
Part 5
โชคชะตา เผยความจริงแม้ไม่อยากรับรู้
แจจุง เสียงเรียกที่คุ้นหูหยุดคำถามที่กำลังจะถามออกไป แจจุงหันกลับไปมองต้นเสียงพร้อมรอยยิ้มเพราะรู้อยู่แล้วว่าใครคือเจ้าของเสียงทุ้มนั้น ร่างสูงเจ้าของเส้นผมสีดำขลับซอยสั้นและใบหน้าคมคาย ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวสวมทับด้วยเสื้อไหมพรมสีน้ำทะเลที่ดูคุ้นตายืนยิ้มอยู่
รุ่นพี่ เสียงหวานเอ่ยเรียกใครอีกคนที่ยืนอยู่อีกฝั่งของสนามพร้อมรอยยิ้ม ร่างบางรีบลุกขึ้นยืน มือเล็กปัดเศษหญ้าตามกางเกงสียีนส์สีซีดของตัวเอง รองเท้าสีน้ำเงินเข้มก้าวเข้ามาใกล้ แจจุงเงยหน้าขึ้นมองก่อนจะถอยตัวเองออกเล็กน้อยด้วยความตกใจ เมื่อจมูกของตนเกือบจะชนกับปากของเจ้าของใบหน้าคุ้นตาที่ยืนยิ้มอยู่
ปัดเบาแบบนั้นเมื่อไรจะออกหมดล่ะ? พี่ช่วยมั้ย แจจุง? น้ำเสียงทุ้มนุ่มละมุนถามพร้อมรอยยิ้มที่ดูอ่อนโยน นัยน์ตาสีดำดูคมเข้มนั้นสะท้อนภาพใบหน้าหวานใสของคนรัก มือแข็งแรงประคองแขนเล็กนั้นไว้หลวมๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปปัดเศษหญ้าตามกางเกงให้ร่างบางที่ยืนอยู่ตรงหน้า การกระทำเล็กน้อยที่ดูอ่อนโยนนี้กำลังทำให้ร่างบางที่ยืนนิ่งอยู่แก้มเรื่อสีขึ้นมา
ร่างสูงมองคนตรงหน้าที่ก้มหน้าก้มตาอยู่ ประคองใบหน้านั้นเบาๆ ไล้มือบนแก้มใสที่แดงระเรื่อ เกลี่ยเส้นผมสีดำนุ่มมือนั้นให้เข้าที่ ก่อนยิ้มเล็กน้อยให้คนตรงหน้า
เรียบร้อยแล้วครับ เจ้าหญิง แกล้งกระซิบเบาๆ ที่ข้างหู เรียกอีกฝ่ายด้วยชื่อที่รู้กันเพียงสองคน ชื่อที่เป็นความลับของความรักที่มีเพียงฉันและเธอที่รู้มัน
รุ่นพี่อ่ะ มือเล็กๆ ตีที่แขนของอีกฝ่ายเบาๆ ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างมีความสุข...
สายลมแผ่วเบาพัดพาอากาศหนาวไล้ผ่านความรักที่อบอุ่นของคนสองคน รอยยิ้มบางๆ บนใบหน้าทั้งสอง สนามหญ้าสีเขียวสดทอรับแสงแดดอ่อนรำไร งดงามดังฉากนึงของหนังรักโรแมนติก
หนังรักที่หลายครั้งก็ทำให้ใครบางคนร้องไห้...

อากาศหนาวเหน็บ หิมะสีขาวถมทับถนนสีเทาเข้มให้จมหายไป เพราะเป็นปิดเทอมใหญ่ทำให้นักเรียนส่วนใหญ่เลือกที่จะกลับบ้านมากกว่าอยู่ที่หอ อาคารเรียนทรงสวยด้วยศิลปะยุคเก่าดูเงียบเหงาด้วยสีขาว เสียงคุยกันที่เคยอื้ออึงกลับแผ่วเบาลงจนคล้ายเสียงกระซิบ ไม่มีผู้คนเดินเบียดเสียดตามทางเดินเพื่อจะไปเรียนวิชาต่างๆ ...มีเพียงความเงียบเท่านั้น
กระดาษสีรุ้งประดับตามประตู ข้อความแสดงความยินดีที่ถูกแขวนอยู่ตรงทางเดินนั้นเอียงจนเหมือนกำลังจะหลุดลงมา รูปถ่ายรวมรุ่นนักเรียนใบยาวอยู่ในกรอบไม้ขนาดใหญ่เรียงอยู่บนกำแพงสีครีมของห้องสมุด นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มกวาดมองภาพใบหน้าที่คุ้นตาอยู่บนรูป ทุกคนล้วนแต่มีใบหน้ายิ้มแย้มด้วยความสุข เมื่อก้าวข้ามผ่านช่วงเวลาเพื่อไปสู่มหาวิทยาลัยหรือเส้นทางที่ตนเลือกไว้
ภาพเด็กหนุ่มในชุดสีดำยาวพร้อมแถบสีแดงทีข้างเสื้อและหมวกสีดำกำลังแย้มยิ้มให้กับกล้อง ข้างๆ นั้นมีเด็กหนุ่มร่างสูงเจ้าของเส้นผมสีน้ำตาลอ่อนยืนยิ้มอยู่ข้างๆ มือข้างนึงถือม้วนกระดาษสีขาวสะอาดไว้
นิ้วเรียวเล็กเอื้อมไปแตะที่รูปนั้นเบาๆ ปลายนิ้วสัมผัสได้ถึงไอเย็นบนกระจกใส เด็กหนุ่มตัวเล็กเจ้าของเส้นผมสีแดงเข้มข้างหน้าตัดกับผมสีดำที่เรียงตัวสลวยคลอเคลียแก้มใสซุกใบหน้าลงกับผ้าพันคอผืนหนา นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มนั้นจับจ้องภาพตรงหน้า ก่อนเอ่ยชื่อใครบางคนที่อยู่ในรูปขึ้นมา
ยูชุน
เสียงนักเรียนคุยกันอย่างสนุกสนานแข่งกับเสียงอาจารย์ที่ยืนอยู่ข้างล่างแสตนด์ไม้ขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นมาชั่วคราวสำหรับการถ่ายรูปรุ่นในวันนี้ จุนซูมองเพื่อนสนิทผมทองที่กำลังคุยกันอย่างออกรสถึงเรื่องการรับใบประกาศเมื่อครู่เมื่อจู่ๆ แอนดรูว์ก็แหกปากบอกรักรุ่นน้องหน้าตาน่ารักกลางเวที และแน่นอนว่าความทุกข์ของเพื่อนคือความสุขของเราในความคิดของโทมัสและสตีฟ จุนซูส่ายหน้าน้อยๆ ก่อนที่รอยยิ้มบางๆ จะจางหายไป...
เป็นอะไรไป? เสียงทุ้มคุ้นหูกระซิบถาม จุนซูเงยหน้าขึ้นก่อนจะพยายามฝืนยิ้มออกมา แต่สิ่งที่ได้กลับกลายเป็นรอยยิ้มที่ดูไร้อารมณ์และเศร้าหมอง ยูชุนมองใบหน้าเศร้าหมองของคนตรงหน้า ก่อนเอื้อมมือไปแตะเบาๆ บนไหล่บางนั้น
จุนซูมองใบหน้าคุ้นตาที่สว่างใสด้วยแสงแดดที่ตกกระทบ นานแค่ไหนแล้วที่ทำได้เพียงแค่มองใบหน้านี้เงียบๆ หลายวันคืนที่แลกเปลี่ยนความรู้สึกและมิตรภาพให้แก่กันและกัน มองรอยยิ้มของริมฝีปากอิ่มสวยนั้น รับฟังเรื่องราวทั้งสุขและทุกข์ของคนคนนี้ ทั้งหัวเราะและร้องไห้ร่วมกัน ความรู้สึกผูกพันที่มีเพิ่มขึ้น จนวันนึงมันมากขึ้นเรื่อยๆ ...มากขึ้นเสียจนความรู้สึกนั้นมากเกินกว่าคำว่าเพื่อนไป...
นี่พวกเราเรียนจบนะ ยิ้มหน่อยสิ สบตากับนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มนั้น ก่อนบอกร่างเล็กด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน จัดหมวกสีดำที่อีกฝ่ายสวมอยู่ให้เข้าที่ ก่อนหยิกเบาๆ ที่แก้มยุ้ยของจุนซู คนตัวเล็กปัดมือเรียวออก พร้อมสีหน้าเอาเรื่อง มือเล็กหมายจะตีอีกฝ่ายแรงๆ แต่ก็สู้แรงมือแข็งแรงไม่ได้ ได้แต่ทำหน้าฮึดฮัดไม่พอใจ จนอีกฝ่ายหัวเราะออกมา
เสียงหัวเราะที่ฟังดูจริงใจ อ้อมแขนที่โอบกอดยามเหงา น้ำเสียงที่ปลอบโยนให้เข้มแข็ง ความอ่อนโยนของคนคนนี้...
พอรู้ตัวอีกครั้ง...ก็ไม่สามารถหันหลังกลับไปได้อีกแล้ว
ยูชุน... แขนเล็กๆ นั้นหยุดการขัดขืน ดวงตาสีน้ำตาลหรุบต่ำ เสียงพูดคุยที่ยังคงดังอยู่กลับเงียบเชียบจนเหมือนเหลือเพียงแค่เค้ากับยูชุนเท่านั้น
หืม? เสียงขานรับที่อบอุ่นและเคยคุ้น ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองสีหน้าของอีกฝ่าย จุนซูเพียงแค่ก้มหน้ามองรองเท้าของตัวเองเท่านั้น
นักเรียนทุกคนหันหน้าไปทางกล้องได้แล้ว จะถ่ายรูปกันแล้ว เสียงตะโกนของอาจารย์ที่ยืนอยู่ข้างล่างนั้นทำให้มือเรียวนั้นปล่อยข้อมือเล็กๆ นั้นออก ก่อนทั้งสองคนจะหันไปมองทางกล้องสีดำตัวสวยที่ตั้งอยู่ ช่างถ่ายรูปร่างท้วมอยู่ในเสื้อกันหนาวสีน้ำเงินเข้มตัวหนากำกับตำแหน่งของภาพให้ดูเข้าที่
พอเรียนจบไปเราจะได้เจอกันเหมือนเดิมมั้ย? ถามออกไปด้วยเสียงสั่นเครือเหมือนเด็กโง่ที่กำลังจะร้องไห้เพราะเรื่องแค่นี้ ยูชุนหันกลับไปมองเพื่อนตัวเล็กที่ยืนอยู่ข้างๆ ใบหน้านั้นก้มต่ำลงรู้สึกถึงไหล่เล็กๆ ที่สั่นน้อยๆ ริมฝีปากบางนั้นเม้มแน่นเพื่อห้ามน้ำตาที่กำลังจะไหลลงมา
แน่นอนสิ ตอบเสียงเบา ไล้นิ้วโป้งเช็ดน้ำตาให้อีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา ก่อนถอนใจออกมาแรงๆ คล้ายกับลำคอนั้นร้อนผ่าว ยูชุนเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้ากว้างก่อนกระพริบตาถี่ๆ ...เสียงคุยกันเงียบลง ทุกคนมองไปที่กล้องพร้อมกับยิ้มออกมา หากแต่จุนซูกลับมองกล้องด้วยสีหน้าที่เศร้าหมอง
โอเคครับ มองกล้องนะครับ
ยิ้มสิ จุนซู...วันนี้นายเรียนจบนะ...คิม จุนซู ยิ้มหน่อยสิ แบบนี้เหมือนไม่ใช่ตัวนายเลยนะ
หนึ่ง
เรียนจบแล้ว ก้าวไปอีกก้าวแล้ว นายควรจะดีใจไม่ใช่เหรอ?
สอง
ถ้าก้าวต่อไปไม่มียูชุน...สู้อยู่แบบนี้ไปจะไม่ดีกว่าเหรอ...
ไม่ทันที่จะคิดอะไรต่อก็รู้สึกถึงความอบอุ่นและแรงกระชับที่มือของตน มือเรียวที่กำลังเกาะกุมนั้นกระชับแน่น มองใบหน้าด้านข้างของอีกฝ่ายนิ่ง ริมฝีปากอิ่มขยับเล็กน้อย เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา...หากแต่จุนซูกลับได้ยินชัด มือเรียวเล็กกระชับแน่นแทนคำตอบ
สาม สิ้นเสียงนับ เสียงชัตเตอร์ดังขึ้นแสงแฟลชสว่างจ้าสะท้อนขึ้น ทุกคนยืนนิ่งอยู่แบบนั้นพักนึงก่อนที่เสียงคุยจะดังขึ้นมาอีกครั้งเมื่อตากล้องยกมือแทนสัญลักษณ์ว่าการถ่ายรูปสิ้นสุดลง
ได้สินะ? ยูชุนถามขึ้นมา ก่อนหันไปมองคนตัวเล็กที่กำลังยิ้มอยู่ จุนซูพยักหน้ายิ้มๆ มือทั้งสองยังคงกระชับแน่นไม่ปล่อย สบตากันก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะที่สดใสราวกับกระดิ่งที่ลั่นดังเพื่อคำสัญญาของคำว่าตลอดไป...
...
หยดน้ำใสเอ่อล้นนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้ม ภาพตรงหน้าพร่าเลือนลงไป จุนซูหลับตาลงช้าๆ ขับหยดน้ำตาให้รินไหลลงมาช้าๆ ไหล่บางเล็กสั่นสะท้าน...ทางเดินข้างห้องสมุดที่เคยวุ่นวายกลับเงียบสงัดและไร้ซึ่งผู้คน มีเพียงร่างเล็กในเสื้อโค้ทสีน้ำตาลอ่อนเท่านั้นที่กำลังยืนอยู่...มือเล็กเอื้อมไปข้างกายหวังเพียงอยากจะคว้ามือของคนที่เฝ้าคิดถึงไว้...แต่สิ่งที่สัมผัสได้กลับมีเพียงความว่างเปล่า
ความว่างเปล่าและความเงียบเหงาที่เกิดจากความคิดถึง
ความคิดถึงที่ทำให้ร้องไห้ออกมา...ด้วยความรัก
นี่...เราจะก้าวไปด้วยกัน...ตลอดไป...ได้มั้ย?
ฉันต่างหากที่อยากจะถามคำถามนั้น
ถ้านายรู้ความรู้สึกของฉัน เราจะยังก้าวไปด้วยกันได้อีกมั้ย?

เสียงเพลงประจำมหาวิทยาลัยจากลำโพงที่ตัวตึกสูงดังแข่งกับเสียงผู้คนนับร้อยที่กำลังเดินอยู่เบื้องล่าง สนามฟุตบอลขนาดกว้างถูกจัดให้เป็นสถานที่สำหรับแนะแนวนักศึกษาใหม่ ซุ้มขายของของแต่ละคณะดูคลาคล่ำไปด้วยนักศึกษาทั้งรุ่นพี่และรุ่นน้อง ซุ้มประชาสัมพันธ์ชมรมต่างๆ ดูจะคึกคักเป็นพิเศษด้วยเสียงเพลงและการแต่งกายของเหล่าสมาชิกรุ่นพี่ ทั้งเสียงเพลงและเสียงผู้คนล้วนแต่ทำให้งานเปิดโลกในวันนี้ดูครึกครื้น
เนินสนามหญ้าสีเขียวริมสนามฟุตบอลข้างตึกเรียนและต้นไม้ใหญ่ดูคล้ายกำลังหลีกหนีความวุ่นวายเบื้องล่างนั่น ร่างบางในชุดเสื้อกันหนาวสีเทาเข้มและกางเกงยีนส์สีซีดกำลังยืนคุยกับชายร่างสูงเจ้าของใบหน้าคมคายด้วยรอยยิ้ม บทสนทนาที่แสนธรรมดากลับดูอบอุ่นเมื่อคนตรงหน้าคือคนรัก
แล้วนี่รุ่นพี่จะมีแข่งบาสอีกมั้ยครับ? ถามขึ้นมาเมื่อนึกขึ้นได้ ถึงแม้ว่าจะพึ่งแข่งเสร็จไป แต่เพราะเป็นกัปตันทีม และหัวหน้าชมรมอาจทำให้ต้องมีแข่งบ่อยมากกว่าปกติ
อืม ก็มีน่ะ พอเปิดเรียนมาก็ต้องแข่งเปิดชมรมแล้วก็...อืม...มีอะไรอีกมั้ยนะ พี่ยุนโฮ? เงยหน้าขึ้นไปถามเพื่อนสนิทที่ยืนอยู่ข้างๆ เรียกอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงล้อเลียน ทำเอาเจ้าของชื่อหันขวับมาทันตา พร้อมส่งสายตาอาฆาตมาให้แทนคำตอบ
ดูทำหน้าเข้าสิ พี่ยุนโฮ เดี๋ยวน้องๆ ก็กลัวหมดหรอก แกล้งทำเสียงหวานทั้งๆ ที่รู้ว่ามันไม่ได้เข้ากับใบหน้าของตัวเองเลยแม้แต่น้อย ก่อนจะหัวเราะออกมาเมื่อเห็นว่าเพื่อนตัวโตทำท่าเหมือนกำลังจะมาบีบคอเค้า
ไอ้เจคิม หยุดหัวเราะเลยนะเว้ย! ยุนโฮโวยวายเอื้อมมือหมายจะอัดเข้าที่แขนอีกฝ่าย แต่ดูเหมือนเพื่อนตัวแสบจะไวกว่า ขายาวๆ รีบก้าวไปหลบหลังคนรักตัวเล็ก แจจุงทำได้เพียงแค่หัวเราะออกมาเบาๆ กับอาการที่เหมือนเด็กๆ ของทั้งสองคนเท่านั้น ก่อนจะหันหน้าไปสบตากับชางมินที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก ชางมินพยักหน้าเล็กน้อยเหมือนต้องการจะบอกอะไร
เอาแจจุงมากันอยู่เรื่อยเลยนะ ฝากไว้ก่อนแล้วกัน ชี้หน้าเพื่อนตัวสูงที่ยืนทำหน้ากวนประสาทอยู่หลังคนหน้าหวาน ก่อนจะยอมถอยออกไป
อ่ะ จริงสิ...รอเดี๋ยวนะครับ แจจุงเอ่ยขึ้น ผละตัวเองออกห่างจากเจคิมเล็กน้อย มือเล็กค้นหาของในกระเป๋าสีขาวสะอาดที่สะพายอยู่ ก่อนจะหยิบกล่องของขวัญใบเล็กให้คนตรงหน้า ร่างสูงรับมาก่อนมองสลับไปมาระหว่างกล่องของขวัญและใบหน้าของคนรัก
ของขวัญที่รุ่นพี่แข่งบาสชนะไงครับ ตอบคำถามที่ปรากฏขึ้นอยู่บนใบหน้าของอีกฝ่ายพร้อมรอยยิ้มสดใส รอยยิ้มที่ทำให้ใครหลายคนต้องยิ้มตามอย่างห้ามไม่ได้
พี่แกะเลยได้มั้ยเนี่ย? ถามพร้อมกับยกกล่องของขวัญขึ้นเขย่าเบาๆ ไม่ได้ยินเสียงอะไรออกมา แต่น้ำหนักที่มีอยู่เพียงเล็กน้อยก็พอจะให้รู้ว่านี่ไม่ใช่กล่องเปล่า และแจจุงก็ไม่ใช่คนที่ชอบเล่นอะไรแผลงๆ แบบนี้อยู่แล้วด้วย แจจุงพยักหน้าเล็กน้อย นัยน์ตาสีเข้มนั้นเป็นประกายคล้ายกับกำลังตื่นเต้นว่าอีกฝ่ายจะถูกใจกับของขวัญมั้ย ริมฝีปากบางเม้มเข้ากันเล็กน้อยอย่างติดเป็นนิสัย
ไหนดูสิ ว่าแจจุงจะให้อะไรพี่ พึมพำเสียงเบา ค่อยๆ แกะโบว์สีเงินออกอย่างช้าๆ ก่อนเก็บใส่ไว้ในกระเป๋าที่เปิดไว้ กระดาษห่อของขวัญเนื้อเรียบสีน้ำเงินเข้มถูกแกะออก และพับเก็บอย่างดี ก่อนจะถูกเก็บไว้ในกระเป๋าช่องเล็กเหมือนกับริบบิ้นเมื่อครู่ กล่องลูกฟูกสีน้ำตาลแก่อยู่ในมือเรียว ร่างสูงเปิดฝากล่องออกก่อนจะดึงของข้างในออกมา
.....นี่....? จ้องมองตุ๊กตาสีน้ำตาลหน้าตาคล้ายหมาผสมหมีที่อยู่ปลายพวงกุญแจพลาสติกสีฟ้าอ่อน คิ้วได้รูปขมวดเข้าหากัน เหมือนกับเคยเห็นที่ไหนกันนะ....
แทสมาเนียน เดวิล
แทสมาเนียน เดวิล? ทวนคำพูดของแจจุงงงๆ ก่อนหันกลับไปมองที่ตุ๊กตาอีกครั้ง ร่างบางหัวเราะออกมาเบาๆ กับสีหน้าของคนรัก
เจ้าตัวนี้น่ะ ชื่อแทสมาเนียน เดวิลครับ เป็นตัวการ์ตูนของลูนี่ย์ ทูนส์ไงครับ รุ่นพี่รู้จักมั้ยครับ? นิ้วเรียวเล็กชี้ไปที่ตุ๊กตาหน้าตาประหลาดก่อนอธิบายด้วยเสียงใสๆ เจคิมมองใบหน้าหวานที่ดูกระตือรือร้นนั้นยิ้มๆ
พี่ไม่ค่อยได้ดูการ์ตูนเท่าไรน่ะ น่ารักดีนะเจ้าแทสอะไรเนี่ย เจคิมบอกพร้อมกับมองตุ๊กตาหน้าตาประหลาดอีกครั้ง ดูไปดูมามันก็ดูน่ารักดีนะเนี่ย ถึงจะมีเขี้ยวแล้วก็อ้วนไปหน่อยก็เถอะ
แทสมาเนียนน่ะ วิ่งเร็วมาก แล้วก็หมุนตัวเป็นไต้ฝุ่นได้ อืม...ยังไงดีล่ะเร็วเหมือนไต้ฝุ่นน่ะครับ เหมือนรุ่นพี่ไง แจจุงอธิบายอย่างวกวนก่อนจะพยายามสรุปให้จบลงที่เหตุผลที่เค้าเลือกพวงกุญแจตุ๊กตานุ่มมือนี้มาให้เป็นของขวัญกับเจคิม
พี่คิดว่าให้เพราะว่าพี่หน้าตาประหลาดเหมือนเจ้าตัวนี้ซะอีก พูดอย่างติดตลก ก่อนหัวเราะออกมาเบาๆ เจคิม กัปตันทีมบาสของมหาวิทยาลัย เป็นดาวเด่นในสนามแข่งคู่กับเพื่อนสนิทอย่างยุนโฮ เพราะฝีเท้าและการหลบหลีกทีมตรงข้ามได้รวดเร็วจึงได้รับฉายาว่า ไต้ฝุ่น และนั่นก็เป็นเหตุผลว่าทำไมแจจุงถึงได้เลือกตุ๊กตานี้เป็นของขวัญ
ไม่ใช่ครับ ผมหมายถึงรุ่นพี่น่ะวิ่งเร็วต่างหาก แจจุงรีบอธิบายด้วยความกังวลจนเจคิมหัวเราะออกมา
พี่รู้แล้ว ล้อเล่นหรอกน่า โอ้ยๆ พูดยังไม่ทันจบก็ต้องรีบถอยตัวหนีจากฝ่ามือเล็กๆ ของอีกฝ่ายที่ฟาดลงมาบนแขน แจจุงทำแก้มป่องใส่ร่างสูงอย่างไม่พอใจเล็กน้อย จนอีกฝ่ายต้องรีบมาง้อ
ขอโทษน้า ไม่โกรธนะครับ...นะครับ...น้า? แกล้งทำน้ำเสียงน่าสงสาร ลอบมองใบหน้าหวานที่บึ้งตึงก่อนจะยิ้มออกมาเมื่อเห็นรอยยิ้มบางๆ บนแก้มใสนั้น รู้อยู่แล้วว่าแจจุงไม่โกรธจริงๆ หรอก ยกนิ้วก้อยขึ้นตรงหน้าอีกฝ่ายเพื่อขอคืนดี แจจุงมองนิ้วนั้นยิ้มๆ ก่อนจะเกี่ยวนิ้วกับอีกฝ่ายก่อนทั้งสองคนจะหัวเราะออกมาเบาๆ
งั้นพี่ใช้เลยนะแล้วกันนะ เจคิมบอกก่อนจะเกี่ยวพวงกุญแจเข้ากับซิปของกระเป๋าที่สะพายอยู่บนบ่า พวงกุญแจตุ๊กตารูปแทสมาเนียน เดวิลสีน้ำตาลขนาดเท่าฝ่ามือดูเข้ากันกับเป้สีดำล้วน มือเรียวจับตุ๊กตาพลิกไปมาคล้ายกับถูกใจกับของชิ้นนี้ไม่น้อย
ไม่ยักรู้นะว่าแจจุงก็ดูการ์ตูนกับเค้าด้วย พูดขึ้นลอยๆ ก่อนเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่าย แจจุงส่ายหน้าน้อยๆ ก่อนจะพูดด้วยสีหน้ายิ้มๆ
เปล่าหรอกครับ แต่ว่ายูชุนต่างหากที่ดู ยูชุนน่ะติดการ์ตูนเรื่องนี้มากเลยล่ะครับ รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นบนใบหน้านั้นราวกับมีความสุขที่ได้เอ่ยถึง รอยยิ้มที่ดูมีความสุข สายตาที่อ่อนโยน ทุกอย่างเป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นในรอยยิ้มและสายตานั้น เจคิมยิ้มออกมาบางๆ
จริงสิ...ยูชุน... พึมพำออกมาก่อนหันกลับไปมองที่ข้างล่างที่เมื่อครู่ยูชุนยืนอยู่ ก่อนจะยิ้มออกมาเมื่อเห็นน้องชายของตัวเอง
นั่นไงครับ ชี้ไปทางเด็กหนุ่มร่างสูงที่ยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มเด็กผู้หญิงหลายสิบคน เจคิมมองตามก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ
ป๊อบใช่ได้เลยนะเนี่ย คงต้องให้อยู่ชมรมเดียวกับพี่ยุนโฮซะแล้วสิ พูดถึงอีกคนแต่ยังไม่วายแซวเพื่อนสนิทที่ยืนอยู่ด้วยน้ำเสียงกวนประสาท ยุนโฮเพียงแต่ส่งสายตาอาฆาตไปให้ก่อนจะหันไปยิ้มแหยๆ ให้กับแจจุงและชางมินที่ยืนหัวเราะอยู่
งั้นเดี๋ยวผมไปเรียกเค้ามาดีกว่า แจจุงบอกก่อนจะวิ่งลงไปตามเนินลาดอย่างไม่เร็วมากนัก จนปลายเท้าเหยียบลงกับผืนดินสีน้ำตาลอ่อน ที่เป็นลู่สำหรับวิ่งแข่ง ขาเพรียวก้าวยาวๆ ไปข้างหน้าก่อนจะหยุดตรงวงล้อมของเหล่ารุ่นพี่ผู้หญิงที่กำลังรุมล้อมน้องชายของเค้าอยู่ นัยน์ตาสีดำขลับมองภาพตรงหน้านิ่งๆ ไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับเหตุการณ์ตรงหน้านี้เท่าไรนัก เพราะคิดอยู่แล้วว่ายูชุนจะต้องเป็นที่สนใจ เพียงแต่ไม่ได้คิดว่าจะมากขนาดนี้ก็เท่านั้นเอง
เด็กหนุ่มเจ้าของเส้นผมสีน้ำตาลทอประกายแสงแดดยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มนักศึกษารุ่นพี่ หญิงสาวหลายคนถามคำถามที่ตนอยากรู้คำตอบ ชวนให้เข้าชมรม เสียงหวานหูกลับก้องไปมาจนฟังไม่รู้เรื่อง ใบหน้าที่ถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางชวนมองนั้นกลับเลือนลางลงไป เวียนหัว อึดอัด อยากอาเจียน...
..น้องคะ...น้องยูชุน...ว้าย!! เสียงเด็กสาวที่กำลังรุมล้อมร่างสูงอยู่ร้องออกมา เมื่อเด็กหนุ่มร่างสูงทรุดลงไปนอนกองอยู่บนพื้น รู้สึกเหมือนปลายมือชาสนิท เปลือกตาหนักอึ้งจนเหมือนไม่สามารถจะลืมตาขึ้นได้ ภาพความทรงจำมากมายถาโถม
เสียงหัวเราะ...รอยยิ้ม...ความสุข...ผู้คนกระซิบกระซาบ
ปัง!
เสียงปืนดังลั่น
ตายแล้ว มีคนโดนยิง
เสียงกรีดร้อง...สีหน้าตื่นตระหนก...ผู้คนแตกตื่น เบียดเสียดจนเหมือนจะยืนไม่อยู่
ช่วยเด็กก่อนเร็ว
ร่างทั้งสองที่ล้มลงตรงหน้า ไม่มีแม้แต่เสียงที่จะเอ่ยเรียก....
คุณพ่อ...คุณแม่
ยูชุน!! แจจุงที่ยืนมองอยู่เรียกชื่ออีกฝ่ายออกมาด้วยความตกใจ ร่างบางแทรกตัวเข้าไปในกลุ่มคน เห็นยูชุนนอนอยู่บนพื้น ใบหน้านั้นซีดขาว ริมฝีปากอิ่มหอบเผยอหอบหายใจถี่ แจจุงทรุดตัวลงนั่งข้างๆ น้องชาย มือเรียวเล็กสั่นไปหมดด้วยความตกใจ
ยูชุน...ยูชุน... มือเล็กนั้นเขย่าเบาๆ ที่ไหล่นั่น รู้สึกเหมือนทำอะไรไม่ถูก เมื่อเห็นยูชุนกำลังหอบหายใจอย่างทรมานอยู่ตรงหน้า ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เค้าไม่เคยเห็นยูชุนเป็นแบบนี้มาก่อน น้ำใสๆ เอ่อคลอขึ้นมาในนัยน์ตาคู่สวย
แจจุง! เสียงคุ้นหูเรียก แต่เหมือนร่างบางจะไม่ได้ยิน เจคิมที่เห็นเหตุการณ์อยู่รีบวิ่งเข้ามาก่อนจะช้อนร่างของยูชุนขึ้น แจจุงเงยหน้าขึ้นมองตามริมฝีปากบางสั่นระริกพึมพำชื่อน้องชายออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยุนโฮที่วิ่งตามมาเอื้อมมือไปดึงข้อมือร่างบางที่นั่งอยู่ที่พื้นให้ลุกขึ้นยืน
ขอทางหน่อยครับ เจคิมบอกเสียงดังเพื่อให้เหล่านักศึกษาสาวหลีกทางให้เค้าเพื่อจะได้พาร่างนี้ไปที่เต็นท์พยาบาลให้เร็วที่สุด ก้มลงมองใบหน้าคมคาย แพขนตายาวนั้นมีหยดน้ำรินไหลออกมาทางหางตา เหงื่อซึมอยู่บนใบหน้านั้น ริมฝีปากอิ่มซีดขาวขยับเล็กน้อย คล้ายกำลังเรียกชื่อของใครบางคน...
พี่แจจุง

แกร่ก...เสียงเปิดประตูไม้ดังขึ้นทำให้เด็กหนุ่มผมทองที่นั่งอยู่หน้าเตาผิงหันกลับไปมอง ก่อนถอนใจออกมาเบาๆ เมื่อเห็นว่าคนที่เดินเข้ามาคือคนที่พวกเค้ากำลังรออยู่ โทมัสลุกขึ้นจากโซฟาสีแดงตัวยาวก่อนจะเดินไปหาเพื่อนตัวเล็กที่ยืนอยู่หน้าประตู คลุมผ้าขนหนูลงบนเส้นผมสีสดนั้นก่อนจะค่อยๆ เช็ดเอาหิมะสีขาวบนเรือนผมนั้นออกอย่างเบามือ
ทำไมกลับดึกจัง? ไปไหนมา? ถามคนตัวเล็กตรงหน้าทั้งๆ ที่รู้คำตอบอยู่แล้ว ถอนใจออกมาอีกครั้งเมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมตอบอะไร มือเรียวแตะแขนพาอีกฝ่ายเดินไปนั่งที่หน้าเตาผิงเพื่อบรรเทาความหนาวเย็น เด็กหนุ่มสามคนนั่งมองใบหน้าที่เศร้าหมองของเพื่อนสนิทอย่างกลุ้มใจ ตั้งแต่ยูชุนกลับไป...ถึงจะแค่สองวันแต่สำหรับพวกเค้าแล้วการที่ยูชุนไม่อยู่ก็ทำให้ทุกอย่างเงียบเหงาไปมาก โดยเฉพาะเพื่อนตรงหน้าที่ดูเหมือนจะเหงากว่าใคร
จริงสิ...เมื่อกี้คุณพ่อนายโทรมา แอนดรูว์เด็กหนุ่มเจ้าของนัยน์ตาสีเขียวพูดขึ้น จุนซูเงยหน้าขึ้นมองก่อนทำสีหน้าคล้ายกับจะถามถึงธุระของคุณพ่อ
ไม่รู้ว่านายจะดีใจรึเปล่านะ...แต่ว่า... สตีฟที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามแกล้งทำน้ำเสียงลังเลใจ จนจุนซูอดไม่ได้ที่จะสงสัย
คือว่านะ...
คือว่า? จุนซูทวนคำ ก่อนเว้นวรรคให้อีกฝ่ายได้พูดต่อ ใบหน้าน่ารักนั้นแสดงความสงสัยออกมาอย่างไม่ปิดบังจนอีกฝ่ายที่คิดจะแกล้งหัวเราะออกมาเบาๆ เพื่อนทั้งสามคนสบตากันเล็กน้อยคล้ายกับจะส่งสัญญาณอะไรบางอย่าง
นายจะได้กลับเกาหลีเดือนหน้า!! ทั้งสามคนพูดขึ้นมาพร้อมกันด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม จุนซูนิ่งมองเพื่อนตรงหน้า สีหน้านั้นคล้ายจะตกใจก่อนที่รอยยิ้มกว้างจะปรากฏขึ้นบนใบหน้านั้น จุนซูหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะโผเข้ากอดเพื่อนทั้งสามคนที่นั่งอยู่จนแทบจะตกโซฟา
ดีใจด้วยน้า เซีย โทมัสพูดออกมาก่อนลูบหัวเพื่อนตัวเล็กเบาๆ พร้อมรอยยิ้ม จุนซูผละตัวออกจากอ้อมกอดของเพื่อนๆ รอยยิ้มสดใสบนใบหน้านั้นกลับคืนมา
ฉันจะไปจัดของนะ พูดจบก็วิ่งหายไปทางบันได ทิ้งให้เพื่อนอีกสามคนมองตามงงๆ ก่อนจะหัวเราะออกมาพร้อมกัน

ครับ ขอบคุณมากครับ เสียงทุ้มกล่าวขอบคุณคุณพยาบาลของโรงพยาบาลใกล้เคียงที่ประจำอยู่ในเต็นท์ ร่างสูงโค้งขอบคุณก่อนเดินไปส่งอีกฝ่ายที่โต๊ะเหมือนเดิม ภายในเต็นท์มีเตียงอยู่หกเตียงแต่ละเตียงมีฉากกั้นไว้อย่างง่ายๆ เจคิมเดินกลับไปที่เตียงริมสุดก่อนนั่งลงที่เก้าอี้ข้างๆ คนรัก
แจจุงยังคงเหมือนไม่รู้สึกถึงการมาถึงของคนรัก มือเรียวเล็กนั้นยังคงกุมมือเย็นเฉียบของยูชุนไว้แน่น ถึงตอนนี้สีหน้าของยูชุนจะดีขึ้นแล้วแต่ยูชุนก็ยังไม่ตื่นขึ้นมาทำให้อดกังวลไม่ได้ ร่างสูงแตะหลังมือลงบนแก้มใสนั้นเบาๆ
คุณพยาบาลว่ายังไงบ้างครับ? แจจุงเงยหน้าขึ้นถามอีกฝ่าย มือเล็กๆ ทั้งสองผละออกจากมือเย็นของน้องชาย ก่อนจับแขนของคนตรงหน้าไว้ สีหน้านั้นดูเป็นกังวล
คงเป็นเพราะพึ่งเดินทางมา แล้วก็ปรับตัวยังไม่ค่อยได้ก็เลยเพลียๆ น่ะ ไม่ต้องกังวลนะ เจคิมบอกตามที่พยาบาลอธิบายมา ยกมือขึ้นลูบเส้นผมสีดำนุ่มมือนั้นเบาๆ แทนการปลอบโยน ก่อนจะยิ้มออกมาเมื่อเห็นสีหน้าโล่งอกของอีกฝ่าย
ขอบคุณมากนะครับ ถ้ารุ่นพี่ไม่อยู่ผมก็ไม่รู้จะทำยังไง แจจุงพึมพำเสียงเบา บอกตามตรงว่าเมื่อกี้ตอนที่เห็นยูชุนล้มลงไปเค้าทำอะไรไม่ถูกเลย ถ้าไม่มีพี่เจคิมอยู่ตรงนั้นเค้าควรจะทำยังไงนะ...ถ้ายูชุนเป็นอะไรมากกว่านี้ เค้าคงจะช่วยยูชุนไม่ได้เลย นี่เค้าเป็นพี่ที่ไม่ได้เรื่องเอาซะเลยสินะ เจคิมเอื้อมมือไปคว้ามือเรียวเล็กที่วางอยู่บนตักของอีกฝ่ายขึ้นมาจับไว้ก่อนบีบกระชับเบาๆ
ขอบคุณอะไร ลืมไปแล้วเหรอว่าเราเป็นอะไรกัน น้องของแจจุงก็เหมือนน้องของพี่นะ อย่าคิดมากไปเลย เจคิมโอบไหล่คนรักมาชิดกับตัวเอง แจจุงพยักหน้าเล็กน้อยก่อนซบแก้มลงบนไหล่กว้างนั้นอย่างหาที่พึ่งพิง มองใบหน้าของร่างบนเตียง ใบหน้าที่เคยซีดขาวนั้นดูมีสีเลือดขึ้นมาบ้างแล้ว หลับตาลงช้าๆ ก่อนถอนใจออกมาเบาๆ หลับตานิ่งอยู่แบบนั้นสักพักก่อนจะเงยหน้ามองอีกฝ่าย
รุ่นพี่ไปบอกชางมินกับยุนโฮเถอะครับ ป่านนี้สองคนนั้นคงเป็นห่วงแย่แล้ว เดี๋ยวผมเฝ้ายูชุนคนเดียวก็ได้ บอกร่างสูงที่นั่งอยู่ข้างๆ ก่อนพยักหน้าเล็กน้อยเพื่อให้อีกฝ่ายมั่นใจว่าเค้าอยู่คนเดียวได้ ชางมินกับยุนโฮไม่ได้เข้ามาในเต็นท์เพราะเกรงว่าจะรบกวนการทำงานของพยาบาล เจคิมลุกขึ้นยืนเอื้อมมือมาเกลี่ยเส้นผมที่คลอเคลียแก้มนั้นออกเบาๆ
โอเค งั้นถ้ายูชุนตื่นแล้วค่อยไปลงทะเบียนแล้วกัน เดี๋ยวพี่จะไปเอาเอกสารมาให้แล้วกันนะ บอกคนรักยิ้มๆ แจจุงพยักหน้าเล็กน้อย เจคิมโน้มตัวลงใกล้ก่อนจรดริมฝีปากเบาๆ บนหน้าผากเนียนนั้น แจจุงถอยตัวออก แก้มใสนั้นแดงระเรื่อขึ้นมา จนร่างสูงอดยิ้มออกมาไม่ได้
ไปนะครับ มีอะไรโทรหาพี่แล้วกันนะ ทิ้งท้ายไว้ด้วยความเป็นห่วงก่อนจะเดินออกจากเต็นท์ไป แจจุงมองตามเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปที่เตียง
ยูชุน... เอ่ยเรียกคนตรงหน้าที่ยังคงหลับใหลด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจอธิบายได้ เอื้อมมือไปจับมือเย็นเฉียบนั้นไว้แน่น หวังเพียงแค่อยากส่งความอบอุ่นเพื่อให้มือที่เย็นจัดนี้อบอุ่นขึ้นมาบ้าง หรือเพียงแค่อยากส่งความห่วงใยไปให้อีกฝ่ายได้รับรู้...ซบใบหน้าลงกับแขนของน้องชายอย่างเงียบๆ...
..... นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนเอ่อคลอด้วยน้ำใส ทอดมองเรือนผมสีดำสลวย รู้สึกถึงไออุ่นและแรงบีบกระชับที่มือของตัวเอง รู้สึกเจ็บปวดในอกเสียจนหายใจไม่ออก ยกมืออีกข้างขึ้นอยากจะสัมผัสเบาๆ ที่เส้นผมนั้นแต่ก็ต้องชะงักไว้ และวางมือลงบนเตียงเหมือนเดิม ยูชุนหลับตาลงช้าๆ ขับหยดน้ำตาให้รินไหล
พี่ครับบอกผมทีว่าเค้าเป็นใคร
แล้วผมเป็นใคร...ตอนนี้
ผมสับสนเหลือเกิน...
ผมยังสำคัญสำหรับพี่อยู่ใช่มั้ย?

เสียงกุกกักหลังประตูไม้ของห้อง 401 นั้นไม่ได้สร้างความแปลกใจให้กับเด็กหนุ่มสามคนที่กำลังเตรียมตัวเข้านอนเท่าไรนัก เพราะรู้อยู่แล้วว่าคนที่อยู่ในห้องนั้นกำลังทำอะไร
ภายในห้อง 401 ตอนนี้กำลังรกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน บนเตียงทั้งสองกำลังเต็มไปด้วยกระเป๋าและกองเสื้อผ้าที่ยังจัดไม่เรียบร้อย แต่ตอนนี้ดูเหมือนเจ้าของห้องจะไม่ได้ใส่ใจมากนัก
พาสปอร์ตไปไหนเนี่ย? ริมฝีปากบางบ่นกับตัวเอง เมื่อลองรื้อในกระเป๋าเก็บเอกสารแล้วไม่เจอพาสปอร์ตของตัวเอง แต่ถึงแบบนั้นบนใบหน้านั้นก็ยังคงมีรอยยิ้มอยู่เมื่อคิดว่าอีกแค่เพียงไม่กี่อาทิตย์ก็จะได้กลับเกาหลี
นึกออกแล้ว! พูดขึ้นมาเมื่อนึกขึ้นได้ เอื้อมมือไปเปิดลิ้นชักที่โต๊ะเขียนหนังสือของยูชุน เมื่อนึกได้ว่าเมื่อหลายอาทิตย์ก่อนยูชุนยืมพาสปอร์ตของเค้าไปกรอกเอกสารเรียนจบให้ ในลิ้นชักมีหนังสือเรียนหลายเล่มที่ยูชุนไม่ได้เอากลับไปที่เกาหลีด้วย จุนซูยกหนังสือทั้งหมดขึ้นมาก่อนเขย่าเบาๆ พาสปอร์ตเล่มเล็กหล่นลงมา มือเล็กเอื้อมไปหยิบพาสปอร์ตบนโต๊ะก่อนจะเก็บหนังสือทั้งหมดลงในลิ้นชักเหมือนเดิม ผลักลิ้นชักปิดเข้าที่เดิม ก่อนที่สายตาจะเหลือบไปเห็นกระดาษสีขาวแผ่นนึงร่วงอยู่ที่เท้า จุนซูก้มลงเก็บกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาดู
จดหมาย? กระดาษสีขาวใบเก่า ตัวหนังสือสีน้ำเงินซึมผ่านกระดาษเนื้อบาง รอยพับที่ถูกคลี่ออกนั้นลึกเสียจนเหมือนกับว่ามันไม่เคยถูกเปิดอ่านมาก่อน ร่างเล็กพลิกกระดาษแผ่นนั้นกลับมาก่อนจะสะดุดกับลายมือที่คุ้นเคย แม้ไม่ได้อยากจะละลาบละล้วงแต่หากเป็นของสำคัญเค้าก็ควรจะนำมันกลับไปให้ยูชุน
ดวงตาเรียวเล็กกวาดไปตามตัวหนังสือทีละบรรทัด
สวัสดียามเย็นครับ,
ผมคิดไว้ว่ากว่าพี่แจจุงจะได้อ่านจดหมายฉบับนี้ก็คงเย็นแล้วน่ะครับ หวังว่าคุณลุงไปรษณีย์จะไม่เบี้ยวเอามาส่งตอนกลางคืนนะครับ ตอนเด็กๆ คุณลุงมักจะบ่นกับผมว่า ถ้าได้เข้ามาส่งจดหมายในบ้าน คุณลุงคงจะเป็นลมก่อนถึงบ้านเราแน่นอน เพราะว่าทางเข้าบ้านมันไกลเหลือเกิน จริงไหมครับ เอาล่ะเรามาเข้าเรื่องกันดีกว่า
พี่แจจุงรู้ไหมว่า ผมได้ส่งดอกไม้ไปให้พี่จนเจ้าของร้านบอกว่าจะหมดร้านของเค้าแล้ว ผมก็เพิ่งมานั่งนึกว่าผมส่งไปเยอะขนาดนี้เลยเหรอ แต่ถึงอย่างไร ดอกไม้ทุกดอกที่ผมส่งให้มีความสำคัญต่อผมทุกดอกเลยนะครับ ไม่รู้ว่าพี่จะรู้สึกเหมือนกันหรือเปล่า ว่าดอกไม้ใช้แทนความรู้สึกและคำพูดได้
บางครั้งผมก็คิดว่าการที่ดอกไม้แต่ละดอกมีสีสันและรูปแบบที่ต่างกันนั้น พยายามบอกถึงเรื่องราว และความในแตกต่างกันไป ถ้าดอกไม้พูดได้คงจะดีมากนะครับ ผมจะได้ฝากความรู้สึกผ่านดอกไม้ดอกแล้วดอกเล่า ไปให้พี่แจจุงรับรู้ได้ เป็นเพื่อนคุยกับพี่แจจุง จะได้ไม่เหงาไงครับ ส่วนผมพี่ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ ผมมีเพื่อนรักคนนึง สนิทกันมาก แต่ยังไงผมก็ยังคิดถึงพี่อยู่ดี
ความรู้สึกเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนนะครับ และยากที่จะเข้าใจด้วย ขนาดผมเองยังไม่เข้าใจความรู้สึกของตัวเองเลย ผมสับสนเหลือเกิน หวังว่าดอกไม้ที่ผมส่งให้พี่จะเป็นตัวแทนบอกความรู้สึกที่แสนสับสนของผม ความหมายที่ซ่อนเร้นในดอกไม้ เพียงแค่พี่รับรู้ผมก็มีความสุขแล้วครับ
หวังว่าพี่ยังมีความสุขเหมือนเดิม อยากกลับไปเจอพี่จัง
รักพี่ที่สุด,
ยูชุน
ยูชุน... ร่างเล็กทรุดนั่งลงบนพื้นห้องอย่างอ่อนแรง เอ่ยชื่อของอีกฝ่ายด้วยเสียงที่แผ่วเบา ลำคอแห้งผากจนกลืนน้ำลายลงอย่างยากลำบาก รู้สึกเหมือนใบหน้าชาเสียจนไม่มีความรู้สึก กระดาษจดหมายสีขาวร่วงหล่นลงบนพื้น
ฉันมีพี่ชายฝาแฝดด้วยนะ เราหน้าไม่เหมือนกันเลยล่ะ
รอยยิ้มที่ดูมีความสุขที่ได้เอ่ยถึงพี่ชายคนสำคัญ
ลิลลี่ หมายถึง เธอคือรักแรกของฉัน
พี่...ผมคิดถึงพี่...
ข้อความที่เอ่ยเมื่อยามเมาไม่ได้สติ
ทิวลิปสีแดง หมายถึง ฉันอยากให้ทั้งโลกรู้ว่าฉันรักเธอ
พี่แจจุง...
ชื่อที่นายเฝ้าเรียกหาตลอดเวลาไม่ว่าจะยามหลับหรือยามตื่น
คาร์เนชั่นสีแดง หมายถึง ได้โปรดเห็นใจความรักของฉันที่มีต่อเธอบ้าง
รักพี่ที่สุด...
ความจริง...ไม่ใช่สิ่งที่มีไว้เพื่อคนที่ตามหา
หากแต่โชคชะตาจะกำหนดให้เราได้รู้ความจริง...
ไม่ว่าจะอยากรับรู้หรือไม่ก็ตาม...

Misakis Talk
"สวัสดีค่า นี่มิซากินะคะ กลับมาแล้ว
อืม เมื่อลองคำนวณดูแล้วปริมาณฟิคต่อสัปดาห์เริ่มกลับมาดีขึ้นแล้วสินะคะ *พยักหน้า* อาจเป็นเพราะว่าแต่งหลายเรื่องพร้อมกันเลยอาจจะทำให้รู้สึกว่ามาต่อช้าล่ะมั้งนะ แต่ว่ายังไงตอนนี้พลังงานเต็มเปี่ยมในการแต่งฟิคเจ้าค่ะ พลังงานเต็มเปี่ยมแต่ว่าเวลาไม่พอนี่สิเจ้าคะคือปัญหาใหญ่ แหะๆ"
มิซากิ
ปล. วันนี้วันพ่อ ทำดีกันรึยังคะ? เป็นคนดีเพื่อคุณพ่อและพ่อหลวงของพวกเรากันนะคะ
izzei's Talk
มีคนคอมเมนท์ขอมาให้ผู้จัดการทอล์คด้วย เลยจัดให้ครับ
ฟิคชันตอนนี้เสร็จสิ้นในวันที่ 6 ธันวาคม 2549 เวลาตีสี่ และใช้เวลาพิสูจน์อักษร ตรวจสอบข้อมูลจนถึงตีห้า เพราะต่างคนต่างมีเรียนเช้า ตัวผมเองเรียนแปดโมง และมิซากิแปดโมงครึ่ง จึงไม่สามารถลงทันทีได้ จึงขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย
อย่างที่มิซากิกล่าวไว้ ตอนนี้มีพลังงานในการแต่งเต็มเปี่ยม แต่เนื่องด้วยอยู่ในช่วงเวลาของการสอบ ซึ่งผมมีสอบ 8-24 ธันวาคม จึงออกตัวไว้ก่อนว่าจะไม่ค่อยมีเวลามากนัก
กล่าวถึงฟิคชันในตอนนี้มิซากิแต่งอย่างสบายใจ ไร้แรงกดดันใดๆ นอกจากผู้จัดการ (ที่นั่งเฝ้าตลอดคืนจนข้ามวัน) ดังนั้นตอนนี้เป็นการทำให้เนื้อเรื่องกระจ่างขึ้น และเรื่องคู่ก็เริ่มจะชัดเจนขึ้นเช่นกัน
ต้องขอขอบคุณแฟนฟิคทุกท่านที่เข้ามาเยื่ยมเยียนอ่านฟิคชันที่บลอคนะครับ ณ ตอนนี้เราทะลุ 10,000 Hits แล้ว ซึ่งใช้เวลาเพียง 2 เดือนเท่านั้น อย่างนี้มิซากิคงมีกำลังใจขึ้นมาเป็นหลายเท่าตัวเลยล่ะครับ ถ้ายิ่งมีคอมเมนท์มากเท่านี้ คงแต่งฟิคจนตัวตายไปเลยกระมัง
สำหรับของรางวัลแฟนพันธุ์แท้ ผมจะเร่งมือให้ไวที่สุด เนื่องด้วยติดสอบจึงขออภัยในความล่าช้ามา ณ ที่นี้ด้วย แต่สัญญาว่า ได้รับแน่นอนครับผม
สำหรับวันนี้แค่นี้นะครับ ขอบคุณอีกครั้งสำหรับความอบอุ่นที่มอบให้กัน แม้เป็นแค่นามธรรม แต่ผมและมิซากิ ก็รับรู้ได้ ^^ แล้วพบกันครั้งหน้าครับผม
