2008/Aug/13

Part 5

คำนั้นที่อยากได้ยิน.. คำที่ผมเฝ้าพร่ำบอกคุณทุกวัน...ถ้อยคำที่กำลังฆ่าผมให้ตายทั้งเป็น...

‘ผมรักคุณ’

ทั้งที่รู้ว่าไม่มีวันคว้ามือนั้นไว้ได้ ทั้งที่รู้ว่าไม่มีวันโอบกอดร่างนั้นไว้ได้...แต่สองขากลับยังคงวิ่งอยู่อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย วิ่งตามแผ่นหลังบางที่ห่างออกไปเรื่อยๆ ครั้งแล้วครั้งเล่าเฝ้าฝันถึงความรักที่สวยงามราวกับคนโง่

นายมันโง่จริงๆ...คิม แจจุง

อยากกอดคุณไว้ในอ้อมแขน อยากสัมผัสริมฝีปากของคุณ อยากปลอบประโลมคุณ อยากกระซิบบอกคุณว่าอย่าร้องไห้อีกเลย....แต่ผมรู้ดีว่าผมไม่มีสิทธิ์ที่จะทำแบบนั้น

ก้าวออกมาจากตรงนั้นอย่างเงียบเชียบ หันหลังให้กับความจริงที่เจ็บปวด เสียงสะอื้นไห้ของคนที่สูญเสียยังคงดังแว่วอยู่เบื้องหลังนั้น ทั้งๆที่ลำคอเจ็บหนึบจนกลืนน้ำลายลำบาก ทั้งๆที่ใบหน้านั้นร้อนผ่าว ทั้งๆที่หัวใจนั้นปวดปร่าจนแทบก้าวต่อไปไม่ไหว แต่กลับไม่มีน้ำตาแม้สักหยดที่ไหลลงมา สองขาหนักอึ้งยังคงก้าวต่อไป

ทำเป็นไม่เห็นมันซะ แจจุง...นายไม่ได้เห็นอะไรทั้งนั้น
นายไม่ได้เห็นว่าในใจของเค้าไม่เคยมีนายอยู่เลย

นี่..ความจริงมันโหดร้ายแบบนี้เสมอเลยเหรอ?

 


เสียงผู้คนพูดคุย เสียงขับร้องประสานเสียงของกลุ่มนักเรียน เสียงกระดิ่งสีทองสั่นไหว ทุกสรรพเสียงกำลังทำให้ค่ำคืนวันที่25นี้ดูสดใสกว่าทุกคืนที่ผ่านมา อากาศหนาวเย็นแม้หิมะจะไม่ตก ผู้คนมากมายเดินเบียดเสียดกันบนถนน แจจุงประคองร่างบอบบางไว้ในอ้อมแขน พาคนที่ตอนนี้ถูกผูกตาไว้ด้วยผ้าเช็ดหน้าผืนยาวเดินไปอย่างช้าๆ

“ถึงรึยังครับเนี่ย?” เสียงทุ้มเอ่ยถามเป็นระยะๆ หากแต่กลับไม่ได้รับคำตอบใดๆจากคนเจ้าแผนการ แจจุงเพียงแต่กระซิบบอกให้อีกฝ่ายใจเย็นเท่านั้น มือเรียวเล็กกระชับแน่นเมื่อรู้สึกว่าเดินชนเข้ากับผู้คนที่เดินสวนไปมา แจจุงไม่พูดอะไร หากแต่กระชับอ้อมแขนที่โอบรอบเอวบางนั้นให้แน่นขึ้น

“จะถึงแล้วครับ อย่าพึ่งลืมตานะ” กระซิบบอก ก่อนจะพาร่างบางนั้นหยุดเดินเมื่อมาถึงที่หมาย มือเรียวค่อยๆแกะผ้าที่ผูกตาของอีกฝ่ายออก

“ลืมตาได้ยังครับ?” ยูชอนหลับตาไว้ตามที่อีกฝ่ายบอก เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสดใสระคนตื่นเต้น แจจุงมองใบหน้าสวยตรงหน้า แพขนตาสีดำสวยแนบลงรับกับแก้มเนียนใส ริมฝีปากอิ่มแดงสวยนั้นคลี่รอยยิ้มบางๆ ใบหน้าคมคายเลื่อนเข้าไปใกล้ก่อนสัมผัสริมฝีปากเบาๆอย่างอ่อนโยน แผ่วเบาและนุ่มนวลยิ่งกว่าครั้งไหน ก่อนผละออกอย่างเชื่องช้า

“ลืมตาได้ครับ” สิ้นคำพูดนั้น ก็ถอยออกไปยืนอยู่ข้างๆเพื่อให้อีกฝ่ายได้เห็นภาพตรงหน้าอย่างชัดเจนที่สุด มุมที่ดีที่สุดในการชมภาพเมืองแห่งน้ำหอมยามค่ำคืนที่ท้องฟ้าพร่างพราวไปด้วยเหล่าดาวนับร้อยนับพัน

“สวยจัง” ยูชอนพึมพำออกมาภาพตรงหน้าคือนครที่ได้ชื่อว่าสวยงามติดอันดับโลก หอไอเฟลประดับแสงไฟสว่างสวย ผู้คนมากมายคลาคล่ำ เสียงเพลงฉลองวันคริสมาสต์ดังแว่วกับเสียงกระดิ่งแผ่วเบา ยืนดื่มด่ำกับความงดงามตรงหน้าพักนึง สายลมพัดพาอากาศหนาวมากระทบผิวกายจนต้องกระชับเสื้อกันหนาวตัวหนาเข้าอีก

“หนาวมั้ย?” ริมฝีปากบางถามแข่งกับเสียงผู้คนที่วุ่นวายอยู่บนสะพานแห่งนี้ คนตรงหน้าเพียงแค่ส่ายหน้าเล็กน้อยราวกับไม่ได้ใส่ใจที่จะตอบมากนัก นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มสะท้อนภาพแสงไฟระยับ เสื้อกันหนาวไหมพรมปิดคอสีขาวสลับเทานั้นดูเข้ากันกับโค้ทสีดำที่สวมอยู่ แจจุงเขยิบเข้าไปใกล้เอื้อมมือจะไปคว้ามือเรียวนั้นไว้

“ดูนั่นสิ แจจุง เค้าจุดดอกไม้ไฟกันด้วย” ยูชอนชี้มือชวนอีกฝ่ายดูดอกไม้ไฟสว่างใสบนท้องฟ้ามืดมิด แสงสีสันต่างๆกระจายบนท้องฟ้าคล้ายพู่กันที่กำลังวาดสีลงบนผ้าใบสีดำ ใบหน้านั้นดูตื่นเต้นเหมือนเด็กๆ แจจุงเอนแผ่นหลัง เท้าแขนกับราวสะพาน หากแต่นัยน์ตาคู่นั้นกลับไม่ได้มองไปที่ดอกไม้ไฟเหมือนที่ทุกคนกำลังทำ แต่กลับจ้องมองเจ้าของพวงแก้มใส และริมฝีปากอิ่มสีเชอร์รี่นั้นพร้อมรอยยิ้มบางๆบนใบหน้า มองใบหน้านั้นอย่างหลงใหล...ไม่อยากแม้แต่จะละสายตา...มองจนอีกฝ่ายรู้สึกตัว นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มนั้นหันกลับมามองเค้า เลิ่กคิ้วเล็กน้อยแทนคำถาม

“ยูชอน...” เรียกชื่ออีกฝ่ายแผ่วเบาเสียจนแทบไม่ได้ยิน เอื้อมมือไปแตะแก้มใสเบาๆ ยูชอนยืนนิ่งมองมือของอีกฝ่าย รอยยิ้มคล้ายจะยั่วจุดขึ้นที่ริมฝีปากอิ่มนั้นเหมือนทุกครั้ง แจจุงโน้มหน้าลงใกล้ก่อนสัมผัสริมฝีปากอิ่มเย็นจัดนั้นอย่างแผ่วเบาก่อนผละออกช้าๆ มองลึกลงนัยน์ตาคนตรงหน้า....

“ผมรักคุณ”

คำสารภาพรักท่ามกลางความสวยงามเหมือนในหนังสือนิยาย

“.........”

“ยูชอน...ผม...” ไม่ทันที่จะพูดอะไรต่อ ริมฝีปากอิ่มจุดยิ้มที่มุมปากเหมือนที่ชอบทำ รอยยิ้มที่ไม่อาจเข้าใจ...ก่อนที่คำพูดทุกคำจากคนตรงหน้าจะทำให้เข้าใจทุกอย่างได้เป็นอย่างดี

 “คุณนี่ท่าจะบ้านะ คิดว่าทำดีกับผมแล้วผมจะรักคุณรึไง?” คำถามที่พังทลายภาพทุกอย่างลงจนไม่เหลือชิ้นดี ทุกถ้อยคำทำร้าย บาดลึก ลงในจิตใจที่มีความรักล้นเอ่อ เฝ้าวาดภาพความสุขที่จะเกิดขึ้นเหมือนคนโง่ เพียงเพราะรอยยิ้มที่อีกฝ่ายมอบให้ เพียงเพราะคนคนนี้ยอมอยู่ในอ้อมกอดของเค้าโดยไม่ขัดขืน เพียงเพราะคิดว่ายูชอนก็คงรักเค้าเหมือนกัน....รู้สึกเหมือนถูกตบหน้าแรงๆจนแทบไม่มีความรู้สึก

แจจุงไม่แม้แต่จะเอื้อนเอ่ยคำใดๆออกมาได้ ทำได้เพียงมองแผ่นหลังบางก้าวเท้าเดินจากไปท่ามกลางผู้คนมากมาย ภาพของแผ่นหลังบางที่ห่างออกไปเรื่อยๆนั้นกรีดลึกลงในหัวใจจนปวดร้าว...กว่าจะรู้ตัว ขาเพรียวก็วิ่งตามไป ก่อนรั้งอีกฝ่ายมากอดไว้แน่นท่ามกลางสายตาผู้คนที่เดินผ่านไปมา

“ยูชอน...อย่าไป...ผม...ผม...” ริมฝีปากบางสั่นระริก น้ำตาที่ไม่เคยรินไหลกลับเอ่อล้น ซุกหน้าลงกับไหล่บางแน่น กระชับอ้อมกอดแน่นราวกับจะถ่ายทอดความรู้สึกทั้งหมดที่มีให้อีกฝ่ายได้รับรู้ ยูชอนไม่ขัดขืนหากแต่ยืนนิ่งอยู่ในอ้อมกอดนั้น

“ผมรักคุณ...ยูชอนผมรักคุณ” พร่ำบอกคำรักราวกับคนโง่ที่ไม่สามารถคิดสรรหาคำที่ดีกว่านี้มาได้ กำลังทำตัวเหมือนตัวละครโง่ๆในหนังรักน้ำเน่า อ้อนวอนร้องขอความรักจากคนที่เค้าไม่รัก...ทำแบบนี้ไปเพื่ออะไรกัน...
 
จะทำตัวน่าสมเพชแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหนกัน!

ยูชอนผละตัวเองออกจากอ้อมแขนนั้น ก่อนจะหันกลับไปมองใบหน้าเศร้าของอีกฝ่าย ริมฝีปากอิ่มเหยียดยิ้ม มือเรียวเย็นจัดแตะบนแก้มอีกฝ่ายเบาๆ ไล้ปลายนิ้วโป้งบนริมฝีปากบางนั้น ริมฝีปากอิ่มจุดรอยยิ้มบนใบหน้าชวนหลงใหลนั้น ถึงแม้จะตีความหมายใดๆไม่ได้ หากแต่ก็รู้ว่าต่างจากทุกครั้ง นัยน์ตาสีเข้มนั้นสะท้อนใบหน้าของตัวเค้าอยู่ภายใน หากแต่สิ่งที่สัมผัสได้กลับมีเพียงความรู้สึกที่ว่างเปล่า คล้ายจะยิ้ม หัวเราะเยาะในความน่าสมเพช และความโง่เง่าของเค้าคนนี้

“ซื้อผมสิ แล้วผมจะอยู่กับคุณ”

เมื่อความรักที่มอบให้ไม่มีค่า
ตัวผมเองก็คงจะไร้ค่าไม่ต่างอะไรไปจากความรัก
.
.
.

‘ซื้อผมสิ แล้วผมจะอยู่กับคุณ’

ทางเลือกเพียงหนทางเดียวที่จะได้คนตรงหน้ามาครอบครอง กลับทำให้หัวใจดวงนี้เจ็บปวด ไม่ใช่เพราะคำพูดร้ายกาจหรือรอยยิ้มเย้ยหยันนั้น หยดน้ำอุ่นใสที่เคยเอ่อล้นกลับร่วงหล่นลงบนผิวแก้มเนียน แจจุงรั้งร่างบอบบางนั้นมากอดไว้แน่น

อย่าประเมินค่าหรือตีราคาชีวิตของคุณเพียงแค่เงินทองจะซื้อได้
คุณมีค่ามากกว่านั้น...อย่างน้อยก็สำหรับผม

“ได้ผมจะซื้อคุณ” กระซิบตอบรับหนทางเลือกที่ดูโหดร้ายและไร้หัวใจนั้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ก่อนที่หัวใจนั้นจะอบอุ่นขึ้นมาเมื่อแผ่นหลังกว้างถูกโอบกอดด้วยแขนเรียวเล็กของอีกฝ่าย ราวกับได้ยินเสียงหัวเราะที่แผ่วเบาของคนในอ้อมกอด


“งั้น...จากนี้ต่อไปก็ฝากด้วยนะครับ”

โถ่...คิมแจจุง นายนี่มันโง่สิ้นดี

 

 

เสียงเปิดประตูรถปลุกให้แจจุงตื่นจากอดีตเมื่อสองปีก่อน หันกลับไปมองอีกฝ่ายที่นั่งอยู่ข้างๆ ขอบตาบวมช้ำ หากแต่ไม่เหลือคราบน้ำตาบนใบหน้านั้นอีกแล้ว ใบหน้าหวานนั้นดูเศร้าหมอง แพขนตาสวยหรุบลงต่ำ ริมฝีปากอิ่มนั้นเม้มเข้าหากันแน่น มือเรียวเล็กเกลี่ยจัดเส้นผมของตัวเองอย่างแผ่วเบา

“มีอะไรรึเปล่า?” เสียงทุ้มนั้นถามขึ้น แจจุงละสายตาจากใบหน้านั้นลงมาสบตากับอีกฝ่ายพอดี ไม่รู้ว่ารู้สึกไปเองรึเปล่าว่านัยน์ตานั้นแดงก่ำ มือเรียวเอื้อมไปหมายจะเช็ดหยดน้ำตาที่เหือดแห้งนั้น หากแต่ต้องชะงักไว้เลื่อนมือลงมาจัดปกคอเสื้อให้อีกฝ่ายแทน

“คอเสื้อคุณมันเบี้ยวน่ะ” พูดออกไปอย่างติดขัด ไม่รู้ว่าควรจะทำสีหน้าแบบไหนในตอนนี้ ยูชอนก้มลงมองคอเสื้อตัวเองเล็กน้อย ก่อนเงยหน้าขึ้นมองแจจุงอย่างสงสัย หากแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก ทอดสายตามองผ่านกระจกใสไปข้างหน้า

“กลับกันเถอะ ผมง่วงแล้ว” พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ เอนศรีษะลงพิงกับกระจกใสแล้วหลับตาลงช้าๆ สองแขนยกขึ้นกอดอกไว้แน่น ราวกับกำลังปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวดแม้เพียงเล็กน้อย เพราะหัวใจดวงนี้แตกสลายซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนไม่สามารถกอบเก็บด้วยมือบอบบางนั้นให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีก

ยูชอน...คุณที่โอบกอดตัวเองไว้เพียงลำพังเพราะความหวาดกลัว

“ยูชอน...” เรียกชื่ออีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา มีเพียงเสียงขานรับในลำคอแผ่วเบาเท่านั้นจากคนที่กำลังหลับตาพริ้ม มือเรียวค่อยเอื้อมไปก่อนสัมผัสที่แก้มนั้นแผ่วเบา ยูชอนลืมตาขึ้นมองเจ้าของมือเรียวเย็นเฉียบนั้น ใช้แขนดันตัวขึ้นนั่งหันไปทางอีกฝ่าย ก่อนยิ้มออกมาบางๆเหมือนทุกครั้ง

ยูชอน...คุณที่ยิ้มทั้งที่ในใจเจ็บปวด

“มีอะไรเหรอครับ?” เอ่ยถามอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและน่าฟังเหมือนทุกครั้ง

“ผมรักคุณนะ ยูชอน” บอกคำรักทั้งที่รู้ว่ามันไม่มีค่า ไม่มีความหมายใดๆ เมื่อเทียบกับใครอีกคนที่จากไป ใครคนนั้นที่เค้าไม่แม้แต่จะรู้จักชื่อหรือเคยพบหน้า หากแต่กลับต้องยอมแพ้ให้กับเจ้าของชื่อนั้นอย่างไม่มีทางเลือกใดๆ

“.....” ยูชอนมองใบหน้าคนตรงหน้านิ่งด้วยนัยน์ตาที่ไม่สะท้อนความรู้สึกใดๆออกมา ถอนใจออกมาเบาๆคล้ายกับเบื่อเสียเหลือเกิน ก่อนทำท่าจะเอนตัวลงนอนกับเบาะอีกครั้ง หากแต่กลับถูกมือแข็งแรงของอีกฝ่ายกระชากแรงๆจนปะทะกับแผ่นอกแกร่ง นัยน์ตาสวยช้อนขึ้นมองใบหน้าที่อยู่ใกล้เสียจนรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นของอีกฝ่าย ไม่มีคำพูดใดๆจากคนทั้งคู่ นัยน์ตาของแจจุงเอ่อคลอด้วยน้ำอุ่นใส เฝ้ามองคนตรงหน้าผ่านม่านหยดน้ำตานั้นนิ่ง

ยูชอน...ที่น่าสงสาร...

“ผมรักคุณนะ...และจะรักแค่คุณตลอดไป” บอกอีกฝ่ายอย่างช้าๆ ราวกับจะให้คำว่ารักค่อยๆซึมซับผ่านกำแพงหนาภายในใจนั้นทีละเล็กทีละน้อย ก่อนโอบกอดร่างบอบบางตรงหน้าให้แนบชิดกับตัวเอง ยูชอนไม่ดิ้นหรือขืนตัวออกจากอ้อมกอดแน่นหนานั้น ใบหน้าหวานเรียบเฉยราวกับไร้ความรู้สึก แจจุงซุกใบหน้าลงกับไหล่บาง หลับตาลงแน่นขับหยดน้ำตาให้รินไหลลงมาอย่างไม่นึกอายคนตรงหน้า เพราะหยดน้ำตาเหล่านี้ไม่ได้มาจากความอ่อนแอของตัวเอง หากแต่กำลังรินไหลเพื่อคนในอ้อมกอด

ได้โปรด อย่าเจ็บปวดอีกเลย....

ผมยินดีที่จะร้องไห้ไปจนชั่วชีวิต หากมันจะทำให้คุณหัวเราะได้อย่างมีความสุขเพียงสักครั้ง

 

TBC...

 

Comment

Comment:

Tweet


ผมยินดีที่จะร้องไห้ไปจนชั่วชีวิต หากมันจะทำให้คุณหัวเราะได้อย่างมีความสุขเพียงสักครั้ง

...

มันจะดีจริงหรือถ้าหากคิดแบบนี้??

ชั่วชีวิตมันนานแค่ไหนกันเชียว

ถ้ามันเจ็บปวดขนาดนั้น..

ชั่วชีวิตจะเหลือเพียงพรุ่งนี้หรือเปล่า...

ใครจะตอบคำถามนี้นอกจากตัวเอง??

.
.
.

ฮยองเจ็บปวดมากใช่มั้ย
เจ็บได้แต่อย่าปิดกั้นตัวเองอีกเลยนะ
จมปลักอยู่กับความเจ็บปวด
ได้กลับมาเพียงความเจ็บที่ทวีขึ้นเรื่อยๆ
#6 by ★Yahooworld ★ At 2008-09-05 23:37,
อ่านเเล้ว ร้องไห้อีกเเล้วอ่า(ที่บ้านชักสงสัยว่าเป็นไรมากรึป่าว)
...สงสารทั้งคู่ อ่านเเล้วเจ็บปวดเเทนเหมือนตัวเองเป็นตัวละครในนั้น
อิน..อิน มากเลย
พิมพ์ไปปาดน้ำตาไป
ยูชอนเปิดใจรับซักทีนะ...
#5 by Bunsai (58.9.44.111) At 2008-08-30 17:58,
อ่านแล้วเค้าจาร้องไห้เน้
พี่เมทเลยไม่ให้เค้าอ่านอ่า มิซากิซังเนี่ยน้า แง้ๆๆๆ
รับผิดชอบด้วยฮือๆๆๆๆ
ทำไมถึงชอบฟิกเรื่องนี้นักนะ
ชอบ ชอบ ชอบ ชอบบบบบ
ชอบมากจนไม่รู้จะทำยังไง
บอกไว้เลยนะ ไม่ว่ายังไงก็จะรอฟิกเรื่องนี้
ตัวอย่าเลิกแต่งนะ ง่ออ ฮือๆๆๆ โศกกกกกกกกกกก
#4 by momo_rina At 2008-08-21 20:01,
ยูชอน .. ยูชอนที่น่าสงสาร
แต่แจจุงกับคนอ่านเจ็บปวดใจมากนะ

เปิดใจรับความรักเข้าไปทีเถอะ T-T

ชอบประโยคสุดท้ายจังค่ะ ...

รอต่ออยู่นะ เรื่องอื่นด้วย ^^
สู้ๆค่ะ
#3 by Azr (58.8.155.149) At 2008-08-15 12:24,
จุกเลย แค่ประโยคเดียว
#2 by {.........} At 2008-08-14 10:38,

เจ็บปวดนะ...

รักคือการให้ แล้วเมื่อไหร่ ยูชอนจะรับ สักที



เปิดใจเถอะ


ปล. Mouchido เอ่อ...รออยู่น้าค่ะ ~!
#1 by a.while At 2008-08-13 22:59,

HanulZora
View full profile