2008/Aug/07

Author: Misaki
Couple: 2U
Rating: PG-13
Genre: Shonen-ai

Part 2

あの日出会って見詰め合って 指が触れて愛しさ知った

วันนั้นที่เราได้พบกัน สบตากัน ปลายนิ้วที่สัมผัสกัน ทำให้ผมรู้จักความรัก

เสียงกดชัดเตอร์และแสงแฟลชสะท้อนกับสร้อยเงินและจี้รูปตัว U บนแผงอกของร่างสูง เสื้อแขนกุดสีเทาเข้มเผยให้เห็นท่อนแขนที่กระชับด้วยกล้ามเนื้อ สัญลักษณ์คุ้นตาที่ปักอยู่บนเสื้อนั้นทำให้พอจะทราบถึงราคาที่แพงไม่ใช่เล่นของเสื้อทรงทันสมัยตัวนี้ กางเกงยีนส์สีเข้มดูเข้ากันกับเรียวขาแข็งแรงและรองเท้าสีควันบุหรี่ยี่ห้อเดียวกับเสื้อที่สวมอยู่  

“ยูโนว์ เงยหน้าขึ้นอีกหน่อย...แบบนั้นล่ะ ดีมาก”

แสงแดดอ่อนๆ ทอแสงลงกระทบกับใบหน้าคมคาย เครื่องสำอางราคาแพงที่แต่งแต้มอยู่บนใบหน้านั้นมีเพียงลิปมันสีใสและแป้งเนื้อบางเท่านั้น เส้นผมสีน้ำตาลอ่อนที่ถูกเซ็ตเป็นทรงแปลกตา จมูกโด่งได้รูป ผิวเนียนละเอียดราวกับถูกบำรุงมาอย่างดี นัยน์ตาเรียวสะท้อนเงาภาพตรงหน้า ทุกอย่างที่รวมเป็นคนคนนี้คือสิ่งที่ดีที่สุด...

ราวกับประติมากรรมจากศิลปินชั้นเอก...รูปปั้นที่งดงาม...แต่ไร้ชีวิตและหัวใจ...

“โอเค เยี่ยมมากยูโนว์ เดี๋ยวลงไปพักก่อนแล้วกันนะ” ชายร่างท้วมบอกหลังกดดูภาพที่อยู่ในกล้องสีดำตัวใหญ่ที่อยู่ในมือ ก่อนจะเดินมาหาร่างสูงที่กำลังปีนลงมาจากเวทีไม้ขนาดเล็กที่สร้างขึ้นอย่างง่ายๆ เพื่อการถ่ายแบบในครั้งนี้ มืออ้วนสั้นตบลงเบาๆบนบ่าของร่างสูงก่อนจะส่งยิ้มให้อีกฝ่ายแทนคำชมและคำขอบคุณ สิ่งที่ได้รับกลับมาคือรอยยิ้มบางๆของอีกฝ่ายเท่านั้น

ร่างสูงเดินจากที่ถ่ายแบบไปถึงเตนท์ชั่วคราวที่อยู่ไม่ไกลนัก ตลอดทางมีรั้วสีเหลืองกั้นไว้ ข้างหลังรั้วนั่นมีวัยรุ่นจำนวนมากยืนออกันอยู่  เสียงผู้คนอื้ออึง กระซิบกระซาบ กรีดร้อง เรียกชื่อ เพียงเพราะต้องการให้เจ้าของใบหน้าหล่อเหลานั้นหันมามองตัวเอง

ร่างสูงชายหางตามองเหล่าแฟนคลับที่ยืนอยู่ที่ริมรั้ว ก่อนที่ริมฝีปากอิ่มเหยียดยิ้ม รอยยิ้มแบบที่เป็นเอกลักษณ์...รอยยิ้มที่อ่อนโยนขัดกับนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มที่ดูเย็นชา...

รอยยิ้มของยูโนว์

แสงแดดสีขาวบริสุทธิ์ทำให้อากาศข้างนอกร้อนขึ้นกว่าทุกวัน แต่ภายในรถนี้กลับเย็นเฉียบด้วยลมเบาๆจากเครื่องปรับอากาศที่เบาะหน้า เสียงเพลงจากวิทยุจบลงก่อนที่ดีเจสาวเสียงใสจะเริ่มทำหน้าที่ของเธอ

 ‘ค่ะ เพลงต่อไปเป็นเพลงที่อยู่อันดับ 1ของชาร์ตในตอนนี้ค่ะ และจะเป็นของใครไปไม่ได้นอกเสียจากนักร้องหนุ่มหน้าใสขวัญใจวัยรุ่นในตอนนี้ ยูโนว์ค่ะ เพลงนี้เป็นเพลงโปรโมทเพลงที่สองในอัลบั้มนี้นะคะ เชิญรับฟังได้เลยค่ะกับเพลง tada aitakute’

เมโลดี้เรียบง่ายด้วยเครื่องดนตรีเพียงชิ้นเดียวเริ่มต้นขึ้น เสียงเปียโนที่ดูบอบบางแต่กลับหนักแน่นในเวลาเดียวกันทำให้ชายแก่ที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยเอื้อมมือไปเพิ่มเสียงขึ้นอีก จังหวะถูกเว้นไว้เพียงเล็กน้อยก่อนที่เสียงทุ้มกังวานจะดังขึ้น ความหมายของเพลงรักที่แสนเศร้า

‘ฉันแค่เพียงอยากพบกับเธออีกครั้ง แต่ฉันก็ไม่สามารถทำแบบนั้นได้อีกแล้ว...’

“ยูโนว์ร้องเพลงเพราะดีนะครับ” ชายคนขับรถเริ่มบทสนทนากับผู้โดยสารที่ตอนนี้นั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง แต่กลับไม่มีเสียงใดตอบกลับมา อดไม่ได้ที่จะมองร่างบางที่นั่งอยู่หลังรถผ่านกระจกมองหลัง นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนนั้นทอดมองออกไปข้างนอกหน้าต่างราวกับว่าไม่ได้ยินประโยคเมื่อครู่ มีเพียงความเงียบและเสียงเพลงที่ดังมาจากวิทยุเท่านั้นที่ยังคงดังอยู่...

‘ถ้าตอนนี้ฉันได้พบเธอ ฉันจะไม่มีวันลืมช่วงเวลานี้ไปเลย’

อากาศที่เย็นจัดในรถทำให้ลมหายใจอุ่นๆของร่างบาง สร้างไอสีขาวบนกระจก เมื่อใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัยเขยิบไปใกล้กระจกอีกนิด เพราะเงาสะท้อนจากฟิล์มกรองแสงสีดำเข้ม ทำให้สิ่งที่เห็นมีเพียงแต่ใบหน้าของตัวเองเท่านั้น มือเรียวเล็กเช็ดไอบนกระจกออกก่อนจะมองออกไปข้างนอก ร้านรวงมากมายเรียงรายอยู่ริมถนน ผู้คนบางตาเพราะยังไม่ใช่เวลาพักเที่ยง แต่ถึงแบบนั้นสิ่งที่เหมือนเดิมคือใบหน้าที่เรียบเฉยและไม่มีรอยยิ้ม

โลกอิสระที่ไขว่คว้า...
มันคือสิ่งต้องการแล้วจริงๆเหรอ?...
ถ้าไม่ใช่...แล้วอะไรล่ะที่ต้องการ?

 

เกลียดผู้คนที่วุ่นวาย

‘ทางนี้เร็วสิ นี่เสื้อผ้าได้รึยังน่ะห๊ะ?’

เกลียดเสียงดังที่อยู่ข้างหลังนั่น

‘คุณยูโนว์ช่วยตอบคำถามด้วยครับ?’

เกลียดรอยยิ้มที่เสแสร้ง

‘ยูโนว์วันนี้ทำได้ดีมากเลยนะ’

เกลียดเสียงที่เรียกชื่อนั้น

‘ยูโนว์! ยูโนว์!’

เกลียดที่สุด...เกลียดคนตรงหน้า

..ยูโนว์…

“เมื่อกี้นี้น่ะ ทำไมถึงได้พูดไปแบบนั้น?” เสียงของชายหนุ่มวัยกลางคนถามร่างสูงที่นั่งอยู่บนเก้าอี้สีเข้ม ก่อนที่เจ้าของเสียงนั้นจะถอนใจออกมาเบาๆ เมื่อเห็นสีหน้าที่ดูก็รู้ว่าไม่สบอารมณ์ของอีกฝ่าย ไม่อยากต่อล้อต่อเถียงหรือถามให้มากความ ที่อยู่ใกล้คนอารมณ์ร้อนภายใต้หน้ากากที่มีรอยยิ้มฉาบไว้นี่ก็เพราะงานและเงินเท่านั้น

“ผมบอกไปแล้วว่าผมไม่ตอบเรื่องส่วนตัว” น้ำเสียงเรียบเอ่ยขึ้นอย่างข่มอารมณ์โกรธที่พุ่งพล่านอยู่ พร้อมนัยน์ตาสีน้ำตาลที่ดูหงุดหงิดสะท้อนความไม่พอใจทั้งหมดผ่านกระจกใสบานใหญ่ตรงหน้า

“เราห้ามไม่ให้นักข่าวถามไม่ได้ ทุกคนสนใจเรื่องของนาย อย่าลืมสิว่านายเป็นใคร...ยูโนว์” อีกฝ่ายดูยังพยายามเอาน้ำเย็นเข้าลูบ เมื่อรู้ว่าคนตรงหน้ากำลังโมโหและอาจจะอาละวาดได้ง่ายๆ ภาพที่ทุกคนเห็นกับสิ่งที่เป็นจริงผิดกันราวฟ้ากับเหว ไม่มียูโนว์คนที่สุขุมและอ่อนโยนอยู่บนโลกใบนี้หรอก...ทั้งหมดก็แค่หน้ากากเท่านั้น

“ผมรู้แล้ว แต่ผมก็อยากมีเวลาส่วนตัวบ้าง ผมไม่ใช่ของสาธารณะนะ!” ร่างสูงลุกขึ้นอย่างเร็วจนเก้าอี้ที่นั่งอยู่ล้มลงไป เสียงทุ้มที่เคยร้องเพลงสะกดใจทุกคนที่ได้ฟัง ตอนนี้กลับกลายเป็นเสียงดังก้องที่กำลังเถียงกับชายตรงหน้า คิ้วเรียวได้รูปนั้นขมวดมุ่นบ่งบอกถึงอารมณ์โกรธที่ไม่สามารถระงับไว้ได้ ไม่จำเป็นต้องเสแสร้งหรือแกล้งทำในเมื่อก็รู้กันดีอยู่แล้ว ว่าทำงานร่วมกันเพราะอะไร

“ถ้าไม่อยากตอบคำถาม ก็ไม่ต้องมาเป็นนักร้อง ไม่ต้องมาร้องเพลง นายเป็นคนของประชาชน เรื่องส่วนตัวก็คือเรื่องสาธารณะ ถ้าไม่อยากให้คนอื่นเค้าสนใจก็ไม่ต้องมาทำงานนี้!” ดูเหมือนอีกฝ่ายจะอ่านสีหน้าของร่างสูงออกทั้งถ้อยคำและน้ำเสียงถึงได้เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ริมฝีปากนั้นเหยียดยิ้มราวกับจะเย้ยหยัน เยาะเย้ย ตอกย้ำ...กับสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังเป็นอยู่

“นายไม่มีวันหนีจากชีวิตแบบนี้ได้หรอก ตราบใดที่นายยังเป็นยูโนว์อยู่!!”

หุบปากไปซะ

“อย่าลืมว่าที่คนเค้าสนใจนายก็เพราะนายคือยูโนว์”

อย่าเรียกชื่อนั้น

“ฉันจะบอกอะไรให้นะ ถ้านายไม่ใช่ยูโนว์ก็ไม่มีใครเค้าอยากจะยุ่งกับนายหรอก”

ไม่อยากได้ยิน

“ไม่งั้นก็ไปหาสิ ทีที่ไม่มีใครรู้จักนาย ที่ที่คนเค้าจะรักนายที่ไม่ใช่ยูโนว์” สิ้นคำพูดนั้น ขาเรียวก้าวไปจนชิดกับผู้จัดการ นัยน์ตาสีน้ำตาลนั้นวาวโรจน์ก่อนที่ริมฝีปากจะเหยียดยิ้มที่ยากจะเข้าใจความหมายออกมา

“คุณคอยดูแล้วกัน” พูดจบก็เดินออกไปจากห้องทันที เสียงปิดประตูดังลั่นแสดงให้เห็นถึงอารมณ์ของคนที่พึ่งเดินออกไปได้เป็นอย่างดี...ปลายเท้าเรียวก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่มีจุดหมาย ไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน รู้แค่เพียงไม่อยากอยู่ที่นี่...ไม่อยากได้ยินชื่อนี้อีก...

อย่าเรียกฉันด้วยชื่อนั้น
ฉันไม่ใช่…
ได้ยินมั้ย...ฉันไม่ใช่...
ยูโนว์

 

เส้นผมสีน้ำตาลอ่อนทอประกายแสงแดด ปลิวสะบัดไปตามแรงลมจนแทบไม่เหลือทรงผมที่ถูกเซ็ตมาด้วยความเร็วของรถคันสวยที่กำลังทะยานอยู่บนถนน ราวกับว่าคนขับไม่ได้ใส่ใจหรือหวาดกลัวอันตรายใดๆที่อาจจะเกิดขึ้นกับตัวเองเลยแม้แต่น้อย รองเท้าหนังมันปลาบเพิ่มแรงลงไปที่คันเร่งเพื่อเพิ่มความเร็วขึ้นอีก ราวกับต้องการจะหนีอะไรบางอย่าง

หนีอะไรอยู่....
ภาพลวงตา...หรือว่า...ความจริง...?

เสียงเพลงจากเครื่องเสียงราคาแพงที่อยู่ภายในรถสปอร์ตสีแดงคันหรูกำลังดังแข่งกับเสียงของลมที่พัดผ่านด้วยความเร็วของรถ ปลายนิ้วเรียวเคาะบนพวงมาลัยตามจังหวะเสียงเบสและกลองที่ดังอยู่ นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มตอนนี้ถูกปิดไว้ด้วยแว่นกันแดดยี่ห้อดังจากปารีส ร่างสูงมองภาพสีชาของเมืองหลวงอย่างชินชา ไม่ว่ามองไปทางไหนก็ต้องเห็นภาพของใครบางคน ชายเจ้าของเส้นผมสีน้ำตาลอ่อน ใบหน้าที่ดูน่าหลงใหล....

“หึ...” แค่นยิ้มออกมาราวกับกำลังหัวเราะเยาะ จะมีใครรู้มั้ยว่ายูโนว์คนนั้นไม่มีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้...
ไม่มีหรอกยูโนว์ที่เพรียบพร้อม แสนดี...

ไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่ไม่มีตัวตน...

ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากันเล็กน้อยตามนิสัยที่ทำเป็นประจำเวลาที่ไม่รู้ว่าควรจะทำอะไร ทอดสายตามองข้างทางร้านค้าหลากลายตั้งเรียงรายกัน ผู้คนเดินสวนกันไปมาอย่างเร่งรีบ ไม่รู้ว่านานแค่ไหนแล้วที่อยู่ในสังคมแบบนี้ รอยยิ้มที่มีบนใบหน้าก็มีแต่ความเสแสร้ง....

รอยยิ้ม ?

“เราคงบ้าไปแล้วแน่ๆ” พึมพำเสียงเบาก่อนจะหัวเราะออกมา เมื่อเผลอคิดถึงใครคนนึงขึ้นมาเฉยๆ...ก็แค่คนที่ไม่มีอะไรน่าสนใจ ก็แค่คนที่เขียนไดอารี่แปลกๆ หน้าตาก็ธรรมดา...แต่ทำไมนะภาพใบหน้าด้านข้าง นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้ม และริมฝีปากอิ่มที่คลี่ยิ้มบางๆของใครคนนั้นกลับปรากฎขึ้นมาในหัว...รอยยิ้มที่ดูอ่อนโยนและจริงใจ นานแค่ไหนแล้วนะ ที่ไม่มีรอยยิ้มแบบนั้น

คุณเชื่อเรื่องพรหมลิขิตมั้ย?

ท่ามกลางผู้คนมากมายที่เดินขวั่กไขว่ สายตากลับสะดุดที่ใครบางคนในเสื้อสีขาว เสื้อเชิ้ตสีขาวแสนธรรมดากลับดูสว่างสไวและบริสุทธิ์ ทำไมถึงละสายตาไปไม่ได้ หรือว่าเพราะรอยยิ้ม....

“ใช่ จริงๆด้วย” ริมฝีปากอิ่มเอ่ยแผ่วเบากับตัวเอง ราวกับไม่รู้สึกตัว รถสปอร์ตสีแดงที่วิ่งมาด้วยความเร็วสูงกลับหยุดกระทันหัน ก่อนที่จะมือเรียวจะตบไฟเลี้ยวเพื่อแล่นข้ามไปอีกฝั่ง โดยไม่ได้สนใจเสียงก่นด่าของผู้คนที่ขับรถตามมาเลยแม้แต่น้อย 

“แต่งตัวเชยชะมัด” ทั้งๆที่พูดแบบนั้นแต่ริมฝีปากกลับยกยิ้มราวกับกำลังพอใจในอะไรบางอย่าง เสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงยีนส์สีซีดที่ธรรมดา กลับทำให้แผ่นหลังบางที่อยู่ตรงหน้าน่ามอง เคลื่อนรถตามไปใกล้อีกนิดก่อนที่จะกดแตรที่อยู่ตรงกลางพวงมาลัย ไม่แรงมากนักเพราะเกรงว่าคนอื่นจะตกใจ

ปิ๊น ปิ๊น
ถึงแม้เสียงจะไม่ดังมากนัก แต่ก็ทำให้หลายคนที่กำลังเดินอยู่หันกลับมามองร่างสูงเป็นตาเดียวกัน จะมีก็เพียงแต่คนที่เค้าต้องการเรียกความสนใจเท่านั้น ที่ไม่ได้หันกลับมา ร่างบางที่กำลังเดินอยู่ตรงหน้าเท่านั้น ปลายเท้าเล็กๆยังคงเดินก้าวไปข้างหน้า ในมือเล็กๆนั้นถือถุงพลาสติกสีขาวสองสามใบแต่ที่สะดุดตาคือช่อดอกไม้เล็กๆสีขาวนั้น ปลายเท้าแตะคันเร่งเบาๆ เพื่อที่จะไปใกล้ๆร่างบางอีกนิด

ปิ๊น ปิ๊น
 เสียงแตรที่ดังขึ้นอีกครั้งไม่ได้ทำให้คนกลับมามองร่างสูง แต่กลับเป็นร่างบางที่กำลังเดินอยู่มากกว่า แต่ถึงแบบนั้นร่างบางตรงหน้าก็ไม่ได้หยุดเดินเลยแม้แต่น้อย ใบหน้าที่ดูสะอาดสะอ้านนั้นกลับจับจ้องอยู่ตามร้านขายของที่อยู่ริมทางราวกับว่าน่าสนใจเสียเหลือเกิน

ร่างสูงจิ๊ปากอย่างไม่พอใจเล็กน้อย อารมณ์หงุดหงิดที่พึ่งจะหายไปเมื่อครู่กลับเริ่มมีขึ้นมาอีก ถึงจะไม่รู้จักกันมาก่อนแต่ว่าถ้ามีคนมาบีบแตรใส่แบบนี้ อย่างน้อยก็น่าจะหันมาบ้างสิ คิดอยู่คนเดียวก่อนที่ริมฝีปากจะเหยียดรอยยิ้มร้ายๆขึ้นมา ปลายเท้าเหยียบคันเร่งอีกนิดก่อนที่จะขับรถไปตรงหน้าร่างบางแล้วหักรถจอดตรงหน้าอีกฝ่าย
อย่างที่คิดไว้ร่างบางตรงหน้าหยุดเดินทันที สีหน้านั้นตกใจเล็กน้อย นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มนั้นมองตรงมาที่เค้า แต่แปลกที่สีหน้านั้นไม่ได้กล่าวโทษ แต่กลับดูเหมือนกำลังสงสัยเสียมากกว่า

“ผมบีบแตรเรียกคุณ คุณไม่ได้ยินเหรอ?” ถามออกไปด้วยเสียงดังเล็กน้อยตามอารมณ์ที่มีอยู่ โดยไม่ได้สนใจสายตาของผู้คนที่เดินผ่านไปมาเลยแม้แต่น้อย เป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ต้องได้ในสิ่งที่ต้องการ แต่เพราะคนคนนี้ทำเหมือนไม่สนใจเค้าเลยสักนิดมันทำให้หงุดหงิดขึ้นมาเฉยๆ

“.......” สิ่งที่ได้รับกลับมาจากคนตรงหน้ากลับมีเพียงความเงียบ และสีหน้าที่ดูเหมือนจะไม่เข้าใจมากนัก แต่ก่อนที่จะหงุดหงิดขึ้นไปอีก กลับต้องมองร่างบางตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจยิ่งกว่าเมื่ออยู่ๆอีกฝ่ายก็โค้งให้กับเค้าเล็กน้อยพร้อมสีหน้าคล้ายกับสำนึกผิด แล้วหันหลังเดินออกไปอีกทาง

“เฮ้ย คุณ จะไปไหนน่ะ?” ส่งเสียงเรียกออกไปอย่างลืมตัว แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะทำเป็นไม่ได้ยินเสียงเรียกของร่างสูง ขาเรียวภายใต้กางเกงแสลคสีดำเข้ากับเสื้อเชิ๊ตและสูทที่สวมอยู่ก็ก้าวข้ามประตูรถลงมายืนที่ถนน ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่เดินผ่านไปมา แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่ได้สนใจเลยแม้แต่น้อย ขายาวนั้นก้าวเร็วๆเพื่อให้ไปถึงคนที่ต้องการคุยด้วย มือแข็งแรงเอื้อมไปดึงข้อมืออีกฝ่ายไว้

“นี่คุณ! ทำไมต้องเดินหนีผม?” ร่างสูงถามในขณะที่มือยังคงกระชับข้อมือเล็กๆของอีกฝ่ายไว้แน่น ใบหน้าของคนตรงหน้าดูตกใจพอควรที่จู่ๆมีคนที่ไม่รู้จักมากระชากแขนไว้แบบนี้ ก่อนที่สีหน้าตระหนกนั้นจะแป