Just





Part 2: Purity Sin

Author: Misaki
Couple: Jaechun & 2U
Rating: PG-13
Genre: Yaoi

แค่หวังให้เธอได้ยินคำนี้...

ฉันขอโทษ...ได้ยินมั้ย...

แสงแดดที่สาดส่องผ่านหน้าต่างใสบานใหญ่ที่หัวเตียงนำพาไออุ่นของรุ่งอรุณให้สัมผัสผิวกายในวันที่อากาศหนาวเหน็บ ห้องนอนสีขาวดูสงบเงียบเมื่อทุกคนยังคงหลับใหลในห้วงแห่งความฝัน หากแต่ร่างโปร่งบางใต้ผ้าห่มผืนหนากลับยังคงลืมตาอยู่ ผ้าห่มสีเข้มอุ่นสะท้อนด้วยลมหายใจร้อนของตัวเอง รู้สึกปวดเนื้อปวดตัวเหมือนจะเป็นไข้

ยูชอนข่มตาลงแน่นนับหนึ่งถึงสิบอยู่ในใจก่อนค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาช้า ๆ ทำแบบนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะหวังเพียงว่าหากลืมตาตื่นขึ้นมาทุกอย่างที่ผ่านไปจะกลายเป็นเพียงแค่ความฝัน เฝ้าทำแบบนั้นราวกับคนโง่...ก็รู้อยู่แล้วว่าไม่มีทางเป็นไปได้

‘ฉันรักนาย ยูชอน’

...เพื่อน...

คำ ๆ นี้เปราะบาง เพียงแค่สัมผัสอาจแตกสลาย หากแต่คำที่แสนเปราะบางนี้กลับใช้แทนความไว้ใจ ความเชื่อมั่น และความรักที่ต้องการความมั่นคงและความหนักแน่น…

ทุกครั้งที่หลับตาลงสิ่งที่เห็นกลับมีเพียงภาพบทรักร้อนแรงของตนกับเพื่อนร่างสูง กัดริมฝีปากล่างของตัวเองแรง ๆ จนรู้สึกถึงรสชาติและกลิ่นคาวของเลือด รอยแดงที่ข้อมือขาวนั้นราวกับจะตอกย้ำให้หัวใจนั้นเจ็บปวด มือเล็กดึงแขนเสื้อกันหนาวสีดำให้เลื่อนมาปิดเห็นเพียงปลายนิ้วซีดขาว น้ำอุ่นใสเอ่อล้นนัยน์ตาทั้งคู่ก่อนจะรินรดลงบนแก้มใส สองแขนกอดตัวเองไว้แน่น ไหล่บางสั่นสะท้านด้วยแรงสะอื้น...

เสียงสะอื้นที่แผ่วเบา
ทำไมผมถึงได้ยินมันนะ...

ยูชอน...ฉันขอโทษ

“ยูชอน...ยูชอน...” เสียงที่คุ้นหูเรียกให้ตื่นจากห้วงความฝัน หลับไปทั้งที่จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าง่วงตอนไหน อาจเป็นเพราะความเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ สุดท้ายแล้วก็ไม่สามารถฝืนร่างกายไหวจนจมลงในห้วงความฝันไปอย่างง่ายดาย...

ปวด...คงเป็นคำเดียวที่อธิบายสภาพร่างกายในตอนนี้ได้ดีที่สุด ร่างโปร่งบางนอนนิ่งใต้ผ้าห่มผืนหนา ไม่อยากแม้แต่จะขยับตัว เปลือกตาหนักอึ้งและร้อนผ่าว นี่เค้ากำลังถูกไข้หวัดโจมตีอีกแล้วสินะ...

“ยูชอน...สายแล้วนะ” รู้สึกถึงแรงเขย่าเบา ๆ ที่ไหล่ของเจ้าของเสียงนั้น ก่อนที่ผ้าห่มที่คลุมอยู่จนมิดหัวจะถูกเปิดออก ยูชอนค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมองคนที่ยืนอยู่ข้างเตียง เส้นผมสีทองสว่างจนเหมือนสีขาวนั้นกลืนไปกับใบหน้าขาวสะอาด มือเรียวเย็นจัดแตะลงบนหน้าผากเนียน ไล่เรื่อยมาถึงลำคอ นัยน์ตาสีน้ำตาลกลอกตามองตามมือเรียวนั้นสลับกับใบหน้าของคนรัก คิ้วเรียวนั้นขมวดมุ่น ใบหน้าที่ดูเรียบเฉยกลับฉายแววกังวลให้เห็น ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันเหมือนทุกครั้ง

“แจ...” ทั้ง ๆ ที่อยากเรียกคนตรงหน้าแต่เสียงทั้งหมดกลับถูกกลืนหายไปในลำคอ เพราะไข้หวัดหรือก้อนสะอื้นที่อยู่ที่คอกันแน่นะ เสียงที่แหบแห้งของร่างโปร่งบางที่นอนอยู่บนเตียง ทำให้คนที่ยืนอยู่นั้นนั่งลงบนพื้นข้างเตียง มองใบหน้าที่เคยดูสดใสแต่ตอนนี้กลับแดงก่ำด้วยพิษไข้ หมอนใบหนานุ่มจนดูเหมือนใบหน้านี้จะจมหายลงไปเกือบครึ่ง ไล้มือเบา ๆ ตามแก้มใสที่ร้อนจัด ยูชอนนิ่งมองคนรักรู้สึกเหมือนน้ำตาจะเอ่อคลอเสียจนภาพคนตรงหน้าดูพร่าเลือนลงไป

“ไม่ร้องไห้นะ ยูชอน...” น้ำเสียงและรอยยิ้มที่อ่อนโยนถูกวาดขึ้นบนใบหน้าที่ดูเรียบเฉย รอยยิ้มที่มีไว้ให้คนตรงหน้าเท่านั้น...นิ้วเรียวเช็ดน้ำตาบนแก้มใสนั้นเบา ๆ แก้มใสแดงระเรื่อด้วยพิษไข้ ริมฝีปากอิ่มนั้นแดงจัดและสั่นระริก น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าร่วงหล่นลงบนหมอนสีขาว แขนเรียวเล็กเอื้อมคว้าคนรักไว้ แจจุงโอบแขนก่อนรั้งร่างบอบบางนั้นมาแนบชิด

“ฮึก...แจจุง...” ไหล่บางนั้นสั่นสะท้าน เสียงสะอื้นไห้นั้นฟังดูทรมาน แจจุงกระชับอ้อมกอดแน่นเข้าอีก สัมผัสได้ถึงอุณหภูมิจากผิวกายอุ่นจัดนั้น ยูชอนซุกใบหน้ากับไหล่ของคนรัก มือเรียวเล็กนั้นทึ้งเสื้อยืดราคาแพงของอีกฝ่ายไว้แน่น

“ไม่เป็นไรนะ...พี่จะอยู่กับยูชอนนะ...” สารพัดถ้อยคำปลอบโยนที่คิดได้ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านน้ำเสียงอบอุ่น และอ้อมกอดกระชับแน่น ก่อนจะคลายอ้อมแขนออกแล้วให้อีกฝ่ายนอนลงบนหมอนเหมือนเดิม

“นอนพักซะนะ เดี๋ยวพี่ไปเอายามาให้” เกลี่ยมือจัดเส้นผมสีน้ำตาลอ่อนที่ยุ่งเหยิง ก่อนลุกขึ้นเพื่อออกไปเอายาข้างนอก หากแต่โดนมือเล็กดึงเสื้อไว้ จนต้องหันกลับมาอีกครั้ง

“อย่าไปไหนนะ...อย่าทิ้งผมนะ” บอกออกไปคล้ายจะอ้อนวอนด้วยเสียงแผ่วเบา แจจุงยิ้มบาง ๆ ก่อนนั่งลงบนเตียงนุ่ม โน้มใบหน้าลงใกล้ ลมหายใจร้อนติดขัดนั้นปะทะกับผิวหน้า จรดริมฝีปากลงเบา ๆ บนหน้าผากอุ่นนั้น ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มเล็กน้อย

“พี่เคยทิ้งยูชอนเหรอ? หืม?” ถามอีกฝ่ายที่นอนอยู่ ยูชอนส่ายหน้าน้อย ๆ นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนนั้นหรุบต่ำใต้แพขนตายาวสวย แจจุงยิ้มออกมาอีกครั้งก่อนจรดริมฝีปากที่เปลือกตาบางนั้นอย่างอ่อนโยน ไซ้จมูกโด่งไปตามแก้มใส สูดกลิ่นกายหอมเป็นเอกลักษณ์ของร่างบอบบางข้างใต้

“พี่แจจุงรักผมนะ...ต้องรักผมนะ” ปลายเสียงยกสูงคล้ายกับจะเป็นคำถามที่ดูเอาแต่ใจ แจจุงหัวเราะเบา ๆ กับคำขอร้องของคนขี้อ้อน เงยหน้าขึ้น มองลึกลงไปในนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนตรงหน้า ก่อนจูบเบา ๆ ที่ริมฝีปากอิ่มสวยนั้น ไม่รุกล้ำหรือเร่งเร้า หากแต่เป็นจูบที่อ่อนโยนและเต็มไปด้วยรักก่อนจะผละออกอย่างเชื่องช้า

“อย่าลืมสิว่า คิม แจจุงคนนี้ รักปาร์ค ยูชอนที่สุด” แขนเล็กยกขึ้นโอบแจจุงไว้ ทำเอาเจ้าตัวเผลอตกใจเล็กน้อย เพราะที่ผ่านมายูชอนไม่เคยแสดงออกแบบนี้มาก่อน แต่แจจุงก็เข้าใจเพราะความรักไม่ใช่สิ่งที่ต้องเร่งเร้า ปล่อยให้ทุกอย่างค่อย ๆ เป็นไปตามธรรมชาติ ยูชอนบอบบางและอ่อนไหวเสียยิ่งกว่าแก้วบางที่ต้องทะนุถนอม แค่ความต้องการเพียงชั่วคืนไม่ใช่สิ่งที่เค้าจะฝืนใจคนตรงหน้าให้ทำและจบความสัมพันธ์ทั้งหมดลง

“ฮะ...ผมรู้”ตอบรับเสียงเบายิ่งกว่าทุกครั้ง แจจุงผละตัวออกก่อนจะลุกขึ้น โดยไม่ลืมจะคลุมผ้าห่มขึ้นให้ร่างบนเตียงก่อนจะเดินออกจากห้องไป ประตูสีขาวปิดลงเหลือเพียงยูชอนอยู่คนเดียวในห้อง

เพราะรู้ว่าแจจุงรักมากแค่ไหน ถึงได้เกลียดตัวเองมากเท่านั้น...ถ้าหากแจจุงไม่รักร่างกายนี้คนคนนี้ก็คงไม่มีค่าใด ๆ อีกแล้ว ถ้าไม่มีอ้อมกอดที่ปลอบประโลมยามเหงา คนคนนี้ก็ไม่สามารถยืนอยู่ได้อีกต่อไป...ถ้าไม่มีความรักที่แจจุงมอบให้...คิดถึงตรงนี้ความหวาดกลัวมากมายก็ถาโถมเข้าหาเสียจนน้ำตาที่เพิ่งเหือดแห้งกลับเอ่อล้นขึ้นมาอีกครั้ง หลับตาลงขับน้ำใสให้หยดริน

หัวใจดวงนี้อ่อนล้า...เหลือเกิน...

อย่าทิ้งผมนะ...อย่าเลิกรักผม...
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น...ก็รักแค่ผม...ได้มั้ย?

ทำไมเห็นแก่ตัวแบบนี้...ยูชอน?

“ผมกับชางมินไม่ไปเรียนก็ได้นะครับ” เด็กหนุ่มผมสีดำซอยสั้นพูดขึ้นหลังจากแผนการที่เสนอไปว่าให้ผู้จัดการมาดูแลยูชอนให้ก่อนไม่ได้ผล เพียงเพราะเหตุผลที่ว่า ‘ยูชอนเค้าไม่ยอมหรอกถ้าไม่ใช่คนในวงนายก็รู้’ และข้อนั้นเค้าเองก็รู้ดี ถึงได้นั่งคิดแผนใหม่ขึ้นมาก่อนจะจบลงที่การโดดเรียน หันไปหาเพื่อนร่างสูงที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ชางมินพยักหน้าน้อย ๆ

“วันนี้พวกนายมีสอบไม่ใช่เหรอ?” แจจุงที่ยืนอยู่หลังหน้าตาแก๊สถามน้ำเสียงกังวล มือเรียวถือพายไม้สีอ่อนคนน้ำซุปในหม้อร้อน ๆ จุนซูกับชางมินพยักหน้าเล็กน้อย แจจุงถอนหายใจออกมาคิ้วเรียวนั้นขมวดมุ่นราวกับกำลังใช้ความคิด ถึงยูชอนจะไม่ได้ป่วยหนักเข้าขั้นอันตรายหรืออะไรมากนัก แต่มิกกี้ยูชอนตอนป่วยนั้นไม่เหมือนคนทั่วไป เค้าจะยิ่งต้องการความรักและการเอาใจใส่ที่มากกว่าปกติ ดังนั้นถ้ายูชอนป่วยสิ่งเดียวที่ห้ามทำคือการทิ้งให้ยูชอนต้องอยู่คนเดียว ซึ่งเรื่องนี้ทุกคนในวงก็รู้กันดี

“ทำไมต้องเป็นวันนี้ด้วยวะ” แจจุงพึมพำอยู่คนเดียว ถ้าไม่ใช่งานในวันนี้เค้าคงจะปฏิเสธแล้วปล่อยให้ยุนโฮไปคนเดียวโดยอ้างว่าเค้าไม่สบายไปอีกคน แต่รายการนี้ทั้งเจ้าของงานและทีมงานจะเรียกว่าผู้มีพระคุณของทงบังชินกิก็คงไม่มีผิดนัก และคงไม่ดีถ้าจะผิดสัญญาที่ให้ไว้ ยกมือขึ้นขยี้ผมตัวเองอย่างหงุดหงิด ไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงดี

“ผมมีสอบตอนบ่ายสาม พี่แจจุงคงกลับมาทันอยู่ใช่มั้ยล่ะครับ?” ชางมินนั่งมองพี่ใหญ่ของวงที่ทำหน้าหงุดหงิดจนเหมือนจะเทเกลือทั้งกระปุกลงไปในซุปอย่างหวาด ๆ ก่อนเสนอความคิดที่ดูเข้าท่าที่สุดขึ้นมา
 
“ยุนโฮ นายว่าไง ทันมั้ย?” แจจุงหันไปถามความเห็นจากหัวหน้าวงที่นั่งเงียบอยู่ที่โต๊ะกินข้าวมาตั้งแต่เริ่ม ยุนโฮกลับไม่ตอบอะไร ดวงตาเรียวเล็กนั้นทอดมองไปที่แก้วน้ำใสที่อยู่ตรงหน้าราวกับว่าในน้ำนั้นมีตัวร้อยขาหรือแบคทีเรียอะไรที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

“เฮ้ย ยุนโฮ!” เรียกอีกฝ่ายเสียงดังจนร่างสูงสะดุ้งสุดตัว ก่อนหันกลับไปหาเพื่อนพร้อมสีหน้าคล้ายกับจะถาม

“ฉันถามว่าพวกเราจะกลับมาที่นี่ก่อนบ่ายมั้ย?” ทวนคำถามอีกครั้งก่อนถอนหายใจออกมากับอาการประหลาดของเพื่อนร่วมวง ยุนโฮพยักหน้าเล็กน้อยไม่ได้ตอบอะไรออกมา

“งั้นชางมิน พี่ฝากยูชอนด้วยนะ” บอกน้องคนเล็กที่ตอนนี้กำลังเริ่มตักข้าวใส่จานของตัวเองเป็นรอบที่สาม ชางมินพยักหน้าก่อนหันไปสนใจกับข้าวในจานต่อ แจจุงส่ายหน้าน้อย ๆ ก่อนจะตักน้ำซุปหอมน่ากินใส่ลงในถ้วยสีขาวเพื่อเอาไปให้คนไม่สบายกิน พูดกันตามตรงไม่อยากทิ้งกระต่ายป่วยไว้กับเจ้าเด็กไอคิวสูงนี่เลยจริง ๆ ถ้าจะให้พูดตรงกว่านั้นคืออยากจะอยู่ดูแลกระต่ายป่วยขี้เหงาด้วยตัวเองต่างหาก...ถอนหายใจออกมาก่อนจะเดินไปทางห้องนอน โดยไม่รู้สึกถึงสายตาเศร้าของใครบางคนที่มองตามมา

“พี่ยุนโฮ...เป็นอะไรรึเปล่าฮะ?” จุนซูถามร่างสูงที่นั่งมองไปทางห้องนอนด้วยสีหน้าเศร้า ๆ ยุนโฮส่ายหน้ายิ้ม ๆ เพื่อกลบเกลื่อนก่อนจะตักข้าวเปล่าในจานมากิน...จืดสนิท ไร้รสชาติ...จุนซูมองพี่ชายอีกคนอย่างงง ๆ ก่อนจะหันไปคุยกับชางมินที่กำลังตั้งหน้าตั้งตากินหลังจากเสนอความคิดของตัวเองออกไป

“พี่ยูชอนโชคดีเนอะ ที่มีพี่แจจุงคอยดูแล” จุนซูว่าก่อนมองไปทางห้องนอนยิ้ม ๆ ก่อนที่คิ้วได้รูปนั้นจะขมวดเข้าหากัน พี่แจจุงทั้งดูแลทั้งทะนุถนอมพี่ยูชอนยังกับไข่ในหิน ถ้าเทียบกับไอ้ไก่แจ้ของเค้าแล้ว พี่แจจุงดูเป็นยิ่งกว่าคนรักที่ดีเสียอีก รายนั้นเห็นว่าเป็นสนิทกันมาก่อน เจอกันทีนึงแทนที่จะกอดจะหอมให้หายคิดถึง ดันชวนกันไปเตะบอลซะนี่...แต่ก็สนุกดีน่ะนะ...คิดแล้วยิ้มอยู่คนเดียวอย่างมีความสุข

“ก็มันเป็นหน้าที่ของพี่แจจุงนี่นา ก็คนเค้ารักกันนี่” ชางมินตอบคล้ายกับจะไม่ใส่ใจในเรื่องชาวบ้านมากนัก ก็ตอนนี้อาหารแสนอร่อยฝีมือพี่ใหญ่ของวงอยู่ตรงหน้าแล้วนี่นา...

“เฮ้ย ไอ้ชางมิน แกกินไก่ทอดหมดได้ไง!!” จุนซูโวยวายเสียงดังเมื่อก้มลงมองบนจานที่ตอนนี้ว่างเปล่าไม่มีแม้แต่ร่องรอยของไก่ทอดเหลืองกรอบน่ากินบนจานใบนี้ ก่อนที่มือเล็ก ๆ จะฟาดไม่ยั้งที่ไหล่ของน้องเล็ก ทุกอย่างดูวุ่นวายผิดกับใครบางคนที่นั่งเงียบมาตั้งแต่แรกและถึงตอนนี้ ...

‘ก็มันเป็นหน้าที่ของพี่แจจุงนี่นา ก็คนเค้ารักกันนี่’

ทุกถ้อยคำที่ได้ยินราวกับมีดคมที่ค่อย ๆ บาดลึกลงในหัวใจที่เจ็บปวด
หน้าที่ของคนรักสินะ? ริมฝีปากอิ่มแค่นยิ้มราวกับจะหัวเราะเยาะตัวเอง...

แล้วตัวนายล่ะเป็นใคร?
คนรักก็ไม่ใช่ คำว่าเพื่อนก็ไม่เหลือ
นายเป็นใครมีสิทธิ์อะไรไปห่วงเค้า...จอง ยุนโฮ

เสียงโทรศัพท์มือถือที่ดังอยู่บนชั้นสีขาวทำให้ชางมินถอนหายใจออกมาก่อนเดินไปรับโทรศัพท์

“ครับ พี่แจจุง” เอ่ยชื่ออีกฝ่ายออกมาโดยที่ไม่ต้องมองด้วยซ้ำ เพราะรู้อยู่แล้วใครเป็นคนโทรมา ตั้งแต่แจจุงออกไปทำงานถ้ารวมครั้งนี้ด้วยก็เป็นครั้งที่สิบสองที่แจจุงโทรเข้ามาหาเค้า แล้วถามถึงคนป่วยที่นอนหลับอยู่ในห้อง

“ครับ...ให้กินยาแล้วครับ” รู้สึกเหมือนเค้าจะตอบคำถามนี้ทั้งหมดสิบสองครั้ง จะให้กินยาอะไรนักหนาเดี๋ยวพี่ยูชอนชักตาตั้งขึ้นมาเพราะกินยาเกินขนาดจะทำไงเนี่ย

“อ่า ผมอ่านหนังสืออยู่ที่โต๊ะกินข้าวน่ะครับ”

“ไม่ต้องห่วงครับ จุนซูดูแลอยู่” ชางมินตอบพลางพยายามกลั้นหัวเราะทันทีที่พี่ใหญ่ของเค้าโวยวายว่าเค้าทิ้งให้ยูชอนต้องอยู่คนเดียวในห้องนอน...

“ครับ รับทราบครับ” พูดจบก็กดวางสายไปไม่ให้อีกฝ่ายได้พูดต่อ เงยหน้าขึ้นมองนาฬิกาเล็กน้อย ก่อนจะเดินกลับไปอ่านหนังสือต่อ มุมปากบางยกยิ้มเล็กน้อยเมื่อคิดถึงพี่ใหญ่ของวงที่ดูเหมือนคนเสียสติที่ไม่ได้ดูแลคนรักด้วยตัวเอง โทรมาถามทุกห้านาทีหรือไม่ก็คงทุกเบรกที่เค้าสั่งคัท ป่านนี้คงรีบทำงานจนหัวปั่นหมดแล้วล่ะมั้ง คิดถึงสีหน้าของพี่ใหญ่ที่คอยตีหน้าเฉยตลอดในตอนนี้ออกแล้วก็หัวเราะอยู่คนเดียว

“ยองวุง จะรีบไปไหนน่ะ?” เสียงหวานใสของนักร้องสาวชื่อดังร่วมค่ายถามชายหนุ่มเจ้าของผมสีทองสว่างที่กำลังพยายามยัดทุกอย่างลงในกระเป๋าในเล็กแต่ดูเหมือนว่ายิ่งรีบทุกอย่างจะยิ่งช้าไปใหญ่

“กลับบ้านน่ะ” ตอบสั้น ๆ ก่อนพยายามจะยัดเสื้อกันหนาวสีเข้มลงในกระเป๋าใบเดิม

“นี่ จะไม่เปลี่ยนชุดก่อนเหรอ?” เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสงสัยเมื่อเห็นว่าแจจุงกำลังจะใส่ชุดสีชมพูสดแสบตาออกไปจากห้อง กระเป๋าใบเล็กนั้นปิดไม่สนิทดีเท่าไร แขนเสื้อกันหนาวสีเข้มห้อยออกมาด้วยความเร่งรีบ แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่ได้ใส่ใจมากนัก ตอนนี้ในใจเป็นห่วงกระต่ายตัวเล็กที่นอนป่วยที่ห้องจะแย่อยู่แล้ว

“เดี๋ยวค่อยส่งมาคืนน่ะ ฉันไปนะ” พูดจบก็ถลาออกจากห้องไปทั้งเสื้อสีแสบตา โดยไม่สนใจเพื่อนร่วมค่ายที่ยืนงงอยู่เลยแม้แต่น้อย ขาเพรียวก้าวเร็ว ๆ ไปที่ลานจอดรถ แต่ยังไม่ทันที่จะก้าวออกจากประตูไปก็ถูกเสียงของใครคนนึงเรียกไว้

“ยองวุง!! อยู่นี่เองตามหาตั้งนาน” ทีมงานคนนึงที่วิ่งตามมาพูดด้วยเสียงกระหืดกระหอบก่อนจะพยายามเรียบเรียงคำพูดให้เข้าที่ เพราะกว่าจะวิ่งตามคนตรงหน้าทันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ

“ซีนเมื่อกี้น่ะมันมีปัญหานิดหน่อยตรงช่วงของยองวุง กับคังตะน่ะ” ทีมงานคนเดิมบอกก่อนพยายามกางกระดาษสีขาวที่ยับยู่ในมือแล้วชี้ให้ดูว่าช่วงเวลาไหน ผิดกับเด็กหนุ่มผมทองอย่างลิบลับตอนนี้แจจุงยืนนิ่งจนเหมือนถูกสาปให้เป็นหินไปเรียบร้อยแล้ว สุดท้ายก็เดินตามแรงดึงของทีมงานไปจนถึงห้องแต่งตัวอีกครั้ง

แจจุงทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาอย่างเซ็ง ๆ ก่อนเหลือบมองนาฬิกาบนผนังนี่มันบ่ายสองกว่าแล้ว พวกชางมินต้องไปสอบ ถ้าถ่ายซ่อมยังไงก็ไม่ทันบ่ายสามแน่ ๆ เอาไงดีวะ...

“อ้าว แจจุง?” ยุนโฮที่เพิ่งเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จทักคนที่นั่งอยู่บนโซฟาอย่างงง ๆ ไหนเมื่อกี้คนอื่นบอกว่ากลับไปแล้วไง...แจจุงเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนร่วมวงสีหน้านั้นดูเหมือนเซ็งสุด ๆ ก่อนจะค่อยมีประกายความหวังขึ้นมา

“เฮ้ย ยุนโฮ!! ขอบใจมากที่นายยังอยู่ที่นี่” พูดจบก็โผเข้ากอดเพื่อนสนิทแน่น ก่อนผละออก

“นายไปดูยูชอนแทนฉันทีสิ ฉันต้องถ่ายซ่อมอีกสองซีนน่ะ” พูดเรื่องที่ต้องการจะรบกวนอีกฝ่ายทันทีโดยไม่ต้องอ้อมค้อม เพราะเป็นเพื่อนกันมานานกว่าสิบปี ถ้าถามว่าคนตรงหน้าเป็นใครคงตอบได้ว่าเป็นเพื่อนแท้ อยู่ด้วยกันมานาน ช่วยเหลือกันมาตลอด ทำให้เวลาที่อยู่ข้างนอกกอดกันบ้างหอมกันบ้างจนคนทั่วไปเข้าใจผิด แต่ก็ไม่ได้คิดจะสนใจมากนัก

“เอ่อ...ก็ได้” ยุนโฮพยักหน้าเล็กน้อยก่อนตอบตกลง ทั้ง ๆ ที่ยังคิดไม่ออกด้วยซ้ำว่าควรจะตอบว่าอะไรกันแน่ แจจุงยิ้มออกมาอย่างโล่งอกทันที อย่างน้อยยูชอนก็ไม่ต้องอยู่คนเดียวที่ห้อง

“งั้นนายรีบกลับบ้านเลยนะ พวกชางมินต้องไปสอบแล้ว ฉันทำซุปไว้ในตู้เย็น เอาออกมาอุ่นให้ยูชอนด้วยล่ะ แล้วก็เอายาในถุงที่ฉันเตรียมไว้ให้เค้ากินนะ แล้วก็ให้เค้ากินน้ำเยอะ ๆ ล่ะ” แจจุงร่ายยาวถึงสิ่งที่คนตรงหน้าต้องทำ ความห่วงใยถูกสื่อออกมาในทุกคำพูดและนัยน์ตาสีรัตติกาลดูลึกลับนั้น สุดท้ายสิ่งที่ยุนโฮทำได้ก็คือการพยักหน้าอีกครั้งเท่านั้น

“ขอบใจมากนะ ขอบใจจริง ๆ ยุนโฮ” บอกขอบคุณอีกฝ่ายก่อนตบไหล่เพื่อนเบา ๆ

“ไม่ต้องขอบคุณหรอก...”

“ยองวุง มาที่สตูดิโอเลยนะครับ” เสียงทีมงานคนนึงดังขึ้นจากหน้าประตู แจจุงหันกลับไปมองก่อนจะหันมายิ้มให้เพื่อนเล็กน้อยแล้วเดินออกจากห้องไป โดยไม่ลืมที่จะหันมาขอบคุณเพื่อนสนิทอีกครั้ง ยุนโฮมองตามแผ่นหลังกว้างของเพื่อนสนิทด้วยสีหน้าเรียบเฉย

‘ขอบใจมาก ยุนโฮ’

คำขอบคุณจากใจของเพื่อนรัก
เพื่อนที่เชื่อว่าเค้าคือเพื่อนแท้...

คำพวกนั้นมันไม่คู่ควรกับคนเลว ๆ อย่างฉันเลย...แจจุง...

เกลียดกลิ่นนี้...เกลียดกลิ่นความชั่วและความผิดบาปที่เปื้อนอยู่ในใจ
จากเพื่อนร่วมวงขี้เหงาแปรเปลี่ยนเป็นน้องชายขี้อ้อนที่ต้องคอยดูแลเสมอ
กลายเป็นคนรักของเพื่อนสนิท...และจบลงที่ความรักที่กว่าจะค้นพบก็สายไป...
ทุกวันเฝ้าคิดเพียงแต่อยากครอบครองและเป็นเจ้าของร่างบอบบางและรอยยิ้มสดใสนั้น

ยุนโฮยืนมองหน้าประตูบ้านอยู่พักใหญ่ก่อนจะตัดสินใจไขกุญแจเข้าไป ทันที่เปิดประตูออกก็พบกับน้องเล็กของวงหรือชางมินยืนรออยู่แล้ว

“ผมคิดว่าพี่จะไม่มาซะแล้ว เดี๋ยวผมไปตามพี่จุนซูนะ” พูดจบไม่รอคำตอบใด ๆ ก็วิ่งหายไปทางห้องนอนอย่างรวดเร็ว ยุนโฮถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะถอดรองเท้าเก็บไว้ในตู้สีขาวข้าง ๆ แล้วเดินตามไป

“พี่ยูชอนหลับอยู่น่ะครับ เพราะฉะนั้นพี่ยุนโฮห้ามเสียงดังล่ะ”

“ยูชอนน่ะ ยังไม่ได้กินข้าวกับยานะ แต่ว่าอีกสักชั่วโมงนึงค่อยปลุกแล้วกัน”

“ผ้าขนหนูกับน้ำอยู่ในห้องเรียบร้อยแล้วนะ ฝากเช็ดตัวด้วยล่ะ”

สมาชิกในวงอีกสองคนย้ำแล้วย้ำอีก ขณะที่แต่งตัวไปด้วยเก็บของไปด้วย พูดข้อความเดิมจนวินาทีสุดท้ายที่จะเดินออกจากประตูบ้านไป พร้อมเสียงโวยวายว่าสายแล้ว ยุนโฮหัวเราะออกมาก่อนจะเดินกลับไป แต่ยังไม่ทันได้ก้าวไปไหนประตูก็เปิดออกอีกครั้งพร้อมจุนซูกับชางมินที่ยื่นหน้าเข้ามาพูดประโยคสุดท้ายที่สำคัญที่สุด

“อย่าทิ้งให้พี่ยูชอนอยู่คนเดียวล่ะ!”

ก่อนประตูหน้าห้องจะปิดลงอีกครั้ง พร้อมเสียงโวยวายที่ดังแว่ว ๆ อยู่ก่อนจะจางหายไป และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ยุนโฮต้องยืนอยู่หน้าประตูอีกครั้ง ประตูสีอ่อนของห้องนอนนั้นไม่ได้มีความลำบากใด ๆ ที่ทำให้เข้าไปไม่ได้ หากแต่สิ่งที่ทำให้เค้าไม่เข้าไป คือความรู้สึกที่สับสนปะปนกันมั่วไปหมดจนไม่รู้ว่าตัวเองรู้สึกยังไงแน่ตอนนี้

‘ผมไม่ชอบอยู่คนเดียวเวลาป่วย เพราะผมจะเหงามาก แล้วก็คิดว่าทุกคนคงไม่รักผมแล้ว’

เสียงทุ้มนั้นกลับสั่นเครือ ใบหน้าหวานนั้นเปรอะเปื้อนด้วยหยดน้ำตา ก่อนที่แขนเรียวเล็กนั้นจะกอดเค้าไว้แน่น...

นั่นเป็นครั้งแรกที่เค้ารู้สึกอยากปกป้องคนคนนี้ไว้ สาบานกับตัวเองว่าจะปกป้องและไม่ปล่อยให้ใครมาทำให้คนคนนี้ต้องร้องไห้...

ความเชื่อใจและใบหน้าใสซื่อของยูชอน
เสียงหัวเราะและเสียงเรียกชื่อที่ฟังคล้ายกระดิ่งแก้วใสบริสุทธิ์
ทุกอย่างถูกพังจนไม่มีชิ้นดีด้วยมือของตัวเอง
เหลือเพียงหยดน้ำตาของคนที่เค้ารักจนหมดใจเท่านั้น...ไม่เหลืออะไรอีกแล้ว
แม้แต่ความเป็นเพื่อน ...

 ...ถ้าพูดว่าขอโทษ...ตอนนี้คงสายไปแล้วใช่มั้ย?...

เลขดิจิตอลในมือถือบอกเวลาที่ล่วงเลยไปกว่าชั่วโมง ยุนโฮนั่งนิ่งอยู่บนเตียงของชางมิน สองมือประสานเข้าหากัน นัยน์ตาสีเข้มจับจ้องร่างตรงหน้า ยูชอนกำลังหลับใหลอยู่ในห้วงของความฝัน แพขนตาสีดำสนิทยาวสวยทอรับกับแก้มใสที่แดงระเรื่อ ริมฝีปากอิ่มนั้นแห้งจนแตกเป็นขุย แต่ถึงแบบนั้นคนตรงหน้าในสายตาของยุนโฮกลับดูน่ามองกว่าหญิงสาวมากมายที่แต่งแต้มใบหน้าด้วยเครื่องสำอางราคาแพง...ไม่โดดเด่นแต่ติดตรึงฝั่งแน่นในหัวใจจนเจ็บปวดไปหมด...

“อือ...” เสียงครางครือในลำคอนั้นดูติดขัด ยูชอนพลิกตะแคงตัวด้วยความเมื่อยล้าของร่างกาย ก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ มองภาพพร่าเลือนตรงหน้าด้วยสีหน้าง่วงงุน ก่อนที่ภาพของร่างสูงที่นั่งอยู่จะชัดเจนขึ้น

“ยุนโฮ” พึมพำชื่อของอีกฝ่ายออกมาด้วยน้ำเสียงแห้งแหบ อยากจะลุกไปจากเตียงแล้ววิ่งหนีออกไปให้พ้น แต่เพราะอาการของไข้หวัดที่กำลังแผลงฤทธิ์อยู่จึงทำได้แค่เพียง เขยิบตัวเองไปจนชิดกับกำแพงเท่านั้น ร่างสูงเอื้อมมือไปจะสัมผัสหน้าผากเพื่อวัดไข้หากแต่ร่างโปร่งบางนั้นกลับยิ่งถอยตัวไปจนแทบจะกลืนลงไปกับกำแพงขาว นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนนั้นสะท้อนความกลัวและความหวาดระแวงจนสัมผัสได้ ยุนโฮเม้มปากแน่นก่อนจะชักมือออกมาไว้ข้างตัวเหมือนเดิม ริมฝีปากอิ่มพยายามส่งยิ้มให้คนตรงหน้า

“เอ่อ...เป็นยังไงบ้าง ปวดหัวมั้ย?” ถามออกไปพร้อมรอยยิ้มที่ดูจืดชืดและฝืนจนสังเกตได้ ยูชอนส่ายหน้าเล็กน้อยทั้งที่ตอนนี้ภาพทุกอย่างดูจะเลือนลงไป ใบหน้าร้อนผ่าวจนเหมือนน้ำตาจะไหลออกมาได้ตลอดเวลา

“งั้นฉันไปเอายามาให้นะ” พูดจบก็ลุกหันหลังเดินออกไปโดยไม่รอคำตอบใด ๆ ของยูชอนอีก สองเท้าก้าวออกไปเร็ว ๆ ก่อนจะปิดประตูห้องตามหลัง

...

ปัง...เสียงปิดประตูที่ดังอยู่ตรงหน้า และภาพแผ่นหลังที่เพิ่งผ่านพ้นไป ทำให้ยูชอนถอนหายใจออกมา ไม่ใช่ด้วยความโล่งใจหากแต่เพราะรู้สึกเหมือนหายใจติดขัด หัวใจเต้นถี่จนเจ็บไปหมด สายตาที่แสนเศร้าฉายแววความเจ็บปวดของยุนโฮเมื่อครู่ยังคงชัดเจน ยูชอนสะบัดหน้าแรง ๆ ก่อนมองไปรอบ ๆ ห้องนอนที่คุ้นเคย ก่อนสายตาจะไปสะดุดกับกระดาษสีขาวสะอาดที่พับวางไว้ข้างหมอนของตัวเอง เอื้อมมือไปหยิบขึ้นมาก่อนเปิดออกอ่านเมื่อเห็นชื่อของตัวเองอยู่บนนั้น

‘ถึง ยูชอน
พี่ต้องไปอัดรายการ แต่ว่าพี่จะรีบไปรีบกลับ
มีอะไรโทรหาพี่ได้นะ พี่จะเปิดมือถือไว้ตลอด
ใครว่าพี่ก็ไม่สนหรอก ก็แฟนพี่ไม่สบายทั้งคนนี่เนอะ (เขินใช่ม้า..หน้าแดงเชียว)
อย่าดื้อกับพวกชางมินล่ะ กินยาแล้วก็กินข้าวนะ
อยากอยู่กับยูชอน อยากดูแลยูชอนด้วยความรัก (ฮั่นแน่ ยิ้มอยู่ล่ะสิ)
หายเร็ว ๆ นะ แล้วจะพาไปเที่ยว (แค่เราสองคน) ถ้าหายป่วย ^^
จาก แจจุง’

ข้อความน่ารักปนตลกนิด ๆ สร้างรอยยิ้มบาง ๆ ได้ก่อนที่น้ำตาจะร่วงหล่นลงบนกระดาษขาวนั้น หมึกสีดำเลอะเปรอะบนกระดาษจนตัวหนังสือบางตัวลางเลือนไป มือเล็กกำกระดาษแผ่นบางที่แทนความรักและความห่วงใยของคนรักไว้แน่นจนไม่ห่วงว่ามันจะยับเพียงใด เพียงแค่อยากสัมผัสในสิ่งที่แจจุงเคยสัมผัสอยากให้สัมผัสของแจจุงซึมอยู่ในร่างกายนี้ ซุกหน้าลงกับเข่าก่อนจะร้องไห้ออกมาอย่างสุดจะกลั้น

หลังประตูสีขาวบานนั้น ยุนโฮยืนถือข้าวต้มร้อนหอมน่ากินและยาไว้ในมือ หากแต่ไม่คิดที่จะเปิดประตูเข้าไป เสียงสะอื้นแผ่วเบาที่ดังออกมาจากในห้องทำให้หัวใจปวดร้าว ราวกับประตูตรงหน้าลงกลอนขังเค้าไว้ในโลกที่ว่างเปล่า ราวกับกำแพงตรงหน้านั้นหนาเสียจนเค้าจะไม่มีวันสัมผัสยูชอนได้อีก ยกมือขึ้นลูบใบหน้าตัวเองแรง ๆ หัวใจเต้นถี่แรงเสียจนเหมือนมันกำลังจะแตกสลาย เจ็บแน่นในลำคอจนต้องกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก...สะบัดหน้าไปมาเพื่อไล่ความรู้สึกที่กำลังเริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้งในใจ มือเรียวยกขึ้นเคาะเบา ๆ กับประตูสีอ่อน

ก๊อก ๆๆ

เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นทำให้ยูชอนรีบเช็ดน้ำตาบนใบหน้าออกอย่างลวก ๆ ก่อนจะนั่งบนเตียงในท่าทางที่ดูปกติที่สุด กระดาษสีขาวยับยู่ถูกซ่อนไว้ใต้หมอนอย่างรวดเร็ว ยูชอนมองยุนโฮที่เดินเข้ามาอย่างเงียบ ๆ กลิ่นซุปหอมที่แค่ดูก็รู้ว่าแจจุงเป็นคนทำไว้ให้

“แจจุง ให้ฉันอุ่นนี่ให้นาย แล้วก็นี่ยา กินให้ครบด้วยล่ะ...หมอนั่นเป็นห่วง” เติมประโยคสุดท้ายเข้าไปถึงแม้แจจุงจะเป็นห่วงจริง แต่ลึก ๆ แล้วเค้าเองก็เป็นห่วงคนตรงหน้าไม่น้อย เพียงแต่รู้ตัวว่าไม่มีสิทธิ์ที่จะพูดคำนั้นออกไป...ยูชอนพยักหน้าน้อย ๆ ไม่แม้แต่จะเอ่ยคำพูดใด ๆ ออกมา

เงียบอยู่แบบนั้นเนิ่นนาน...ไม่มีใครพูดอะไรออกมามีเพียงเสียงช้อนกระทบกับถ้วยกระเบื้องสีขาวอย่างแผ่วเบาเท่านั้นที่แทนสัญญาณว่ายังคงมีคนสองคนนั่งอยู่ในห้องนี้

“นี่...ยาแก้ไข้ แล้วก็นี่แก้ปวดหัว เอ่อ..เม็ดนี้แก้เจ็บคอ...” ยุนโฮพึมพำคนเดียวระหว่างแกะยาในถุงออกจากแผงทีละเม็ดตามลายมือของแจจุงที่เขียนอยู่หน้าซอง เม็ดยาสีขาวเรียวยาวหลายเม็ดอยู่บนมือหนา อ่านดูหน้าซองอีกครั้งก่อนจะส่งยาทั้งหมดให้ยูชอนที่นั่งอยู่ ร่างบางรับมา เพียงแผ่วเบาที่ปลายนิ้วสัมผัส มือเล็กนั้นก็รีบชักออก เม็ดยาสีขาวร่วงหล่นลงพื้น

“ขะ...ขอโทษ...ฉันเก็บเอง”

“ไม่ต้องหรอก ฉันเก็บให้” ยุนโฮก้มลงเก็บเม็ดยาบนพื้น มองผืนพรมสีเข้ม ขอบตาร้อนผ่าว ทั้ง ๆ ที่บอกกับตัวเองไว้แล้วว่าทุกอย่างไม่วันเหมือนเดิม ทำไมถึงได้เจ็บแบบนี้นะ...

“ฉันขอโทษ” เอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบาจนเหมือนจะกลืนหายไปกับความเงียบ ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาสบตาคนที่นั่งอยู่ตรงหน้า มองผืนพรมสีเข้มนิ่ง น้ำอุ่นใสเอ่อล้นขึ้นมาจนต้องกระพริบตาถี่ ๆ เพื่อห้ามหยดน้ำตาเหล่านั้น ถึงจะเจ็บปวดแค่ไหนแต่ต่อหน้าคนคนนี้เท่านั้นที่จะไม่ร้องไห้ออกมา

“...” ไม่มีคำตอบใด ๆ ยูชอนนั่งนิ่งมองแผ่นหลังกว้าง เส้นผมสีน้ำตาลเข้ม...ภาพทุกอย่างดูวูบไหวด้วยน้ำตาที่เอ่อล้น ไหล่บางเล็กสะท้านสั่นด้วยแรงสะอื้น น้ำตามากมายรินไหล เสียงสะอื้นนั้นทำให้คนที่ก้มหน้าอยู่เงยขึ้นมา ใบหน้าที่เคยมีรอยยิ้มที่สดใสกลับเปียกไปด้วยน้ำตา ทั้งหมดนี่เพราะเค้าใช่มั้ย...เพราะจอง ยุนโฮที่เคยสาบานกับตัวเองว่าจะปกป้องรอยยิ้มนี้...

ไม่ใช่เพียงแต่ทำไม่ได้ตามคำสัญญา หากแต่ยังผิดคำสาบาน...
หัวใจที่เจ็บปวดนี้คงเป็นบทลงโทษสินะ...

“ขอโทษ ยูชอน...ฉันขอโทษ” รั้งอีกฝ่ายมากอดไว้แน่นจนไม่เหลือแม้แต่ช่องว่างใด ๆ ระหว่างกายทั้งสอง กระชับอ้อมแขนให้แน่นเสียจนอีกฝ่ายรู้สึกเจ็บ ทำได้เพียงพูดคำขอโทษ...ขอโทษ...ขอโทษ...เฝ้าพร่ำคำนี้แม้ว่าจะไม่ได้รับการให้อภัยก็ตามที...ร่างบางในอ้อมกอดสะอื้นไห้ หยดน้ำตาใสรินรดลงบนเสื้อจนชื้นไปหมด สองแขนเรียวเล็กโอบกอดตอบ

“เราลืมมันนะ ยุนโฮ...เมื่อคืนเราแค่เมามาก...เราลืมมันซะ...แล้วกลับมาเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิมนะ...นะ...” คำขอร้องที่คล้ายกับกระดาษแผ่นบางที่บาดลึกจนเกิดบาดแผลในใจ ยูชอนสะอื้นไห้อย่างทรมานลมหายใจนั้นติดขัด น้ำตามากมายไหลริน แขนเล็กโอบกระชับแผ่นหลังกว้างไว้แน่น

“อืม”กระชับกอดให้แทนสัญญาแห่งการเริ่มต้นที่แสนเจ็บปวด ยุนโฮซุกใบหน้าลงกับไหล่บางที่สั่นสะท้านนั้นแน่น หากนี้จะเป็นบาปขอเพียงครั้งสุดท้ายที่จะกอดร่างนี้ไว้ในอ้อมแขน ขอเพียงครั้งสุดท้ายที่จะซึมซับไออุ่นและกลิ่นกายนี้ไว้ในความทรงจำ

ก็รู้อยู่แล้วใช่มั้ย?
ว่าไม่มีวันที่เราจะกลับไปเป็นเหมือนเดิม...

TBC

edit @ 19 Dec 2007 11:58:30 by HanulZora



HanulZora
View full profile