2008/Aug/23

Part 6

เสียงครางครือในลำคอของคนที่นอนอยู่ข้างกายปลุกให้เจ้าของใบหน้าคมคายที่กำลังหลับไหลตื่นขึ้นมาในกลางดึกขณะที่นาฬิกาดิจิตอลบนหัวเตียงบอกเวลาตีสามครึ่ง แจจุงยันตัวเองให้ลุกขึนนั่งด้วยสภาพง่วงงุน ก่อนจะชะโงกหน้าข้ามไหล่บางของคนข้างกายเพื่อดูให้แน่ใจว่าอีกฝ่ายกำลังหลับอยู่อย่างที่ควรจะเป็น

“นอนไม่หลับเหรอครับ?” เอ่ยถามคนที่นอนลืมตาอยู่ท่ามกลางความมืด แสงจันทร์ลอดผ่านช่องผ้าม่านเข้ามาสะท้อนกับนัยน์ตาสีอ่อนดูเป็นประกายอย่างประหลาด

“อืม...” ยูชอนตอบเสียงเบาในลำคอ ก่อนจะพลิกตัวนอนหงาย นัยน์ตาสะท้อนประกายนั้นมองใบหน้าคมคายของอีกฝ่ายที่ตอนนี้เห็นเพียงแค่เงาเลือนลางในความมืดและแสงจันทร์อ่อนจาง รู้สึกมึนหัวและเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวไปหมด ทั้งๆที่อยากจะบอกแต่กลับรู้สึกเหมือนปากหนักพูดอะไรไม่ออก

“ไม่สบายรึเปล่า?” แจจุงถามด้วยน้ำเสียงเป็นกังวลก่อนแตะมือลงเบาๆบนหน้าผากและลำคอของคนที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง ร่างสูงถอนใจออกมาเบาๆเมื่อสัมผัสนั้นอุ่นจัด แจจุงลุกลงจากเตียงแล้วเดินออกจากห้องนอนไปทิ้งให้ยูชอนนอนอยู่บนเตียงเพียงครู่หนึ่งก่อนจะเดินกลับมาพร้อมอุปกรณ์พยาบาลคนป่วย

“ผมบอกแล้วใช่มั้ยว่าถ้าฝนตกให้โทรมาเรียกแล้วผมจะไปรับ” แจจุงถามเหมือนผู้ใหญ่ที่กำลังซักเด็กที่หนีออกไปเที่ยวมาจนไม่สบายแบบนี้ ผ้าขนหนูชื้นเย็นแตะลงบนผิวกายเนียนละเอียดอย่างแผ่วเบา ยูชอนขยับตัวเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงความเย็นนั้น มือเรียวเล็กปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตที่สวมอยู่ออกเพื่อให้อีกฝ่ายเช็ดตัวให้ตัวเองได้สะดวกขึ้น

“ผมไม่ได้ตากฝน” บอกเสียงแผ่วผ่านลำคอที่เจ็บร้าว แจจุงเอื้อมมือไปปลดซิปกางเกงแสลคสีเข้มก่อนจะค่อยๆดึงกางเกงผ่านขาเพรียวยาวของคนที่นอนอยู่ไม่สุข ใช้เวลาเพียงไม่นานนักสำหรับการแต่งตัวให้กับยูชอนที่นอนป่วยแบบไร้เรี่ยวแรงอยู่ตอนนี้

“ไอ้ลูกค้าบ้านั่น เป็นหวัดก็ไม่บอกสักคำ...แค่กๆๆ...” แม้จะป่วยจนแทบลืมตาไม่ขึ้นแต่ยังคงนึกสาปแช่งคนร้ายที่ทำให้เขาต้องมานอนป่วยแบบนี้ ไอ้ลูกค้าตัวแสบ อย่าให้เจออีกนะ...แจจุงถอนใจกับเหตุผลของอีกฝ่ายก่อนจะปีนกลับขึ้นไปนอนบนเตียงอีกครั้ง

“วันหลังน่ะก็ดูให้ดีๆหน่อย” แจจุงบอกน้ำเสียงเรียบ ในเมื่อไม่มีสิทธิ์เลือกใดๆกับสิ่งที่เป็นอยู่ เป็นแค่เจ้าของร่างกาย เป็นแค่เจ้าของสถานที่ที่ยูชอนจะกลับมาในทุกครั้งที่ไม่มีที่ไป...เป็นแค่คนที่รักโดยไม่มีสิทธิ์ใดๆในหัวใจของคนคนนี้

“อืม...รู้สึกไม่ดีเลยแจจุง เหมือนจะอาเจียน” ยูชอนบ่นพึมพำเมื่อรู้สึกอย่างที่พูดจริงๆ อาการเวียนหัวที่รบกวนอยู่แม้ยามหลับตานั้นพาลทำให้รู้สึกอยากจะขย้อนเอาของที่กินเข้าไปออกมาอยู่ร่ำๆ ร่างบางพลิกตัวเข้าหาคนที่นอนอยู่ข้างๆแล้วซุกใบหน้าลงกับแผ่นอกแกร่งราวกับหาที่พึ่งพิง

“ไปหาหมอมั้ย?” แจจุงถามเสียงกังวลเมื่อจู่ๆยูชอนก็มากอดเขาไว้เองโดยที่เขาไม่ต้องเอื้อมมือไปหาหรือเสี่ยงให้ถูกรำคาญ มือเรียวค่อยๆวางลงบนเรือนผมนุ่มอย่างชั่งใจ เพราะการที่ยูชอนกอดไม่ได้หมายความว่าเขาสามารถกอดหรือแตะต้องยูชอนกลับได้อย่างที่อยากทำ แจจุงลอบถอนใจออกมาอย่างแผ่วเบาเมื่อยูชอนไม่ได้แสดงอาการอะไรกับการที่เขาลูบผมยูชอนอยู่อย่างตอนนี้

“ไม่เอา...ผมเกลียดโรงพยาบาล...” ยูชอนบอกเสียงเบา ใช่..เกลียดโรงพยาบาล เกลียดสีขาว เกลียดกลิ่นยา เกลียดความโศกเศร้าที่ลอยอยู่ทั่วทุกหนแห่ง เกลียดความทรงจำที่เลวร้าย...เกลียดทุกสิ่งทุกอย่างที่พรากใครคนนั้นไปจากเขา...

มือเล็กละจากแผ่นหลังกว้างขึ้นแตะบนริมฝีปากของเจ้าของใบหน้าคมคายเบาๆ กดปลายนิ้วเล็กน้อยเพื่อสื่อถึงสิ่งที่ตัวเองต้องการ แจจุงเลิ่กคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะจรดริมฝีปากลงจูบอย่างแผ่วเบาบนกลีบปากอิ่มที่อุ่นด้วยพิษไข้ ลมหายใจร้อนที่ปะทะอยู่นั้นทำให้นึกกังวล

“งั้นพรุ่งนี้ผมจะให้หมอมาตรวจที่ห้องนะ” เสนออีกทางเลือกให้คนเอาแต่ใจ หากแต่อาการส่ายหน้าไปมากับเสียงอู้อี้ที่ฟังดูงอแงเหมือนเด็กๆทำให้เขารู้ว่ายูชอนไม่ยอมรับข้อเสนอนี้

“ไม่เอา...ผมเกลียดหมอ...”

“งั้นก็กินยาแล้วกัน”

“ไม่เอา...ผมเกลียดยา...”

“ยูชอน....แบบนี้จะไม่หายนะ” แจจุงเตือนก่อนจะถอนหายใจออกมากับอาการดื้อของคนในอ้อมแขน ยูชอนเงยหน้าขึ้นมองคนที่กำลังกอดเขาอยู่ ภาพใบหน้าของแจจุงนั้นดูพร่าเลือนลงไปตามสติที่เหลืออยู่ ดูเหมือนไข้หวัดคราวนี้จะรุนแรงกว่าที่คิดเอาไว้...

“นอนพักเดี๋ยวก็หายแล้ว” บอกเสียงอู้อี้กับอกกว้างก่อนเบียดกายอุ่นเข้าหาอีกฝ่าย ริมฝีปากอิ่มยิ้มออกมาเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงอ้อมแขนที่กระชับแน่นเข้าอย่างที่ต้องการ ไม่เคยต้องเอ่ยปากขอให้มากความเพียงแค่สัมผัสหรือการแสดงออกเล็กน้อยแจจุงก็ตอบสนองเขาอย่างที่เขาต้องการเสมอ...

“เอาแบบนั้นก็ได้ครับ...งั้นนอนพักซะนะครับ...” แจจุงส่ายหน้าเล็กน้อยหากแต่กลับมีรอยยิ้มบางๆบนสีหน้าที่ดูเหนื่อยใจนั้น เขาไม่เคยเห็นยูชอนในด้านนี้มาก่อน แม้จะไม่สบายใจที่ยูชอนไม่สบายหากแต่อาการดื้อรั้นที่ดูน่ารักแบบนี้กลับทำให้เขายิ้มออกมาได้...

“อืม...” ยูชอนขานรับในลำคอเสียงเบาก่อนจะจมลงไปสู่ห้วงนิทราอย่างรวดเร็วด้วยความอ่อนเพลีย เหลือเพียงแจจุงที่ยังคงนอนลืมตาในความมืด มือเรียวลูบเบาๆบนเรือนผมนุ่มอย่างอ่อนโยนราวกับจะกล่อมให้คนในอ้อมแขนหลับให้สบาย...

“ฝันดีนะครับ...คนดีของผม” แจจุงบอกเสียงเบาก่อนกดริมฝีปากลงจูบบนหน้าผากเนียนที่ตอนนี้อุ่นจัดอย่างแผ่วเบา ทอดสายตามองออกไปข้างนอกหน้าต่างที่ตอนนี้ยังคงมืดสนิท แต่อีกไม่นานแสงอาทิตย์แห่งรุ่งอรุณก็คงมาเยือน...ก้มลงมองร่างบางที่คงกำลังจมอยู่ในห้วงของความฝันที่เขาไม่อาจมองเห็นหรือสัมผัส ปลายนิ้วโป้งหยาบไล้อย่างแผ่วเบาบนเรือนแก้มเนียนราวกับจะเช็ดหยดน้ำตาใดๆที่เคยรินรดลงบนเรือนแก้มนี้...

“ผมรักคุณนะ ยูชอน...” กระซิบเสียงแผ่วราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน เขารู้ดีว่าสิ่งที่ยูชอนต้องการไม่ใช่ความรักของเขา เพราะแบบนั้นไม่ว่าจะมอบทั้งหัวใจ ไม่ว่าจะรักมากแค่ไหน ความรักของเขาก็ไม่มีค่า ไม่มีความหมาย และมันก็ไม่มีวันส่งไปถึงยูชอน...ไม่มีวัน

 

เสียงโทรศัพท์มือถือที่ดังต่อเนื่องมาตั้งแต่เมื่อห้านาทีก่อนนั้นกำลังฉุดรั้งใครบางคนที่กำลังหลับไหลให้ตื่นขึ้นจากห้วงนิทราที่แสนล้ำลึก ยูชอนพลิกหน้าหนีเสียงโทรศัพท์ที่ดังน่ารำคาญก่อนดึงหมอนที่อยู่ใกล้ๆมาปิดหูตัวเองไว้แล้วพยายามกล่อมตัวเองให้หลับลงไปอีกครั้ง

แต่ทันทีที่รู้สึกตัวตื่นก็เหมือนระบบต่างๆในร่างกายจะเริ่มทำงาน อาการคลื่นไส้ที่เป็นตั้งแต่เมื่อคืนจึงตื่นขึ้นมาทำปฏิกิริยาได้รวดเร็วพอๆกับที่ทุกอย่างที่กินไปเมื่อวานแล่นย้อนกลับมาจะออกทางเดิม ยูชอนยันตัวเองให้ลุกขึ้นจากเตียงทั้งๆที่ยืนแทบไม่ไหว สุดท้ายก็ล้มโครมลงบนพื้นพร้อมๆกับที่เศษอาหารของเมื่อคืนไหลย้อนออกมา

“ยูชอน!” แจจุงที่ได้ยินเสียงโครมครามจากในห้อง รีบรุดเข้ามาประคองร่างบางที่นอนอยู่บนพื้นให้ลุกขึ้นนั่งดีๆ ยูชอนเอนซบลงกับแผ่นอกของอีกฝ่ายอย่างอ่อนแรง มือแกร่งลูบไปตามใบหน้าและเรือนผมที่ดูเลอะเทอะ ใบหน้าคมคายฉายแววกังวลอย่างเห็นได้ชัด

“ไปหาหมอนะ ผมจะพาไป” พูดจบก็พยายามจะพยุงร่างบอบบางให้เข้าสู่อ้อมแขน หากแต่ยูชอนเอาแต่ส่ายหน้าไปมา

“แจจุง...ผม...อุบ...” พูดไม่ทันจบคำอะไรต่างๆที่ยังหลงเหลืออยู่ในท้องก็ขย้อนออกมาอีกครั้งจนตอนนี้เลอะไปทั้งตัวเองและคนที่ประคองกอดเขาไว้ แจจุงไม่สนใจเสื้อผ้าที่เลอะเทอะของตัวเองแล้วรีบอุ้มร่างบางแนบกับอกแล้วลุกขึ้นด้วยความทุลักทุเลเพราะดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ยอมเอาง่ายๆ

“ไม่เป็นไรนะ ยูชอนเดี๋ยวผมพาคุณไปหาหมอ” แจจุงบอกเสียงอ่อนก่อนจะเดินออกจากห้องนอนโดยอุ้มยูชอนเอาไว้ ร่างบางพยายามลืมตาขึ้นมองภาพรอบกายทั้งๆที่เปลือกตาหนักอึ้งและใบหน้าร้อนผ่าวด้วยพิษไข้ แต่ภาพห้องนอนและห้องรับแขกที่ผ่านตาไปทำให้รู้ว่าแจจุงกำลังจะพาเขาไปโรงพยาบาลจริงๆ...โรงพยาบาล...


‘ยูชอนไม่ชอบโรงพยาบาลเหรอ?’

‘อืม ผมไม่ชอบกลิ่นยาน่ะ’


“ไม่เอา...ไม่ไป” ยูชอนพูดพร่ำซ้ำคำเดิมครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งๆที่ใบหน้าซีดเหมือนกระดาษ เสื้อเชิ้ตสีขาวที่สวมอยู่นั้นเลอะไปหมด มือซีดขาวพยายามรั้งแขนแกร่งของอีกฝ่ายไว้แล้วบีบแน่นราวกับจะสั่งให้ร่างสูงทำตามที่เขาบอก

“ไม่ได้ยูชอน หน้าคุณซีดมากแล้ว” แจจุงบอกเสียงเข้มขึ้นหวังจะให้อีกฝ่ายเลิกงอแงแบบนี้เสียที แต่ยูชอนกลับพูดแต่คำเดิมซ้ำไปซ้ำมาจนน่าหงุดหงิด อาการของยูชอนแย่กว่าที่เขาคิดไว้มาก สองแขนแกร่งพยายามประคองอีกฝ่ายไว้แนบอกโดยไม่สนใจเสียงงึมงำของคนในอ้อมแขน


‘แต่ผมคงต้องอยู่ที่นี่ไปจนกว่าจะตายแน่ๆเลย...ถ้าเป็นแบบนั้น...’

‘ยองวุง ไม่ตายหรอกน่า...อย่าพูดอะไรแบบนั้นสิ’


“ผมไม่ไป...ไม่ไป...ผมไม่ไปที่นั่น...ไม่ไป...ฮึก...ฮึก..ไม่..” มือเล็กทุบลงบนแผ่นอกแกร่งของคนที่กำลังอุ้มตัวเองไว้อย่างไร้เรี่ยวแรง หยดน้ำตามากมายเอ่อล้นและรินรดลงบนแก้มใส สองขาของแจจุงนิ่งหยุดลงเพียงแค่หน้าประตูห้อง

“ยูชอน....” แม้แต่เสียงของเขาในเวลานี้ก็ไม่ยอมออกมา ไม่ต่างจากเรี่ยวแรงที่จะพาให้เขาก้าวออกไปได้ เขาต้องรีบพายูชอนไปโรงพยาบาล เขารู้ว่าเขาควรทำแบบนั้น แต่ทั้งหยดน้ำตาและเสียงสะอื้นไห้ของคนในอ้อมแขนนั้นทำให้เขาคิดไม่ออกแม้แต่ว่าเขาควรจะพูดอะไรต่อ น้ำตาของยูชอนนั้นสวยงามราวกับอัญมณีไสบริสุทธิ์ที่ต้องไล่ตามไขว่คว้าไปถึงขอบโลก หากแต่อัญมณีที่แสนเลอค่านั้นกลับแลกมาด้วยความเจ็บปวดที่มากล้นในใจของเขา


‘อยู่กับผมได้มั้ย? ถึงจะเป็นโรงพยาบาลที่ยูชอนไม่ชอบก็อยู่กับผมได้มั้ย...จนกว่าผมจะ...’

‘ผมจะอยู่กับยองวุงตลอดไป ไม่ว่าจะที่ไหน...แต่ต้องแลกกันนะ ยองวุงก็ต้องอยู่กับผมตลอดไปเหมือนกัน’


“ไม่ไป...ผมไม่ไป...” คำพูดเดิมถูกถ่ายทอดผ่านน้ำเสียงสั่นเครือและแผ่วเบาครั้งแล้วครั้งเล่า ราวกับหัวใจที่แสนด้านชาของเขานั้นอ่อนแอลงไปพร้อมกับร่างกายที่ไร้เรี่ยวแรง ไม่มีแรงจะต่อสู้หรือเก็บกลั้นอดีตที่คอยทำร้ายเอาไว้ในซอกมุมของหัวใจได้อย่างทุกครั้ง ไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงจะวิ่งหนี...ได้แต่ปล่อยให้ภาพความทรงจำที่เลวร้ายนั้นทำร้ายจนแทบแหลกสลาย...

“ไม่.....” คำพูดทั้งหมดจบลงเมื่อไม่อาจจะประคองสติตัวเองไว้ได้อีกต่อไป เปลือกตาบางปิดลงพร้อมกับมือเล็กที่ร่วงลงข้างตัวอย่างไร้เรี่ยวแรง แจจุงร้องเรียกคนในอ้อมแขนด้วยความตระหนก หากแต่สิ่งสุดท้ายที่ยูชอนได้ยินกลับไม่ใช่เสียงของแจจุงที่ร้องเรียกเขา หากแต่เป็นเสียงของใครบางคนที่จากไปอย่างไม่มีวันกลับ เสียงที่ใครคนนั้นที่เอ่ยกับเขาพร้อมรอยยิ้มและริมฝีปากที่สัมผัสกันแทนคำสัญญานั้น...คำสัญญาที่กลับกลายเป็นเพียงแค่คำโกหก...คำโกหกที่คอยทำร้ายให้เจ็บปวดไม่ต่างจากตายทั้งเป็น...
.
.
.
‘ครับ...ผมสัญญา...ผมจะอยู่กับยูชอนตลอดไป’

 

ผมเคยถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ว่าเมื่อไรกันนะลมหายใจของผมถึงจะหมดลง...

“รู้มั้ยการมีชีวิตอยู่คืออะไร?” เสียงทุ้มของคนข้างกายที่เอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบและความสวยงามของพระอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้าเบื้องหน้านั้นเรียกให้เจ้าของใบหน้าขาวจัดหันกลับไปมอง ยูชอนเอียงคออย่างไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรนัก

“ก็มีลมหายใจแบบนั้นล่ะมั้ง” ตอบไปอย่างที่คิด มือเล็กเรียวเท้าลงบนผืนหญ้าจั๊กจี้มือ เอนตัวลงเล็กน้อยเพื่อคลายความเมื่อยล้า ทอดสายตามองภาพทะเลสาบกว้างเบื้องหน้าพลางเฝ้าสงสัยว่าแผ่นน้ำสะท้อนเงาตรงหน้านั้นลึกมากแค่ไหน...ก้อนหินที่คว้ามาได้ถูกขว้างออกไปสุดแรงก่อนที่จะจมหายลงไปอย่างเงียบเชียบ...

“ก็เกือบถูกนะ...แต่ว่าการมีชีวิตอยู่น่ะคือการมีลมหายใจเพื่อใครสักคนต่างหาก” ยองวุงบอกก่อนหันไปมองคนตัวบางที่นั่งอยู่ข้างๆ ใบหน้าด้านข้างที่ดูอ่อนหวานอาบไล้แสงอาทิตย์สีส้มจัด เสื้อเชิ้ตสีดำที่สวมอยู่นั้นราวกับจะทำให้ใบหน้านี้หมองเศร้า

“ใครสักคน...เหรอ?” ยูชอนทวนคำพูดของอีกฝ่ายเสียงเบา ก่อนจะขยับตัวถอยออกอย่างลืมตัวเมื่อยองวุงยื่นมือมาใกล้ ยองวุงยิ้มเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆเอื้อมมือไปหยิบเศษใบไม้ออกจากเรือนผมสีเข้มของคนตรงหน้า มือเรียวสัมผัสลงอย่างอ่อนโยนบนเรือนผมนุ่ม

“ครับ...ใครสักคนที่เป็นคนสำคัญ” ยองวุงบอกพร้อมรอยยิ้มที่ราวกับจะถ่ายทอดความรู้สึกทั้งหมด ลูบบนกลุ่มผมสีเข้มอย่างแผ่วเบาราวกับกำลังปลอบโยนจิตใจที่แสนว้าวุ่น ยูชอนมองคนตรงหน้านิ่ง สัมผัสอ่อนโยนที่ไม่เคยได้รับจากใครคนอื่นนอกจากคนตรงหน้าส่งให้หัวใจเต้นแรงขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ร่างบางเสสายตาหนีไปมองทางอื่นเมื่อเผลอสบตากับอีกฝ่ายเข้า

“ผมไม่เคยมีคนสำคัญ” ยูชอนบอกเสียงเบาก่อนดันมือเรียวของอีกฝ่ายให้ออกห่าง ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึกอย่างลืมตัว ราวกับลำคอเขื่องขมจนเหมือนทุกถ้อยคำนั้นผ่านออกมาอย่างยากลำบาก วางปลายคางลงบนหัวเข่าแล้วมองภาพดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลับหายไปด้วยความรู้สึกว่างเปล่า...

“งั้นก็ลองมีสิ...เป็นผมก็ได้นะ” ยองวุงบอกน้ำเสียงเรียบราวกับเป็นเรื่องปกติ ยูชอนหันกลับไปมองร่างสูงด้วยความสงสัยระคนตกใจเล็กน้อย

“ก็ไหนๆผมก็ให้ยูชอนเป็นคนสำคัญของผมแล้วนี่ ยูชอนก็มีผมเป็นคนสำคัญสิจะได้ไม่เสียเปรียบ” บอกเงื่อนไขชวนงงพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้าคมคาย เขยิบเข้าไปใกล้คนที่ทำหน้างงอยู่ก่อนจะจับมือทั้งสองข้างที่แสนบอบบางขึ้นมาตรงหน้า

“นี่คือผมกับยูชอนใช่มั้ย ผมให้ยูชอนเป็นคนสำคัญของผมแบบนี้” อธิบายไปพลางจับมือเล็กให้แบออกทั้งสองข้าง แล้ววางมือข้างหนึ่งของตัวเองลงไปบนฝ่ามือนุ่มนั้น น้ำหนักที่มากขึ้นทำให้มือข้างหนึ่งต่ำลงเล็กน้อย

“เห็นมั้ยล่ะ ยูชอนเสียเปรียบเห็นๆเลย เพราะงั้นผมก็จะยอมยกตัวเองให้เป็นคนสำคัญของยูชอนแบบนี้...” วางมืออีกข้างลงบนฝ่ามือที่อยู่สูงกว่าแล้วออกแรงเพียงเล็กน้อยให้มือทั้งสองลงมาอยู่ในระดับเดียวกัน

“เป็นไงเท่ากันแล้วเห็นมั้ย?” ยองวุงถามพร้อมรอยยิ้มบางๆ แล้วจรดจูบเบาๆบนริมฝีปากอิ่มของคนตรงหน้าแล้วผละออก ยูชอนมองมือของเขาที่ตอนนี้ถูกเกาะกุมอยู่นิ่ง ไม่รู้ว่านานแค่ไหนที่นั่งนิ่งอยู่แบบนั้น แต่คงนานพอที่หยดน้ำอุ่นใสจะกลั่นล้นขึ้นมาเอ่อคลอนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อน ยองวุงยื่นใบหน้าไปใกล้ก่อนจูบเบาๆลงบนเปลือกตาบาง หยดน้ำตาถูกขับให้ร่วงหล่นลงบนเรือนแก้มใสอย่างห้ามไม่ได้ เขาไม่รู้จักความอบอุ่นในหัวใจ เขาไม่รู้จักความรู้สึกที่แสนยิ่งใหญ่ของการทำเพื่อใครสักคน เขาไม่รู้จักความรัก ไม่เคยแม้แต่จะคิดว่าจะได้รับมัน