MyDestiny

2006/Dec/06

Part 5

โชคชะตา เผยความจริงแม้ไม่อยากรับรู้

แจจุง เสียงเรียกที่คุ้นหูหยุดคำถามที่กำลังจะถามออกไป แจจุงหันกลับไปมองต้นเสียงพร้อมรอยยิ้มเพราะรู้อยู่แล้วว่าใครคือเจ้าของเสียงทุ้มนั้น ร่างสูงเจ้าของเส้นผมสีดำขลับซอยสั้นและใบหน้าคมคาย ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวสวมทับด้วยเสื้อไหมพรมสีน้ำทะเลที่ดูคุ้นตายืนยิ้มอยู่

รุ่นพี่ เสียงหวานเอ่ยเรียกใครอีกคนที่ยืนอยู่อีกฝั่งของสนามพร้อมรอยยิ้ม ร่างบางรีบลุกขึ้นยืน มือเล็กปัดเศษหญ้าตามกางเกงสียีนส์สีซีดของตัวเอง รองเท้าสีน้ำเงินเข้มก้าวเข้ามาใกล้ แจจุงเงยหน้าขึ้นมองก่อนจะถอยตัวเองออกเล็กน้อยด้วยความตกใจ เมื่อจมูกของตนเกือบจะชนกับปากของเจ้าของใบหน้าคุ้นตาที่ยืนยิ้มอยู่

ปัดเบาแบบนั้นเมื่อไรจะออกหมดล่ะ? พี่ช่วยมั้ย แจจุง? น้ำเสียงทุ้มนุ่มละมุนถามพร้อมรอยยิ้มที่ดูอ่อนโยน นัยน์ตาสีดำดูคมเข้มนั้นสะท้อนภาพใบหน้าหวานใสของคนรัก มือแข็งแรงประคองแขนเล็กนั้นไว้หลวมๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปปัดเศษหญ้าตามกางเกงให้ร่างบางที่ยืนอยู่ตรงหน้า การกระทำเล็กน้อยที่ดูอ่อนโยนนี้กำลังทำให้ร่างบางที่ยืนนิ่งอยู่แก้มเรื่อสีขึ้นมา

ร่างสูงมองคนตรงหน้าที่ก้มหน้าก้มตาอยู่ ประคองใบหน้านั้นเบาๆ ไล้มือบนแก้มใสที่แดงระเรื่อ เกลี่ยเส้นผมสีดำนุ่มมือนั้นให้เข้าที่ ก่อนยิ้มเล็กน้อยให้คนตรงหน้า

เรียบร้อยแล้วครับ เจ้าหญิง แกล้งกระซิบเบาๆ ที่ข้างหู เรียกอีกฝ่ายด้วยชื่อที่รู้กันเพียงสองคน ชื่อที่เป็นความลับของความรักที่มีเพียงฉันและเธอที่รู้มัน

รุ่นพี่อ่ะ มือเล็กๆ ตีที่แขนของอีกฝ่ายเบาๆ ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างมีความสุข...

สายลมแผ่วเบาพัดพาอากาศหนาวไล้ผ่านความรักที่อบอุ่นของคนสองคน รอยยิ้มบางๆ บนใบหน้าทั้งสอง สนามหญ้าสีเขียวสดทอรับแสงแดดอ่อนรำไร งดงามดังฉากนึงของหนังรักโรแมนติก

หนังรักที่หลายครั้งก็ทำให้ใครบางคนร้องไห้...

อากาศหนาวเหน็บ หิมะสีขาวถมทับถนนสีเทาเข้มให้จมหายไป เพราะเป็นปิดเทอมใหญ่ทำให้นักเรียนส่วนใหญ่เลือกที่จะกลับบ้านมากกว่าอยู่ที่หอ อาคารเรียนทรงสวยด้วยศิลปะยุคเก่าดูเงียบเหงาด้วยสีขาว เสียงคุยกันที่เคยอื้ออึงกลับแผ่วเบาลงจนคล้ายเสียงกระซิบ ไม่มีผู้คนเดินเบียดเสียดตามทางเดินเพื่อจะไปเรียนวิชาต่างๆ ...มีเพียงความเงียบเท่านั้น

กระดาษสีรุ้งประดับตามประตู ข้อความแสดงความยินดีที่ถูกแขวนอยู่ตรงทางเดินนั้นเอียงจนเหมือนกำลังจะหลุดลงมา รูปถ่ายรวมรุ่นนักเรียนใบยาวอยู่ในกรอบไม้ขนาดใหญ่เรียงอยู่บนกำแพงสีครีมของห้องสมุด นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มกวาดมองภาพใบหน้าที่คุ้นตาอยู่บนรูป ทุกคนล้วนแต่มีใบหน้ายิ้มแย้มด้วยความสุข เมื่อก้าวข้ามผ่านช่วงเวลาเพื่อไปสู่มหาวิทยาลัยหรือเส้นทางที่ตนเลือกไว้

ภาพเด็กหนุ่มในชุดสีดำยาวพร้อมแถบสีแดงทีข้างเสื้อและหมวกสีดำกำลังแย้มยิ้มให้กับกล้อง ข้างๆ นั้นมีเด็กหนุ่มร่างสูงเจ้าของเส้นผมสีน้ำตาลอ่อนยืนยิ้มอยู่ข้างๆ มือข้างนึงถือม้วนกระดาษสีขาวสะอาดไว้
นิ้วเรียวเล็กเอื้อมไปแตะที่รูปนั้นเบาๆ ปลายนิ้วสัมผัสได้ถึงไอเย็นบนกระจกใส เด็กหนุ่มตัวเล็กเจ้าของเส้นผมสีแดงเข้มข้างหน้าตัดกับผมสีดำที่เรียงตัวสลวยคลอเคลียแก้มใสซุกใบหน้าลงกับผ้าพันคอผืนหนา นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มนั้นจับจ้องภาพตรงหน้า ก่อนเอ่ยชื่อใครบางคนที่อยู่ในรูปขึ้นมา

ยูชุน

เสียงนักเรียนคุยกันอย่างสนุกสนานแข่งกับเสียงอาจารย์ที่ยืนอยู่ข้างล่างแสตนด์ไม้ขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นมาชั่วคราวสำหรับการถ่ายรูปรุ่นในวันนี้ จุนซูมองเพื่อนสนิทผมทองที่กำลังคุยกันอย่างออกรสถึงเรื่องการรับใบประกาศเมื่อครู่เมื่อจู่ๆ แอนดรูว์ก็แหกปากบอกรักรุ่นน้องหน้าตาน่ารักกลางเวที และแน่นอนว่าความทุกข์ของเพื่อนคือความสุขของเราในความคิดของโทมัสและสตีฟ จุนซูส่ายหน้าน้อยๆ ก่อนที่รอยยิ้มบางๆ จะจางหายไป...

เป็นอะไรไป? เสียงทุ้มคุ้นหูกระซิบถาม จุนซูเงยหน้าขึ้นก่อนจะพยายามฝืนยิ้มออกมา แต่สิ่งที่ได้กลับกลายเป็นรอยยิ้มที่ดูไร้อารมณ์และเศร้าหมอง ยูชุนมองใบหน้าเศร้าหมองของคนตรงหน้า ก่อนเอื้อมมือไปแตะเบาๆ บนไหล่บางนั้น

จุนซูมองใบหน้าคุ้นตาที่สว่างใสด้วยแสงแดดที่ตกกระทบ นานแค่ไหนแล้วที่ทำได้เพียงแค่มองใบหน้านี้เงียบๆ หลายวันคืนที่แลกเปลี่ยนความรู้สึกและมิตรภาพให้แก่กันและกัน มองรอยยิ้มของริมฝีปากอิ่มสวยนั้น รับฟังเรื่องราวทั้งสุขและทุกข์ของคนคนนี้ ทั้งหัวเราะและร้องไห้ร่วมกัน ความรู้สึกผูกพันที่มีเพิ่มขึ้น จนวันนึงมันมากขึ้นเรื่อยๆ ...มากขึ้นเสียจนความรู้สึกนั้นมากเกินกว่าคำว่าเพื่อนไป...

นี่พวกเราเรียนจบนะ ยิ้มหน่อยสิ สบตากับนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มนั้น ก่อนบอกร่างเล็กด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน จัดหมวกสีดำที่อีกฝ่ายสวมอยู่ให้เข้าที่ ก่อนหยิกเบาๆ ที่แก้มยุ้ยของจุนซู คนตัวเล็กปัดมือเรียวออก พร้อมสีหน้าเอาเรื่อง มือเล็กหมายจะตีอีกฝ่ายแรงๆ แต่ก็สู้แรงมือแข็งแรงไม่ได้ ได้แต่ทำหน้าฮึดฮัดไม่พอใจ จนอีกฝ่ายหัวเราะออกมา

เสียงหัวเราะที่ฟังดูจริงใจ อ้อมแขนที่โอบกอดยามเหงา น้ำเสียงที่ปลอบโยนให้เข้มแข็ง ความอ่อนโยนของคนคนนี้...

พอรู้ตัวอีกครั้ง...ก็ไม่สามารถหันหลังกลับไปได้อีกแล้ว

ยูชุน... แขนเล็กๆ นั้นหยุดการขัดขืน ดวงตาสีน้ำตาลหรุบต่ำ เสียงพูดคุยที่ยังคงดังอยู่กลับเงียบเชียบจนเหมือนเหลือเพียงแค่เค้ากับยูชุนเท่านั้น

หืม? เสียงขานรับที่อบอุ่นและเคยคุ้น ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองสีหน้าของอีกฝ่าย จุนซูเพียงแค่ก้มหน้ามองรองเท้าของตัวเองเท่านั้น

นักเรียนทุกคนหันหน้าไปทางกล้องได้แล้ว จะถ่ายรูปกันแล้ว เสียงตะโกนของอาจารย์ที่ยืนอยู่ข้างล่างนั้นทำให้มือเรียวนั้นปล่อยข้อมือเล็กๆ นั้นออก ก่อนทั้งสองคนจะหันไปมองทางกล้องสีดำตัวสวยที่ตั้งอยู่ ช่างถ่ายรูปร่างท้วมอยู่ในเสื้อกันหนาวสีน้ำเงินเข้มตัวหนากำกับตำแหน่งของภาพให้ดูเข้าที่

พอเรียนจบไปเราจะได้เจอกันเหมือนเดิมมั้ย? ถามออกไปด้วยเสียงสั่นเครือเหมือนเด็กโง่ที่กำลังจะร้องไห้เพราะเรื่องแค่นี้ ยูชุนหันกลับไปมองเพื่อนตัวเล็กที่ยืนอยู่ข้างๆ ใบหน้านั้นก้มต่ำลงรู้สึกถึงไหล่เล็กๆ ที่สั่นน้อยๆ ริมฝีปากบางนั้นเม้มแน่นเพื่อห้ามน้ำตาที่กำลังจะไหลลงมา

แน่นอนสิ ตอบเสียงเบา ไล้นิ้วโป้งเช็ดน้ำตาให้อีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา ก่อนถอนใจออกมาแรงๆ คล้ายกับลำคอนั้นร้อนผ่าว ยูชุนเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้ากว้างก่อนกระพริบตาถี่ๆ ...เสียงคุยกันเงียบลง ทุกคนมองไปที่กล้องพร้อมกับยิ้มออกมา หากแต่จุนซูกลับมองกล้องด้วยสีหน้าที่เศร้าหมอง

โอเคครับ มองกล้องนะครับ
ยิ้มสิ จุนซู...วันนี้นายเรียนจบนะ...คิม จุนซู ยิ้มหน่อยสิ แบบนี้เหมือนไม่ใช่ตัวนายเลยนะ

หนึ่ง
เรียนจบแล้ว ก้าวไปอีกก้าวแล้ว นายควรจะดีใจไม่ใช่เหรอ?

สอง
ถ้าก้าวต่อไปไม่มียูชุน...สู้อยู่แบบนี้ไปจะไม่ดีกว่าเหรอ...

ไม่ทันที่จะคิดอะไรต่อก็รู้สึกถึงความอบอุ่นและแรงกระชับที่มือของตน มือเรียวที่กำลังเกาะกุมนั้นกระชับแน่น มองใบหน้าด้านข้างของอีกฝ่ายนิ่ง ริมฝีปากอิ่มขยับเล็กน้อย เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา...หากแต่จุนซูกลับได้ยินชัด มือเรียวเล็กกระชับแน่นแทนคำตอบ

สาม สิ้นเสียงนับ เสียงชัตเตอร์ดังขึ้นแสงแฟลชสว่างจ้าสะท้อนขึ้น ทุกคนยืนนิ่งอยู่แบบนั้นพักนึงก่อนที่เสียงคุยจะดังขึ้นมาอีกครั้งเมื่อตากล้องยกมือแทนสัญลักษณ์ว่าการถ่ายรูปสิ้นสุดลง

ได้สินะ? ยูชุนถามขึ้นมา ก่อนหันไปมองคนตัวเล็กที่กำลังยิ้มอยู่ จุนซูพยักหน้ายิ้มๆ มือทั้งสองยังคงกระชับแน่นไม่ปล่อย สบตากันก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะที่สดใสราวกับกระดิ่งที่ลั่นดังเพื่อคำสัญญาของคำว่าตลอดไป...

...

หยดน้ำใสเอ่อล้นนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้ม ภาพตรงหน้าพร่าเลือนลงไป จุนซูหลับตาลงช้าๆ ขับหยดน้ำตาให้รินไหลลงมาช้าๆ ไหล่บางเล็กสั่นสะท้าน...ทางเดินข้างห้องสมุดที่เคยวุ่นวายกลับเงียบสงัดและไร้ซึ่งผู้คน มีเพียงร่างเล็กในเสื้อโค้ทสีน้ำตาลอ่อนเท่านั้นที่กำลังยืนอยู่...มือเล็กเอื้อมไปข้างกายหวังเพียงอยากจะคว้ามือของคนที่เฝ้าคิดถึงไว้...แต่สิ่งที่สัมผัสได้กลับมีเพียงความว่างเปล่า

ความว่างเปล่าและความเงียบเหงาที่เกิดจากความคิดถึง
ความคิดถึงที่ทำให้ร้องไห้ออกมา...ด้วยความรัก

นี่...เราจะก้าวไปด้วยกัน...ตลอดไป...ได้มั้ย?

ฉันต่างหากที่อยากจะถามคำถามนั้น
ถ้านายรู้ความรู้สึกของฉัน เราจะยังก้าวไปด้วยกันได้อีกมั้ย?

เสียงเพลงประจำมหาวิทยาลัยจากลำโพงที่ตัวตึกสูงดังแข่งกับเสียงผู้คนนับร้อยที่กำลังเดินอยู่เบื้องล่าง สนามฟุตบอลขนาดกว้างถูกจัดให้เป็นสถานที่สำหรับแนะแนวนักศึกษาใหม่ ซุ้มขายของของแต่ละคณะดูคลาคล่ำไปด้วยนักศึกษาทั้งรุ่นพี่และรุ่นน้อง ซุ้มประชาสัมพันธ์ชมรมต่างๆ ดูจะคึกคักเป็นพิเศษด้วยเสียงเพลงและการแต่งกายของเหล่าสมาชิกรุ่นพี่ ทั้งเสียงเพลงและเสียงผู้คนล้วนแต่ทำให้งานเปิดโลกในวันนี้ดูครึกครื้น

เนินสนามหญ้าสีเขียวริมสนามฟุตบอลข้างตึกเรียนและต้นไม้ใหญ่ดูคล้ายกำลังหลีกหนีความวุ่นวายเบื้องล่างนั่น ร่างบางในชุดเสื้อกันหนาวสีเทาเข้มและกางเกงยีนส์สีซีดกำลังยืนคุยกับชายร่างสูงเจ้าของใบหน้าคมคายด้วยรอยยิ้ม บทสนทนาที่แสนธรรมดากลับดูอบอุ่นเมื่อคนตรงหน้าคือคนรัก

แล้วนี่รุ่นพี่จะมีแข่งบาสอีกมั้ยครับ? ถามขึ้นมาเมื่อนึกขึ้นได้ ถึงแม้ว่าจะพึ่งแข่งเสร็จไป แต่เพราะเป็นกัปตันทีม และหัวหน้าชมรมอาจทำให้ต้องมีแข่งบ่อยมากกว่าปกติ

อืม ก็มีน่ะ พอเปิดเรียนมาก็ต้องแข่งเปิดชมรมแล้วก็...อืม...มีอะไรอีกมั้ยนะ พี่ยุนโฮ? เงยหน้าขึ้นไปถามเพื่อนสนิทที่ยืนอยู่ข้างๆ เรียกอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงล้อเลียน ทำเอาเจ้าของชื่อหันขวับมาทันตา พร้อมส่งสายตาอาฆาตมาให้แทนคำตอบ

ดูทำหน้าเข้าสิ พี่ยุนโฮ เดี๋ยวน้องๆ ก็กลัวหมดหรอก แกล้งทำเสียงหวานทั้งๆ ที่รู้ว่ามันไม่ได้เข้ากับใบหน้าของตัวเองเลยแม้แต่น้อย ก่อนจะหัวเราะออกมาเมื่อเห็นว่าเพื่อนตัวโตทำท่าเหมือนกำลังจะมาบีบคอเค้า

ไอ้เจคิม หยุดหัวเราะเลยนะเว้ย! ยุนโฮโวยวายเอื้อมมือหมายจะอัดเข้าที่แขนอีกฝ่าย แต่ดูเหมือนเพื่อนตัวแสบจะไวกว่า ขายาวๆ รีบก้าวไปหลบหลังคนรักตัวเล็ก แจจุงทำได้เพียงแค่หัวเราะออกมาเบาๆ กับอาการที่เหมือนเด็กๆ ของทั้งสองคนเท่านั้น ก่อนจะหันหน้าไปสบตากับชางมินที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก ชางมินพยักหน้าเล็กน้อยเหมือนต้องการจะบอกอะไร

เอาแจจุงมากันอยู่เรื่อยเลยนะ ฝากไว้ก่อนแล้วกัน ชี้หน้าเพื่อนตัวสูงที่ยืนทำหน้ากวนประสาทอยู่หลังคนหน้าหวาน ก่อนจะยอมถอยออกไป

อ่ะ จริงสิ...รอเดี๋ยวนะครับ แจจุงเอ่ยขึ้น ผละตัวเองออกห่างจากเจคิมเล็กน้อย มือเล็กค้นหาของในกระเป๋าสีขาวสะอาดที่สะพายอยู่ ก่อนจะหยิบกล่องของขวัญใบเล็กให้คนตรงหน้า ร่างสูงรับมาก่อนมองสลับไปมาระหว่างกล่องของขวัญและใบหน้าของคนรัก

ของขวัญที่รุ่นพี่แข่งบาสชนะไงครับ ตอบคำถามที่ปรากฏขึ้นอยู่บนใบหน้าของอีกฝ่ายพร้อมรอยยิ้มสดใส รอยยิ้มที่ทำให้ใครหลายคนต้องยิ้มตามอย่างห้ามไม่ได้

พี่แกะเลยได้มั้ยเนี่ย? ถามพร้อมกับยกกล่องของขวัญขึ้นเขย่าเบาๆ ไม่ได้ยินเสียงอะไรออกมา แต่น้ำหนักที่มีอยู่เพียงเล็กน้อยก็พอจะให้รู้ว่านี่ไม่ใช่กล่องเปล่า และแจจุงก็ไม่ใช่คนที่ชอบเล่นอะไรแผลงๆ แบบนี้อยู่แล้วด้วย แจจุงพยักหน้าเล็กน้อย นัยน์ตาสีเข้มนั้นเป็นประกายคล้ายกับกำลังตื่นเต้นว่าอีกฝ่ายจะถูกใจกับของขวัญมั้ย ริมฝีปากบางเม้มเข้ากันเล็กน้อยอย่างติดเป็นนิสัย

ไหนดูสิ ว่าแจจุงจะให้อะไรพี่ พึมพำเสียงเบา ค่อยๆ แกะโบว์สีเงินออกอย่างช้าๆ ก่อนเก็บใส่ไว้ในกระเป๋าที่เปิดไว้ กระดาษห่อของขวัญเนื้อเรียบสีน้ำเงินเข้มถูกแกะออก และพับเก็บอย่างดี ก่อนจะถูกเก็บไว้ในกระเป๋าช่องเล็กเหมือนกับริบบิ้นเมื่อครู่ กล่องลูกฟูกสีน้ำตาลแก่อยู่ในมือเรียว ร่างสูงเปิดฝากล่องออกก่อนจะดึงของข้างในออกมา

.....นี่....? จ้องมองตุ๊กตาสีน้ำตาลหน้าตาคล้ายหมาผสมหมีที่อยู่ปลายพวงกุญแจพลาสติกสีฟ้าอ่อน คิ้วได้รูปขมวดเข้าหากัน เหมือนกับเคยเห็นที่ไหนกันนะ....

แทสมาเนียน เดวิล

แทสมาเนียน เดวิล? ทวนคำพูดของแจจุงงงๆ ก่อนหันกลับไปมองที่ตุ๊กตาอีกครั้ง ร่างบางหัวเราะออกมาเบาๆ กับสีหน้าของคนรัก

เจ้าตัวนี้น่ะ ชื่อแทสมาเนียน เดวิลครับ เป็นตัวการ์ตูนของลูนี่ย์ ทูนส์ไงครับ รุ่นพี่รู้จักมั้ยครับ? นิ้วเรียวเล็กชี้ไปที่ตุ๊กตาหน้าตาประหลาดก่อนอธิบายด้วยเสียงใสๆ เจคิมมองใบหน้าหวานที่ดูกระตือรือร้นนั้นยิ้มๆ

พี่ไม่ค่อยได้ดูการ์ตูนเท่าไรน่ะ น่ารักดีนะเจ้าแทสอะไรเนี่ย เจคิมบอกพร้อมกับมองตุ๊กตาหน้าตาประหลาดอีกครั้ง ดูไปดูมามันก็ดูน่ารักดีนะเนี่ย ถึงจะมีเขี้ยวแล้วก็อ้วนไปหน่อยก็เถอะ

แทสมาเนียนน่ะ วิ่งเร็วมาก แล้วก็หมุนตัวเป็นไต้ฝุ่นได้ อืม...ยังไงดีล่ะเร็วเหมือนไต้ฝุ่นน่ะครับ เหมือนรุ่นพี่ไง แจจุงอธิบายอย่างวกวนก่อนจะพยายามสรุปให้จบลงที่เหตุผลที่เค้าเลือกพวงกุญแจตุ๊กตานุ่