2008/Aug/23

Part 6

เสียงครางครือในลำคอของคนที่นอนอยู่ข้างกายปลุกให้เจ้าของใบหน้าคมคายที่กำลังหลับไหลตื่นขึ้นมาในกลางดึกขณะที่นาฬิกาดิจิตอลบนหัวเตียงบอกเวลาตีสามครึ่ง แจจุงยันตัวเองให้ลุกขึนนั่งด้วยสภาพง่วงงุน ก่อนจะชะโงกหน้าข้ามไหล่บางของคนข้างกายเพื่อดูให้แน่ใจว่าอีกฝ่ายกำลังหลับอยู่อย่างที่ควรจะเป็น

“นอนไม่หลับเหรอครับ?” เอ่ยถามคนที่นอนลืมตาอยู่ท่ามกลางความมืด แสงจันทร์ลอดผ่านช่องผ้าม่านเข้ามาสะท้อนกับนัยน์ตาสีอ่อนดูเป็นประกายอย่างประหลาด

“อืม...” ยูชอนตอบเสียงเบาในลำคอ ก่อนจะพลิกตัวนอนหงาย นัยน์ตาสะท้อนประกายนั้นมองใบหน้าคมคายของอีกฝ่ายที่ตอนนี้เห็นเพียงแค่เงาเลือนลางในความมืดและแสงจันทร์อ่อนจาง รู้สึกมึนหัวและเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวไปหมด ทั้งๆที่อยากจะบอกแต่กลับรู้สึกเหมือนปากหนักพูดอะไรไม่ออก

“ไม่สบายรึเปล่า?” แจจุงถามด้วยน้ำเสียงเป็นกังวลก่อนแตะมือลงเบาๆบนหน้าผากและลำคอของคนที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง ร่างสูงถอนใจออกมาเบาๆเมื่อสัมผัสนั้นอุ่นจัด แจจุงลุกลงจากเตียงแล้วเดินออกจากห้องนอนไปทิ้งให้ยูชอนนอนอยู่บนเตียงเพียงครู่หนึ่งก่อนจะเดินกลับมาพร้อมอุปกรณ์พยาบาลคนป่วย

“ผมบอกแล้วใช่มั้ยว่าถ้าฝนตกให้โทรมาเรียกแล้วผมจะไปรับ” แจจุงถามเหมือนผู้ใหญ่ที่กำลังซักเด็กที่หนีออกไปเที่ยวมาจนไม่สบายแบบนี้ ผ้าขนหนูชื้นเย็นแตะลงบนผิวกายเนียนละเอียดอย่างแผ่วเบา ยูชอนขยับตัวเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงความเย็นนั้น มือเรียวเล็กปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตที่สวมอยู่ออกเพื่อให้อีกฝ่ายเช็ดตัวให้ตัวเองได้สะดวกขึ้น

“ผมไม่ได้ตากฝน” บอกเสียงแผ่วผ่านลำคอที่เจ็บร้าว แจจุงเอื้อมมือไปปลดซิปกางเกงแสลคสีเข้มก่อนจะค่อยๆดึงกางเกงผ่านขาเพรียวยาวของคนที่นอนอยู่ไม่สุข ใช้เวลาเพียงไม่นานนักสำหรับการแต่งตัวให้กับยูชอนที่นอนป่วยแบบไร้เรี่ยวแรงอยู่ตอนนี้

“ไอ้ลูกค้าบ้านั่น เป็นหวัดก็ไม่บอกสักคำ...แค่กๆๆ...” แม้จะป่วยจนแทบลืมตาไม่ขึ้นแต่ยังคงนึกสาปแช่งคนร้ายที่ทำให้เขาต้องมานอนป่วยแบบนี้ ไอ้ลูกค้าตัวแสบ อย่าให้เจออีกนะ...แจจุงถอนใจกับเหตุผลของอีกฝ่ายก่อนจะปีนกลับขึ้นไปนอนบนเตียงอีกครั้ง

“วันหลังน่ะก็ดูให้ดีๆหน่อย” แจจุงบอกน้ำเสียงเรียบ ในเมื่อไม่มีสิทธิ์เลือกใดๆกับสิ่งที่เป็นอยู่ เป็นแค่เจ้าของร่างกาย เป็นแค่เจ้าของสถานที่ที่ยูชอนจะกลับมาในทุกครั้งที่ไม่มีที่ไป...เป็นแค่คนที่รักโดยไม่มีสิทธิ์ใดๆในหัวใจของคนคนนี้

“อืม...รู้สึกไม่ดีเลยแจจุง เหมือนจะอาเจียน” ยูชอนบ่นพึมพำเมื่อรู้สึกอย่างที่พูดจริงๆ อาการเวียนหัวที่รบกวนอยู่แม้ยามหลับตานั้นพาลทำให้รู้สึกอยากจะขย้อนเอาของที่กินเข้าไปออกมาอยู่ร่ำๆ ร่างบางพลิกตัวเข้าหาคนที่นอนอยู่ข้างๆแล้วซุกใบหน้าลงกับแผ่นอกแกร่งราวกับหาที่พึ่งพิง

“ไปหาหมอมั้ย?” แจจุงถามเสียงกังวลเมื่อจู่ๆยูชอนก็มากอดเขาไว้เองโดยที่เขาไม่ต้องเอื้อมมือไปหาหรือเสี่ยงให้ถูกรำคาญ มือเรียวค่อยๆวางลงบนเรือนผมนุ่มอย่างชั่งใจ เพราะการที่ยูชอนกอดไม่ได้หมายความว่าเขาสามารถกอดหรือแตะต้องยูชอนกลับได้อย่างที่อยากทำ แจจุงลอบถอนใจออกมาอย่างแผ่วเบาเมื่อยูชอนไม่ได้แสดงอาการอะไรกับการที่เขาลูบผมยูชอนอยู่อย่างตอนนี้

“ไม่เอา...ผมเกลียดโรงพยาบาล...” ยูชอนบอกเสียงเบา ใช่..เกลียดโรงพยาบาล เกลียดสีขาว เกลียดกลิ่นยา เกลียดความโศกเศร้าที่ลอยอยู่ทั่วทุกหนแห่ง เกลียดความทรงจำที่เลวร้าย...เกลียดทุกสิ่งทุกอย่างที่พรากใครคนนั้นไปจากเขา...

มือเล็กละจากแผ่นหลังกว้างขึ้นแตะบนริมฝีปากของเจ้าของใบหน้าคมคายเบาๆ กดปลายนิ้วเล็กน้อยเพื่อสื่อถึงสิ่งที่ตัวเองต้องการ แจจุงเลิ่กคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะจรดริมฝีปากลงจูบอย่างแผ่วเบาบนกลีบปากอิ่มที่อุ่นด้วยพิษไข้ ลมหายใจร้อนที่ปะทะอยู่นั้นทำให้นึกกังวล

“งั้นพรุ่งนี้ผมจะให้หมอมาตรวจที่ห้องนะ” เสนออีกทางเลือกให้คนเอาแต่ใจ หากแต่อาการส่ายหน้าไปมากับเสียงอู้อี้ที่ฟังดูงอแงเหมือนเด็กๆทำให้เขารู้ว่ายูชอนไม่ยอมรับข้อเสนอนี้

“ไม่เอา...ผมเกลียดหมอ...”

“งั้นก็กินยาแล้วกัน”

“ไม่เอา...ผมเกลียดยา...”

“ยูชอน....แบบนี้จะไม่หายนะ” แจจุงเตือนก่อนจะถอนหายใจออกมากับอาการดื้อของคนในอ้อมแขน ยูชอนเงยหน้าขึ้นมองคนที่กำลังกอดเขาอยู่ ภาพใบหน้าของแจจุงนั้นดูพร่าเลือนลงไปตามสติที่เหลืออยู่ ดูเหมือนไข้หวัดคราวนี้จะรุนแรงกว่าที่คิดเอาไว้...

“นอนพักเดี๋ยวก็หายแล้ว” บอกเสียงอู้อี้กับอกกว้างก่อนเบียดกายอุ่นเข้าหาอีกฝ่าย ริมฝีปากอิ่มยิ้มออกมาเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงอ้อมแขนที่กระชับแน่นเข้าอย่างที่ต้องการ ไม่เคยต้องเอ่ยปากขอให้มากความเพียงแค่สัมผัสหรือการแสดงออกเล็กน้อยแจจุงก็ตอบสนองเขาอย่างที่เขาต้องการเสมอ...

“เอาแบบนั้นก็ได้ครับ...งั้นนอนพักซะนะครับ...” แจจุงส่ายหน้าเล็กน้อยหากแต่กลับมีรอยยิ้มบางๆบนสีหน้าที่ดูเหนื่อยใจนั้น เขาไม่เคยเห็นยูชอนในด้านนี้มาก่อน แม้จะไม่สบายใจที่ยูชอนไม่สบายหากแต่อาการดื้อรั้นที่ดูน่ารักแบบนี้กลับทำให้เขายิ้มออกมาได้...

“อืม...” ยูชอนขานรับในลำคอเสียงเบาก่อนจะจมลงไปสู่ห้วงนิทราอย่างรวดเร็วด้วยความอ่อนเพลีย เหลือเพียงแจจุงที่ยังคงนอนลืมตาในความมืด มือเรียวลูบเบาๆบนเรือนผมนุ่มอย่างอ่อนโยนราวกับจะกล่อมให้คนในอ้อมแขนหลับให้สบาย...

“ฝันดีนะครับ...คนดีของผม” แจจุงบอกเสียงเบาก่อนกดริมฝีปากลงจูบบนหน้าผากเนียนที่ตอนนี้อุ่นจัดอย่างแผ่วเบา ทอดสายตามองออกไปข้างนอกหน้าต่างที่ตอนนี้ยังคงมืดสนิท แต่อีกไม่นานแสงอาทิตย์แห่งรุ่งอรุณก็คงมาเยือน...ก้มลงมองร่างบางที่คงกำลังจมอยู่ในห้วงของความฝันที่เขาไม่อาจมองเห็นหรือสัมผัส ปลายนิ้วโป้งหยาบไล้อย่างแผ่วเบาบนเรือนแก้มเนียนราวกับจะเช็ดหยดน้ำตาใดๆที่เคยรินรดลงบนเรือนแก้มนี้...

“ผมรักคุณนะ ยูชอน...” กระซิบเสียงแผ่วราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน เขารู้ดีว่าสิ่งที่ยูชอนต้องการไม่ใช่ความรักของเขา เพราะแบบนั้นไม่ว่าจะมอบทั้งหัวใจ ไม่ว่าจะรักมากแค่ไหน ความรักของเขาก็ไม่มีค่า ไม่มีความหมาย และมันก็ไม่มีวันส่งไปถึงยูชอน...ไม่มีวัน

 

เสียงโทรศัพท์มือถือที่ดังต่อเนื่องมาตั้งแต่เมื่อห้านาทีก่อนนั้นกำลังฉุดรั้งใครบางคนที่กำลังหลับไหลให้ตื่นขึ้นจากห้วงนิทราที่แสนล้ำลึก ยูชอนพลิกหน้าหนีเสียงโทรศัพท์ที่ดังน่ารำคาญก่อนดึงหมอนที่อยู่ใกล้ๆมาปิดหูตัวเองไว้แล้วพยายามกล่อมตัวเองให้หลับลงไปอีกครั้ง

แต่ทันทีที่รู้สึกตัวตื่นก็เหมือนระบบต่างๆในร่างกายจะเริ่มทำงาน อาการคลื่นไส้ที่เป็นตั้งแต่เมื่อคืนจึงตื่นขึ้นมาทำปฏิกิริยาได้รวดเร็วพอๆกับที่ทุกอย่างที่กินไปเมื่อวานแล่นย้อนกลับมาจะออกทางเดิม ยูชอนยันตัวเองให้ลุกขึ้นจากเตียงทั้งๆที่ยืนแทบไม่ไหว สุดท้ายก็ล้มโครมลงบนพื้นพร้อมๆกับที่เศษอาหารของเมื่อคืนไหลย้อนออกมา

“ยูชอน!” แจจุงที่ได้ยินเสียงโครมครามจากในห้อง รีบรุดเข้ามาประคองร่างบางที่นอนอยู่บนพื้นให้ลุกขึ้นนั่งดีๆ ยูชอนเอนซบลงกับแผ่นอกของอีกฝ่ายอย่างอ่อนแรง มือแกร่งลูบไปตามใบหน้าและเรือนผมที่ดูเลอะเทอะ ใบหน้าคมคายฉายแววกังวลอย่างเห็นได้ชัด

“ไปหาหมอนะ ผมจะพาไป” พูดจบก็พยายามจะพยุงร่างบอบบางให้เข้าสู่อ้อมแขน หากแต่ยูชอนเอาแต่ส่ายหน้าไปมา

“แจจุง...ผม...อุบ...” พูดไม่ทันจบคำอะไรต่างๆที่ยังหลงเหลืออยู่ในท้องก็ขย้อนออกมาอีกครั้งจนตอนนี้เลอะไปทั้งตัวเองและคนที่ประคองกอดเขาไว้ แจจุงไม่สนใจเสื้อผ้าที่เลอะเทอะของตัวเองแล้วรีบอุ้มร่างบางแนบกับอกแล้วลุกขึ้นด้วยความทุลักทุเลเพราะดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ยอมเอาง่ายๆ

“ไม่เป็นไรนะ ยูชอนเดี๋ยวผมพาคุณไปหาหมอ” แจจุงบอกเสียงอ่อนก่อนจะเดินออกจากห้องนอนโดยอุ้มยูชอนเอาไว้ ร่างบางพยายามลืมตาขึ้นมองภาพรอบกายทั้งๆที่เปลือกตาหนักอึ้งและใบหน้าร้อนผ่าวด้วยพิษไข้ แต่ภาพห้องนอนและห้องรับแขกที่ผ่านตาไปทำให้รู้ว่าแจจุงกำลังจะพาเขาไปโรงพยาบาลจริงๆ...โรงพยาบาล...


‘ยูชอนไม่ชอบโรงพยาบาลเหรอ?’

‘อืม ผมไม่ชอบกลิ่นยาน่ะ’


“ไม่เอา...ไม่ไป” ยูชอนพูดพร่ำซ้ำคำเดิมครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งๆที่ใบหน้าซีดเหมือนกระดาษ เสื้อเชิ้ตสีขาวที่สวมอยู่นั้นเลอะไปหมด มือซีดขาวพยายามรั้งแขนแกร่งของอีกฝ่ายไว้แล้วบีบแน่นราวกับจะสั่งให้ร่างสูงทำตามที่เขาบอก

“ไม่ได้ยูชอน หน้าคุณซีดมากแล้ว” แจจุงบอกเสียงเข้มขึ้นหวังจะให้อีกฝ่ายเลิกงอแงแบบนี้เสียที แต่ยูชอนกลับพูดแต่คำเดิมซ้ำไปซ้ำมาจนน่าหงุดหงิด อาการของยูชอนแย่กว่าที่เขาคิดไว้มาก สองแขนแกร่งพยายามประคองอีกฝ่ายไว้แนบอกโดยไม่สนใจเสียงงึมงำของคนในอ้อมแขน


‘แต่ผมคงต้องอยู่ที่นี่ไปจนกว่าจะตายแน่ๆเลย...ถ้าเป็นแบบนั้น...’

‘ยองวุง ไม่ตายหรอกน่า...อย่าพูดอะไรแบบนั้นสิ’


“ผมไม่ไป...ไม่ไป...ผมไม่ไปที่นั่น...ไม่ไป...ฮึก...ฮึก..ไม่..” มือเล็กทุบลงบนแผ่นอกแกร่งของคนที่กำลังอุ้มตัวเองไว้อย่างไร้เรี่ยวแรง หยดน้ำตามากมายเอ่อล้นและรินรดลงบนแก้มใส สองขาของแจจุงนิ่งหยุดลงเพียงแค่หน้าประตูห้อง

“ยูชอน....” แม้แต่เสียงของเขาในเวลานี้ก็ไม่ยอมออกมา ไม่ต่างจากเรี่ยวแรงที่จะพาให้เขาก้าวออกไปได้ เขาต้องรีบพายูชอนไปโรงพยาบาล เขารู้ว่าเขาควรทำแบบนั้น แต่ทั้งหยดน้ำตาและเสียงสะอื้นไห้ของคนในอ้อมแขนนั้นทำให้เขาคิดไม่ออกแม้แต่ว่าเขาควรจะพูดอะไรต่อ น้ำตาของยูชอนนั้นสวยงามราวกับอัญมณีไสบริสุทธิ์ที่ต้องไล่ตามไขว่คว้าไปถึงขอบโลก หากแต่อัญมณีที่แสนเลอค่านั้นกลับแลกมาด้วยความเจ็บปวดที่มากล้นในใจของเขา


‘อยู่กับผมได้มั้ย? ถึงจะเป็นโรงพยาบาลที่ยูชอนไม่ชอบก็อยู่กับผมได้มั้ย...จนกว่าผมจะ...’

‘ผมจะอยู่กับยองวุงตลอดไป ไม่ว่าจะที่ไหน...แต่ต้องแลกกันนะ ยองวุงก็ต้องอยู่กับผมตลอดไปเหมือนกัน’


“ไม่ไป...ผมไม่ไป...” คำพูดเดิมถูกถ่ายทอดผ่านน้ำเสียงสั่นเครือและแผ่วเบาครั้งแล้วครั้งเล่า ราวกับหัวใจที่แสนด้านชาของเขานั้นอ่อนแอลงไปพร้อมกับร่างกายที่ไร้เรี่ยวแรง ไม่มีแรงจะต่อสู้หรือเก็บกลั้นอดีตที่คอยทำร้ายเอาไว้ในซอกมุมของหัวใจได้อย่างทุกครั้ง ไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงจะวิ่งหนี...ได้แต่ปล่อยให้ภาพความทรงจำที่เลวร้ายนั้นทำร้ายจนแทบแหลกสลาย...

“ไม่.....” คำพูดทั้งหมดจบลงเมื่อไม่อาจจะประคองสติตัวเองไว้ได้อีกต่อไป เปลือกตาบางปิดลงพร้อมกับมือเล็กที่ร่วงลงข้างตัวอย่างไร้เรี่ยวแรง แจจุงร้องเรียกคนในอ้อมแขนด้วยความตระหนก หากแต่สิ่งสุดท้ายที่ยูชอนได้ยินกลับไม่ใช่เสียงของแจจุงที่ร้องเรียกเขา หากแต่เป็นเสียงของใครบางคนที่จากไปอย่างไม่มีวันกลับ เสียงที่ใครคนนั้นที่เอ่ยกับเขาพร้อมรอยยิ้มและริมฝีปากที่สัมผัสกันแทนคำสัญญานั้น...คำสัญญาที่กลับกลายเป็นเพียงแค่คำโกหก...คำโกหกที่คอยทำร้ายให้เจ็บปวดไม่ต่างจากตายทั้งเป็น...
.
.
.
‘ครับ...ผมสัญญา...ผมจะอยู่กับยูชอนตลอดไป’

 

ผมเคยถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ว่าเมื่อไรกันนะลมหายใจของผมถึงจะหมดลง...

“รู้มั้ยการมีชีวิตอยู่คืออะไร?” เสียงทุ้มของคนข้างกายที่เอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบและความสวยงามของพระอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้าเบื้องหน้านั้นเรียกให้เจ้าของใบหน้าขาวจัดหันกลับไปมอง ยูชอนเอียงคออย่างไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรนัก

“ก็มีลมหายใจแบบนั้นล่ะมั้ง” ตอบไปอย่างที่คิด มือเล็กเรียวเท้าลงบนผืนหญ้าจั๊กจี้มือ เอนตัวลงเล็กน้อยเพื่อคลายความเมื่อยล้า ทอดสายตามองภาพทะเลสาบกว้างเบื้องหน้าพลางเฝ้าสงสัยว่าแผ่นน้ำสะท้อนเงาตรงหน้านั้นลึกมากแค่ไหน...ก้อนหินที่คว้ามาได้ถูกขว้างออกไปสุดแรงก่อนที่จะจมหายลงไปอย่างเงียบเชียบ...

“ก็เกือบถูกนะ...แต่ว่าการมีชีวิตอยู่น่ะคือการมีลมหายใจเพื่อใครสักคนต่างหาก” ยองวุงบอกก่อนหันไปมองคนตัวบางที่นั่งอยู่ข้างๆ ใบหน้าด้านข้างที่ดูอ่อนหวานอาบไล้แสงอาทิตย์สีส้มจัด เสื้อเชิ้ตสีดำที่สวมอยู่นั้นราวกับจะทำให้ใบหน้านี้หมองเศร้า

“ใครสักคน...เหรอ?” ยูชอนทวนคำพูดของอีกฝ่ายเสียงเบา ก่อนจะขยับตัวถอยออกอย่างลืมตัวเมื่อยองวุงยื่นมือมาใกล้ ยองวุงยิ้มเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆเอื้อมมือไปหยิบเศษใบไม้ออกจากเรือนผมสีเข้มของคนตรงหน้า มือเรียวสัมผัสลงอย่างอ่อนโยนบนเรือนผมนุ่ม

“ครับ...ใครสักคนที่เป็นคนสำคัญ” ยองวุงบอกพร้อมรอยยิ้มที่ราวกับจะถ่ายทอดความรู้สึกทั้งหมด ลูบบนกลุ่มผมสีเข้มอย่างแผ่วเบาราวกับกำลังปลอบโยนจิตใจที่แสนว้าวุ่น ยูชอนมองคนตรงหน้านิ่ง สัมผัสอ่อนโยนที่ไม่เคยได้รับจากใครคนอื่นนอกจากคนตรงหน้าส่งให้หัวใจเต้นแรงขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ร่างบางเสสายตาหนีไปมองทางอื่นเมื่อเผลอสบตากับอีกฝ่ายเข้า

“ผมไม่เคยมีคนสำคัญ” ยูชอนบอกเสียงเบาก่อนดันมือเรียวของอีกฝ่ายให้ออกห่าง ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึกอย่างลืมตัว ราวกับลำคอเขื่องขมจนเหมือนทุกถ้อยคำนั้นผ่านออกมาอย่างยากลำบาก วางปลายคางลงบนหัวเข่าแล้วมองภาพดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลับหายไปด้วยความรู้สึกว่างเปล่า...

“งั้นก็ลองมีสิ...เป็นผมก็ได้นะ” ยองวุงบอกน้ำเสียงเรียบราวกับเป็นเรื่องปกติ ยูชอนหันกลับไปมองร่างสูงด้วยความสงสัยระคนตกใจเล็กน้อย

“ก็ไหนๆผมก็ให้ยูชอนเป็นคนสำคัญของผมแล้วนี่ ยูชอนก็มีผมเป็นคนสำคัญสิจะได้ไม่เสียเปรียบ” บอกเงื่อนไขชวนงงพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้าคมคาย เขยิบเข้าไปใกล้คนที่ทำหน้างงอยู่ก่อนจะจับมือทั้งสองข้างที่แสนบอบบางขึ้นมาตรงหน้า

“นี่คือผมกับยูชอนใช่มั้ย ผมให้ยูชอนเป็นคนสำคัญของผมแบบนี้” อธิบายไปพลางจับมือเล็กให้แบออกทั้งสองข้าง แล้ววางมือข้างหนึ่งของตัวเองลงไปบนฝ่ามือนุ่มนั้น น้ำหนักที่มากขึ้นทำให้มือข้างหนึ่งต่ำลงเล็กน้อย

“เห็นมั้ยล่ะ ยูชอนเสียเปรียบเห็นๆเลย เพราะงั้นผมก็จะยอมยกตัวเองให้เป็นคนสำคัญของยูชอนแบบนี้...” วางมืออีกข้างลงบนฝ่ามือที่อยู่สูงกว่าแล้วออกแรงเพียงเล็กน้อยให้มือทั้งสองลงมาอยู่ในระดับเดียวกัน

“เป็นไงเท่ากันแล้วเห็นมั้ย?” ยองวุงถามพร้อมรอยยิ้มบางๆ แล้วจรดจูบเบาๆบนริมฝีปากอิ่มของคนตรงหน้าแล้วผละออก ยูชอนมองมือของเขาที่ตอนนี้ถูกเกาะกุมอยู่นิ่ง ไม่รู้ว่านานแค่ไหนที่นั่งนิ่งอยู่แบบนั้น แต่คงนานพอที่หยดน้ำอุ่นใสจะกลั่นล้นขึ้นมาเอ่อคลอนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อน ยองวุงยื่นใบหน้าไปใกล้ก่อนจูบเบาๆลงบนเปลือกตาบาง หยดน้ำตาถูกขับให้ร่วงหล่นลงบนเรือนแก้มใสอย่างห้ามไม่ได้ เขาไม่รู้จักความอบอุ่นในหัวใจ เขาไม่รู้จักความรู้สึกที่แสนยิ่งใหญ่ของการทำเพื่อใครสักคน เขาไม่รู้จักความรัก ไม่เคยแม้แต่จะคิดว่าจะได้รับมัน

‘จำที่พี่พูดไว้นะยูชอน...อย่ามีคนสำคัญ อย่ารักใคร’

“ยูชอน การรักใครสักคนไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คุณคิด...การที่....” ถ้อยคำทั้งหมดจบลงเมื่อร่างเล็กโผเข้ากอดเขาไว้จนแทบล้มไปด้วยกัน ยองวุงยกแขนขึ้นกอดคนตัวบางที่กำลังสะอื้นอยู่อย่างอ่อนโยนที่สุดที่เขาจะทำได้

 “ผมรักคุณนะ ยูชอน...” กระซิบบอกอย่างแผ่วเบาก่อนจะยิ้มออกมาบางๆ เมื่อได้ยินเพียงเสียงอู้อี้ของคนในอ้อมแขนที่พยายามจะเอ่ยคำนั้นออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า แม้จะฟังแทบไม่เป็นศัพท์แต่อ้อมแขนเล็กที่กระชับแน่นนั้นก็เพียงพอที่จะทำให้เขาเข้าใจสิ่งที่ยูชอนต้องการจะบอก...คำนั้น...คำเดียวกัน....

“...ผมรักคุณ...ยองวุง...”

‘เพราะความรักจะกลายเป็นพันธนาการที่ล่ามเราไว้กับความเจ็บปวดไปจนวันตาย’

 

แสงไฟสีขาวตกกระทบกับน้ำในกะละมังพลาสติกใบเล็กที่กระเพื่อมไหวด้วยหยดน้ำที่ไหลจากแรงบีบผ้าขนหนูในมือเรียว แจจุงแตะผืนผ้าเย็นชื้นลงบนเรือนแก้มใสอย่างเบามือ เรื่อยไปถึงลำคอระหง ได้ยินเพียงเสียงครางในลำคอที่ฟังดูเหมือนเด็กที่กำลังอารมณ์เสียเพราะโดนรบกวนเวลานอนกลางวัน
 
“ยองวุง...” ภาพของร่างบอบบางที่ยังคงหลับไหลอยู่ในความฝันหรือภาพความทรงจำที่หล่อเลี้ยงหัวใจที่ไม่อยากจะขยับไหวให้ยังคงเต้นต่อไปนั้นเป็นภาพที่แสนคุ้นตา ทั้งๆที่น่าจะชินชาจนไม่รู้สึกหากแต่ในเวลานี้เขากลับรู้สึกเจ็บร้าวไปทั้งอก

ตึง!! แจจุงชกมือลงกับผนังอย่างแรงจนเจ็บร้าวไปทั้งมือ ก้มลงมองหลังมือที่ขึ้นรอยแดงของตัวเอง แล้วแค่นยิ้มกับตัวเองอย่างแสนเศร้า...ไม่รู้ว่าเมื่อไรที่หัวใจของเขาจะด้านชาจนไม่เจ็บอีกต่อไป...
.
.
“แจจุง...หิวน้ำ” เสียงแห้งแหบที่เอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบนั้นเรียกให้แจจุงหันกลับไปก่อนจะรีบลุกไปหยิบน้ำมาให้คนที่กำลังนอนอยู่บนเตียง ค่อยๆประคองร่างบอบบางให้ลุกขึ้นนั่งพิงกับหัวเตียง ก่อนยกแก้วน้ำจรดกับริมฝีปากอิ่มนั้นแล้วค่อยๆยกแก้วขึ้นช้าๆ เพียงแค่ครู่เดียวยูชอนก็ยกมือขึ้นแตะแก้วเบาๆแทนคำพูด แจจุงวางแก้วลงที่พื้นข้างเตียงก่อนจัดให้ยูชอนนอนลงกับเตียงอีกครั้ง

“เป็นยังไงบ้างครับ?”  เอ่ยถามอีกฝ่ายก่อนยกมือขึ้นแตะบนหน้าผากเนียนนั้นแล้วมองใบหน้าซีดขาวของคนตรงหน้าอย่างเป็นกังวลเมื่อสัมผัสที่มือนั้นอุ่นจัดแม้จะเช็ดตัวให้แล้วหลายครั้ง

“มึนหัว...” ยูชอนตอบเสียงเบาในลำคอ ก่อนนิ่วหน้าเล็กน้อยเมื่ออาการปวดหัวแล่นจี๊ดเข้ากระบอกตา มือเล็กยกขึ้นกดตรงที่ปวดนิ่งเผื่อจะช่วยให้อาการเบาลงบ้าง นอนนิ่งอยู่แบบนั้นพักนึงก่อนจะถอนใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน เขาไม่เคยเป็นหวัดรุนแรงขนาดนี้มาก่อนเลยจริงๆ...

“นอนพักเถอะครับ...เดี๋ยวผมไปทำข้าวต้มมาให้” แจจุงบอกก่อนลูบเบาๆบนเรือนผมนุ่มของคนป่วย แล้วจะลุกไปหากแต่ต้องชะงักไว้เมื่อถูกมือเล็กของอีกฝ่ายดึงไว้

“มือไปโดนอะไรมา?” ยูชอนถามเจ้าของมือเรียวที่มีแต่รอยแดงช้ำ แจจุงยืนนิ่งไม่รู้แม้แต่ว่าเขาควรจะตอบอะไร มือเล็กและซีดขาวแตะเบาๆลงบนหลังมือช้ำราวกับกลัวว่าจะทำให้เขาต้องเจ็บ แจจุงกัดริมฝีปากแน่นจนรู้สึกถึงรสชาติของเลือดเค็มปร่า... ไม่ใช่ที่มือ...หัวใจของผมต่างหากที่เจ็บ...ยูชอน...

“เจ็บรึเปล่า?...” น้ำเสียงที่เอ่ยถามคล้ายกับห่วงใยนั้นราวกับจะทำให้แจจุงรู้สึกว่าหัวใจของเขาที่กำลังจะหยุดลงด้วยความเจ็บปวดนั้นกลับมาเต้นใหม่อีกครั้งเพราะคนคนนี้...คนที่ทำร้ายหัวใจของเขาครั้งแล้วครั้งเล่า

“ไม่หรอกครับ...แค่นี้เอง...” น้ำเสียงที่ออกมานั้นกระท่อนกระแท่นจนน่าโมโห หากแต่ยูชอนกลับยิ้มเล็กน้อย ก่อนเป่าเบาๆบนหลังมือช้ำ จนแสบไปทั้งมือเพราะลมหายใจอุ่นที่กระทบกับรอยแผล แจจุงมองใบหน้าซีดขาวของคนตรงหน้านิ่งราวกับถูกสาป ยูชอนเอื้อมมือขึ้นแตะเบาๆบนใบหน้าคมคายของคนตรงหน้าอย่างแผ่วเบา ริมฝีปากอิ่มจุดรอยยิ้มขึ้นอย่างทุกครั้ง

“แจจุง...” เอ่ยเรียกอีกฝ่ายโดยไม่แม้แต่จะหันไปมองหรือสบตาเจ้าของชื่อนั้น ยูชอนมองออกไปเรื่อยๆอย่างไร้จุดหมาย ราวกับเพดานสีขาวเบื้องบนนั้นคือความว่างเปล่า อยากเห็นเหลือเกินว่าท้องฟ้าที่อยู่ข้างบนนั้นมันกว้างสักแค่ไหน ทำไมเขาถึงไม่เคยเห็นใครคนนั้น...ความเจ็บปวดเอ่อล้นขึ้นมาในจิตใจ หยดน้ำใสเอ่อล้นขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ หากแต่ก็ไม่ได้คิดจะห้ามมันตั้งแต่แรก บางทีแล้วถ้าร้องไห้ออกมา ความเจ็บปวดอาจจะลดลงไปก็ได้

“ยูชอน...” แจจุงได้แต่เรียกชื่อของอีกฝ่ายออกมาราวกับคนขี้ขลาดที่ไม่กล้าแม้แต่จะยกมือขึ้นเช็ดหยดน้ำตาที่กำลังรินไหลของคนตรงหน้า ยูชอนหลับตาลงช้าๆปล่อยให้หยดน้ำตารินไหลลงมาอย่างไม่ขาดสาย เสียงสะอื้นแผ่วเบานั้นขาดห้วงฟังดูแล้วแสนเศร้า

“กอดผมได้มั้ย?” สิ้นคำถามนั้นร่างบอบบางถูกรั้งไปกอดไว้ในอ้อมแขนโดยปราศจากคำตอบใดๆ แจจุงโอบกอดร่างบอบบางในอ้อมแขนอย่างอ่อนโยนและทนุถนอมที่สุด กดปลายจมูกลงบนไหล่บางสูดกลิ่นกายหอมละมุน

“แน่นกว่านี้อีกได้มั้ย?” เอ่ยขออย่างไม่รู้สึกเขินอายใดๆ แจจุงเผลอกัดริมฝีปากตัวเองแรงๆจนรู้สึกเจ็บ สองแขนนั้นกอดรัดร่างในอ้อมแขนแน่นเข้าอีก แน่น...จนเหมือนกำลังจะแตกสลาย...สองแขนเรียวเล็กโอบกอดคนตรงหน้าตอบ มือเล็กนั้นสั่นสะท้านลากไล้ไปตามแผ่นหลังกว้าง.... ริมฝีปากอิ่มเผยรอยยิ้มบางเบาเจือหยดน้ำตาที่ไหลริน
.
.
.
.
.
.
“....ยองวุง...”

 

คนเราก็แปลก...ทั้งๆที่รู้ว่าเจ็บ...แต่ก็ยังทำให้ตัวเองเจ็บอยู่ได้

 

TBC...

 

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
Captcha: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
คนเราก็แปลก...ทั้งๆที่รู้ว่าเจ็บ...แต่ก็ยังทำให้ตัวเองเจ็บอยู่ได้


มันคงมีความสุขด้วยล่ะมั้ง ถึงยอมเจ็บ

แต่ยิ่งไม่รักใคร มันยิ่งเจ็บมากกว่านะ


ชอนนี่จ้ะ เปิดใจเถอะ ..


ปล. อยากเจอ Mouichido อีกครั้งหนึ่ง (ฮา...)
#1  by  a.while At 2008-08-23 08:52, 
^
^

เห็นด้วยอย่างแรง ฮา...
#2  by  ★~* Keawy *~ ★ At 2008-08-23 14:10, 
คนเราก็แปลก...ทั้งๆที่รู้ว่าเจ็บ...แต่ก็ยังทำให้ตัวเองเจ็บอยู่ได้

ยกมือเห็นด้วยอีกคนค่ะ เพราะเราก้อเป็นแบบนี้อ่ะ

ปล อย่าลืมอัพเรื่องของคู่ ยุนแจ ด้วยนะคะ ขอบคุณมากค่ะ
#3  by  yj At 2008-08-23 21:22, 
การทำอะไรให้คนที่เรารัก ถึงมันจะเจ็บแต่ยังไงก็ยอม
#4  by  Xiasalhee At 2008-08-23 23:26, 

เพราะว่า เจ็บปวดแล้วก็มีความสุขไปด้วยพร้อมๆกันล่ะมั้ง
#5  by  db_xq (125.24.224.46) At 2008-08-24 12:22, 
โอ้ยยยยยยยยย
เนี่ยแหละ ถึงต้องเตรียมตัวก่อนจะอ่านฟิกของมิซากิซังเน้
เจ็บจัง สงสาร
สงสารแจจุง สงสารยูชอน

เพราะความรักจะกลายเป็นพันธนาการที่ล่ามเราไว้กับความเจ็บปวดไปจนวันตาย<<<

โฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮ
สงสารปาร์คขาโคตรๆ
แล้วก็สงสารแจจุงด้วย
ไม่รุ้จะพูดว่ายังไงอีกอ่า โฮฮฮ
ตัวมาต่ออีกน้า โฮฮฮฮฮฮฮฮฮ
เจ็บจัง ทำไมกันนะ ความรักมันถึงทำร้ายได้มากขนาดนี้ ฮือออ
#6  by  momo_rina At 2008-08-30 20:40, 
คนเราน่ะไม่แปลกหรอก

แต่คงแปลกที่หัวใจของคนเราซะมากกว่า

ทั้งๆที่รู้ว่ามันเจ็บแต่ก็เลือกที่จะอยู่กับความสุขเล็กน้อยนั้นท่ามกลางความเจ็บปวด

เคยอ่านกลอนบทนึงจำได้ติดตาจนถึงทุกวันนี้แม้มันจะผ่านมา 6 ปีแล้วก็ตาม

จากตอนที่ได้อ่านครั้งแรก...
.
.

ไม่มีดาวดวงใดหล่นจากฟ้ามาให้เก็บ
ในความปวดเจ็บความรักมักซ่อนอยู่
หลังกอหนามใหญ่อาจมีดอกไม้สีชมพู
เธอควรรู้สิ่งมีค่า..ไม่เคยได้มาง่ายดาย
.
.

สู้ๆแจจุง

ต้องมีวันที่ฮยองใจอ่อน

วันที่สุขที่สุดย่อมมาถึง
#7  by  ★Yahooworld ★ At 2008-09-05 23:31, 
ขอบคุณอย่างยิ่ง

รอนานมาก

แต่ก็คุ้มสมกับการรอคอย
#8  by  MICKY PIN (58.9.222.148) At 2008-09-23 14:13, 
แอบสารภาพนิดนึงว่าลืมไปนิดหน่อย ฮ่าๆ
ลืมเน้อเรื่องเดิมไปนิดนึง T^T

รู้สึกว่าชอบฉากที่แจจุงชกกำแพงนะ
มันดูแมนม๊ากกกกกกกกก เจ๋งอ่า ชอบบบ

ความรักของแจจจุงมันมากมายขนาดนี้ก็ยังทำให้ยูชอนคิดถึงคน ๆ นั้นอยู่สินะ..
เหมือนที่ว่าแหละค่ะ แม้จะรู้ว่าเจ็บ แต่ก็ยังคิดให้มันเจ็บ

งี้ดดด เศร้า T^T

สู้ ๆ ค่ะพี่มิซากิ
#9  by  TVfXQSOUL * (125.26.210.63) At 2008-09-24 15:34, 
ลืมหมดจนต้องกลับไปอ่านใหม่555

สนุกเหมือนเดิม..รอตอนร่อไปอยู่น้า

เรื่องอื่นด้วยจ้า
#10  by  olay_son (119.42.82.50) At 2008-10-01 17:11, 
สวัสดีค่ะbig smile
เนี่องจากเราไม่ได้เข้าบล็อกนี้นานมาก จนทำให้เราคิดว่าเราคงพลาดอะไรไป อย่างเช่น การแจ้งข่าว หรืออะไรทำนองนี้อะคะ
เราเป็นคนนึงที่ได้ทำการสั่งจอง friend ฉบับพิเศษและทำการชำระเงินไปแล้วด้วย
เราแค่อยากรู้ว่า
เอ่อ จะพูดไงดีหล่ะ sad smile
คือ เราอยากรู้ว่า ตอนนี้แต่งถึงไหนแล้วอะคะ?
เราไม่ได้เข้ามาเพื่อเร่งรัดหรือ ต่อว่าอะไร แต่เราแค่อยากรู้ความคืบหน้า ซักนิดก็ยังดี อย่างที่บอก เนื่องจากเราไม่ได้เข้าบล๊อกนี้มานานมากแล้ว อาจมีการแจ้งเรื่องความคืบหน้าไปแล้ว เราอาจตกข่าว เพราะงั้น เลยอยากให้ช่วยออกมายืนยันอีกทีอะค่ะ หากอยู่ในขั้นตอนการทำ เรารอได้เพราะว่าเราชอบฟิคเรื่องนี้(รวมทั้งอีกหลายๆ เรื่องในบล๊อกนี้)มากๆๆ ค่ะ แต่เราเองก็ไม่อยากรอ แบบไม่มีความหวังอย่างนี้ไปเรื่อยๆ (ถ้านับมาก็จะสองปีแล้วค่ะ) แล้วก็อยากจะบอกจากใจเลย ว่าเราเองก็อ่านฟิคมาเยอะมากๆๆ ที่ชอบมากก็มีหลายเรื่อง แต่ยังไม่มีเรื่องไหนที่ทำให้เรายอมควักเงินซื้อเลยค่ะ เนื่องด้วยสถานะการที่บ้าน เนื่องจากเราอยู่บ้านค่ะ ถ้าพ่อ แม่ หรือ พี่ หรือ น้อง(ซึ่งเรามีกันครบเลย) ถ้าพวกท่านรู้ หรือเห็นเข้า รับรองไม่สนุกแน่ๆ แต่กับฟิคเรื่องนี้เรายอมซื้อ ไม่ใช่เพราะที่ราคา แต่เราชอบที่เนื้อหาล้วนๆ พี่เราที่ไปด้วยก็พร่ำถามอยู่เสมอ ว่าซื้อหนังสืออะไร เพราะหนังสือทุกเล่มที่เรามีพี่เราจะรู้เห็นเสมอค่ะ เราเองก็ได้แต่เลี่ยงไปวันๆ
พร่ามไปก็เยอะ แล้ว อย่างน้อย ช่วยเห็นใจเราบอกเราซักนิดน่ะคะ

แล้วก็ หาก ฟิคเรื่องนี้ได้ทำการตีพิมพ์และส่งให้คนที่สั่งไปหมดแล้ว เราก็ต้องขอโทษด้วยน่ะคะที่เข้ามาโพสอย่างนี้ เพราะเรายังไม่ได้รับเลยค่ะ แต่ถ้าหากว่ายืนยันว่าส่งให้ครบแล้วคงต้องรบกวนช่วยกันเช็คนี้สส นึง เพราะเราคงเป็นคนที่ตกค้างsad smile

ขอบคุณค่า
big smile big smile big smile big smile
#11  by  Jan (125.24.166.198) At 2009-05-09 18:24, 
สวัสดีค่ะ คุณมิซากิ และคุณ ผจก.อิฐ
ขอความกรุณาให้ทั้งสองคนช่วยอ่านคอมเม้นท์นี้ให้จบด้วยนะค่ะ...

แบบว่า...
ดิฉันเองรู้สึกอัดอั้นมานานแล้ว
กับฟิครวมเล่มตอนพิเศษของ Friend? ...Friend A more
ถ้าจะให้ดิฉันนั่งนับนิ้ว นี่มันใกล้จะสองปีแล้วนะค่ะ นับตั้งแต่โอนเงินไปเพิ่งสั่งจองฟิค แต่จวบจนวันนี้ ยังไม่ได้ฟิคมาอยู่ในมือ

ไม่เสียดายเงินค่ะ
แต่มันเสียความรู้สึก

ถ้าจำไม่ผิด...
สมัยที่ Friend? รวมเล่ม ดิฉันไปซื้อมาอ่าน แอบคาดหวังอย่างมากว่าจะได้อ่านตอนพิเศษที่รวมอยู่ในนั้น แต่แล้วก็ว่างเปล่า
ดิฉันได้เข้ามาอ่านในบลอคนี้ที่คุณมิซากิชี้แจงเกี่ยวกับเหตุผลว่าทำไมถึงไม่มีตอนพิเศษอยู่ในรวมเล่ม
ดิฉันเข้าใจค่ะ ว่ามันเป็นเหตุผลทางเทคนิคที่คุณ ผจก. ไม่ได้รับต้นฉบับฟิคจากคุณมิซากิที่ส่งตรงมาจากประเทศญี่ปุ่น
โอเค...
ดิฉันรู้สึกดีใจที่มีการให้เปิดจอง รวมเล่มตอนพิเศษต่างหาก
รีบไปโอนเงินอย่างเร่งด่วนเพราะกลัวพลาด
แต่ท้ายที่สุด ก็กลับกลายเป็นว่า คุณมิซากิออกมาขอโทษ ว่ายังแต่งตอนพิเศษไม่จบ...บอกตามตรงนะค่ะ ดิฉันงงมากถึงมากที่สุด
แรกๆ เห็นบอกว่า ผิดพลาดเนื่องจาก ผจก.ไม่ได้รับฟิคที่ส่งมา
พอจะมารวมเล่มแยก กลับมาบอกว่า แต่งไม่เสร็จ
สรุปว่าอันไหนคือความจริงกันแน่ค่ะ?
ส่งต้นฉบับมาไม่ทันรวมเล่มใน Friend? จริงๆ หรือว่าแต่งไม่เสร็จตั้งแต่แรกแล้วอ้างขึ้นมากันแน่?

ดิฉันสับสนค่ะ ตอนนี้ มึนไปหมดแล้ว

จำได้ว่าหลายเดือนก่อน คุณอิฐได้ส่งอีเมลมาบอกเรื่องฟิค
เนื้อหาที่บอกที่เมลคือ ...
โรงพิมพ์ที่ไปสั่งพิมพ์ฟิคโดนบุกจับ ทำให้ข้อมูลของฟิคโดนทางสถานีตำรวจยึดไปหมด ในตอนนั้น ดิฉันพอทราบอยู่บ้างว่าโรงพิมพ์ที่โดนจับในครั้งนั้นคือ ---บุ๊ค

ความแปลกในครืบครานเข้ามาในหัวอีกแล้ว
แบบว่า...คุณอิฐ หรือคุณมิซากิ มีไฟล์ฟิคฉบับเดียวหรือค่ะ
คือ มันเหมือนกับกรณีที่คุณมิซากิเคยบอกว่า คุณอิฐไม่ได้รับฟิคสมัยต้องการจะรวมตอนพิเศษลงใน Friend? เลย

ในฐานะที่ดิฉันก็แต่งฟิคเหมือนกัน
ดิฉันไม่เคยเก็บผลงานของตัวเองไว้ copy เดียวเลย
เซฟไว้ 2-3 ที่เป็นอย่างต่ำ กันงานหาย
แต่นี่อะไรค่ะ?
เหมือนกับว่า ข้อมูลโดนยึดไปกับตำรวจปุ๊บ ฟิคหายปั๊บ
ต้องนั่งแต่งใหม่อย่างงั้นหรือ? มันถึงได้กินระยะเวลายาวนานขนาดนี้

ดิฉันผิดหวังอย่างมากค่ะ

ถ้าหากที่ดิฉันพิมพ์มาทั้งหมดตามความเข้าใจ เป็นการเข้าใจที่ผิดไป...ก็ความกรุณา ช่วยมาแถลงการณ์ความจริงให้ฟังด้วยค่ะ

ขอบคุณ
#12  by  Me (61.90.32.115) At 2009-06-15 19:17, 
ขอคอมเม้นท์ใหม่อีกรอบหน่อยนะค่ะ

อีกเรื่องนึงที่อยากจะพูด...

ในความคิดของดิฉัน ดูเหมือนว่าคุณมิซากิจะไม่ค่อยใส่ใจในผลงานฟิค Friend A more เท่าที่ควร

ทำไมดิฉันถึงคิดอย่างนั้นน่ะหรือค่ะ?

เมื่อราวๆ ต้นเดือน ดิฉันได้ถูกชักชวนให้เข้าร่วมโปรเจคการเขียนฟิค กับนักแต่งหลายท่าน ในนามโปรเจคว่า 'บ้านขนมหวาน'
แต่ท้ายที่สุด ดิฉันก็ปฏิเสธไป เพราะไม่ว่าง
แต่สิ่งนึงที่ดิฉันทราบและอึ้งมากคือ
มีชื่อของคุณ มิซากิ รวมอยู่ในโปรเจคนี้ด้วย

น่าแปลกใจจังเลยนะค่ะ

ฟิคเรื่องนึงที่ผู้สั่งซื้อโอนเงินไปเรียบร้อยแล้ว แต่กลับไม่ได้มาถึงมือสักที เพราะเหตุผลที่บอกว่ายังแต่งไม่จบ
ดิฉันเข้าใจในฐานะที่เป็นนักเขียนด้วยกันว่าฟิคน่ะ แต่งยาก
บางครั้งมันก็คิดไม่ออก
แต่การที่คุณมิซากิอ้างว่าแต่งยังไม่จบ เพราะแต่งต่อไม่ได้

แต่กลับเอาเวลา มาเข้าร่วมโปรเจคเพื่อแต่งฟิคกับคนอื่น
มันเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วหรือค่ะ

ดิฉันเป็นผู้บริโภค เสียเงินไปแล้ว ย่อมอยากได้ของที่ตัวเองยอมเสียเงินซื้อมาอยู่ในมือ แต่กลับไม่ได้เสียที
แล้วกลับกลายเป็นว่า นักแต่งนั้นกลับไปนั่งแต่งฟิคเรื่องอื่นอยู่

ดิฉันไม่ได้กล่าวหานะค่ะ

แค่พูดความจริง
#13  by  me (61.90.32.115) At 2009-06-15 19:26, 
คือ...เราเห็นคุณ Misaki แต่งฟิค 2U และ Soulmate แบบรวมเรื่องเมื่อเร็วๆนี้

เราไม่ได้ว่าอะไรหรอกนะคะ

แต่เสียความรู้สึกเช่นกันค่ะ
คุณสามารถแต่งฟิครวมเล่มอีกได้ แต่ Friend a-more ไม่ได้

เราไม่เข้าใจคุณนะ
ถ้ามีปัญหา ถ้าแต่งไม่ออกแล้ว ก็จบค่ะ บอกมาเลยเราไม่ว่าอะไร

เราตลกที่สุดคือ... คุณลบสัมภาษณ์ Friend ไปด้วย
เรางงอะ

พูดตรงๆ สรุปว่า มีปัญหาที่แต่งไม่ออก เพราะคิดถึงความเป็นยุนแจไม่ออกหรือเปล่า?

เอาเป็นว่านะ...
จะคู่จะอะไร เราไม่เกี่ยง เราไม่ว่าอะไรหรอก เพราะเรารักฟิคของคุณ รักภาษาที่คุณใช้

เพราะฉะนั้น กรุณามีความรับผิดชอบต่อเรื่องที่คุณแต่งด้วยนะคะ
#14  by  แย่มากๆ (124.121.202.58) At 2009-08-23 21:47, 

<< Home


HanulZora
View full profile