกันไปมาอย่างเร่งรีบ ไม่รู้ว่านานแค่ไหนแล้วที่อยู่ในสังคมแบบนี้ รอยยิ้มที่มีบนใบหน้าก็มีแต่ความเสแสร้ง....
รอยยิ้ม ?
“เราคงบ้าไปแล้วแน่ๆ” พึมพำเสียงเบาก่อนจะหัวเราะออกมา เมื่อเผลอคิดถึงใครคนนึงขึ้นมาเฉยๆ...ก็แค่คนที่ไม่มีอะไรน่าสนใจ ก็แค่คนที่เขียนไดอารี่แปลกๆ หน้าตาก็ธรรมดา...แต่ทำไมนะภาพใบหน้าด้านข้าง นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้ม และริมฝีปากอิ่มที่คลี่ยิ้มบางๆของใครคนนั้นกลับปรากฎขึ้นมาในหัว...รอยยิ้มที่ดูอ่อนโยนและจริงใจ นานแค่ไหนแล้วนะ ที่ไม่มีรอยยิ้มแบบนั้น
คุณเชื่อเรื่องพรหมลิขิตมั้ย?
ท่ามกลางผู้คนมากมายที่เดินขวั่กไขว่ สายตากลับสะดุดที่ใครบางคนในเสื้อสีขาว เสื้อเชิ้ตสีขาวแสนธรรมดากลับดูสว่างสไวและบริสุทธิ์ ทำไมถึงละสายตาไปไม่ได้ หรือว่าเพราะรอยยิ้ม....
“ใช่ จริงๆด้วย” ริมฝีปากอิ่มเอ่ยแผ่วเบากับตัวเอง ราวกับไม่รู้สึกตัว รถสปอร์ตสีแดงที่วิ่งมาด้วยความเร็วสูงกลับหยุดกระทันหัน ก่อนที่จะมือเรียวจะตบไฟเลี้ยวเพื่อแล่นข้ามไปอีกฝั่ง โดยไม่ได้สนใจเสียงก่นด่าของผู้คนที่ขับรถตามมาเลยแม้แต่น้อย
“แต่งตัวเชยชะมัด” ทั้งๆที่พูดแบบนั้นแต่ริมฝีปากกลับยกยิ้มราวกับกำลังพอใจในอะไรบางอย่าง เสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงยีนส์สีซีดที่ธรรมดา กลับทำให้แผ่นหลังบางที่อยู่ตรงหน้าน่ามอง เคลื่อนรถตามไปใกล้อีกนิดก่อนที่จะกดแตรที่อยู่ตรงกลางพวงมาลัย ไม่แรงมากนักเพราะเกรงว่าคนอื่นจะตกใจ
ปิ๊น ปิ๊น
ถึงแม้เสียงจะไม่ดังมากนัก แต่ก็ทำให้หลายคนที่กำลังเดินอยู่หันกลับมามองร่างสูงเป็นตาเดียวกัน จะมีก็เพียงแต่คนที่เค้าต้องการเรียกความสนใจเท่านั้น ที่ไม่ได้หันกลับมา ร่างบางที่กำลังเดินอยู่ตรงหน้าเท่านั้น ปลายเท้าเล็กๆยังคงเดินก้าวไปข้างหน้า ในมือเล็กๆนั้นถือถุงพลาสติกสีขาวสองสามใบแต่ที่สะดุดตาคือช่อดอกไม้เล็กๆสีขาวนั้น ปลายเท้าแตะคันเร่งเบาๆ เพื่อที่จะไปใกล้ๆร่างบางอีกนิด
ปิ๊น ปิ๊น
เสียงแตรที่ดังขึ้นอีกครั้งไม่ได้ทำให้คนกลับมามองร่างสูง แต่กลับเป็นร่างบางที่กำลังเดินอยู่มากกว่า แต่ถึงแบบนั้นร่างบางตรงหน้าก็ไม่ได้หยุดเดินเลยแม้แต่น้อย ใบหน้าที่ดูสะอาดสะอ้านนั้นกลับจับจ้องอยู่ตามร้านขายของที่อยู่ริมทางราวกับว่าน่าสนใจเสียเหลือเกิน
ร่างสูงจิ๊ปากอย่างไม่พอใจเล็กน้อย อารมณ์หงุดหงิดที่พึ่งจะหายไปเมื่อครู่กลับเริ่มมีขึ้นมาอีก ถึงจะไม่รู้จักกันมาก่อนแต่ว่าถ้ามีคนมาบีบแตรใส่แบบนี้ อย่างน้อยก็น่าจะหันมาบ้างสิ คิดอยู่คนเดียวก่อนที่ริมฝีปากจะเหยียดรอยยิ้มร้ายๆขึ้นมา ปลายเท้าเหยียบคันเร่งอีกนิดก่อนที่จะขับรถไปตรงหน้าร่างบางแล้วหักรถจอดตรงหน้าอีกฝ่าย
อย่างที่คิดไว้ร่างบางตรงหน้าหยุดเดินทันที สีหน้านั้นตกใจเล็กน้อย นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มนั้นมองตรงมาที่เค้า แต่แปลกที่สีหน้านั้นไม่ได้กล่าวโทษ แต่กลับดูเหมือนกำลังสงสัยเสียมากกว่า
“ผมบีบแตรเรียกคุณ คุณไม่ได้ยินเหรอ?” ถามออกไปด้วยเสียงดังเล็กน้อยตามอารมณ์ที่มีอยู่ โดยไม่ได้สนใจสายตาของผู้คนที่เดินผ่านไปมาเลยแม้แต่น้อย เป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ต้องได้ในสิ่งที่ต้องการ แต่เพราะคนคนนี้ทำเหมือนไม่สนใจเค้าเลยสักนิดมันทำให้หงุดหงิดขึ้นมาเฉยๆ
“.......” สิ่งที่ได้รับกลับมาจากคนตรงหน้ากลับมีเพียงความเงียบ และสีหน้าที่ดูเหมือนจะไม่เข้าใจมากนัก แต่ก่อนที่จะหงุดหงิดขึ้นไปอีก กลับต้องมองร่างบางตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจยิ่งกว่าเมื่ออยู่ๆอีกฝ่ายก็โค้งให้กับเค้าเล็กน้อยพร้อมสีหน้าคล้ายกับสำนึกผิด แล้วหันหลังเดินออกไปอีกทาง
“เฮ้ย คุณ จะไปไหนน่ะ?” ส่งเสียงเรียกออกไปอย่างลืมตัว แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะทำเป็นไม่ได้ยินเสียงเรียกของร่างสูง ขาเรียวภายใต้กางเกงแสลคสีดำเข้ากับเสื้อเชิ๊ตและสูทที่สวมอยู่ก็ก้าวข้ามประตูรถลงมายืนที่ถนน ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่เดินผ่านไปมา แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่ได้สนใจเลยแม้แต่น้อย ขายาวนั้นก้าวเร็วๆเพื่อให้ไปถึงคนที่ต้องการคุยด้วย มือแข็งแรงเอื้อมไปดึงข้อมืออีกฝ่ายไว้
“นี่คุณ! ทำไมต้องเดินหนีผม?” ร่างสูงถามในขณะที่มือยังคงกระชับข้อมือเล็กๆของอีกฝ่ายไว้แน่น ใบหน้าของคนตรงหน้าดูตกใจพอควรที่จู่ๆมีคนที่ไม่รู้จักมากระชากแขนไว้แบบนี้ ก่อนที่สีหน้าตระหนกนั้นจะแปรเปลี่ยนเป็นความไม่พอใจ คิ้วเรียวนั้นขมวดมุ่นก่อนมองมือแข็งแรงที่จับข้อมือของเค้าอยู่เล็กน้อย ราวกับจะแทนคำพูดให้อีกฝ่ายปล่อยข้อมือของตน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตาอีกฝ่ายที่อยู่ข้างหลังแว่นกันแดดสีทึบนั้นเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงนิ่ง
“....หึ...” เผลอหัวเราะออกมาเล็กน้อย เมื่อเห็นสีหน้าที่เหมือนจะไม่พอใจของอีกฝ่าย แต่ถึงแบบนั้นก็ไม่ได้คลายมือจากข้อมือเล็กๆนั้นเลยแม้แต่น้อย และสิ่งนั้นคงเป็นเหตุผลที่คนตรงหน้าจ้องตาเค้าไม่กระพริบแบบนั้น ทั้งๆที่มองผ่านเลนส์สีชาแต่ใบหน้าของคนตรงหน้ากลับสว่างใสในความรู้สึก งั้นคงไม่ดีเท่าไรนักถ้าความประทับใจแรกที่มีกับคนตรงหน้าจะเป็นแบบนี้ มือเรียวอีกข้างถอดแว่นกันแดดออก เผยให้เห็นใบหน้าหล่อคมคายที่เข้ากับผมสีน้ำตาลอ่อนที่ถึงแม้ตอนนี้จะยุ่งเหยิงเล็กน้อย แต่ทุกอย่างบนใบหน้านั้น ทั้งดวงตา ริมฝีปาก จมูกโด่งรั้งนั้นกลับทำให้ใบหน้านั้นยังคงความดูดีไว้ ริมฝีปากอิ่มคลี่ยิ้มเล็กน้อยให้คนตรงหน้า
ยิ้มเหมือนทุกครั้ง ยิ้มแบบที่ทำเป็นประจำ...รอยยิ้มที่ดูอ่อนโยนและมีสเน่ห์...รอยยิ้มที่เชื่อว่าถ้าใครได้เห็นก็ต้องยิ้มตอบ
แต่ไม่ใช่กับร่างบางตรงหน้า สีหน้าของคนคนนี้ไม่ใช่หลงใหลหรือสนใจในใบหน้าของร่างสูง กลับกลายเป็นสีหน้าที่ราวกับสงสัยอย่างที่สุด คิ้วเรียวนั้นขมวดเข้าหากันจนแทบชิด นั่นทำให้ร่างสูงรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย แต่ก่อนที่จะเอ่ยถามอะไรออกไป
ปิ๊นๆๆๆๆ เสียงแตรที่ดังรัวและยาวก็ดังขึ้นขัดจังหวะ ทำให้ต้องหันกลับไปมองอย่างขัดใจเล็กน้อย ภาพที่เห็นคือรถหลายคนที่จอดออกันอยู่หลังรถสปอร์ตสีแดงคันเท่ที่จอดขวางทางอยู่และดูเหมือนว่าเจ้าของรถคันนั้นจะไม่อยู่
ถอนใจออกมาแรงๆอย่างไม่พอใจ ก่อนจะหันกลับมาหาคนที่ยังยืนอยู่ตรงหน้า
“รออยู่นี่ก่อนนะ” ปลายเสียงคล้ายกับจะสั่งเล็กน้อยก่อนที่จะปล่อยข้อมือเล็กๆนั้นไปแล้วเดินกลับไปที่รถที่จอดอยู่ โค้งเล็กน้อยก่อนยิ้มบางๆแทนคำขอโทษให้กับเจ้าของรถทุกคนที่จอดรออยู่ก่อนจะเปิดประตูรถออกแล้วขึ้นไปนั่งที่เบาะต่างจากตอนลงลิบลับ รวมถึงรอยยิ้มบนใบหน้านั้นด้วย รถสีแดงคันสวยขยับเล็กน้อยก่อนจะเข้าจอดที่ข้างทางอย่างเป็นระเบียบเหมือนรถคันอื่น มือเรียวเปิดประตูออกก่อนเดินลงจากรถเพื่อกลับไปหาคนที่ยืนอยู่
แต่พอหันกลับไปที่ตรงนั้นกลับว่างเปล่า ไม่มีแต่เงาของร่างบาง ร่างสูงรีบสาวเท้าไปตรงนั้นก่อนมองไปรอบๆ ก็ไม่เห็นเด็กหนุ่มคนที่เค้าพึ่งบอกว่าให้รออยู่ที่นี่เลยแม้แต่น้อย
“บอกว่าให้รอไง” สบถออกมาเบาๆอย่างเอาแต่ใจเมื่อเดินดูแถวๆนั้นแล้วไม่พบกับคนที่ควรจะอยู่ ถอนใจออกมาก่อนจะหันหลังเดินกลับไปที่รถ
“นั่นยูโนว์นี่นา” เสียงพูดคุยที่ดังมากพอที่จะทำให้คนอื่นได้ยิน ทำให้หลายคนจ้องมองตามนิ้วมือของเด็กสาวกลุ่มนั้นก่อนที่ทุกคนจะหันมามองร่างสูงที่ยืนอยู่ เส้นผมสีน้ำตาลอ่อนที่สะท้อนกับแสงแดดขับให้ใบหน้าคมคายนั้นดูโดดเด่นกว่าผู้คนที่เดินผ่านไปมา ชุดสูทสีดำราคาแพงกับกางเกงและรองเท้าที่เข้าชุดกันทำให้ยิ่งถูกสังเกตุได้ง่ายมากขึ้น
“ใช่จริงๆด้วยล่ะ” สิ้นคำพูดนั้นทั้งเสียงกรี๊ด เสียงเรียกชื่อ คลื่นผู้คนก็ถาโถมเข้าหาราวกับควบคุมไม่ได้ ทุกคนวิ่งไปที่ร่างสูงที่ยืนอยู่ เบียดเสียด แออัด ผลักดัน...เพียงเพราะต้องการจะอยู่ใกล้ๆ มือถือมากมายถูกยกขึ้นมาถ่ายรูปร่างสูงที่ยืนอยู่ นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มมองภาพตรงหน้าอย่างชินชา ก่อนที่จะเอื้อมมือไปรับปากกาจากมือของใครสักคนมาก่อนจะเซ็นลงบนแผ่นกระดาษที่ยื่นมาให้ กระดาษธรรมดาที่กลายเป็นสิ่งมีค่าเพียงเพราะมีรอยเขียนขีดของคนคนนี้
“ยูโนว์คะ พวกเราเป็นแฟนคลับคุณค่ะ”
‘นายไม่มีวันหนีจากชีวิตแบบนี้ได้หรอก ตราบใดที่นายยังเป็นยูโนว์อยู่!’
“ยูโนว์คะ ขอลายเซ็นด้วยค่ะ”
‘อย่าลืมว่าที่คนเค้าสนใจนายก็เพราะนายคือยูโนว์’
“ละครเรื่องนั้น คุณเล่นได้ดีมากเลยค่ะ”
‘ฉันจะบอกอะไรให้นะ ถ้านายไม่ใช่ยูโนว์ก็ไม่มีใครเค้าอยากจะยุ่งกับนายหรอก’
“พวกเราชอบคุณมากเลยค่ะ ยูโนว์”
‘ไม่งั้นก็ไปหาสิ ทีที่ไม่มีใครรู้จักนาย ที่ที่คนเค้าจะรักนายที่ไม่ใช่ยูโนว์’
สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าคือผู้คนที่เรียกชื่อนั้น คือภาพของตึกสูงที่มีรูปใบหน้าและรอยยิ้มที่เสแสร้งนั้น โปสเตอร์ตามกำแพงขาวนั้น เสียงเพลงและภาพใบหน้าที่อยู่บนจอทีวีนั่น...
ถูกรายล้อมไปด้วยสิ่งหลอกลวงที่เรียกว่าความจริง
รู้มาตั้งแต่แรกแล้วว่ามันเป็นแบบนี้...รู้อยู่แล้วว่าทั้งหมดที่มีอยู่ตรงหน้า ทั้งเงินทอง ชื่อเสียง ผู้คนมากมายที่รายล้อม หรือแม้แต่ความรัก ทั้งหมดก็ล้วนมากจากชื่อนั้น ยูโนว์...
รู้ใช่มั้ยว่ามันไม่มี
ที่แบบนั้น...ที่ที่คนเค้าจะรักนาย
รักนายที่ไม่ใช่ยูโนว์
เสียงหัวเราะแผ่วเบา
รอยยิ้มที่จริงใจ
ไม่มีใครรู้จัก
ไม่มีใครเรียกชื่อนั้น
“ที่นี่แหละ” มือเรียวถอดแว่นกันแดดออกก่อนมองสถานที่ตรงหน้า พร้อมรอยยิ้มที่มุมปาก...ร่างสูงในชุดสูทท่ามกลางอากาศร้อนมองภาพตรงหน้าราวกับไม่เคยเห็นมาก่อน ต้นไม้สีเขียวเรียงรายให้ร่มเงากับผู้คนมากมาย สนามหญ้ากว้างขวาง ตึกสีขาวสะอาดเพียงสองสามตึกทำให้ที่นี่ดูสงบเงียบ
เสื้อสูทสีดำถูกถอดออกก่อนจะวางพาดไว้บนเบาะรถโดยที่ไม่ได้กังวลเลยว่าจะมีใครมาหยิบไปยืมใส่ระยะยาว มือเรียวปลดกระดุมแขนเสื้อก่อนจะพับแขนขึ้นจนถึงศอก ก่อนที่เจ้าของร่างสูงโปร่งจะเดินไปตามถนนที่ปูด้วยก้อนหินสีน้ำตาลขนาดเล็กบ้างใหญ่บ้าง กวาดสายตามองไปรอบๆก่อนจะยิ้มตอบกลับรอยยิ้มที่เด็กหญิงตัวเล็กส่งมาให้
“มาเยี่ยมผู้ป่วยรึเปล่าคะ?” เสียงหวานใสถามร่างสูงหันกลับไป พบกับหญิงสาววัยกลางคนท่าทางใจดียืนส่งยิ้มให้อย่างเป็นมิตร ชุดกระโปรงยาวสีดำล้วนและสร้อยกางเขนที่อยู่บนอกนั้นดูเหมาะกับรอยยิ้มนี้จริงๆ
“เอ่อ ครับ...” โกหกออกไปทั้งๆที่รู้ว่าไม่ควร ก่อนโค้งเล็กน้อย แล้วขอตัวเดินออกไปจากตรงนั้น ไม่อยากอยู่ตรงนั้นนานมากนัก...ที่นี่ไม่ได้มีแต่คนป่วย...ถ้ามีใครรู้ว่าเค้าเป็นใครคงไม่ใช่เรื่องที่ดีเท่าไรนัก
“เฮ้อ...” ถอนใจออกมาก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนม้านั่งตัวยาวที่อยู่ริมกำแพงหลังจากเดินอยู่พักนึง ต้นไม้ข้างๆแผ่กิ่งก้านสาขาบดบังแสงอาทิตย์ฤดูร้อนไว้มีเพียงร่มเงาที่ทอดลงมาเท่านั้น มองภาพตรงหน้าก่อนจะยิ้มให้กับตัวเอง...นับว่าคิดไม่ผิดจริงๆที่มาที่นี่...
ตุบ...เสียงอะไรหล่นอยู่ข้างๆตัวขัดความคิดทั้งหมดให้หยุดลง
“รองเท้า?” พึมพำเบาๆก่อนหยิบรองเท้าสีขาวสะอาดสองข้างที่กระจัดกระจายอยู่บนม้านั่งขึ้นมาดู ก่อนเงยหน้าขึ้นมองบนต้นไม้...เด็กที่ไหนมาปีนต้นไม้เล่นแถวนี้กัน...ไม่เห็นมีเลย
ร่างสูงมองรองเท้าทั้งสองข้างในมือของตัวเองอย่างงงๆ ก่อนจะได้ยินเสียงกุกกักจากบนหัว แหงนหน้ากลับขึ้นไปมองอีกครั้ง เห็นปลายเท้าและขาเรียวเล็กของใครสักคนที่ดูเหมือนว่ากำลังจะปีนข้ามมา
“เฮ้ย เดี๋ยวๆ” ส่งเสียงออกไปเพื่อห้ามอีกฝ่าย แต่ก่อนที่จะลุกหนีหรือคิดอะไรทัน
โครม!!
นี่คือเสียงที่ได้ยินอยู่ในหัว เมื่อใครคนนั้นไม่ยอมฟังเสียงของเค้า แถมยังทิ้งตัวลงมาราวกับว่าทุกครั้งที่ปีนก็จะหล่นลงมาแบบนี้ แต่เพราะครั้งนี้เค้าคงผิดเองที่มานั่งตรงนี้ ม้านั่งที่เคยรับน้ำหนักอยู่กลับล้มคว่ำ จนลงไปกองอยู่ที่พื้นทั้งสองคน
“โอย..” ร่างสูงครางออกมาเมื่อรู้สึกถึงทั้งน้ำหนักตัวของใครอีกคน และความเจ็บตามตัว สองแขนแข็งแรงยันตัวเองลุกขึ้นนั่งก่อนมองคู่กรณีที่หล่นลงมาจากฟ้าอย่างเอาเรื่อง ถุงข้าวของของอีกฝ่ายที่คาดว่าคงจะถือไว้แล้วโดดลงมากระจายอยู่บนพื้นสนามหญ้า
“คิดว่าตัวเองเป็นอะไรห๊า? ซุปเปอร์แมนหรือว่าสไปเดอร์แมน?” ถามอีกฝ่ายอย่างอารมณ์เสีย วันนี้มันจะอะไรกันนักกันหนาวะ มองคนที่นอนทับอยู่บนขาของเค้าด้วยสีหน้าหงุดหงิดสุดทน ก่อนที่ร่างนั้นจะใช้มือเล็กๆนั้นยันตัวเองให้ลุกขึ้นยืน ร่างสูงลุกขึ้นตาม
นัยน์ตาสีน้ำตาลจับจ้องอยู่ที่ร่างนั้น อยากจะเห็นหน้าไอ้บ้าที่โดดลงมาจากกำแพงโดยไม่ดูชาวบ้านชาวช่องนี่จริงๆ ร่างบางตรงหน้าก้มหัวขอโทษอยู่หลายครั้ง ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมามองพร้อมกับสีหน้ารู้สึกผิด...แต่สิ่งที่ทำให้ร่างสูงนิ่งเงียบอยู่ไม่ใช่ความโกรธ...แต่เป็น...
“อ้าว คุณนี่เอง” นิ้วมือเรียวชี้ที่อีกฝ่ายอย่างตกใจเมื่อเห็นใบหน้าของคนตรงหน้า ริมฝีปากอิ่มที่เป็นสีชมพูระเรื่อ แก้มใสที่มีฝุ่นเลอะอยู่ และเสื้อสีขาวที่มีสภาพไม่ต่างกันมากนัก
“คุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง? คุณมาทำอะไรเหรอ? แล้วนี่คุณ...เอ่อ..” คำถามมากมายถูกถามออกมาอย่างรัวเร็วราวกับว่าเป็นเพื่อนสนิทที่ไม่ได้เจอกันมานาน ใบหน้าคมคายแสดงอาการดีใจออกมาอย่างเปิดเผย ผิดกับร่างบางตรงหน้าที่มองอีกฝ่ายอย่างสงสัยสุดขีด ริมฝีปากอิ่มตรงหน้าขยับเล็กน้อย
“ยูชอน!”
TBC
edit @ 7 Aug 2008 09:02:40 by HanulZora